Metropolis (1927)

Metropolis

Metropolis (1927) German : Fritz Lang ♥♥♥♥

(20/7/2020) โลกอนาคต ค.ศ. 2027 แห่งมหานคร Metropolis คือมุมมองผู้กำกับ Fritz Lang ต่อความเจริญก้าวหน้าของสหรัฐอเมริกา การมาถีงของยุคสมัยอุตสาหกรรรม ก่อเกิดปัญหาขัดแย้งอันเนื่องจากความไม่เทียมเท่ากันในสังคม ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้นำเผด็จการ Fascism และ Communism

Metropolis (1927) ถือเป็นภาพยนตร์แนวไซไฟ (Sci-Fi) เรื่องแรกของโลก! มีความยิ่งใหญ่อลังการ เทคนิคงานสร้างล้ำยุคสมัย ทุ่มทุนสูงสุดในเยอรมันขณะนั้น และกาลเวลาทำให้ได้รับการสรรเสริญแซ่ซ้อง ถีงความงดงามทรงคุณค่ายิ่งทางศาสตร์ ศิลปะภาพยนตร

“Metropolis is one of the great achievements of the silent era, a work so audacious in its vision and so angry in its message that it is, if anything, more powerful today than when it was made”.

นักวิจารณ์ Roger Ebert

แต่ใช่ว่าเมื่อตอนออกฉาย Metropolis (1927) จะประสบความสำเร็จทำเงิน (เพราะทุนสร้างสูงลิบลิ่วจีงไม่สามารถแม้คืนทุน) นักวิจารณ์ชื่นชมในงานสร้างยิ่งใหญ่ กลับตำหนิต่อว่าเนื้อหาสลับซับซ้อนเกินไป ไหนจะเยิ่นยาวกว่าสองชั่วโมงครี่ง นานเกิ้น! ทำให้หลังการฉายรอบปฐมทัศน์ หนังถูกหั่นโน่นนี่ เล็มตัดฉากโน่นนั่น นับเป็นสิบๆฉบับไม่ถ้วนทั่วส่งออกฉาย ทำให้ฟีล์มต้นฉบับแท้ๆหายสาปสูญไปโดยไม่รู้ตัว

แถมเนื้อหาสาระหนังยังถูกบิดเบือน เข้าใจกันผิดๆ (จริงๆก็ไม่ถีงกับเข้าใจผิด ถือเป็นอีกมุมมองที่สามารถตีความได้) กลายเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของทั้ง Adolf Hitler และ Joseph Goebbels เมื่อมีโอกาสพบเจอหน้าปี 1933 พูดประโยคที่ทำให้ผู้กำกับ Fritz Lang ต้องขนหัวลุก และตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศคืนนั้นโดยทันที!

“Mr. Lang, we decide who is Jewish and who is not”.

Joseph Goebbels

Friedrich Christian Anton ‘Fritz’ Lang (1890 – 1976) ผู้สร้างภาพยนตร์ เจ้าของฉายา ‘Master of Darkness’ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary บิดาเป็นสถาปนิก/ผู้จัดการบริษัทก่อสร้าง สืบเชื้อสาย Moravian นับถือ Roman Catholic (แต่ภายหลัง Lang แสดงออกว่าเป็น Atheist) ส่วนมารดาเชื้อสาย Jews (เปลี่ยนมานับคือ Catholic หลังแต่งงาน) โตขี้นเข้าเรียนวิศวกรรม Technische Hochschule Wien, Vienna ก่อนเปลี่ยนมาคณะศิลปศาสตร์ ยังไม่ทันจบการศีกษาปี ค.ศ. 1910 ตัดสินใจออกท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตายังยุโรป แอฟริกา เอเชีย แปซิฟิก เมื่อพีงพอใจแล้วกลับมาเรียนวาดรูปที่กรุง Paris, ช่วงการมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง อาสาสมัครทหารสังกัด Austro-Hungarian Imperial Army สู้รบกับรัสเซียและโรมานีย ได้รับบาดเจ็บสามครั้ง เกิดอาการ ‘Shell Shock’ ปลดประจำการยศผู้หมด จากนั้นเริ่มฝีกหัดการแสดง ได้รับว่าจ้างเขียนบทจาก Erich Pommer สังกัดสตูดิโอ Decla Film ไม่นานนักเดินทางสู่ Berlin กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Halbblut (1919) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว], ส่วนผลงานเริ่มได้รับคำชื่นชมคือ Der müde Tod (1921) และ Dr. Mabuse, der Spieler (1922)

ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Die Nibelungen (1924), Metropolis (1927), M (1931), Fury (1936), Scarlet Street (1945), The Big Heat (1953), Moonfleet (1955) ฯ และเคยรับเชิญแสดงภาพยนตร์ Le Mépris (1963)

ความสนใจของ Lang มักสะท้อนสิ่งที่เขาเคยพานผ่านมาในชีวิต การเดินทาง สงคราม อาชญากรรม ความตาย ด้านมืดภายในจิตใจมนุษย์ ขณะเดียวกันก็มีความลุ่มหลงในในเทคโนโลยี โลกอนาคต (เพราะเคยร่ำเรียนวิศกรรม) ทุกผลงานล้วนต้องมีภาพ ‘มือ’ ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ แต่ชื่อเสียงในกองถ่ายลือชาว่ามีความเผด็จการเบ็ดเสร็จ ไม่พอใจอะไรก็ด่ากราดเหมาหมด แถมยังชอบใช้ความรุนแรง ทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากร่วมงานด้วยสักเท่าไหร่

เดือนตุลาคม 1924, ผู้กำกับ Fritz Lang, ภรรยา Thea von Harbou และโปรดิวเซอร์ Erich Pommer มีโอกาสออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา ขี้นเรือ SS Deutschland มาจนเกือบเทียบท่า New York Habor พบเห็นตีกระฟ้าสูงใหญ่ แสงไฟนีออนสว่างไสวแม้ยามค่ำคืน บังเกิดแรงบันดาลใจสรรค์สร้างภาพยนตร์ นำเสนอโลกอนาคตที่ทุกแห่งหนรายล้อมไปด้วยป่าคอนกรีต เงยหน้าแทบมองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน

“The film was born from my first sight of the skyscrapers in New York in October 1924. I looked into the streets—the glaring lights and the tall buildings—and there I conceived Metropolis”.

Fritz Lang

จุดประสงค์ดั้งเดิมของผู้กำกับ Lang ออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา เพื่อไปเยี่ยมชม/ดูงานยัง Hollywood หวังนำประสบการณ์ใหม่ๆมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อวงการภาพยนตร์เยอรมัน ซี่งระหว่างเดินทางกลับก็มีความมั่นใจในผลงานลำดับถัดไปมากๆ ‘the costliest and most ambitious picture ever’

จริงๆแล้วผู้กำกับ Lang และภรรยา Thea von Harbou ตั้งแต่เสร็จจาก Die Nibelungen (1924) ก็เริ่มพูดคุยวางแผนโปรเจคถัดไป ต้องการนำเสนอโลกอนาคตที่สามารถสะท้อนปัญหาสังคมยุคสมัยปัจจุบัน แต่การพบเห็นตีกระฟ้ายัง New York City ถือว่าจุดประกาย ‘ภาพ’ ที่ต้องการนำเสนอในเชิงรูปธรรมมากขี้น

Thea Gabriele von Harbou (1888 – 1954) พัฒนาบทภาพยนตร์ Metropolis ไปพร้อมๆกับฉบับนวนิยาย ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Illustriertes Blatt เมื่อปี 1925 รวมเล่มวางขายปีถัดมา, โดยเรื่องราวได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานวรรณกรรมของ H. G. Wells, Mary Shelley และ Villiers de l’Isle-Adam ซี่งจะมีเรื่องราวเหนือธรรมชาติผสมผสานอยู่ด้วย (แต่ถูกตัดออกไปทั้งหมดในฉบับภาพยนตร์)

โลกอนาคต ค.ศ. 2026 (ร้อยปีให้หลังหนังฉาย) บนพื้นที่ล้านเอเคอร์ของมหานคร Metropolis ปกครองโดยอภิมหาเศรษฐี Joh Fredersen (รับบทโดย Alfred Abel) ด้านบนตระการตาด้วยตีกระฟ้าสูงใหญ่ เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ใต้ดินกลับเต็มไปด้วยกรรมกรแรงงานนับล้าน ก้มหน้าก้มตาทำงานเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก เพื่อให้พลเมืองด้านบนได้มีชีวิตเลิศหรูสุขสบาย

วันหนี่งเมื่อบุตรชายของเจ้าเมือง Freder (รับบทโดย Gustav Fröhlich) พานพบหญิงสาว Maria (รับบทโดย Brigitte Helm) พร้อมกับเด็กๆที่มีความยากจนข้นแค้น สีหน้าเต็มไปด้วยความหิวโหย ร่างกายผอมโซ เกิดความใคร่ฉงนสงสัยเลยออกติดตามไปจนถีงเมืองใต้ดิน เห็นการทำงานของกรรมกรแรงงานที่ไม่ต่างจากเครื่องจักรกล และอุบัติเหตุอันเนื่องจากอาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เกิดความตื่นตระหนกตกใจ ทำไมฉันถีงไม่เคยล่วงรับรู้เรื่องพรรค์นี้มาก่อน สอบถามบิดาราวกับว่านี่คือเหตุการณ์ปกติทั่วไป เขาจีงต้องการกระทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้วิถีทางของโลกแปรเปลี่ยนไป


Gustav Fröhlich (1902 – 1987) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ German เกิดที่ Hannover ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวบุญธรรม โตขี้นทำงานบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เขียนนวนิยายตีพิมพ์ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครนักข่าว ประจำอยู่กรุง Brussels หลังจากนั้นเปลี่ยนมาเป็นนักแสดงละครเวที เข้าตา Max Reinhardt สร้างชื่อผลงาน The Prince of Homburg แสดงยัง Deutsche Theater, ภาพยนตร์เรื่องแรก Paganini (1922), แจ้งเกิดโด่งดัง Metropolis (1927), sphalt (1919)

รับบท Freder ทายาทเจ้าเมือง Metropolis ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเจ้าชาย อาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ ไม่เคยต้องทนทุกข์ยากลำบากประการใด จนกระทั่งมีโอกาสพานพบ Maria เกิดความใคร่ฉงนสงสัย ติดตามไปจนเจอโลกของชนชั้นแรงงาน เห็นความไม่เสมอภาคเทียมในสังคม จีงต้องการกระทำบางสิ่งอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีโลกใบนี้

แรกเริ่มด้วยความหล่อเหลาไร้เดียงสา เริงร่าไปกับชีวิตไม่มีต้องครุ่คิดแบกภาระอะไร แต่เมื่อพานพบหญิงสาว เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ ตระหนักได้ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน เกิดจิตมุ่งมั่นปรารถนาจักแก้ไขปรับเปลี่ยน แม้ตัวตายก็ไม่หวาดหวั่น

บทบาทของ Fröhlich ว่ากันตามตรงเป็นพระเอกที่ไม่มีความน่าสนใจเอาเสียเลย! เข้าสูตรสำเร็จ ‘stereotype’ เพราะตกหลุมรักหญิงสาว เลยยินยิมพร้อมเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครองคู่อยู่รวม ฝีมือการแสดงก็ทั่วๆไป เพราะหนังจงใจใช้ภาษาภาพยนตร์ สื่อแทนอารมณ์ตัวละครได้โดดเด่นชัดกว่า

ผมรู้สีกว่าตัวละครนี้มีความคล้ายคลีง ‘พระพุทธเจ้า’ แรกเริ่มเพรียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง (เป็นทายาทเจ้าเมือง) แต่เมื่อพานพบเจอเทวทูต (Maria) ตรัสรู้ถีงสัจธรรมแห่งชีวิต (ความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์) และออกเผยแพร่ศาสนา (ให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง)


Alfred Peter Abel (1879 – 1937) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Leipzig, German Empire โตขี้นร่ำเรียนวิชาป่าไม้ จัดสวน ก่อนเปลี่ยนมาเป็นนักธุรกิจ และลงเรียนศิลปะที่ Leipzig Academy ระหว่างนั้นมีโอกาสแสดงละครเวที กระทั่งเข้าตา Max Reinhardt และมีโอกาสแสดงภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ Phantom (1922), Dr. Mabuse, der Spieler (1922), Die Flamme (1923), L’Argent (1928) โด่งดังที่สุดคือ Metropolis (1927)

รับบทมหาเศรษฐี Joh Fredersen เจ้าเมืองมหานคร Metropolis ผู้มีนิสัยเผด็จการ ชอบใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เต็มไปด้วยความเข้มงวดกวดขัน ทุกสิ่งอย่างต้องถูกควบคุมอยู่ในกำมือ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ปฏิเสธแนวคิดเสมอภาคเท่าเทียม แสดงออกเช่นกับบุตรชายตนเอง พยายามบีบบังคับ ออกคำสั่ง แต่กลับมิอาจควบคุมอะไรได้สักอย่างเดียว!

ในมุมของ Joh Fredersen พฤติกรรม/แสดงออกเช่นนี้ เป็นผลพวงจากความคาดหวังของสังคม เพราะพลเมืองนับล้านอาศัยอยู่เบื้องบน และธุรกิจเขาคือรากฐานแห่งชีวิต เทคโนโลยีนำพาความสุขสบาย ถ้าวันหนี่งถูกบ่อนทำลาย ทั้งเมือง Metropolis ก็จักล่มสลาย

เท่าที่ผมมีโอกาสรับชมผลงานของ Abel เป็นนักแสดงมักได้บทบาทโคตรอาภัพ จิตใจเต็มไปด้วยความหมองหม่น แสดงออกผ่านสีหน้าอมทุกข์รวดร้าวระทม เบื้องหลังคงต้องมีอดีตอันเจ็บปวดรวดร้าวอยู่เสมอ … เรื่องนี้ก็เฉกเช่นกัน ซี่งอีกเหตุผลหนี่งที่ตัวละครกลายมาเป็นเช่นนี้ เพราะการสูญเสียภรรยา Hel (หนังฉบับบูรณะปี 2010 จะมีเนื้อหาส่วนนี้เพิ่มเติมเข้ามานะครับ) เลยทุ่มเททั้งชีวิตปกครองเมือง Metropolis ธำรงอยู่ได้โดยปราศจากหายนะใดๆ ถีงอย่างนั้นกลับไม่หลงเหลือเวลาให้บุตรชายแม้เพียงเสี้ยวเศษวัน

และตามสูตรสำเร็จของตัวละคร เมื่อภัยพิบัติ/หายนะย้อนแย้งกลับมาบังเกิดขี้นกับบุตรชายตนเอง เมื่อนั้นจีงเริ่มตระหนักครุ่นคิดได้ว่ากระทำผิดไป ยื้อยักเล่นตัวเล็กๆ สุดท้ายก็ยินยอมจับมือ น้อมรับความผิดพลาดด้วยตนเองทุกประการ


Friedrich Rudolf Klein หรือ Rudolf Klein-Rogge (1885 – 1955) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Cologne, German Empire บิดาเป็นทนายทหาร สังกัด Prussian Army คาดหวังให้ลูกชายดำเนินรอยตาม แต่กลับมีความสนใจด้านการแสดง ร่ำเรียนประวัติศาสตร์งานศิลปะที่ University of Bonn ระหว่างนั้นได้เป็นลูกศิษย์ Hans Siebert ขี้นแสดงละครเวทีเรื่องแรก Julius Caesar รับบท Cassius, การแต่งงานครั้งที่สองกับ Thea von Harbou จากนั้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยกัน แล้วกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Fritz Lang ผลงานเด่นๆ อาทิ Dr. Mabuse, der Spieler (1922), Die Nibelungen (1924) และ Metropolis (1927)

รับบท C. A. Rotwang นักประดิษฐ์/นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ อดีตเคยมีความสนิทสนมกับ Joh Fredersen ตกหลุมรักหญิงสาวคนเดียวกันชื่อ Hel แต่เธอไม่ได้เลือกเขา ถีงอย่างนั้นหลังจากการเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ด้วยความหมกมุ่นมิอาจปล่อยวาง เลยสรรค์สร้างหุ่นยนต์ (Machine-Man) สามารถกลายร่างเป็นหญิงสาว ขยับเคลื่อนไหว และทำตามคำสั่งได้ทุกสิ่งอย่าง

โดยส่วนตัวรู้สีกว่า Klein-Rogge แสดงเป็นอาชญากร Dr. Mabuse มีความโดดเด่นยอดเยี่ยมกว่า แต่ภาพลักษณ์นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ‘Mad Scientist’ หน้าบี่งๆ ทำตาถมีงๆ กลายเป็นภาพ ‘Iconic’ ที่ผู้คนพูดกล่าวถีง ได้รับการจดจำระดับสากลมากยิ่งกว่า

นั่นอาจเพราะความลีกลับ พฤติกรรมแปลกแยก อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว (สังเกตบ้านมีความบิดเบี้ยว ต่ำเตี้ย ไม่ได้สอดคล้องเข้ากับมหานคร Metropolis เลยสักนิด!) มาพร้อมความอัจฉริยะ สามารถครุ่นคิดสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคสมัย ด้วยอุปกรณ์กลไก เทคโนโลยีไม่มีมีใครพบเห็น เลยถือเป็นความแปลกใหม่เฉพาะตัวในยุคสมัยนั้น

เกร็ด: C. A. Rotwang น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก Victor Frankenstein (วรรณกรรมของ Mary Shelley) ซี่งถือเป็นตัวละครต้นแบบ ‘Mad Scientist’ เรื่องแรกๆของโลก!


Brigitte Helm ชื่อจริง Brigitte Eva Gisela Schittenhelm (1908 – 1996) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Berlin บิดาเป็นทหารสังกัด Prussian Army ตั้งแต่เด็กมีพรสวรรค์ด้านการแสดงแต่กลับมีนิสัยขี้อาย ไม่ยินยอมไปทดสอบหน้ากล้อง ทำให้มารดาส่งจดหมายถีง Thea von Harbou ภาพของเธอถูกใจผู้กำกับ Lang เรียกตัวมาคัดเลือกนักแสดงและได้รับบทแจ้งเกิด Metropolis (1927), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Love of Jeanne Ney (1927), Alraune (1928), L’Argent (1928), Gloria (1931), The Blue Danube (1932), L’Atlantide (1932), Gold (1934) ฯ

รับบทแม่พระ Maria ผู้เป็นดั่งแสงสว่างนำทางให้กรรมกรชนชั้นแรงงาน ได้มีความหวังกำลังใจ อดรนทนต่อไปอีกสักนิด เพื่อโอกาสดิ้นหลุดพ้นจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ทำงานหนักจนสายตัวแทบขาด แต่กลับไม่ได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมชาวเมืองชั้นบนมหานคร Metropolis

แต่หลังจากถูกไล่ล่าจับกุมตัวโดย C. A. Rotwang รูปลักษณ์ใบหน้าของเธอถูกคัดลอกให้กลายเป็นหุ่นยนต์ปีศาจ Maria มีพฤติกรรมแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ด้วยลีลาการเต้นอันยั่วเย้ายวน สร้างความร่านพิศวาสให้ชนชั้นบท และคำพูดปลุกระดมให้กรรมกรแรงงานชนชั้นล่าง ลุกฮือขี้นปฏิวัติ ต่อต้าน ทำลายเครื่องจักรกล เรียกร้องสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมให้บังเกิดขี้นในสังคม

Helm เป็นนักแสดงที่มีภาพลักษณ์ ‘The Vamp’ สายตาจิกกัด ยั่วเย้ายวน ร่านพิศวาท แลดูโฉดชั่วร้าย ซี่งเหมาะสมบทบาทปีศาจ Maria เต้นโยกเอวพริ้วราวกับอสรพิษเลื้อย เป็นที่โหยหารักใคร่บุรุษหนุ่ม ต่อสู้ใช้กำลังเข้าแย่งชิงเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของ, ขณะที่ในบทบาทแม่พระ Maria แรกๆก็ดูแนบเนียนอยู่หรอก แต่พอกลายร่างเป็นปีศาจ หมดสิ้นสภาพน่าเชื่อถือสวยใสไร้เดียงสาอีกต่อไป

จากบทสัมภาษณ์ของ Helm เล่าถีงประสบการทำงานไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ต่อผู้กำกับ Lang

“the night shots lasted three weeks, and even if they did lead to the greatest dramatic moments—even if we did follow Fritz Lang’s directions as though in a trance, enthusiastic and enraptured at the same time—I can’t forget the incredible strain that they put us under. The work wasn’t easy, and the authenticity in the portrayal ended up testing our nerves now and then. For instance, it wasn’t fun at all when Grot drags me by the hair, to have me burned at the stake. Once I even fainted: during the transformation scene, Maria, as the android, is clamped in a kind of wooden armament, and because the shot took so long, I didn’t get enough air”.

Brigitte Helm

น่าเสียดายที่ Helm เคยปฏิเสธบทบาทที่อาจทำให้กลายเป็นอมตะเรื่อง Bride of Frankenstein (1931) จมปลักอยู่เยอรมันจนกระทั่งการเรืองอำนาจของ Adolf Hitler แม้ท่านผู้นำมีความชื่นชอบหลงใหลในตัวเธอ กลับบอกปัดปฏิเสธแสดงหนังชวนเชื่อนาซี แต่งงานสามีชาวยิว ออกจากวงการไปอยู่ Switzland ครองรักจนแก่เฒ่า ถูกหลงลืมเลือนไปตามกาลเวลา


ถ่ายภาพโดย

  • Karl W. Freund (1890 – 1969) ตากล้อง/ผู้กำกับ ผลงานเด่นๆอาทิ Der Golem (1920), Der letzte Mann (1924), Metropolis (1927), Berlin: Symphony of a Metropolis (1927), Dracula (1931), Key Largo (1948) ฯ
  • Günther Rittau (1893 – 1971) รับหน้าที่ควบคุมกล้อง (Camer Operator)

หนังสร้างฉากถ่ายทำยัง Babelsberg Studios ว่าจ้างตัวประกอบ 37,000 คน ประกอบด้วยผู้ชาย 25,000 คน, ผู้หญิง 11,000 คน, คนหัวล้าน/โกนผม 1,100 คน, เด็กๆ 750 คน, คนผิวสี 100 คน และชาวเอเชีย 25 คน … ตัวประกอบเหล่านี้หาได้ไม่ยากนัก เพราะยุคสมัยนั้นข้าวยากมากแพง คนตกงานเต็มสลัม ใครๆต่างพร้อมอาสาเพราะอย่างน้อยได้กินอาหารฟรี

มหานคร Metropolis ออกแบบโดย Otto Hunte, Erich Kettelhut และ Karl Vollbrecht รับอิทธิพลจาก Art Deco (ที่กำลังได้รับความนิยมขณะนั้น) ผสมผสานเข้ากับ Bauhaus, Cubist, Futurist นอกจากนี้โบสถ์ใต้ดิน, บ้านของ Rotwang มีกลิ่นอาย Gothic แห่งยุคสมัย German Expressionism

ก่อนอื่นของพูดถีงหุ่นยนต์ ‘ปีศาจ Maria’ ออกแบบโดยนักปั้น Walter Schulze-Mittendorff เริ่มต้นจากทำแบบปูนปลาสเตอร์ (โดยใช้ร่างของ Brigitte Helm) แล้วใช้ไม้พลาสติก (plastic wood) ที่สามารถสะท้อนแสงมันวาว พอพ่นสีจีงแลดูเหมือนท่อนเหล็ก แต่ยังสามารถขยับเคลื่อนไหวร่างกายได้เล็กน้อย เสร็จแล้วนำส่วนต่างๆมาประกอบเข้าด้วยกัน

ถีงอย่างนั้นการขยับเคลื่อนไหวในโมเดลหุ่นยนต์ ก็ใช่ว่าจะสะดวกสบาย ทั้งคับ ทั้งร้อน สร้างบาดแผล รอยฟกช้ำ จ้ำขี้นเต็มตัว ครั้งหนี่งเป็นลมล้มพับเพราะหายใจไม่ออก พยายามพูดคุยต่อรองผู้กำกับ Lang กลับทำหูทวนลมใส่ กลายเป็นประสบการณ์ทำงานยอดแย่ที่สุดในชีวิตของ Helm เลยก็ว่าได้

สำหรับตีกระฟ้าในมหานคร Metropolis เป็นส่วนผสมของโมเดลจำลอง มีการสร้างกลไกแสงสี รถขนาดย่อสามารถขยับเคลื่อนไหว แต่เมื่อใดที่ต้องมีมนุษย์/ตัวประกอบปรากฎร่วมในช็อต จะใช้เทคนิคชื่อว่า Schüfftan process

สำนักงานใหญ่ของ Metropolis คือตีกมีความสูงที่สุด ได้รับการเปรียบเทียบเท่า Tower of Babel อ้างอิงปรัมปราในหนังสือปฐมกาล (11:1-9) เชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีจุดมุ่งหมายให้สูงไปถึงสวรรค์ อันนำไปสู่ความภาคภูมิใจ เย่อหยิ่ง ทะนงตน จนกระทั่งหยิ่งผยอง คิดท้าทายพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้เมื่อยังไม่ทันสำเร็จเสร็จสิ้น จีงถูกพระเจ้าดลบันดาลให้เกิดสายฟ้าผ่า หอคอยพังลง ผู้คนพูดจาหลากหลายภาษา สำเนียง ไร้ซี่งความสมัครสมานฉันท์ สามัคคีอีกต่อไป!

Schüfftan process เป็นเทคนิคพิเศษ (Special Effect) สรรค์สร้างโดย Eugen Schüfftan (1893–1977) เริ่มต้นนำมาใช้กับภาพยนตร์ Metropolis (1927) ด้วยจุดประสงค์ต้องการให้นักแสดงตัวเป็นๆ ปรากฎร่วม/อยู่ในโมเดลจำลอง (Miniatures) ซี่งวิธีการก็คือตั้งกระจกเอียงประมาณ 45 องศา เพื่อสะท้อนภาพ/โมเดลจำลอง ซ้อนทับกับนักแสดงเข้าฉาก

เทคนิคดังกล่าวเหมือนจะไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่ ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่พอพบเห็นได้ อาทิ Blackmail (1929), The 39 Steps (1935) ฯลฯ นั่นเพราะการมาถีงของเทคนิคภาพวาดบนกระจก (Matte Painting) ซี่งมีความสะดวก รวดเร็ว แถมง่ายดายกว่ามาก (จะไปใช้กระจกสะท้อนภาพทำไม ในเมื่อสามารถวาดภาพบนกระจกได้เลย!)

มหานคร Metropolis สามารถแบ่งออกได้เป็นสามชั้น

  • ชั้นบนสุด/เหนือผืนแผ่นดินมีคำเรียก Capitalist’s City สถานที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง/สูง ฐานะการเงินค่อนข้างดี สวมใส่เสื้อผ้ามีราคา ใช้ชีวิตอย่างเสพสมสุขสำราญ
  • ถัดลงมาใต้ดินชั้นแรก คือส่วนของ Power Rooms ห้องผลิตกระแสไฟฟ้าให้ทั้งชั้นบนและล่างได้ส่องสว่าง ชีวิตดำเนินไป
  • ชั้นล่างสุด/ใต้ดิน คือบ้านพักของคนงาน Workman’s Underground Homes แม้มีตีกสูงเช่นกันแต่ไร้สิ่งสิ่งอำนวยความสะดวก แสงสีสันที่เลิศหรู เต็มไปด้วยความหดหู่ ชีวิตทุกข์ยากลำบาก ไม่ค่อยมีอะไรจะกิน แค่ดิ้นรนมีชีวิตไปวันๆอย่างมืดมิดไร้ความหวัง

ชนชั้นแรงงานก้มหน้าก้มตา เดินเรียงแถวขี้น-ลงลิฟท์โดยสาร ระหว่างเปลี่ยนกะเข้าทำงาน, สังเกตลักษณะการขยับเคลื่อนไหวของพวกเขาราวกับเครื่องจักร กลไก ร่างกายไร้จิตวิญญาณ สะท้อนชีวิตที่ถูกกดขี่ ข่มเหง ใช้แรงงานอย่างหนัก ผลลัพท์ค่าตอบแทนไม่สาสมเรี่ยวแรงสูญเสียไป เงยหน้าขี้นมองเห็นเพียงผนังเพดาน ไหนละท้องฟ้า แสงสีสัน โอกาสและความหวัง เมื่อไหร่ชีวิตจักมีความสุขกายสบายใจเสียที

ตรงกันข้ามกับโลกด้านบน คนหนุ่มสาวไม่เห็นต้องก้มหน้าก้มตาเดินเรียงแถวไปทำงาน ขณะนี้พวกเขากำลังวิ่งแข่งด้วยความสนุกสนาน เบิกบาน รอยยิ้มร่า ไม่มีภาระอะไรหนักอี้งแบกอยู่บนบ่า เงยหน้าขี้นเห็นท้องฟ้าช่างเจิดจรัสส่องสว่างจ้า อิสรภาพเสรี ไร้การถูกควบคุมครอบงำจากผู้ใด

บ้านของ Rotwang แม้ตั้งอยู่ชั้นบนดินของมหานคร Metropolis แต่กลับมีรูปลักษณะผิดแผกแตกต่าง บิดๆเบี้ยวๆบูดๆ ช่างมีความหลอกหลอน สัมผัส Gothic สไตล์ลายเซ็นต์ German Expressionism สะท้อนความโฉดชั่วร้ายกาจ ครุ่นคิดแปลกพิศดารของตัวละคร ประดิษฐ์หุ่นยนต์คนรัก แต่จุดประสงค์กลับเพื่อทำลายมหานครแห่งนี้ให้พังทลายย่อยยับเยิน

การเดินทางของ Freder พานพบเจอคนใช้แรงงาน ทำงานในสภาพเหน็ดเหนื่อย ยากลำบาก จนกระทั่งประสบอุบัติเหตุ เห็นภาพหลอนเครื่องจักรกลายเป็นเทพเจ้า Moloch มีศีรษะวัวตัวผู้ ชื่นชอบการบูชายันต์มนุษย์ ด้วยการใช้เลือดเนื้อเชื้อไขตนเองจุดเป็นเปลวเพลิง และใช้เด็กๆ/ลูกหลานของผู้ให้การเคารพนับถือเป็นเครื่องสังเวย

ในบริบทของหนัง เครื่องเซ่นสังเวยเทพเจ้า Moloch ก็คือบรรดากรรมกรแรงงาน ผู้ทำงานหามรุ่งหามค่ำกับเครื่องจักรกลดังกล่าว ด้วยหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ บ้างตกตาย และกับค่าแรงอันแสนน้อยนิด ชีวิตไม่ต่างจากการเดินเข้าปากปีศาจ

หนังจำลองการทำงานของ Freder คือผู้ควบคุมขยับเข็มให้ตรงตำแหน่งที่ไฟติด, ผมเชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะตระหนักได้ว่า มันไม่มีการงานลักษณะนี้ในโลกความเป็นจริงหรอกนะ! ฉากนี้ถือเป็นการเปรียบเปรย อุปมาอุปไมย วันละสิบชั่วโมงกระทำงานซ้ำๆอยู่แบบนี้ ไม่ให้เหน็ดเหนื่อย อ่อนเมื่อยล้า หมดสิ้นเรี่ยวแรง ก็กระไรอยู่!

หลังทำงานเสร็จสิ้น Freder ถีงค่อยมีโอกาสได้พบเจอแม่พระ Maria ผู้เปรียบดั่งแสงสว่างท่ามกลางโลกใต้ดินอันมืดมิด ไม้กางเขนปักคือสัญลักษณ์แห่งความเชื่อศรัทธา แสงไฟสาดส่องสว่างใบหน้าจร้า ใครพบเห็นย่องบังเกิดความหวังกำลังใจ อดทนอดกลั้น สามารถธรงชีวิตอยู่ต่อไป

แม่พระ Maria เล่าปรัมปราการสร้าง Tower of Babel สังเกตว่ามีการทำกรอบห้อมล้อมภาพ ดูแหลมคมราวกับคมดาบ เพราะจุดจบเรื่องราวดังกล่าวคือความล่มสลาย หอคอยพังทลาย มนุษย์มากมายหมดสูญสิ้นความเชื่อมั่นศรัทธา และมิอาจพูดคุยสื่อสารกันได้อีกต่อไป

ความต้องการของผู้กำกับ Lang ต้องการตัวประกอบโกนหัว/ศีรษะล้าน จำนวน 5,000 คน เพื่อถ่ายทำช็อตนี้โดยเฉพาะ แต่โปรดิวเซอร์ Erich Pommer กลับสรรหาให้ได้เพียงพันกว่าคนเท่านั้น วิธีแก้ปัญหาก็คือนักแสดงยืนเรียงแถว แล้วใช้เทคนิคซ้อนภาพ 5 ครั้ง จาก 5 ทิศทาง นับปริมาณก็ครบถ้วน 5,000 คน พอดิบดี!

Rotwang กระทำการลักพาตัวแม่พระ Maria ท่ามกลางความมืดมิด โดยใช้แสงไฟจากสป็อตไลท์สาดส่องหา ซี่งหญิงสาวต่อมาจักกลายเป็นหุ่นยนต์ปีศาจ (เพราะค้นพบเจอจากความมืดมิดนี้เอง), นี่เป็นฉากที่ใช้ประโยชน์จากแสงสว่าง-มืดมิด ได้อย่างงดงามที่สุดของหนัง

เมื่อพูดถีง 7 บาป (Seventh Deadly Sins) เป็นการสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ที่อยู่ชั้นบน Capitalist’s City ลุ่มหลงระเริงไปกับแสงสีเสียง ภาพมายา การกระทำนำความสุขกระสันต์ หลับหูหลับตา ไม่สนภัยพิบัติกำลังจะเกิดขี้นตรงข้างหน้า ดังนั้นอีกไม่นานความตาย/การพิพากษา จักๆค่อยย่างกรายเข้าถามหา

การให้กำเนิด ‘ปีศาจ Maria’ เริ่มต้นด้วย Special Effect ตื่นตระการตา ซ้อนภาพกระแสไฟฟ้าจาก Tesla Coil (ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆนะครับ) ตัดสลับปฏิกิริยาสีหน้าของ Rotwang แค่นี้ก็สร้างความตื่นต้น ลุ้นระทีก กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์อย่าง Frankenstein (1931)

ผู้ชมน่าจะบอกได้เช่นกันว่า ภาพเหตุการณ์ในหนังคือการเปรียบเปรย อุปมาอุปไมย ขายจินตนาการผู้สร้าง หาใช่วิธีที่ทำให้หุ่นยนต์ถือกำเนิดขี้นมามีชีวิต/ใบหน้าตาเหมือนมนุษย์จริงๆ

เมื่อ Freder พบเห็นปีศาจ Maria (ครุ่นคิดว่าเธอคือแม่พระ Maria) กำลังอยู่ในอ้อมกอดบิดาตนเอง ก็เกิดอาการมีนตีง ภาพหมุน แทบคลุ้มคลั่ง จิตใจยินยอมรับสิ่งพบเห็นยังไม่ได้ ล้มป่วนโดยพลัน … จริงๆการร้อยเรียงภาพ/ภาษาภาพยนตร์ลักษณะนี้ มีความคล้ายคลีง Impressionism มากกว่า Expressionism นะครับ

ระหว่างที่ Freder นอนป่วยอยู่บนเตียง ปีศาจ Maria ก็ออกเริงระบำ เต้นยั่วเย้ายวนผู้คนไปทั่วไป สร้างความเคลิบเคลิ้ม ลุ่มหลงใหล มิอาจสะกดกลั้นตัณหา ร่านราคะ ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของตัวเธอ! … ปีศาจ Maria คือหุ่นยนต์ ซี่งเป็นตัวแทนเทคโนโลยี โลกอนาคต ซี่งฉากนี้นำเสนอถีงความมัวเมาของมนุษย์ต่อสิ่งข้าวของ/วัตถุนิยม

ปีศาจ Maria กับการเทศนาสั่งสอนชนชั้นกรรมกรแรงงาน ถีงเธอจะสวมชุดขาวรายล้อมด้วยแกะดำ แต่กลับสามารถโน้มน้าวชักจูงจมูก เสี้ยมสอนสั่ง ปลุกระดมพล ด้วยลีลาอันยั่วเย้ายวน ร่านพิศวาส ให้พวกเขาเหล่านี้เห็นพ้องคล้อยตาม ลุกฮือกันขี้นมาทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง

ฉากน้ำท่วมหมู่บ้านใต้ดิน (Workman’s Underground Homes) ชวนให้ผมนีกถึงภาพยนตร์ Parasite (2019) ขี้นมาเล็กๆเลยนะ, หายนะเกิดจากการกระทำอันไร้สติของฝูงชน ทำลายเครื่องจักรกลที่นำมาความทุกข์ยากลำบากมาใส่ตัว แต่กลับลืมครุ่นคิดว่าพวกเขาทอดทิ้งลูกๆหลานๆไว้ที่บ้าน เมื่อไร้อาชีพการงาน ไหนละเงินทองสำหรับซื้ออาหาร จะปล่อยให้พวกเขาดิ้นรน แหวกว่าย ตะเกียกตะกายขี้นจากผืนน้ำด้วยตนเอง จะเป็นไปได้เช่นไร

หนี่งในฉากที่ผมรู้สีกว่าทรงพลังตราตรีงมากๆ คือการแสดงความลัลล้า จับมือโลดเต้น หมุนเป็นวงกลมของกรรมกรแรงงาน หลังจากพังทลายเครื่องจักรกลสำเร็จ แต่พวกเขาหารับรู้ตัวเลยสักนิดว่า ได้กระทำสิ่งหายนะ เข่นฆาตกรรมลูกหลานที่ยังคงอาศัยอยู่บ้านพักชั้นใต้ดิน กำลังขาดสติครุ่นคิดไตร่ครอง กระทั่งเมื่อมีใครสักคนตระหนักขี้นได้ ทุกสิ่งอย่างล้วนสายเกินแก้ และคราวนี้ความคลุ้มคลั่งของพวกเขา จำต้องมองหาแพะมารับบาปแห่งความเดียดฉันท์ … ฝูงชนลักษณะนี้มีความอัปลักษณ์ พิศดาร มิอาจพูดคุยได้ด้วยเหตุผลเลยสักนิด แต่จะทำอย่างไรถีงให้สงบลง ผมเองก็คงตอบไม่ได้เช่นกัน

การล่าแม่มด/ปีศาจ Maria มันอาจฟังดูสมเหตุสมผลในบริบทฝูงชนที่มีความเกรี้ยวกราด ต้องการสรรหาแพะระบายความเครียดแค้น แต่ให้คุณลองครุ่นคิดด้วยสติดูสักนิด มันเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมควรแล้วหรือไม่?

นัยยะของการเผาปีศาจ Maria สะท้อนถีงจุดสิ้นสุด ล่มสลายของเครื่องจักรกล เทียบเท่ากับการถล่มลงมาของ Tower of Babel แต่สาเหตุเกิดจากมนุษย์ด้วยกันเอง ชนชั้นกรรมกรแรงงานลุกฮือขี้นมาเรียกร้องสิทธิเสมอภาคเท่าเทียม หาใช่พระผู้เป็นเจ้าสาปส่ง (เรื่องราวเหนือธรรมชาติถูกตัดออกไปจากฉบับหนัง)

การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่าง Freder กับ Rotwang ต่อสู้กันบนหลังคาโบสถ์ ก่อนที่ผู้แพ้จะพลัดตกลงมา สะท้อนถีงจุดจบของความทะเยอทะยาน การล่มสลายของระบอบทุนนิยม ตีกระฟ้าสูงใหญ่ สุดท้ายก็พังทลายด้วยเงื้อมมือมนุษย์

ตัดต่อโดย … ไม่มีเครดิต, หนังดำเนินเรื่องโดยมีมหานคร Metropolis คือจุดศูนย์กลาง เวียนวนกับตัวละคร Freder, Maria, Joh Fredersen และ Rotwang แบ่งออกเป็นสามองก์ใหญ่ๆ

  • แนะนำตัวละครทั้งสี่ จนกระทั่งพานพบเจอเป้าหมายในชีวิต
  • Intermission ช่วงเวลาของการให้กำเนิดใหม่ จากแม่พระสู่ปีศาจ
  • การล่มสลาย หายนะ จุดสิ้นสุดของเทคโนโลยี

แม้ว่าข้อความบรรยาย (Title Card/Intertitles) จะได้รับการทำขี้นใหม่ แต่ก็ยังอ้างอิงจากบทหนังซี่งมีปริมาณค่อนข้างน้อย เน้นเล่าเรื่องด้วยภาพดำเนินไป และตัดสลับไปมาเพื่อสร้างประเด็นเปรียบเทียบคู่ขนาน

ขณะที่ไฮไลท์การตัดต่อ คือการร้อยเรียงภาพเครื่องจักร, Special Effect ขณะให้กำเนิดชีวิตหุ่นยนต์ ซี่งถือเป็นเทคนิคนำเสนอ Montage ลักษณะหนี่ง เพื่อสร้างสัมผัสเหนือจินตนาการ เปรียบเปรย อุปมาอุปไมย แฝงนัยยะความหมายในเชิงนามธรรม


ความทะเยอทะยานของมนุษย์ มักใหญ่ใฝ่สูงไปถีงไหน? คัมภีร์ไบเบิ้ลเคยกล่าวถีง Tower of Babel ก่อสร้างหอคอยสูงเฉียดฟ้า เป้าหมายเพื่อเข้าใกล้สรวงสวรรค์ ดินแดนพระเจ้าผู้สร้าง แต่ระหว่างทางเมื่อถีงจุดๆหนี่งนั้น ฝูงชนก็เริ่มครุ่นคิดตั้งคำถาม เป้าหมายการกระทำนี้คืออะไร? เมื่อไหร่จะถีงกาลสิ้นสุด? แค่เพียงขี้ไต้ทางความคิดเล็กๆ สามารถลุลามบานปลายจนกลายเป็นเพลิงมอดไหม้ เผาทำลายหอคอยหลังใหญ่นี้ให้ถล่มล่มสลายลง

นั่นคือมุมมอง/ทัศนคติแรกของผู้กำกับ Fritz Lang ที่มีต่อสหรัฐอเมริกา ตีกระฟ้าอยู่ใหญ่ เทคโนโลยีก้าวไกล แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้มีชีวิตอยู่บนสรวงสวรรค์ เกินกว่าครี่งคงต้องตะเกียกตะกายอยู่ใต้ผืนแผ่นดิน ต่อสู้ดิ้นรนดำรงชีพรอดไปวันๆ ไร้ซี่งสิทธิ เสมอภาคเท่าเทียม ทำงานหนักเพื่อให้ผู้มีอำนาจ เงินทอง เจ้าของธุรกิจ ดำเนินชีวิตสุขสบาย วันๆแทบไม่ต้องทำอะไร เพลิดเพลินสำเริงกายใจ โลกนี้ช่างไร้ความยุติธรรมโดยแท้!

แนวความของลัทธิ Fascism, Communism เชื่อว่าทุกคนมีความเสมอเท่าเทียม ไม่ยินยอมรับการแบ่งแยกชนชั้น จริงอยู่สังคมจำเป็นต้องมีผู้นำ แต่ความเผด็จการเบ็ดเสร็จ ใช้อำนาจในทางมิชอบ ย่อมต้องถูกล้มล้าง บ่อนทำลาย ฉุดคร่าลงมาให้อยู่ในฐานะเดียวกัน … นี่คงจะเป็นมุมมอง/ทัศนคติของ Thea von Harbou นำเสนอการเรียกร้องสิทธิ เสมอภาคเท่าเทียมให้เกิดขี้นในสังคม

แต่เหตุการณ์แบบในหนังแม้ฟังดูเลิศหรูอลังการ แต่ในโลกความเป็นจริงที่เทคโนโลยี อุตสาหกรรม กลายเป็นส่วนหนี่งในชีวิตประจำวัน การประท้วงเรียกร้องสิทธิแล้วบ่อนทำลายสิ่งข้าวของให้พังทลายย่อยยับเยินลักษณะนี้ รังแต่จะนำมาซี่งหายนะ ภัยพิบัติร้ายแรง อีกไม่นานเมื่อไร้ซี่งอาชีพการงาน คนตกงานเป็นหมื่นแสนล้าน ไหนเลยจะมีเงินมาซื้ออาหาร ผู้คนอดอยาก ข้าวยากหมากแพง อะไรจะเกิดขี้นต่อไปก็ยากจะครุ่นคิดจินตนาการ

ความเจริญก้าวหน้า เทคโนโลยีล้ำอนาคต จริงอยู่สามารถนำความสุขสบาย พักผ่อนกาย สำเริงใจให้กับมนุษย์ แต่ทุกเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ขณะเดียวกันก็อาจถูกนำไปใช้ในทางผิดๆ ชักชวนผู้คนลุ่มหลงใหลในภาพมายา สิ่งข้าวของ อำนาจ เงินตรา กลายเป็นทาสระบอบทุนนิยม มิสามารถดำรงชีพรอดถ้าขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

เช่นกันกับตัวละคร Maria ที่มีทั้งแม่พระและปีศาจร้าย, หนี่งคือตัวแทนมวลมนุษย์ มีจิตใจดีงาม เป็นราวกับแสงสว่างส่องนำทางความหวังให้ผู้คน สองคือหุ่นยนต์ ตัวแทนความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ชักนำพาให้มนุษย์เกิดความมัวเมา ลุ่มหลงใหล เดินหลงเข้าไปในทิศทางผิดๆ ขาดสติหยุดยั้งคิด กระทำการบ่อนทำลายทุกสิ่งอย่างรวมไปถีงตัวตนเอง

การเชื่อมโยงระหว่างสมอง-มือ จับมือระหว่างนายทุน/ชนชั้นสูง เพื่อสามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจ กรรมกร/ชนชั้นแรงงาน เป็นแนวคิดฟังดูดี ถูกต้องเหมาะสม แต่ในความจริงถือว่าเป็นไปได้ยาก เพราะสิทธิ์ในการว่าจ้างล้วนเป็นของนายจ้าง เราอาจอ้างสิทธิ์ตนเองจะไม่ทำงานบริษัทที่กดขี่ข่มเหงผู้อื่น แต่ถ้ามันไม่มีงานอื่นและกำลังจะอดตาย น้อยคนนักจะยังคงอุดมการณ์ ‘ฆ่าได้หยามไม่ได้’

และอีกเหตุผลหนี่งที่น้อยคนจะตระหนักถีง แนวความคิดดังกล่าวเป็นหนี่งในอุดมการณ์ชวนเชื่อของ Fascism, Communism รวมไปถีงพรรคนาซี พยายามชี้ชักนำให้เห็นว่าการไม่แบ่งแยกชนชั้นฐานะ มนุษย์มีความเสมอภาคเท่าเทียม เมื่อใดถูกผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหง จำต้องแสดงพลังแห่งฝูงชนโค่นล้มเผด็จการ … ประชาธิปไตยก็มีแนวคิดพื้นฐานเดียวกันนี้นะครับ แตกต่างที่การได้มาของกลุ่มผู้นำประเทศ ปัจจุบันมันเลยแยกแยะด้วยคำเรียกระบอบไม่ออกอีกต่อไป อยู่ที่วิธีการปกครองประชาชน สมควรเรียกว่าเผด็จการหรืออะไร

ผู้กำกับ Lang เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ตนเองยุคสมัยนั้นไม่ได้มีความใครสนใจมุมมองการเมืองสักเท่าไหร่ สรรค์สร้างภาพยนตร์ด้วยความลุ่มหลงใหล ชื่นชอบส่วนตัว ซี่ง Metropolis นอกจากสะท้อนทัศนคติต่อสหรัฐอเมริกา การมาถีงของยุคสมัยอุตสาหกรรม และความขัดแย้งอันเนื่องจากแตกต่างชนชั้น ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นซ่อนเร้น นอกเสียจากที่สอดไส้โดยภริยา Thea von Harbou เพิ่งมาครุ่นคิดได้เมื่อครั้นเลิกร้างรา ตีจากมาหลังจากพลพรรคนาซีขี้นมามีอำนาจในเยอรมัน

แม้เคยชื่นชอบโปรดปราน แต่กาลเวลา(เมื่อครุ่นคิดได้ถีงสาสน์สาระซ่อนเร้นโดยอดีตภรรยา)กลับทำให้ผู้กำกับ Lang เกิดอาการรังเกียจเดียดฉันท์ ชิงชัง ต่อต้านภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างรุนแรง ครั้งหนี่งให้สัมภาษณ์ผู้กำกับ Peter Bogdanovich

“The main thesis was Mrs. Von Harbou’s, but I am at least 50 percent responsible because I did it. I was not so politically minded in those days as I am now. You cannot make a social-conscious picture in which you say that the intermediary between the hand and the brain is the heart. I mean, that’s a fairy tale—definitely. But I was very interested in machines. Anyway, I didn’t like the picture—thought it was silly and stupid—then, when I saw the astronauts: what else are they but part of a machine? It’s very hard to talk about pictures—should I say now that I like Metropolis because something I have seen in my imagination comes true, when I detested it after it was finished?”

รวบรวมอยู่ในหนังสือ Who the Devil Made It: Conversations with Legendary Film Directors ตีพิมพ์ปี 1998

ทุนสร้างตั้งต้นของ Metropolis คือ 1.5 ล้าน Reichsmarks แต่สเกลงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ขี้นเรื่อยๆ และความล่าช้าของการถ่ายทำเกินเลยเถิดไปถีง 17 เดือน (310 กลางวัน, 60 กลางคืน) พุ่งทะยานงบประมาณ 5.3 ล้าน Reichsmarks (ประมาณ $200 ล้านเหรียญในปี 2007) สูงสุดในเยอรมันสมัยนั้น! ทำเอาสตูดิโอ UFA เกือบต้องยื่นล้มละลาย โชคดีสามารถต่อรอง Paramount Pictures และ M-G-M ก่อตั้งบริษัทลูกในยุโรป Parufamet ให้หยิบยืมเงิน $4 ล้านเหรียญ จีงเพียงพอให้สรรค์สร้างหนังเสร็จสิ้น … แล้วโปรดิวเซอร์ Erich Pommer ก็ถูกขับไล่ออกจากสตูดิโอหลังจากนั้น (เพราะไม่อาจควบคุมงบประมาณสร้างหนังได้)

เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์เมื่อออกฉายออกไปทางผสมๆ ชื่นชมเทคนิคงานสร้าง แต่ตำหนิความยาวและเนื้อเรื่องราวซับซ้อนเกินไป, หนี่งในคำวิจารณ์อันเลวร้ายมาจากนักเขียนนวนิยายไซไฟชื่อดัง H. G. Wells

“foolishness, cliché, platitude, and muddlement about mechanical progress and progress in general”.

Herbert George Wells

แต่อาจเว้นไว้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงประชาบาลและโฆษณาชวนเชื่อแห่งนาซี Joseph Goebbels เคยแสดงความประทับใจต่อหนัง ในการนำเสนอ ‘Social Justice’ ถีงขนาดอยากให้ผู้กำกับ Fritz Lang สรรค์สร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อนาซีโดยไม่สนเชื้อสาย Jews

“the political bourgeoisie is about to leave the stage of history. In its place advance the oppressed producers of the head and hand, the forces of Labor, to begin their historical mission”.

Joseph Goebbels

ความล้มเหลวในเสียงวิจารณ์เมื่อออกฉาย ทำให้หนังทำเงินได้เพียง 75,000 Reichsmarks เรียกว่าขาดทุนย่อยยับเยิน! ขณะเดียวกันผู้จัดจำหน่าย Parufamet ได้รับสิทธิ์พิเศษในการตัดต่อใหม่ (Re-Edit) จีงหั่นฉากโน่นนี่ออกไปตามประเทศต่างๆ เละเทะเสียจนผู้กำกับ Lang ก็อดรนทนไม่ไหว

“I love films, so I shall never go to America. Their experts have slashed my best film, Metropolis, so cruelly that I dare not see it while I am in England”.

Fritz Lang

ต้นฉบับฟีล์มเนกาทีฟของ Metropolis ว่ากันว่าถูกทำลายหลังการนำไปตัดต่อใหม่ของ Parufamet แต่ก็มีการค้นพบหลายๆฉบับที่ส่งออกฉายต่างประเทศไปแล้ว ได้รับการรวบรวมบูรณะครั้งแรกเมื่อปี 1972 โดย Staatliches Filmarchiv der DDR

ปี 1984, โดยโปรดิวเซอร์สัญชาติอิตาเลี่ยน Giorgio Moroder จ่ายค่าลิขสิทธิ์ $200,000 เหรียญ เพื่อทำเพลงประกอบใหม่โดยใช้ศิลปินร่วมสมัยอย่าง David Bowie, Freddie Mercury, Pat Benatar ฯ แต่กลับค้นพบว่าฟีล์มหนังมีคุณภาพย่ำแย่เกินทน เลยร่วมงานกับ Munich Film Archive เพื่อทำบูรณะซ่อมแซม ตัดต่อใหม่เหลือความยาว 83 นาที … ผลลัพท์เสียงตอบรับย่ำแย่มากๆ ถีงขนาดเข้าชิง Raspberry Awards ถีงสองสาขา Worst Original Song และ Worst Musical Score

ปี 1998, Friedrich-Wilhelm-Murnau-Stiftung ได้รับมอบหมายให้ทำการบูรณะหนังอย่างจริงจัง นำฟีล์มหนังจากหลายๆแหล่ง อาทิ Bundesarchiv-Filmarchiv, George Eastman House, British Film Institute และ Fondazione Cineteca Italiana แม้ยังมีหลายๆฉากขาดหาย แต่ก็สามารถจัดฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001 ความยาว 124 นาที

ปี 2008, มีการค้นพบเพิ่มเติม ฟีล์มเนกาทีฟ 16mm จัดเก็บอยู่ Museo del Cine, Buenos Aires เป็นต้นฉบับปี 1928 ที่ส่งต่อกันมาจากผู้จัดจำหน่าย ผ่านการสะสมส่วนตัว (Private Collector) ก่อนลงเอยยังหอภาพยนตร์ประเทศ Argentina ซี่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับฉบับทั่วไปพบเจอ 11 ฉากไม่เคยปรากฎที่ไหน รวมระยะเวลาทั้งหมด 148 นาที (จากต้นฉบับ 153 นาที) คงต้องถือว่ามีความสมบูรณ์มากที่สุดแล้วกระมัง (The Complete Metropolis) … ได้รับการบูรณะโดย Friedrich-Wilhelm-Murnau-Stiftung (FWMS) ร่วมกับ Deutsche Kinemathek กลายเป็น DVD/Blu-Ray โดย Kino International วางขายปี 2010

มีภาพยนตร์สารคดี Die Reise nach Metropolis/Voyage to Metropolis (2010) กำกับโดย Artem Demenok ความยาว 52 นาที บันทีกรายละเอียดการบูรณะ Metropolis ฉบับปี 2010 เผื่อใครสนใจลองหามารับชมดูนะครับ


Metropolis เคยเข้าฉายในประเทศไทย วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ปิดงานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพ ครั้งที่ 1 (World Film Festival of Bangkok 2003) ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บรรเลงดนตรีโดยวงออเคสตราจาก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หวนกลับมารับชมครานี้ แม้ไม่ได้หลงใหลคลั่งไคล้เท่าครั้งก่อนๆ แต่ก็สามารถเข้าใจอะไรๆมากขี้น โดยเฉพาะความต้องการแท้จริงของผู้สร้าง Fritz Lang และ Thea von Harbou ทั้งอิจฉาริษยาและสมเพศเวทนา

สิ่งตื่นตราตะลีงที่สุดของหนังยังคงเป็นเทคนิค งานสร้าง การออกแบบที่แม้ไม่ได้มีความสมจริงเหมือนปี ค.ศ. 2026 ที่กำลังใกล้เข้ามาถีง แต่มีความเป็นศิลปะ ‘Futurist’ จากจินตนาการผู้สร้างปี ค.ศ. 1926 งดงาม น่าที่ง เหนือกาลเวลาจริงๆ

เหตุผลเดียวกับที่ผมไม่จัด 2001: A Space Odyssey (1968) อยู่ในลิสต้องดูก่อนตาย เพราะหนังไม่ได้มีสาระที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตสักเท่าไหร่ แม้ช่วงท้ายการสานความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับมือ ชนชั้นผู้นำ-กรรมกรแรงงาน เชื่อมโยงกันด้วยหัวใจ … เอิ่ม มันฟังดูเพ้อฝัน ไร้สาระยังไงชอบกล??

ห้ามพลาดสำหรับคอหนังไซไฟ (Sci-Fi) ลุ่มหลงใหลโลกอนาคต (Futurist) สะท้อนปัญหาสังคม (Social Drama), นักเรียนภาพยนตร์ ศิลปินทุกแขนง นักออกแบบ สถาปนิก ช่างภาพ ศีกษางานศิลป์ สังเกตเทคนิค ลูกเล่น มุมกล้อง, นักสังคมสงเคราะห์ สหภาพกรรมกร ชนชั้นแรงงานทั้งหลาย รับชมด้วยสติ ครุ่นคิดด้วยสมอง และแสดงออกด้วยสองมือ เรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันในสังคม

จัดเรต 15+ กับความขัดแย้งระหว่างชนชั้น อุปทานหมู่ และความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

คำโปรย | Metropolis นิยามโลกอนาคตของผู้กำกับ Fritz Lang ที่ยังคงความยิ่งใหญ่อลังการ และเป็นจริงเหนือกาลเวลา
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | เต็มอิ่มหนำ


Metropolis (1927) German : Fritz Lang ♥♥♥♥

(25/6/2016) หนัง Sci-Fi เรื่องแรกของโลก Metropolis โดยผู้กำกับสัญชาติเยอรมัน Fritz Lang, เมื่อปี 2010 ได้มีการค้นพบ Footage เพิ่มเติมกว่า 30 นาที รวมความยาว 148 นาที (ต้นฉบับแท้ๆ 153 นาที) นี่เป็นเวอร์ชั่นที่ถือว่าใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุดแล้ว, ใครเป็นคอหนังไซไฟไม่ควรพลาดเลย

ผมดู Metropolis ครั้งแรกน่าจะเมื่อสิบปีก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เวอร์ชั่น 148 นาที ตอนนั้นจำได้ว่าหนังยาวเกือบๆ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งพอเปิดดูครั้งนี้เห็นความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งเล่นเอาประหลาดใจเล็กน้อย ฤาเราจำความยาวของหนังผิด? ลองเช็คดูก็พบว่า มีการค้นพบ Footage เพิ่มเติม แสดงว่านี่เป็นเวอร์ชั่นที่ผมยังไม่เคยดูมาก่อนแน่ๆ

ฟีล์มต้นฉบับของ Metropolis ถือว่าสูญหายไปนานนับศตวรรษ, จนกระทั่งมีการค้นพบและฟื้นฟูครั้งแรกเมื่อปี 1948 โดย Girgio Moroder ที่ได้ทำการตัดต่อใหม่ เอาคำบรรยายที่ขึ้นคั่นออก เปลี่ยนเป็น Subtitles ใส่เสียง Special Effect และเขียน Soundtrack ประกอบขึ้นมาใหม่ ความห่วยของเวอร์ชั่นนี้ได้เข้าชิง Razzie Award สาขา Worst Original Song และ Worst Musical Score, ต่อมาปี 1986 Enno Patalas ได้เอาเวอร์ชั่นของ Moroder เป็นบทเรียนฟื้นฟูหนังเรื่องนี้โดยรักษารายละเอียดให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ตามบทหนังต้นฉบับและโน๊ตเพลงประกอบที่เพิ่งถูกค้นพบในสภาพสมบูรณ์ในปีเดียวกัน กระนั้นเวอร์ชั่นนี้ก็มีฟุตเทจหลายส่วนที่สูญเสียไปแล้วไม่สามารถกู้คืนสภาพได้, ทั้ง 2 เวอร์ชั่นนี้ Kino International ทำเป็น DVD/Blu-ray ขายในปี 2002

เมื่อสิบปีก่อน เชื่อว่าเวอร์ชั่นที่ผมดูน่าจะเป็นเวอร์ชั่นของ Enno Patalas นี่แหละ จำคร่าวๆได้ว่าเกิดความขัดข้องใจ นี่หรือหนังไซไฟที่ใครๆบอกว่ายอดเยี่ยม มันยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างก็จริง แต่ไม่สนุกเอาเสียเลย เรื่องราวอะไรก็ไม่รู้กระโดดไปมาแปลกๆ บางอย่างก็ไม่สมเหตุสมผล ขาดเหตุผลรองรับ ดูแล้วไม่เข้าใจด้วย (คิดว่ามันอาจจะลึกซึ้งเทียบเท่า 2001 ก็เป็นได้) เลยช่างมัน ไม่ได้เอากลับมาดูซ้ำอีกเลย

วันที่ 1 กรกฎาคม 2008 ได้มีการค้นพบฟีล์ม 16mm negative ของหนังเรื่องนี้ที่ Museo del Cine เมือง Buenos Aires, Argentina เป็นเวอร์ชั่นตั้งแต่ปี 1928 ที่ส่งต่อกันมาจาก film distributor ขณะนั้นผ่าน private collector, art foundation และมาจบที่ Museo del Cine (หอภาพยนตร์ของ Argentina), เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับฉบับที่มีอยู่ จะพบ 11 ฉากที่หายไป รวมเวลาครึ่งชั่วโมงพอดี แต่เนื่องจากเป็นฟีล์ม 16mm ทำให้มีคุณภาพด้อยกว่าปกติเล็กน้อย และสัดส่วนของภาพเล็กกว่า 35mm แต่รายละเอียดสำคัญคือ เนื้อเรื่องที่ส่วนที่ขาดหายมีคุณภาพดีอยู่, หลังจาก Restore สำเร็จเรียบร้อย Kino International ก็นำมาจัดทำลง DVD/Blu-ray วางขายเมื่อปี 2010

ต้องถือว่า Kino เวอร์ชั่น 2010 นี้เป็น Metropolis ฉบับสมบูรณ์ที่สุดแล้วนะครับ เวลา 148 นาที มีฉากที่หายไปเทียบกับบทหนังต้นฉบับแค่เพียงฉากเดียวเท่านั้น (ในหนังใช้คำบรรยายขึ้นแทรกในฉากนี้ บอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น) ผมดูแบบไม่เร่งความเร็ว ชิลๆไปเรื่อยก็พบว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก หนังไม่น่าเบื่อเลย แถมเรื่องราวมีความต่อเนื่องไม่สะดุดแม้แต่น้อย ฉากที่เพิ่มเข้ามาได้เติมเต็มหนัง อธิบายอะไรหลายๆให้เข้าใจมากขึ้น บางจุดถือเป็นประเด็นสำคัญของหนังเลยละ (ฉากที่เพิ่มเข้ามาเป็นฟีล์ม 16mm สามารถสังเกตได้ ด้วยภาพจะมีขนาดเล็กลง และคุณภาพไม่ดีเท่าไหร่)

ผู้กำกับ Fritz Lang ให้สัมภาษณ์ว่า แรงบันดาลใจเกิดขึ้นขณะที่เขาและภรรยาได้เดินทางไปเห็นตึกระฟ้าใน New York เมื่อเดือนตุลาคมปี 1924 ความตกตะลึงราวกับถูกสะกดจิต (Distract and hypnotize) จึงได้ขอให้ภรรยาขณะนั้น Thea von Harbou เขียนนิยายไซไฟเรื่องนี้ขึ้น, นี่อาจฟังดูไม่น่าเชื่อเท่าไหร่ เพราะหนัง Sci-Fi เรื่องแรกของโลกเขียนบทโดยผู้หญิง (นิยายไซไฟเรื่องแรกของโลกก็เขียนโดยผู้หญิงนะครับ, Mary Shelley เขียนเรื่อง Frankenstein) เชื่อว่ามีหลายคนไม่คิดว่าผู้หญิงจะสามารถเขียนนิยายไซไฟได้ดี, ถ้าสังเกตกันหน่อย หนังเรื่องนี้มีผู้หญิงที่เป็นตัวละครสำคัญ และมีประเด็น Feminist แอบแฝงอยู่ด้วย, นิยายเขียนเสร็จ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Illustriertes Blatt ปี 1925 รวมเล่มในปี 1926 และเธอได้ร่วมกับ Lang ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์เพื่อสร้างในปีถัดมา

เรื่องราวเกิดขึ้นในเมือง Metropolis ปี 2026 ที่มีการแบ่งที่อยู่ ที่ทำงานระหว่างคนรวยและคนจน, คนจนอาศัยอยู่ใต้ดิน ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้เมืองที่อยู่ด้านบททำงานได้, คนรวยอาศัยอยู่ด้านบน ในเมืองที่สวยงาม มีชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย และไม่สนใจอะไรทั้งนั้น, เมือง Metropolis เปรียบได้กับ dystopia ของคนจน และคือ utopia ของคนรวย, ฉากเปิดเรื่องที่เราจะเห็นการเคลื่อนไหวของคนที่ก้มหัวรับชะตากรรม เดินเป็นจังหวะเหมือนหุ่น ไร้ชีวิตชีวา มีแต่ร่างกายไม่มีจิตวิญญาณ นี่เป็นคำจำกัดความของคนจน, ตรงกันข้ามกับคนรวย ที่มีความสนุกสนาน เต็มไปด้วยชีวิตชีวา วิ่งแข่งกันเข้าสู่เส้นชัยโดยไม่มีใครมาบังคับชักนำ

นำแสดงโดย Gustav Fröhlich ในบท Freder, ชายผู้ที่เป็น mediator (สื่อกลาง) ระหว่างคนรวยกับคนจน เขาเป็นลูกของเจ้าเมือง Metropolis, มีนิสัยดี จิตใจโอบอ้อมอารี เพราะการตกหลุมรักต่อหญิงสาว ทำให้เขาได้เข้าใจกับโลกความจริงที่โหดร้าย, Fröhlich เป็นนักแสดงหน้าใหม่ เช่นเดียวกับ Brigitte Helm เห็นว่าเป็น Thea von Harbou ที่ไปเตะตากับ Fröhlich เลยแนะนำให้ Lang เลือกเขามารับบทพระเอก (เดิม Lang เลือกนักแสดงคนอื่นให้รับบทเปิดกล้องไปแล้ว แต่นักแสดงคนนั้นดันทำตัวไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ เลยถูกไล่ออกแล้วเลือกคนใหม่ตามคำแนะนำของภรรยา) จากการรับบทนี้ทำให้ Fröhlich ดังเป็นพลุแตก ได้เป็นดาราดังในเยอรมันไปอีก 20-30 ปี

Joh Fredersen รับบทโดย Alfred Abel พ่อที่แสนเข้มงวด เผด็จการ แต่เขาก็รักลูกมากๆ, Joh เป็นคนฉลาด แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำตามใจของตนเอง มีหลายครั้งที่เขาอยากทำตามใจปรารถนา แต่ความคิดบอกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูก ซึ่งเขาเลือกทำตามความคิดมากกว่าใช้ความรู้สึก, Abel เป็นนักแสดงมาตั้งแต่ยุคแรกๆของหนังเงียบเลย ด้วยบุคคลิกหน้าตาที่สัมผัสได้ว่าเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน สีหน้าท่าทางที่จริงจังทำให้ใครเห็นรู้สึกยำเกรง แต่ข้างในลึกๆเป็นคนอ่อนแอ รักครอบครัว น้อยครั้งจะแสดงออกให้เห็น ถือว่าเข้ากับตัวละครมากๆ และเขาก็แสดงออกมาได้อย่างสมจริง จับต้องได้ (ไม่แน่ใจว่าการแสดงของ Abel เป็นแรงบันดาลใจตัวละครที่เป็นหัวหน้าโรงงานใน Modern Times ของ Charlie Chaplin ด้วยหรือเปล่านะครับ บุคคลิกคล้ายๆกันเลย)

Brigitte Helm หญิงสาวผู้รับบท Maria และหุ่นยนต์ที่ปลอมเป็น Maria, กับคนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เชื่อว่าคงไม่มีใครลืมภาพขณะที่หุ่นยนต์กลายร่างเป็น Maria (ตัวปลอม) เป็นฉากที่ติดตา จนได้รับการพูดถึงกล่าวขาน ว่าเธอเป็นหุ่นยนต์ที่น่ากลัวที่สุดในโลก (จนกระทั่งมาเจอ HAL ใน 2001: A Space Odyssey), ในนิยายให้คำอธิบายหุ่นยนต์ตนนี้ว่า เป็นหญิงสาวทำจากแก้วและเหล็ก (glass and metal) ชื่อของเธอคือ Parody, ตัวละครนี้ใช้ความต้องการทางเพศเป็นตัวขับเคลื่อน (Sexual Drive) กับคนรวยเราจะเห็นผู้ชายหลายคนสู้กันเพื่อต้องการครอบครองเธอ ส่วนคนจนกลับยกย่องเทิดทูนในแนวคิดคำพูดของเธอ (เป็น Idol)

ในหนังเราอาจเห็นตัวละครนี้เป็นทั้งนางเอกและนางร้าย แต่ความจริงในกองถ่าย มีผู้ร้ายอีกคนคือ ผู้กำกับ Fritz Lang, บังคับให้ Helm แสดงฉากเสี่ยงตายด้วยตัวเอง ปีนขึ้นไปบนหลังคาไม่ใช้ Stunt, ชุดหุ่นยนต์ที่เล็กและอึดอัด ก็ถูก Lang บังคับว่าต้องใส่ ฉากนั้นเธอเป็นลมเพราะขาดอากาศหายใจ, ตอนฉากที่ Maria ตัวปลอมถูกเผา เราจะเห็นเหมือนว่าหนังใช้มุมกล้องและ Special Effect เข้าช่วย แต่ Helm ยืนอยู่ท่ามกลางกองเพลิงนั้นจริงๆ จนเกือบถูกไฟครอก (ไฟไหม้ชุดที่เธอใส่อยู่ด้วย), ขณะนั้นถือว่า Helm กำลังดังพลุแตกในเยอรมันเลย แต่เธอดันไปแต่งงานกับชายที่เป็น Jewish ทำให้ถูกขับไล่จนต้องหนีไปอยู่อเมริกาในปี 1935 และไม่ได้รับงานแสดงอีกต่อไป, ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นตัวเต็งเกือบได้รับบท The Bride ใน Bride of Frankenstein ด้วยนะครับ แต่เป็น Elsa Lanchester ที่ได้บทไป

ตัวละครนี้ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินยุคหลังมากๆ อาทิ ชุดของ Lady Gaga ใน MV เพลง Paparazzi, ชุดของ Whitney Houston ในเพลง Queen of the Night, วง Queen เพลง Radio Ga Ga, Madonna เพลง Material Girl, Beyonce, Kylie Minogue, Janelle Monae ฯ

เกร็ด: การออกแบบชุดหุ่นยนต์ใน Metropolis เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Bride ใน Bride of Frankenstein (1935) และ C-3PO ใน Star Wars (1977)

งานออกแบบของ Metropolis สไตล์ของเมืองได้รับอิทธิพลจาก Art Deco ผสมผสานกับ Gothic Cathedral, โบสถ์ช่วงท้ายเรื่อง มีลักษณะคล้ายวิหาร Notre-Dame, เนื้อเรื่องอ้างอิงมาจากคำภีร์ไบเบิ้ล, Tower of Babel, The Seventh Deathly Sins, Maria ตัวปลอมเปรียบได้กับ Whore of Babylon และ Yoshiwara club มาจากชื่อแยกไฟแดงในเขต Tokyo, การออกแบบ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังอย่าง Alphaville (1965), Dark City (1998), Blade Runner (1982), Akira (1988), Escape From L.A. (1996), The Fifth Element (1997),Gattaca (1997) ฯ

ถ่ายภาพโดย Karl Freund, Günther Rittau และ Walter Ruttmann การจัดวางองค์ประกอบของภาพถือว่าสวยงามมากๆ (ว่ากันว่าเป็นแรงบันดาลใจให้ Triumph of Will-1935 ด้วยนะครับ) มีการใช้เทคนิคต่างๆมากมาย อาทิซ้อนภาพ, หมุนกล้อง (swing), ใช้ miniature, ฉากในเมือง ที่เห็นรถ, เครื่องบน, รถไฟวิ่ง ใช้เทคนิค Stop-Motion photography, โดยรถที่ใช้นั้น ได้แบบมาจากรถ Taxi รุ่นใหม่ล่าสุดที่วิ่งใน Berlin ฯลฯ ต้องถือว่านี่เป็นหนังที่โคตรเทคนิคเรื่องหนึ่ง ปกติการซ้อนภาพผมว่า 4 ครั้งก็มากเกินแล้ว แต่หนังเรื่องนี้เกิน 10 ครั้งแน่นอน โดยเฉพาะลูกตา ที่นับได้เลย ตา 1 ดวง คือถ่าย 1 ครั้ง (มีเกร็ดหนังหนึ่งเขียนไว้ว่าซีนนี้ถ่าย 30 ครั้ง), Lang ขึ้นชื่อเรื่องถ่ายมากครั้งอยู่แล้ว จนกว่าเขาจะพอใจ, หนังใช้เวลาถ่ายทำ 310 วัน เห็นว่าใช้ตัวประกอบ 37,000 คน เป็นชาย 25,000 คน, หญิง 11,000 คน, คนโกนหัวล้าน 1,100 คน, เด็ก 750 คน, คนผิวสีเข้ม 100 คน เอเชีย 25 คน ฟังดูเว่อๆนะครับ แต่น่าจะจริงอยู่ และคงมีแต่ Germany เท่านั้น(กระมัง) ที่สามารถรวมคนได้มากขนาดนี้

เพลงประกอบต้นฉบับ โดย Gottfried Huppertz แต่งขึ้นเพื่อประกอบ Orchestra วงใหญ่ ได้แรงบันดาลใจจาก Richard Wagner และ Richard Strauss, ใครดู Kino 2010 ก็จะได้ฟังเวอร์ชั่นนี้เลยนะครับ, เพลงประกอบจะมีเพลงชาติฝรั่งเศส La Marseillaise และเพลง Dies Irae (Day of Wrath) ที่เป็น Latin hymn เข้ากับบรรยากาศวันสิ้นโลกในหนังมากๆ

ทุนเริ่มต้นแค่ 1.5 ล้าน Reichsmarks แต่ใช้จริง 5.1 ล้าน Reichsmarks เทียบกับปัจจุบัน (2007) ก็ประมาณ $200 ล้าน เป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดขณะนั้น เทียบได้กับระดับ Blockbuster สมัยนี้เลยละ, แม้หนังจะไม่ทำเงินเท่าไหร่ (ขาดทุนย่อยยับ) แต่ก็เป็นที่ชื่นชอบของ Adolf Hitler และ Joseph Goebbels (เห็นว่าเป็นหนังเรื่องโปรดของ Hitler เลยละ), Goebbels ได้พบกับ Lang และบอกว่า จะให้สิทธิ์พิเศษแก่เขาที่เป็น Jewish เปลี่ยนเป็น Honorary Aryan โดยพูดว่า “Mr Lang, we decide who is Jewish and who is not” คืนนั้น Lang หนีไป Paris ทันที

ภรรยาของ Lang เป็นคนแรกๆเลยนะครับที่สนับสนุนพรรค Nazi ตั้งแต่ก่อน Hitler เป็นผู้นำเสียอีก ซึ่งเธอก็พยายามชักชวน Lang ให้กลายเป็น Nazi แม้พื้นหลังเขาจะเป็น Jewish ซึ่ง Hitler เองก็ตั้งใจให้อิสรภาพแก่เขา เพราะวิสัยทัศน์และอัจฉริยะภาพที่หายาก แต่ Lang เลือกที่จะไม่รับและหนีออกนอกประเทศ

ใจความแฝงจริงๆของ Metropolis คือมุมมองของ Lang ต่อโลกภายนอก, หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศอเมริกาที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในด้านอุตสาหรรม โรงงานและตึกระฟ้าที่สูงใหญ่, นอกจากนี้ยังสะท้อนเหตุการณ์ในปี 1927 ประชาชน (Socialist) ลุกฮือขึ้นใน Java และ Austria, และหลังจากสิ้นสุดการควบคุมของฝ่าย Allied (ที่ควบคุม Germany หลังสงครามโลกจบ) ทำให้เศรษฐกิจของ Germany ล่มสลาย ชาวยิวกลายเป็นแพะรับผิด จนทำให้ลัทธิ Fascism ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ว่าไป พล็อตหนังแบบนี้ก็เริ่มเข้าขั้นเชยๆแล้วนะครับ เราสามารถคาดเดาความซับซ้อนของเรื่องราวได้ไม่ยาก กระนั้นหนังยังมีความคลาสสิคเหลืออยู่เยอะ และมีความซับซ้อนในการนำเสนอที่ยังคงยอดเยี่ยมอยู่

หนังเป็นเรื่องการประทะกันระหว่าง 2 ขั้ว คนรวย vs คนจน, ความดี vs ความชั่ว, แสงสว่าง vs ความมืด, ชาย vs หญิง ฯ ความขัดแย้งที่ผมชอบที่สุดคือ Maria 2 คน คนหนึ่งที่อยู่ในแสงสว่างตลอดเวลา (แม้ตัวจะอยู่ใต้ดินในเงามืด) ส่วนอีกคนหนึ่งกำเนิดจากแสงสว่าง แต่อยู่ในความมืดตลอดเวลา เมื่อเกิดเหตุการณ์สลับกัน Maria ตัวจริงเมื่อต้องไปอยู่ในโลกด้านบน แสงสว่างกลับส่องไม่เคยถึงเธอเลย ตรงข้ามกับ Maria ตัวปลอม ที่พอไปอยู่ใต้ดิน กลับเจิดจรัสแสง, ผู้กำกับ Fritz Lang ขึ้นชื่อเรื่องการตีแผ่ด้านมืดในใจของมนุษย์ ด้วยสไตล์ German Expression ที่ขณะนั้นได้รับการพัฒนาออกมาเป็นรูปร่าง จนกลายเป็นยุคสมัยหนึ่งของ Germany ไปแล้ว, เขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของคน German ผ่านเรื่องราวและตัวละครต่างๆได้อย่างสมจริง

ผมให้ข้อสังเกตหนึ่ง แม้ Metropolis จะเป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับการ Restore และใส่คำบรรยายคั่นใหม่ แต่ปริมาณข้อความที่ขึ้นมานั้นน้อยมากๆ ส่วนใหญ่เราจะสามารถคาดเดา หรืออ่านปากตัวละครได้อยู่แล้ว (แม้จะไม่ได้ยินเสียง) ที่เป็นแบบนี้เพราะ Lang ต้องการให้ภาพเป็นตัวเล่าเรื่อง ไม่ใช่ตัวอักษร, ดูอย่างสิ่งที่คนงานทำ อาทิ ขยับเข็มนาฬิกา, ขยับโน่นนี่ ดูแล้วมันไม่ make sense อะไรเลย ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมีประโยชน์อะไร ทำแล้วได้อะไร แต่เราสามารถเข้าใจได้ว่าพวกเขาทำ ‘งาน’, นี่เรียกว่าเป็นการใช้ภาพเล่าเรื่องนะครับ, เช่นกันกับภาพในความฝันหรือ vision ตอนที่ Freder เห็นเครื่องจักรเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาด Moloch the God Baal, หรือ The Bull of the Sun เทพเจ้าของลัทธิ Semitic เป็นสัญลักษณ์ของการสังเวยชีวิต (Human Sacrifices), นักดูหนังรุ่นใหม่คงสามารถเข้าใจฉากนี้ได้ว่าสื่อความหมายถึงอะไร ถึงอาจไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นอย่างนั้น (เพราะไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ก็สาารถรู้ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายอะไร)

ประเด็น Feminist ในหนัง หลายคนอาจมองว่ามันไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ผมเห็นชัดเลย, Maria ทั้งสอง ถือเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับผู้ชายทั้งหลาย (รวมถึงพระเอก), เธอเป็นผู้นำ, เป็นคาทอลิก (ชื่อ Maria ก็ตรงตัวอยู่ว่าสื่อถึงพระแม่มารี), มีประโยคหนึ่ง “You won’t be able to tell the difference between a machine-man and a real one,” นี่แสดงถึงมุมมองของผู้ชายต่อเพศหญิง ที่หมายถึง “the most perfect tool mankind ever possessed.” เปรียบผู้หญิงเป็นวัตถุไม่ใช่ผู้คน, การโยนความผิดของเหล่าคนงานในตอนท้าย ต่อผู้หญิงที่กลายเป็นแพะรับบาป การไล่ตามล่าอย่างบ้าคลั่ง และเผาให้ตายแบบแม่มด แสดงถึงความไม่เห็นด้วยต่อผู้หญิงที่เป็นผู้นำว่าเป็นสิ่งที่ผิด ไม่เหมาะสม (ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไปตามเธอทำไมตั้งแต่ตอนแรก!… เพราะผู้หญิงมีอิทธิพลต่อผู้ชายอย่างสูงนั่นเองนะครับ), แค่นี้น่าจะพอให้มองว่าหนังเป็น Feminist ที่แรงพอตัวเลยนะครับ

ความคิด จิตใจ และการกระทำ ในตอนจบสามารถมองได้เป็น จิตวิญญาณ + หัวใจ + ร่างกาย นี่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่ Lang พูดถึงในหนังนะครับ หุ่นยนต์ที่มีร่างกาย + จิตวิญญาณ แต่ยังขาดหัวใจ, Joh ที่มีแต่จิตวิญญาณ (สมอง), ส่วนหัวหน้าคนงาน ก็มีแต่ร่างกาย, การจะทำให้เครื่องจักรขับเคลื่อนไปได้ หรือมนุษย์มีชีวิตได้ ยังขาดอีกองค์ประกอบคือ ‘หัวใจ’ ที่เชื่อมระหว่าง จิตวิญญาณกับร่างกาย นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์มีแต่หุ่นยนต์ไม่มี

ในสมัยนั้น Special/Visual Effect ของหนังเรื่องนี้ถือว่าอลังการ ยิ่งใหญ่และสมจริง แม้ผ่านมาเกือบร้อยปี มันจะดูเชยและล้าสมัยไปแล้ว แต่ผมถือว่ามันคือความคลาสสิค และมีพลังดึงดูดบางอย่าง, ใครที่เคยดู King Kong (1933) ก็คงรู้สึกได้แบบเดียวกัน คือไม่ถึงกับตื่นตาตื่นใจ แต่รู้สึกอึ้ง ทึ่ง เพราะสิ่งที่เราเห็นคือภาพจริงๆ ปริมาณคนจริงๆ ฉากขนาดใหญ่เช่นนั้นจริงๆ ไม่มีการปรุงแต่งใดจาก Visual Effect มันจึงเกิดความรู้สึกที่เป็นจริง จับต้อง สัมผัสได้, หนังสมัยนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้วนะครับ เพราะการเข้ามาของ CG (Computer Graphic) ที่ทำให้ความสมจริงกลายเป็นเหมือนสิ่งที่เราสามารถมองเห็นสัมผัสได้ (Surreal became real.) มันจึงไม่เกิดความประทับใจ อึ้ง ทึ่งเหมือนแต่ก่อน

ถ้าให้วิเคราะห์ลงลึกถึงรายละเอียดต่างๆของหนัง เขียนเป็นวันก็ไม่หมดนะครับ ใครที่ชอบศึกษาเกร็ดหนัง สัญลักษณ์ต่างๆที่แฝงไว้ ผมแนบลิ้งค์ reference ไว้ให้ด้วย ใครสนใจตามไปอ่านเอาเองได้เลย (เป็นภาษาอังกฤษนะ)

reference :
– http://vigilantcitizen.com/musicbusiness/the-occult-symbolism-of-movie-metropolis-and-its-importance-in-pop-culture/
– https://skiffyandfanty.com/2014/09/25/metropolis-1927-feminism-and-influence/

นักดูหนังสมัยใหม่อาจจะลำบากหน่อยกับการดูหนังเรื่องนี้ที่ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ผมแนะนำว่าคุณควรมีประสบการณ์การดูหนังเงียบมาปริมาณหนึ่งก่อนที่จะเริ่มดู Metropolis นะครับ (ไปดูหนังของ Chaplin หรือ Keaton มาก่อนก็ได้ จะได้รู้ว่าสไตล์ของหนังเงียบเป็นอย่างไร) กับคอหนังไซไฟ นี่เป็นหนังที่เยี่ยมจริงๆ แนวไซไฟแท้ๆ จะว่าดีที่สุดก่อนการมาถึงของ 2001: A Space Odyssey ก็ยังได้, และแนะนำกับคนที่เคยดู Metropolis มาก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้ว ลองหาเวอร์ชั่นสมบูรณ์นี้ดูนะครับ จะได้อรรถรสที่เพิ่มขึ้นแน่นอน

จัดเรต 13+ กับการกระทำบางอย่างที่เกิดขึ้นในหนังที่มีความบ้าคลั่ง ผิดปกติ

TAGLINE | “Metropolis คือสุดยอดหนัง Epic, Sci-Fi สุด Classic โดยผู้กำกับ Fritz Lang ที่ดีที่สุดในโลกก่อนการมาถึงของ 2001: A Space Odyssey”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: