Metropolis (1927)

Metropolis

Metropolis (1927) German : Fritz Lang ♥♥♥♥

หนัง Sci-Fi เรื่องแรกของโลก Metropolis โดยผู้กำกับสัญชาติเยอรมัน Fritz Lang, เมื่อปี 2010 ได้มีการค้นพบ Footage เพิ่มเติมกว่า 30 นาที รวมความยาว 148 นาที (ต้นฉบับแท้ๆ 153 นาที) นี่เป็นเวอร์ชั่นที่ถือว่าใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุดแล้ว, ใครเป็นคอหนังไซไฟไม่ควรพลาดเลย

ผมดู Metropolis ครั้งแรกน่าจะเมื่อสิบปีก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เวอร์ชั่น 148 นาที ตอนนั้นจำได้ว่าหนังยาวเกือบๆ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งพอเปิดดูครั้งนี้เห็นความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งเล่นเอาประหลาดใจเล็กน้อย ฤาเราจำความยาวของหนังผิด? ลองเช็คดูก็พบว่า มีการค้นพบ Footage เพิ่มเติม แสดงว่านี่เป็นเวอร์ชั่นที่ผมยังไม่เคยดูมาก่อนแน่ๆ

ฟีล์มต้นฉบับของ Metropolis ถือว่าสูญหายไปนานนับศตวรรษ, จนกระทั่งมีการค้นพบและฟื้นฟูครั้งแรกเมื่อปี 1948 โดย Girgio Moroder ที่ได้ทำการตัดต่อใหม่ เอาคำบรรยายที่ขึ้นคั่นออก เปลี่ยนเป็น Subtitles ใส่เสียง Special Effect และเขียน Soundtrack ประกอบขึ้นมาใหม่ ความห่วยของเวอร์ชั่นนี้ได้เข้าชิง Razzie Award สาขา Worst Original Song และ Worst Musical Score, ต่อมาปี 1986 Enno Patalas ได้เอาเวอร์ชั่นของ Moroder เป็นบทเรียนฟื้นฟูหนังเรื่องนี้โดยรักษารายละเอียดให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ตามบทหนังต้นฉบับและโน๊ตเพลงประกอบที่เพิ่งถูกค้นพบในสภาพสมบูรณ์ในปีเดียวกัน กระนั้นเวอร์ชั่นนี้ก็มีฟุตเทจหลายส่วนที่สูญเสียไปแล้วไม่สามารถกู้คืนสภาพได้, ทั้ง 2 เวอร์ชั่นนี้ Kino International ทำเป็น DVD/Blu-ray ขายในปี 2002

เมื่อสิบปีก่อน เชื่อว่าเวอร์ชั่นที่ผมดูน่าจะเป็นเวอร์ชั่นของ Enno Patalas นี่แหละ จำคร่าวๆได้ว่าเกิดความขัดข้องใจ นี่หรือหนังไซไฟที่ใครๆบอกว่ายอดเยี่ยม มันยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างก็จริง แต่ไม่สนุกเอาเสียเลย เรื่องราวอะไรก็ไม่รู้กระโดดไปมาแปลกๆ บางอย่างก็ไม่สมเหตุสมผล ขาดเหตุผลรองรับ ดูแล้วไม่เข้าใจด้วย (คิดว่ามันอาจจะลึกซึ้งเทียบเท่า 2001 ก็เป็นได้) เลยช่างมัน ไม่ได้เอากลับมาดูซ้ำอีกเลย

วันที่ 1 กรกฎาคม 2008 ได้มีการค้นพบฟีล์ม 16mm negative ของหนังเรื่องนี้ที่ Museo del Cine เมือง Buenos Aires, Argentina เป็นเวอร์ชั่นตั้งแต่ปี 1928 ที่ส่งต่อกันมาจาก film distributor ขณะนั้นผ่าน private collector, art foundation และมาจบที่ Museo del Cine (หอภาพยนตร์ของ Argentina), เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับฉบับที่มีอยู่ จะพบ 11 ฉากที่หายไป รวมเวลาครึ่งชั่วโมงพอดี แต่เนื่องจากเป็นฟีล์ม 16mm ทำให้มีคุณภาพด้อยกว่าปกติเล็กน้อย และสัดส่วนของภาพเล็กกว่า 35mm แต่รายละเอียดสำคัญคือ เนื้อเรื่องที่ส่วนที่ขาดหายมีคุณภาพดีอยู่, หลังจาก Restore สำเร็จเรียบร้อย Kino International ก็นำมาจัดทำลง DVD/Blu-ray วางขายเมื่อปี 2010

ต้องถือว่า Kino เวอร์ชั่น 2010 นี้เป็น Metropolis ฉบับสมบูรณ์ที่สุดแล้วนะครับ เวลา 148 นาที มีฉากที่หายไปเทียบกับบทหนังต้นฉบับแค่เพียงฉากเดียวเท่านั้น (ในหนังใช้คำบรรยายขึ้นแทรกในฉากนี้ บอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น) ผมดูแบบไม่เร่งความเร็ว ชิลๆไปเรื่อยก็พบว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก หนังไม่น่าเบื่อเลย แถมเรื่องราวมีความต่อเนื่องไม่สะดุดแม้แต่น้อย ฉากที่เพิ่มเข้ามาได้เติมเต็มหนัง อธิบายอะไรหลายๆให้เข้าใจมากขึ้น บางจุดถือเป็นประเด็นสำคัญของหนังเลยละ (ฉากที่เพิ่มเข้ามาเป็นฟีล์ม 16mm สามารถสังเกตได้ ด้วยภาพจะมีขนาดเล็กลง และคุณภาพไม่ดีเท่าไหร่)

ผู้กำกับ Fritz Lang ให้สัมภาษณ์ว่า แรงบันดาลใจเกิดขึ้นขณะที่เขาและภรรยาได้เดินทางไปเห็นตึกระฟ้าใน New York เมื่อเดือนตุลาคมปี 1924 ความตกตะลึงราวกับถูกสะกดจิต (Distract and hypnotize) จึงได้ขอให้ภรรยาขณะนั้น Thea von Harbou เขียนนิยายไซไฟเรื่องนี้ขึ้น, นี่อาจฟังดูไม่น่าเชื่อเท่าไหร่ เพราะหนัง Sci-Fi เรื่องแรกของโลกเขียนบทโดยผู้หญิง (นิยายไซไฟเรื่องแรกของโลกก็เขียนโดยผู้หญิงนะครับ, Mary Shelley เขียนเรื่อง Frankenstein) เชื่อว่ามีหลายคนไม่คิดว่าผู้หญิงจะสามารถเขียนนิยายไซไฟได้ดี, ถ้าสังเกตกันหน่อย หนังเรื่องนี้มีผู้หญิงที่เป็นตัวละครสำคัญ และมีประเด็น Feminist แอบแฝงอยู่ด้วย, นิยายเขียนเสร็จ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Illustriertes Blatt ปี 1925 รวมเล่มในปี 1926 และเธอได้ร่วมกับ Lang ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์เพื่อสร้างในปีถัดมา

เรื่องราวเกิดขึ้นในเมือง Metropolis ปี 2026 ที่มีการแบ่งที่อยู่ ที่ทำงานระหว่างคนรวยและคนจน, คนจนอาศัยอยู่ใต้ดิน ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้เมืองที่อยู่ด้านบททำงานได้, คนรวยอาศัยอยู่ด้านบน ในเมืองที่สวยงาม มีชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย และไม่สนใจอะไรทั้งนั้น, เมือง Metropolis เปรียบได้กับ dystopia ของคนจน และคือ utopia ของคนรวย, ฉากเปิดเรื่องที่เราจะเห็นการเคลื่อนไหวของคนที่ก้มหัวรับชะตากรรม เดินเป็นจังหวะเหมือนหุ่น ไร้ชีวิตชีวา มีแต่ร่างกายไม่มีจิตวิญญาณ นี่เป็นคำจำกัดความของคนจน, ตรงกันข้ามกับคนรวย ที่มีความสนุกสนาน เต็มไปด้วยชีวิตชีวา วิ่งแข่งกันเข้าสู่เส้นชัยโดยไม่มีใครมาบังคับชักนำ

นำแสดงโดย Gustav Fröhlich ในบท Freder, ชายผู้ที่เป็น mediator (สื่อกลาง) ระหว่างคนรวยกับคนจน เขาเป็นลูกของเจ้าเมือง Metropolis, มีนิสัยดี จิตใจโอบอ้อมอารี เพราะการตกหลุมรักต่อหญิงสาว ทำให้เขาได้เข้าใจกับโลกความจริงที่โหดร้าย, Fröhlich เป็นนักแสดงหน้าใหม่ เช่นเดียวกับ Brigitte Helm เห็นว่าเป็น Thea von Harbou ที่ไปเตะตากับ Fröhlich เลยแนะนำให้ Lang เลือกเขามารับบทพระเอก (เดิม Lang เลือกนักแสดงคนอื่นให้รับบทเปิดกล้องไปแล้ว แต่นักแสดงคนนั้นดันทำตัวไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ เลยถูกไล่ออกแล้วเลือกคนใหม่ตามคำแนะนำของภรรยา) จากการรับบทนี้ทำให้ Fröhlich ดังเป็นพลุแตก ได้เป็นดาราดังในเยอรมันไปอีก 20-30 ปี

Joh Fredersen รับบทโดย Alfred Abel พ่อที่แสนเข้มงวด เผด็จการ แต่เขาก็รักลูกมากๆ, Joh เป็นคนฉลาด แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำตามใจของตนเอง มีหลายครั้งที่เขาอยากทำตามใจปรารถนา แต่ความคิดบอกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูก ซึ่งเขาเลือกทำตามความคิดมากกว่าใช้ความรู้สึก, Abel เป็นนักแสดงมาตั้งแต่ยุคแรกๆของหนังเงียบเลย ด้วยบุคคลิกหน้าตาที่สัมผัสได้ว่าเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน สีหน้าท่าทางที่จริงจังทำให้ใครเห็นรู้สึกยำเกรง แต่ข้างในลึกๆเป็นคนอ่อนแอ รักครอบครัว น้อยครั้งจะแสดงออกให้เห็น ถือว่าเข้ากับตัวละครมากๆ และเขาก็แสดงออกมาได้อย่างสมจริง จับต้องได้ (ไม่แน่ใจว่าการแสดงของ Abel เป็นแรงบันดาลใจตัวละครที่เป็นหัวหน้าโรงงานใน Modern Times ของ Charlie Chaplin ด้วยหรือเปล่านะครับ บุคคลิกคล้ายๆกันเลย)

Brigitte Helm หญิงสาวผู้รับบท Maria และหุ่นยนต์ที่ปลอมเป็น Maria, กับคนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เชื่อว่าคงไม่มีใครลืมภาพขณะที่หุ่นยนต์กลายร่างเป็น Maria (ตัวปลอม) เป็นฉากที่ติดตา จนได้รับการพูดถึงกล่าวขาน ว่าเธอเป็นหุ่นยนต์ที่น่ากลัวที่สุดในโลก (จนกระทั่งมาเจอ HAL ใน 2001: A Space Odyssey), ในนิยายให้คำอธิบายหุ่นยนต์ตนนี้ว่า เป็นหญิงสาวทำจากแก้วและเหล็ก (glass and metal) ชื่อของเธอคือ Parody, ตัวละครนี้ใช้ความต้องการทางเพศเป็นตัวขับเคลื่อน (Sexual Drive) กับคนรวยเราจะเห็นผู้ชายหลายคนสู้กันเพื่อต้องการครอบครองเธอ ส่วนคนจนกลับยกย่องเทิดทูนในแนวคิดคำพูดของเธอ (เป็น Idol)

ในหนังเราอาจเห็นตัวละครนี้เป็นทั้งนางเอกและนางร้าย แต่ความจริงในกองถ่าย มีผู้ร้ายอีกคนคือ ผู้กำกับ Fritz Lang, บังคับให้ Helm แสดงฉากเสี่ยงตายด้วยตัวเอง ปีนขึ้นไปบนหลังคาไม่ใช้ Stunt, ชุดหุ่นยนต์ที่เล็กและอึดอัด ก็ถูก Lang บังคับว่าต้องใส่ ฉากนั้นเธอเป็นลมเพราะขาดอากาศหายใจ, ตอนฉากที่ Maria ตัวปลอมถูกเผา เราจะเห็นเหมือนว่าหนังใช้มุมกล้องและ Special Effect เข้าช่วย แต่ Helm ยืนอยู่ท่ามกลางกองเพลิงนั้นจริงๆ จนเกือบถูกไฟครอก (ไฟไหม้ชุดที่เธอใส่อยู่ด้วย), ขณะนั้นถือว่า Helm กำลังดังพลุแตกในเยอรมันเลย แต่เธอดันไปแต่งงานกับชายที่เป็น Jewish ทำให้ถูกขับไล่จนต้องหนีไปอยู่อเมริกาในปี 1935 และไม่ได้รับงานแสดงอีกต่อไป, ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นตัวเต็งเกือบได้รับบท The Bride ใน Bride of Frankenstein ด้วยนะครับ แต่เป็น Elsa Lanchester ที่ได้บทไป

ตัวละครนี้ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินยุคหลังมากๆ อาทิ ชุดของ Lady Gaga ใน MV เพลง Paparazzi, ชุดของ Whitney Houston ในเพลง Queen of the Night, วง Queen เพลง Radio Ga Ga, Madonna เพลง Material Girl, Beyonce, Kylie Minogue, Janelle Monae ฯ

เกร็ด: การออกแบบชุดหุ่นยนต์ใน Metropolis เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Bride ใน Bride of Frankenstein (1935) และ C-3PO ใน Star Wars (1977)

งานออกแบบของ Metropolis สไตล์ของเมืองได้รับอิทธิพลจาก Art Deco ผสมผสานกับ Gothic Cathedral, โบสถ์ช่วงท้ายเรื่อง มีลักษณะคล้ายวิหาร Notre-Dame, เนื้อเรื่องอ้างอิงมาจากคำภีร์ไบเบิ้ล, Tower of Babel, The Seventh Deathly Sins, Maria ตัวปลอมเปรียบได้กับ Whore of Babylon และ Yoshiwara club มาจากชื่อแยกไฟแดงในเขต Tokyo, การออกแบบ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังอย่าง Alphaville (1965), Dark City (1998), Blade Runner (1982), Akira (1988), Escape From L.A. (1996), The Fifth Element (1997),Gattaca (1997) ฯ

ถ่ายภาพโดย Karl Freund, Günther Rittau และ Walter Ruttmann การจัดวางองค์ประกอบของภาพถือว่าสวยงามมากๆ (ว่ากันว่าเป็นแรงบันดาลใจให้ Triumph of Will-1935 ด้วยนะครับ) มีการใช้เทคนิคต่างๆมากมาย อาทิซ้อนภาพ, หมุนกล้อง (swing), ใช้ miniature, ฉากในเมือง ที่เห็นรถ, เครื่องบน, รถไฟวิ่ง ใช้เทคนิค Stop-Motion photography, โดยรถที่ใช้นั้น ได้แบบมาจากรถ Taxi รุ่นใหม่ล่าสุดที่วิ่งใน Berlin ฯลฯ ต้องถือว่านี่เป็นหนังที่โคตรเทคนิคเรื่องหนึ่ง ปกติการซ้อนภาพผมว่า 4 ครั้งก็มากเกินแล้ว แต่หนังเรื่องนี้เกิน 10 ครั้งแน่นอน โดยเฉพาะลูกตา ที่นับได้เลย ตา 1 ดวง คือถ่าย 1 ครั้ง (มีเกร็ดหนังหนึ่งเขียนไว้ว่าซีนนี้ถ่าย 30 ครั้ง), Lang ขึ้นชื่อเรื่องถ่ายมากครั้งอยู่แล้ว จนกว่าเขาจะพอใจ, หนังใช้เวลาถ่ายทำ 310 วัน เห็นว่าใช้ตัวประกอบ 37,000 คน เป็นชาย 25,000 คน, หญิง 11,000 คน, คนโกนหัวล้าน 1,100 คน, เด็ก 750 คน, คนผิวสีเข้ม 100 คน เอเชีย 25 คน ฟังดูเว่อๆนะครับ แต่น่าจะจริงอยู่ และคงมีแต่ Germany เท่านั้น(กระมัง) ที่สามารถรวมคนได้มากขนาดนี้

เพลงประกอบต้นฉบับ โดย Gottfried Huppertz แต่งขึ้นเพื่อประกอบ Orchestra วงใหญ่ ได้แรงบันดาลใจจาก Richard Wagner และ Richard Strauss, ใครดู Kino 2010 ก็จะได้ฟังเวอร์ชั่นนี้เลยนะครับ, เพลงประกอบจะมีเพลงชาติฝรั่งเศส La Marseillaise และเพลง Dies Irae (Day of Wrath) ที่เป็น Latin hymn เข้ากับบรรยากาศวันสิ้นโลกในหนังมากๆ

ทุนเริ่มต้นแค่ 1.5 ล้าน Reichsmarks แต่ใช้จริง 5.1 ล้าน Reichsmarks เทียบกับปัจจุบัน (2007) ก็ประมาณ $200 ล้าน เป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดขณะนั้น เทียบได้กับระดับ Blockbuster สมัยนี้เลยละ, แม้หนังจะไม่ทำเงินเท่าไหร่ (ขาดทุนย่อยยับ) แต่ก็เป็นที่ชื่นชอบของ Adolf Hitler และ Joseph Goebbels (เห็นว่าเป็นหนังเรื่องโปรดของ Hitler เลยละ), Goebbels ได้พบกับ Lang และบอกว่า จะให้สิทธิ์พิเศษแก่เขาที่เป็น Jewish เปลี่ยนเป็น Honorary Aryan โดยพูดว่า “Mr Lang, we decide who is Jewish and who is not” คืนนั้น Lang หนีไป Paris ทันที

ภรรยาของ Lang เป็นคนแรกๆเลยนะครับที่สนับสนุนพรรค Nazi ตั้งแต่ก่อน Hitler เป็นผู้นำเสียอีก ซึ่งเธอก็พยายามชักชวน Lang ให้กลายเป็น Nazi แม้พื้นหลังเขาจะเป็น Jewish ซึ่ง Hitler เองก็ตั้งใจให้อิสรภาพแก่เขา เพราะวิสัยทัศน์และอัจฉริยะภาพที่หายาก แต่ Lang เลือกที่จะไม่รับและหนีออกนอกประเทศ

ใจความแฝงจริงๆของ Metropolis คือมุมมองของ Lang ต่อโลกภายนอก, หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศอเมริกาที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในด้านอุตสาหรรม โรงงานและตึกระฟ้าที่สูงใหญ่, นอกจากนี้ยังสะท้อนเหตุการณ์ในปี 1927 ประชาชน (Socialist) ลุกฮือขึ้นใน Java และ Austria, และหลังจากสิ้นสุดการควบคุมของฝ่าย Allied (ที่ควบคุม Germany หลังสงครามโลกจบ) ทำให้เศรษฐกิจของ Germany ล่มสลาย ชาวยิวกลายเป็นแพะรับผิด จนทำให้ลัทธิ Fascism ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ว่าไป พล็อตหนังแบบนี้ก็เริ่มเข้าขั้นเชยๆแล้วนะครับ เราสามารถคาดเดาความซับซ้อนของเรื่องราวได้ไม่ยาก กระนั้นหนังยังมีความคลาสสิคเหลืออยู่เยอะ และมีความซับซ้อนในการนำเสนอที่ยังคงยอดเยี่ยมอยู่

หนังเป็นเรื่องการประทะกันระหว่าง 2 ขั้ว คนรวย vs คนจน, ความดี vs ความชั่ว, แสงสว่าง vs ความมืด, ชาย vs หญิง ฯ ความขัดแย้งที่ผมชอบที่สุดคือ Maria 2 คน คนหนึ่งที่อยู่ในแสงสว่างตลอดเวลา (แม้ตัวจะอยู่ใต้ดินในเงามืด) ส่วนอีกคนหนึ่งกำเนิดจากแสงสว่าง แต่อยู่ในความมืดตลอดเวลา เมื่อเกิดเหตุการณ์สลับกัน Maria ตัวจริงเมื่อต้องไปอยู่ในโลกด้านบน แสงสว่างกลับส่องไม่เคยถึงเธอเลย ตรงข้ามกับ Maria ตัวปลอม ที่พอไปอยู่ใต้ดิน กลับเจิดจรัสแสง, ผู้กำกับ Fritz Lang ขึ้นชื่อเรื่องการตีแผ่ด้านมืดในใจของมนุษย์ ด้วยสไตล์ German Expression ที่ขณะนั้นได้รับการพัฒนาออกมาเป็นรูปร่าง จนกลายเป็นยุคสมัยหนึ่งของ Germany ไปแล้ว, เขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของคน German ผ่านเรื่องราวและตัวละครต่างๆได้อย่างสมจริง

ผมให้ข้อสังเกตหนึ่ง แม้ Metropolis จะเป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับการ Restore และใส่คำบรรยายคั่นใหม่ แต่ปริมาณข้อความที่ขึ้นมานั้นน้อยมากๆ ส่วนใหญ่เราจะสามารถคาดเดา หรืออ่านปากตัวละครได้อยู่แล้ว (แม้จะไม่ได้ยินเสียง) ที่เป็นแบบนี้เพราะ Lang ต้องการให้ภาพเป็นตัวเล่าเรื่อง ไม่ใช่ตัวอักษร, ดูอย่างสิ่งที่คนงานทำ อาทิ ขยับเข็มนาฬิกา, ขยับโน่นนี่ ดูแล้วมันไม่ make sense อะไรเลย ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมีประโยชน์อะไร ทำแล้วได้อะไร แต่เราสามารถเข้าใจได้ว่าพวกเขาทำ ‘งาน’, นี่เรียกว่าเป็นการใช้ภาพเล่าเรื่องนะครับ, เช่นกันกับภาพในความฝันหรือ vision ตอนที่ Freder เห็นเครื่องจักรเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาด Moloch the God Baal, หรือ The Bull of the Sun เทพเจ้าของลัทธิ Semitic เป็นสัญลักษณ์ของการสังเวยชีวิต (Human Sacrifices), นักดูหนังรุ่นใหม่คงสามารถเข้าใจฉากนี้ได้ว่าสื่อความหมายถึงอะไร ถึงอาจไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นอย่างนั้น (เพราะไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ก็สาารถรู้ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายอะไร)

ประเด็น Feminist ในหนัง หลายคนอาจมองว่ามันไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ผมเห็นชัดเลย, Maria ทั้งสอง ถือเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับผู้ชายทั้งหลาย (รวมถึงพระเอก), เธอเป็นผู้นำ, เป็นคาทอลิก (ชื่อ Maria ก็ตรงตัวอยู่ว่าสื่อถึงพระแม่มารี), มีประโยคหนึ่ง “You won’t be able to tell the difference between a machine-man and a real one,” นี่แสดงถึงมุมมองของผู้ชายต่อเพศหญิง ที่หมายถึง “the most perfect tool mankind ever possessed.” เปรียบผู้หญิงเป็นวัตถุไม่ใช่ผู้คน, การโยนความผิดของเหล่าคนงานในตอนท้าย ต่อผู้หญิงที่กลายเป็นแพะรับบาป การไล่ตามล่าอย่างบ้าคลั่ง และเผาให้ตายแบบแม่มด แสดงถึงความไม่เห็นด้วยต่อผู้หญิงที่เป็นผู้นำว่าเป็นสิ่งที่ผิด ไม่เหมาะสม (ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไปตามเธอทำไมตั้งแต่ตอนแรก!… เพราะผู้หญิงมีอิทธิพลต่อผู้ชายอย่างสูงนั่นเองนะครับ), แค่นี้น่าจะพอให้มองว่าหนังเป็น Feminist ที่แรงพอตัวเลยนะครับ

ความคิด จิตใจ และการกระทำ ในตอนจบสามารถมองได้เป็น จิตวิญญาณ + หัวใจ + ร่างกาย นี่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่ Lang พูดถึงในหนังนะครับ หุ่นยนต์ที่มีร่างกาย + จิตวิญญาณ แต่ยังขาดหัวใจ, Joh ที่มีแต่จิตวิญญาณ (สมอง), ส่วนหัวหน้าคนงาน ก็มีแต่ร่างกาย, การจะทำให้เครื่องจักรขับเคลื่อนไปได้ หรือมนุษย์มีชีวิตได้ ยังขาดอีกองค์ประกอบคือ ‘หัวใจ’ ที่เชื่อมระหว่าง จิตวิญญาณกับร่างกาย นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์มีแต่หุ่นยนต์ไม่มี

ในสมัยนั้น Special/Visual Effect ของหนังเรื่องนี้ถือว่าอลังการ ยิ่งใหญ่และสมจริง แม้ผ่านมาเกือบร้อยปี มันจะดูเชยและล้าสมัยไปแล้ว แต่ผมถือว่ามันคือความคลาสสิค และมีพลังดึงดูดบางอย่าง, ใครที่เคยดู King Kong (1933) ก็คงรู้สึกได้แบบเดียวกัน คือไม่ถึงกับตื่นตาตื่นใจ แต่รู้สึกอึ้ง ทึ่ง เพราะสิ่งที่เราเห็นคือภาพจริงๆ ปริมาณคนจริงๆ ฉากขนาดใหญ่เช่นนั้นจริงๆ ไม่มีการปรุงแต่งใดจาก Visual Effect มันจึงเกิดความรู้สึกที่เป็นจริง จับต้อง สัมผัสได้, หนังสมัยนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้วนะครับ เพราะการเข้ามาของ CG (Computer Graphic) ที่ทำให้ความสมจริงกลายเป็นเหมือนสิ่งที่เราสามารถมองเห็นสัมผัสได้ (Surreal became real.) มันจึงไม่เกิดความประทับใจ อึ้ง ทึ่งเหมือนแต่ก่อน

ถ้าให้วิเคราะห์ลงลึกถึงรายละเอียดต่างๆของหนัง เขียนเป็นวันก็ไม่หมดนะครับ ใครที่ชอบศึกษาเกร็ดหนัง สัญลักษณ์ต่างๆที่แฝงไว้ ผมแนบลิ้งค์ reference ไว้ให้ด้วย ใครสนใจตามไปอ่านเอาเองได้เลย (เป็นภาษาอังกฤษนะ)

reference :
– http://vigilantcitizen.com/musicbusiness/the-occult-symbolism-of-movie-metropolis-and-its-importance-in-pop-culture/
– https://skiffyandfanty.com/2014/09/25/metropolis-1927-feminism-and-influence/

นักดูหนังสมัยใหม่อาจจะลำบากหน่อยกับการดูหนังเรื่องนี้ที่ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ผมแนะนำว่าคุณควรมีประสบการณ์การดูหนังเงียบมาปริมาณหนึ่งก่อนที่จะเริ่มดู Metropolis นะครับ (ไปดูหนังของ Chaplin หรือ Keaton มาก่อนก็ได้ จะได้รู้ว่าสไตล์ของหนังเงียบเป็นอย่างไร) กับคอหนังไซไฟ นี่เป็นหนังที่เยี่ยมจริงๆ แนวไซไฟแท้ๆ จะว่าดีที่สุดก่อนการมาถึงของ 2001: A Space Odyssey ก็ยังได้, และแนะนำกับคนที่เคยดู Metropolis มาก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้ว ลองหาเวอร์ชั่นสมบูรณ์นี้ดูนะครับ จะได้อรรถรสที่เพิ่มขึ้นแน่นอน

จัดเรต 13+ กับการกระทำบางอย่างที่เกิดขึ้นในหนังที่มีความบ้าคลั่ง ผิดปกติ

TAGLINE | “Metropolis คือสุดยอดหนัง Epic, Sci-Fi สุด Classic โดยผู้กำกับ Fritz Lang ที่ดีที่สุดในโลกก่อนการมาถึงของ 2001: A Space Odyssey”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of