Maurice (1987)

Maurice

Maurice (1987) British : James Ivory ♥♥♥♡

สหราชอาณาจักรในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รังเกียจต่อต้านคนรักร่วมเพศเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้มีการศึกษาชนชั้นสูงจักถูกเสี้ยมสั่งสอนปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็ก ถ้าเผลอปล่อยตัวปล่อยใจแล้วถูกจับได้ ไม่ใช่แค่อับอายเสียชื่อเสียง ร้ายแรงอาจถึงขั้นจำคุกประหารชีวิต แต่เรื่องของความรักมันหักห้ามใจกันได้ที่ไหน, นำแสดงแจ้งเกิด James Wilby, Huge Grant คว้ารางวัล Volpi Cup for Actor และผู้กำกับ James Ivory คว้า Silver Lion: Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Venice

ความประทับใจแรกก่อนที่ผมจะรับชมหนังเรื่องนี้คือ Huge Grant เนี่ยนะเล่นหนังเกย์! นึกภาพไม่ออกเลยทีเดียว แต่หลังจากดูจบปรากฎว่าพี่แกเซฟสุดแล้วในสามนักแสดงนำ คือแค่ Passion กอดจูบลูบไล้นัวเนีย แต่ James Wilby กับ Rupert Graves ถูกผู้กำกับ James Ivory เปลือยกายล่อนจ้อนต่อหน้ากล้อง บรรดาเก้งก้างชะนีทั้งหลายไปหาส่องกันเอาเองนะครับ

Maurice เป็นภาพยนตร์ Drama Romance ที่มีความเพลิดเพลิน ล่องลอยไปเรื่อยๆเปื่อยๆ ไม่เน้นโรแมนติกเลิฟซีน นำเสนอวิถีชีวิตของชาย 2-3 คนที่ผู้ชมจะรับรู้ว่าพวกเขาเป็นเกย์ แต่ต้องมีชีวิตหลบๆซ่อนๆ ปกปิดความรักที่มีให้กัน เพราะบริบทข้อกำหนดทางสังคมในยุคสมัยนั้น ลุ้นเป็นกำลังใจให้พวกเขาค้นพบเจอทางออกของปัญหา โดยไม่รู้ตัว 140 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็วมากๆ ตอนจบหลายคนอาจรู้สึก เอาแบบนี้เลยเหรอ ค้างคาไม่น่าเป็นไปได้ แต่ชีวิตก็แบบนี้แหละ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งคงเหลือเพียง 2 ทางเลือก ‘ปกปิด’ หรือ ‘เปิดเผย’ จะมาครึ่งๆกลางๆ รั้งรีรอ อดรนทนอยู่ได้อย่างไร

James Ivory (เกิดปี 1928) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Berkeley, California โตขึ้นเข้าเรียน University of Oregon School of Architecture and Allied Arts จบคณะ Fine Arts ตามด้วยปริญญาโทที่ University of Southern California School of Cinematic Arts สาขาภาพยนตร์, ได้รู้จักกับโปรดิวเซอร์สัญชาติอินเดีย Ismail Merchant เมื่อปี 1964 ร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอ Merchant Ivory Production จนถึงปี 2005 รวมเวลา 44 ปี เป็นคู่ขา(คู่รัก)ที่ร่วมงานกันยาวนานสุดในวงการภาพยนตร์ (บันทึกโดย Guinness World Records), เข้าชิง Oscar: Best Director สามครั้ง ไม่เคยได้รางวัล A Room with a View (1985), Howards End (1992), The Remains of the Day (1993) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Bombay Talkie (1970), Maurice (1987) ฯ

หลังเสร็จสร้าง A Room with a View (1985) ผลงานที่น่าจะยอดเยี่ยมที่สุดของ Ivory ประสบความสำเร็จทั้งรายรับและคำวิจารณ์ (เข้าชิง Oscar 8 สาขา คว้ามา 3 รางวัล) มีความสนใจต้องการดัดแปลงนิยายของ E. M. Forster เรื่องอื่นๆอีกครั้ง หลังจากอ่านครบทุกเล่ม ตัดสินใจเลือก Maurice เป็นผลงานถัดมา ให้ความเห็นว่า

“People’s turmoil and having to decide for themselves how they want to live and what their true feelings are and whether they’re going to live honestly with them or deny them. That’s no different. Nothing’s any easier, for young people. I felt it was quite relevant.”

Edward Morgan Forster (1879 – 1970) นักเขียนนิยายสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Marylebone, Middlesex โตขึ้นเข้าเรียนที่ King’s College, Cambridge หนึ่งในสมาชิกกลุ่มลับ Apostles ที่ชอบรวบกลุ่มสนทนาโตเถียงปรัชญา ตั้งคำถามเชิงจริยธรรมของสังคม ฯ จบออกมาออกเดินทางรอบโลก Egypt, German, India ฯ เป็นอาสาสมัคร Red Cross ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

ความสนใจของ Forster มักนำเสนอความแตกต่างทางชนชั้นของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร ช่วงต้นศตวรรษ 20 ซึ่งภายหลังถูกตีความใหม่ แท้จริงแล้วเป็นการเปรียบเปรยกับประเด็นรักร่วมเพศของตนเอง ที่มิอาจได้รับการนำเสนอพูดบอกออกมาได้ในช่วงเวลานั้น

ทั้งชีวิตของ Foster ตีพิมพ์นิยาย 5 เรื่อง และอีก 1 เรื่องหลังเสียชีวิตไปแล้ว ประกอบด้วย
– Where Angels Fear to Tread (1905) ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับ Charles Sturridge ปี 1991
– The Longest Journey (1907)
– A Room with a View (1908) ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับ James Ivory ปี 1985
– Howards End (1910) ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับ James Ivory ปี 1992
– A Passage to India (1924)  ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับ David Lean ปี 1984

สำหรับ Maurice เริ่มเขียนระหว่างปี 1913-14 หวนกลับมา Revised สองครั้งช่วงปี 1932 และ 1959-1960 นำให้คนรู้จักเพื่อนสนิท (วงในที่เป็นเกย์) ได้มีโอกาสอ่าน แต่มิเคยคิดนำออกตีพิมพ์ในช่วงเวลาที่ตนเองยังมีชีวิตอยู่ ‘Publishable, but worth it?’ ด้วยเหตุผลข้อจำกัดทางกฎหมายของประเทศอังกฤษตอนนั้น ย่อมก่อให้เกิดข้อถกเถียงวิพากย์วิจารณ์วุ่นวายบานปลายใหญ่โต, หลังจาก Forster เสียชีวิต หนึ่งในเพื่อนสนิท Christopher Isherwood ตัดสินใจนำนิยายเรื่องนี้ออกตีพิมพ์ (Posthumously) เมื่อปี 1971 เพราะกฎหมายเริ่มผ่อนปรนแล้ว แม้ช่วงแรกๆยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แต่หลังจากได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ ถึงเริ่มขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทีเดียว

เกร็ด: ประเทศอังกฤษ เริ่มมีกฎหมายต่อผู้เป็น Homosexual มาตั้งแต่ยุคสมัย Henry VIII (1491 – 1547) เมื่อปี 1533 (Buggery Act 1533) ให้ผู้กระทำการร่วมเพศทางทวารหนัก หรือกับสัตว์ ต้องรับโทษประหารชีวิตแขวนคอ, การผ่อนปรนครั้งแรกเริ่มต้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1967 (Sexual Offences Act 1967) อนุญาตให้ความสัมพันธ์รักร่วมเพศเกิดขึ้นได้โดยลับ แต่มีข้อแม้ว่าชายทั้งสองต้องมีอายุเกิน 21 ปีแล้วเท่านั้น

ว่ากันว่าแรงบันดาลใจของนิยายเล่มนี้ มาจากเพื่อนนักกวีคนหนึ่งชื่อ Edward Carpenter เมื่อประมาณปี 1912 แอบมีความสัมพันธ์ลับๆกับคนใช้หนุ่ม George Merrill ซึ่งแทนด้วยตัวละคร Maurice Hall กับ Alec Scudder ขณะที่ Clive Durham ก็ไม่ใช่ใครอื่นแทนด้วยตัวของผู้เขียน E. M. Forster เองนะแหละ

เดิมนั้น Ivory ตั้งใจดัดแปลงบทภาพยนตร์ร่วมกับนักเขียนเพื่อนสนิทขาประจำ Ruth Prawer Jhabvala แต่เพราะเธอติดพันอยู่กับนิยายของตนเองเรื่อง Three Continents ทำให้มีโอกาสรู้จักกับ Kit Hesketh-Harvey สัญชาติอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้เขียนบทสารคดีให้กับรายการช่อง BCC, ตัวของ Hesketh-Harvey เคยเข้าเรียนที่ Cambridge University ทำให้มีความรู้พื้นหลังสถานที่ ขนบธรรมเนียม ภาษาศัพท์แสลง ของคนชนชั้นกลางอังกฤษเป็นอย่างดี

“What Kit brought to the script was his social background. He went to Cambridge and a fancy prep school. His knowledge of the British upper middle class that was incredibly useful – the dialect, the speech, the slang, and so many other things. As an American, I could not have possibly written the script without him.”

แต่ Jhabvala ก็มิได้ทิ้ง Ivory นะครับ เธอยังช่วยตรวจทานบทหนังที่เสร็จแล้วให้ พร้อมคำแนะนำเพิ่มเติมเรื่องราวของตัวละคร Risley เพื่อนสนิทของ Clive ที่ถูกจับกุมติดคุกข้อหาพฤติกรรมรักร่วมเพศ สร้างความสมเหตุสมผลให้กับการตัดสินใจของตัวละครได้อย่างทรงพลังมากๆ

Maurice Hall (รับบทโดย James Wilby) เมื่อปี 1909 เข้าเรียนที่ Cambridge University ทำให้ได้มีโอกาสพบเจอรู้จักกับ Clive Durham (รับบทโดย Hugh Grant) ตกหลุมรัก สารภาพความรู้สึกต่อกัน ภายหลังเรียนจบแยกย้ายทำงาน แต่ก็ยังเก็บซ่อนความรู้สึกดีๆ หวนกลับมาพบเจอกันอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับเพื่อนสนิทของ Clive ทำให้เขาตัดสินใจบอกเลิกรา แต่งงานกับหญิงสาว Anne Durham (รับบทโดย Phoebe Nicholls) สร้างความไม่พึงพอใจต่อ Maurice อย่างมาก กระทั่งวันหนึ่งพลาดพลั้งเผลอปล่อยตัวกายใจให้กับเด็กหนุ่มคนใช้ชั้นต่ำ Alec Scudder (รับบทโดย Rupert Graves) สุดท้ายแล้ว Maurice จะตัดสินใจเลือกใครก็ต้องไปตามลุ้นกัน!

James Jonathon Wilby (เกิดปี 1958) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Rangoon, ประเทศพม่า เข้าเรียนสาขาคณิตศาสตร์ที่ Grey College, University of Durham ก่อนเปลี่ยนความสนใจไป Royal Academy of Dramatic Art มีผลงานการแสดงเรื่องแรก Privileged (1982) ประกบ Huge Grant เพราะเหตุนี้เลยได้รับบทนำประกบคู่กันอีกครั้ใน Maurice (1987), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ A Handful of Dust (1988), A Tale of Two Cities (1989), Howards End (1992), Regeneration (1997), Cotton Mary (1999), Gosford Park (2001) ฯ

รับบท Maurice Hall แม้ตั้งแต่เด็กจะถูกปลูกฝังให้พยายามทำตัวอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ของสังคม แต่เมื่อตกหลุมรักกับ Clive Durham ก็กลายเป็นคนนอกคอก ไม่คิดปกปิดความต้องการในใจของตนเอง จนถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย แต่นั่นทำให้ตอนถูกบอกเลิกไปต่อแทบไม่ถูก หลงคิดว่า Homosexual คือโรคติดต่อชั่วร้าย แต่รักษาที่ไหนก็ไม่หาย ถูกสะกดจิตกลับยิ่งอ่อนแอ เมื่อพลาดพลั้งได้เสียกับ Alec Scudder แรกๆมีความหวาดหวั่นวิตกกลัวถูก Blackmail แต่ไปๆมาๆเมื่อได้รับรู้ตัวตนแท้จริงของอีกฝ่ายที่ยินยอมเสียสละอนาคตเพื่อตน ตัวเขาเลยตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างที่สร้างสั่งสะสมมาตลอดชีวิต

เดิมนั้น Ivory เล็ง Julian Sands ที่เคยร่วมงานกันตอน A Room with a View ให้มารับบทนำ แต่เจ้าตัวกลับถอนตัวออกไป ทำให้ James Wilby ที่เข้ามา Audition ในบทพี่สะใภ้ของ Clive Durham ได้รับพิจารณาเพราะมีผมสีบลอนด์ ตรงกับข้ามกับ Grant ที่เป็นผมสีดำ

ใบหน้าของ Wilby สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกออกมาจากภายในได้ค่อนข้างสมจริง ค่อนข้างหลากหลายทั้งสุข-ทุกข์ อิ่มเอิบ-รวดร้าว ช่วงไฮไลท์คงเป็นขณะที่พบกับจิตแพทย์ถูกสะกดจิต (รับบทโดย Ben Kingsley) ตาลืมโพลงไม่กระพริบ พยายามฝืนหักห้ามใจตนเอง แต่กลับสะอื้นร้องไห้ออกมา

Hugh John Mungo Grant (เกิดปี 1960) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Hammersmith, London โตขึ้นได้ทุนเข้าเรียนต่อที่ New College, Oxford ทำให้ได้รับโอกาสเป็นนักแสดงหนังเรื่อง Privileged (1982) ตามด้วย Maurice (1987), โด่งดังพลุแตกกับ Four Weddings and a Funeral (1994), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Sense and Sensibility (1995), Notting Hill (1999), Bridget Jones’s Diary (2001), About a Boy (2002), Love Actually (2003), Florence Foster Jenkins (2016) ฯ

รับบท Clive Durham แม้จะตกหลุมหลงใหลรักใคร่ Maurice แต่ก็มิอาจเอาฐานะชนชั้นของตนเองเข้าไปเสี่ยงกับความสัมพันธ์รักร่วมเพศ เพราะการได้พบเห็นบทเรียนแบบอย่างจากเพื่อนสนิท ถึงขนาดหมดสิ้นเรี่ยวแรงเป็นลมล้มพับ ใช้การเดินทางท่องเที่ยวประเทศ Greece พบเจอหญิงสาวบ้านรวยสวยใสไร้เดียงสา ขอเธอแต่งงานแล้วบอกเลิกกับคนรักหนุ่ม แต่ก็ยังคงความเป็นเพื่อนสนิทอยู่เคียงข้างใกล้ชิด

Grant เป็นนักแสดงที่มีฝืมือใช้ได้เลยนะ ประกอบกับภาพลักษณ์อันหล่อเหลามีเสน่ห์ ถ้าไม่จำกัดตัวเองกับบทรักโรแมนติก เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จมีความหลากหลายในผลงานมากกว่านี้ แต่เพราะตัวเขามักเลือก Safe-Zone แบบตัวละครในหนังเรื่องนี้ ชีวิตจริงก็เลยได้แค่ … แต่ก็ถือเป็นดาราดัง ประสบความสำเร็จมากๆคนหนึ่ง

ผมค่อนข้างประทับใจในฉากรักโรแมนติก กุ๊กกิ๊กของ Grant ที่ถ้าเปลี่ยนจากชายเป็นหญิง ก็จะกลายเป็นลักษณะที่ใครๆต่างคุ้นเคย รอยยิ้มของเขาทำให้โลกสวยสดใส แต่พอจมปลักด้วยความทุกข์เศร้า อัดอั้นทรมานใจ ก็ไม่วายให้ทุกสิ่งรอบข้างดูจืดชืดลงทันที

Rupert Graves (เกิดปี 1963) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Weston-super-Mare, Somerset ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 15 เพื่อเขข้าคณะละครสัตว์ กลายเป็นนักแสดงละครเวที เริ่มได้รับการจดจำจาก Room with a View (1985) ตามด้วย Maurice (1987), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ A Handful of Dust (1988), The Madness of King George (1994), Different for Girls (1996), Intimate Relations (1996) ฯ

รับบท Alec Scudder เด็กหนุ่มคนใช้ของ Clive Durham ด้วยความเฉลียวฉลาดเกินวัย พบเห็นบางสิ่งอย่างที่ไม่สมควร แต่กลับสร้างความพึงพอใจให้กับตนเอง ค่ำคืนหนึ่งแอบเห็น Maurice Hall เหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่างมาให้เขา แอบปีนหน้าต่างขึ้นห้อง ทั้งๆที่ฐานะชนชั้นมีความแตกต่าง ก็มิอาจกั้นขวางความรักของทั้งสองได้

ผมว่า MVP ของหนังจริงๆคือ Alec นี่แหละ มานิ่งๆเนียนๆ แต่เหมือนหมาคาบไปแดกทุกสิ่งอย่าง, ภาพลักษณ์ของ Graves เหมือนเด็กเมื่อวานซืน ไม่รู้สำนึกบุญคุณคน เพราะความเฉลียวฉลาดเกินหน้าเกินตา ทำให้ Maurice เกิดความหวาดระแวงร้อนรน กระนั้นเมื่อได้รับรู้ตัวตน ร่วมรักในห้องที่ London เปลือยเปล่าไม่มีอะไรปกปิด นั่นทำให้พวกเขาเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

แม้จะด้วยทุนสร้างที่จำกัด แต่เพราะความซับซ้อนของเนื้อหาเรื่องรายว ใช้เวลาถึง 54 วันถ่ายทำ (โปรแกรมแน่นมาก 6 วันต่อสัปดาห์) นี่ทำให้ไม่มีแม้แต่เวลาซักซ้อมการแสดง แค่เพียงอ่านบทแล้วเริ่มถ่ายทำกันเลย

หนังถ่ายทำทั้งหมดยังสถานที่จริง King’s College, Cambridge ฉากด้านนอกอื่นๆ อาทิ Wilbury Park, Wiltshire ฯ ส่วนฉากที่อ้างว่าคือประเทศ Greece จริงๆคือที่ Sicily, Italy

ถ่ายภาพโดย Pierre Lhomme ตากล้องสัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่น อาทิ Camille Claudel (1988), Cyrano de Bergerac (1990) ฯ โดดเด่นอย่างยิ่งในเรื่องการจัดแสง High-Key, Low-Key เพื่อสะท้อนสัมผัสทางอารมณ์ของ Maurice บางครั้งนุ่มนวล อ่อนหวาน (High Key) และหลายครั้งเยือกเย็นชา แข็งกระด้าง (Low Key)

จิตรกรรมบนพื้นทราย มองกันออกหรือเปล่าเอ่ยอะไรคืออะไร

ช็อตนี้ถือว่าสวยงามที่สุดในหนังแล้ว มีความนุ่มนวลอ่อนหวาน กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปช้าๆ Maurice กับ Clive กำลังอิ่มเอมสุขสันต์กับความรักอันเบิกบานของพวกเขาทั้งสอง

ฉากที่ให้สัมผัสอันแห้งแล้ง เยือกเย็นชา ทุกข์ทรมานแสนสาหัส คือขณะที่ Clive หลังจากได้พบเห็นเพื่อนเก่าถูกตัดสินข้อหา Homosexual นึกย้อนถ้ามันเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ชีวิตจะต้องพบเจอความสูญเสียอะไรบ้าง, นี่เป็นวินาทีที่ Clive ภายหลังตัดสินใจเก็บความต้องการของตนเองไว้ในตู้เสื้อผ้าด้านหลัง

ขณะที่ Clive สามารถค้นพบเจอทางออกสู่แสงสว่างของตัวเอง ตรงกันข้ามกับ Maurice ที่พุ่งทะยานเข้าสู่ด้านมืดในจิตใจ กับช็อตนี้จ้องมองกองไฟแห่ง Passion กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไป มันจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันต่อไปละเนี่ย

ช็อตช่วงท้ายของหนังนี้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว ถ่ายให้เห็นภรรยาของ Clive ในมุมที่สะท้อนจากกระจกเท่านั้น เข้าสวมกอดเธอจากด้านหลัง แล้วเดินไปปิดหน้าต่าง ราวกับว่าต้องการสื่อถึง นี่ไม่ใช่ชีวิตที่เขามิได้ต้องการ เป็นเพียงภาพสะท้อนจากในกระจกเท่านั้น

กล่าวคือ Clive คงรู้สึกเสียใจที่ต้องปล่อย Maurice ให้ไปกับ Alec เพราะตัวเองยังคงรักอยู่มาก แต่เมื่อเลือกแต่งงานมีภรรยา ก็จำใจต้องปล่อยเขาไป มีชีวิตอยู่อย่าง… ทุกข์ทรมานแต่ปลอดภัย

ตัดต่อโดย Katherine Wenning, หนังใช้มุมมองของ Maurice Hall ในการเล่าเรื่องทั้งหมด กล่าวคือทุกฉากจะต้องมีตัวเขาอยู่ แม้กระทั่งฉากที่ Greece ยังมาในรูปของจดหมายเขียนถึง Clive

การดำเนินเรื่องใช้ลักษณะของ Time Skip (หรือ Time Jump) ผู้ชมไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า เวลาของหนังผ่านไปเท่าไหร่ กระโดดไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ ไม่มีการแทรกภาพย้อนหลัง (Flashback) แต่ขณะหนึ่งตอนสะกดจิตเป็นการภาพซ้อน น่าจะในจินตนาการของ Maurice

Delete Scene หนึ่งของหนังที่ถูกตัดออกไป เพื่อนของ Clive ที่ถูกจับข้อหาเป็นคนรักร่วมเพศ ได้รับคำตัดสินให้ทำงานหนักเป็นเวลา 6 เดือน จะมีฉากฆ่าตัวตายในคุกด้วยความละอาย, คงเพราะนี่เป็นเหตุการณ์รุนแรงมากๆเลยถูกตัดออก และทำให้โทนของหนังตึงเครียดหนักไปกว่าเดิม และ Clive แค่นี้ก็แทบแย่เอาตัวจะไม่รอดอยู่แล้ว

เพลงประกอบโดย Richard Robbins นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกา ขาประจำของ Ivory, ผู้ชมส่วนใหญ่อาจจะบอกไม่ค่อยได้ยินเสียงเพลงประกอบสักเท่าไหร่ แต่จะบอกว่านี่เป็นส่วนที่โดดเด่นมากๆ กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งเข้ากับพื้นหลัง สร้างเสริมบรรยากาศให้กับหนังได้อย่างลงตัว

บทเพลง Prologue: The Lesson จินตนาการตามถึงชายหาดริมทะเล อาจารย์คนหนึ่งกำลังเสี้ยมสอนเด็กชายผู้ยังมิรู้เดียงสา ให้รู้จักเข้าใจวิถีชีวิตของมนุษย์, บทเพลงมีทำนองอันนุ่มนวล อ่อนหวาน ไร้เดียงสา ชวนให้เคลิ้บเคลิ้ม ล่องลอย หลงใหล ถึงไม่รู้อะไรแต่ก็ตั้งใจรับฟังไว้ เกิดความฉงนสงสัย แต่คิดว่านั่นคงเป็นสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นกับตนในอีกไม่ช้านาน

บทเพลง The Moonlit Night เริ่มต้นด้วยความเย็นยะเยือก ค่ำคืนอันเงียบสงัด ชวนให้สยิวกายเบาๆ แต่ชายหนุ่มกลับเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เหมือนเพื่อรอคอยอะไรบางอย่าง จากนั้นใครสักคนแปลกหน้าปีนบันไดเข้าหน้าต่างมา ถลาโถมเข้ากอด นัวเนียเค้าคลอเคลีย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

ทิ้งท้ายด้วยบทเพลง Clive and Anne ระหว่างพวกเขามันคือความเย็นชา ถึงเป็นสามีภรรยาก็เท่านั้น หาใช่คนรักกันและกันอย่างแท้จริงใจ, เสียงเปียโนคอยเน้นย้ำความรู้สึกที่มีให้กันของทั้งสอง ค่อนๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงระยะห่างที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น และความเจ็บปวดรวดร้าวระทมสะสมพอกพูน ลุกลามจนมิอาจแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป

ตั้งแต่เด็ก Maurice ถูกเสี้ยมสั่งสอนให้ยึดมั่นในกรอบ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ตามกฎหมายของสังคมประเทศชาติ ตัวเขาก็มีความเชื่อถือในทัศนคตินี้จนกระทั่งเติบใหญ่ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งจึงเรียนรู้ว่า ชีวิตหาได้มีความจำเป็นต้องปฏิบัติทำตามข้อกำหนดอะไรพวกนั้น เลยตัดสินใจแสดงความขบถขัดแย้ง ต่อจากนี้จะขอทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจเท่านั้น

Maurice คือเรื่องราวของการเลือกตัดสินใจ ต้องการมีชีวิตตามอยากที่โหยหา หรือกระทำตรงกันข้ามยึดถือมั่นตามกรอบกฎเกณฑ์บริบททางสังคม ซึ่งตัวเขาได้รู้จักชายสองคน
– Clive Durham คือผู้เลือกยึดถือมั่นในกรอบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ของสังคม แม้นั่นจะขัดต่อความต้องการของหัวใจก็ตามที
– Alec Scudder คือผู้เลือกทำตามความต้องการหัวใจ มิได้สนในกรอบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ของสังคม

หนังค่อนข้างชี้ชักนำผู้ชม (ตามชื่อหนัง) ไปในทางแนะนำให้เลือก ‘ทำตามเสียงเพรียกของหัวใจ’ แม้นั่นจะขัดต่อหลักปฏิบัติ ข้อกฎหมาย หรือบริบททางสังคมก็ตามที ช่างหัวมันประไม … เรื่องพรรค์นี้วิเคราะห์โต้กันไปจนวันโลกแตกก็เถียงไม่จบ ว่าสิ่งถูกต้องเหมาะสมควรควรเป็นเช่นไร
– ฝั่งหนึ่งย่อมต้องสนับสนุน Maurice ให้ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ
– ขณะที่พวกตรงกันข้ามขวาจัด คงยืนยันหัวชนฝา ต้องยึดถือมั่นในกรอบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ของสังคมเท่านั้น ทำแบบนี้มันกบฎชัดๆ

ในเรื่องของชนชั้นค่อนข้างเป็นประเด็นสองแง่สองง่ามพอสมควร
– หนึ่งคือ การที่ Maurice เลือกอยู่กับ Alec มีนัยยะสื่อถึง Homosexual เป็นสิ่งทำให้มนุษย์ตกต่ำทรามลง จากเคยมีหน้ามีตา ชนชั้นสูงของสังคมกลายเป็นเพียงคนชนชั้นล่าง ต้องแอบๆหลบซ่อน ปกปิดมิอาจเปิดเผยตัวตน
– แต่ขณะเดียวกันมองได้ว่า ชนชั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นกำแพงกั้นแบ่งความสัมพันธ์รักใคร่ของคนสองคน

สำหรับผู้ชมในโลกยุคความรักไร้พรมแดน มีความเสรีเปิดกว้างในเรื่องพรรค์นี้ รวมถึงความเหลื่อมล้ำของชนชั้นที่ได้เลือนลางลง (แต่ยังมิได้จางหายไป) รับชมหนังคงรู้สึกพึงพอใจกับคำตอบการเลือกของ Maurice มากกว่าจะขัดขืนย้อนแย้งรับไม่ได้แบบคนสมัยก่อน นี่มันเป็นเรื่องของกาลเวลาล้วนๆ ที่ทำให้ทัศนคติความคิดของคนเปลี่ยนไป เช่นกันกับกฎหมายเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ต้องวิวัฒนาการเปลี่ยนตามเช่นกัน แค่อาจจะค่อนข้างเชื่องช้าตามไม่ค่อยทันใจเสียเท่าไหร่

เห็นว่า E. M. Forster ทำการเขียน Epilogue ไว้ด้วย แต่ภายหลังตัดออกเพราะได้รับความเห็นไม่ดีเท่าไหร่จากกลุ่มผู้อ่านของเขา (พวกเขาต้องการจบแบบ Happy Ending มากกว่า) กระนั้นในบางฉบับตีพิมพ์ของนิยายมีการใส่ปัจฉิมบทนี้เข้าไปด้วย, Maurice กับ Alec อาศัยอยู่ร่วมกันใน Boathouse ทำงานเป็นคนตัดไม้อย่างหลบๆซ่อนๆ (Maurice ถือว่าหายตัวไปจากบ้าน ที่ทำงาน ไม่หวนกลับคืนอีก) วันหนึ่งน้องสาวคนเล็ก Kitty ได้บังเอิญมาพบเจอทั้งสองเข้า แสดงความรังเกียจขยะแขยงอย่างออกนอกหน้า เรื่องราวจบที่ Maurice กับ Alec ในอ้อมกอดกันและกัน พูดคุยได้ข้อสรุปว่า เราควรออกหนีไปให้ไกลจากประเทศอังกฤษจะได้ปลอดภัยกว่านี้

ด้วยทุนสร้าง $2.6 ล้านเหรียญ (ไม่สูงเท่าไหร่ในทศวรรษนั้น) มีรายงานทำเงินเฉพาะในอเมริกา $2.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกน่าจะทำกำไรได้อยู่

หนังเข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ามาถึง 3 รางวัล
– Volpi Cup for Best Actor สำหรับ James Wilby กับ Hugh Grant
– Silver Lion: Best Director [เคียงคู่กับ Ermanno Olmi จากเรื่อง Long Live the Lady! (1987)]
– Golden Osella (Best Music)

ทั้งๆที่กระแสแรงขนาดนี้ แต่ถูกปฏิเสธจาก BAFTA Award ส่วน Oscar ได้เข้าชิงสาขาเดียว
– Best Costume Design

ทั้งๆที่นักวิจารณ์ต่างประเทศกลับค่อนข้างยกย่องประทับใจในหนัง แต่นักวิจารณ์ในประเทศอังกฤษต่างพากันปฏิเสธต่อต้าน, ผู้กำกับ James Ivory แสดงทัศนะอันน่าสนใจไว้ว่า

“…in England, where almost every important film critic was gay, they came out against the film. Their reactions to it were extraordinary! You’d think that they would have been supportive, but they were afraid to be supportive.”

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ในสัมผัสบรรยากาศ ความล่องลอยเรื่อยเปื่อยที่ชวนให้ติดตามไปเรื่อยๆ ไม่เกิดความเบื่อหน่าย แม้ผมจะไม่ค่อยประทับใจตอนจบสักเท่าไหร่ที่ชี้ชักนำผู้ชมจนเลยเถิดไปสักนิด แต่ก็นะผู้กำกับ James Ivory ไม่เคยปกปิดตัวเองว่าเป็นเกย์ จะไม่ให้เลือกจบตามใจฉันแบบนี้ได้ยังไงละ

แนะนำกับคอหนังรักโรแมนติก ชายรักชาย, เคยเรียน Cambridge ชื่นชอบประเทศอังกฤษ สนใจประวัติศาสตร์ในช่วงต้นศตวรรษ 20, งานภาพสวยๆ เพลงประกอบฟังเพลิน, แฟนๆผู้กำกับ James Ivory และนักแสดง Hugh Grant ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับการชี้ชักนำเรื่องราวสู่ความรักชาย-ชาย

TAGLINE | “Maurice ของผู้กำกับ James Ivory พยายามชี้ชักนำผู้ชมให้เลือกข้าง James Wilby ไม่ใช่ฝั่งของ Huge Grant แต่มันรุนแรง มากเกินไปหรือเปล่านะ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of