Mildred Pierce (1945)

Mildred Pierce

Mildred Pierce (1945) hollywood : Michael Curtiz ♥♥♥♡

Joan Crawford คว้า Oscar: Best Actress จากบทบาทแม่ Mildred Pierce ผู้พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่ออนาคตของลูกสาว Veda (รับบทโดย Ann Blyth) แต่เธอกลับพยายามทำทุกสิ่งอย่างเช่นกันเพื่อปฏิเสธ ต่อต้าน ไม่ยินยอมรับความปรารถนาดีดังกล่าว, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ความรักเอ็นดูทะนุถนอมของพ่อ-แม่ ที่บางครั้งทุ่มเทให้ลูกหลานมากเกินไป (หรือน้อยเกินไป) โดยไม่รู้ตัวได้สร้างความอึดอัด คับข้อง ไม่พึงพอใจ กลายเป็นอคติ โกรธเกลียดชิงชัง รู้สึกเหมือนถูกพันธนาการกักขัง ต้องการเรียกร้องอิสรภาพเสรีให้กับตัวตนเอง

มันเป็นเรื่องยากมากๆเลยนะ กับการที่มนุษย์จะทำทุกอย่างให้มีความเพียงพอดี มักต้องเลือกระหว่างหน้าที่การทำงาน หรืออุทิศชีวิตให้ครอบครัว เพราะถ้าทุ่มเทอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป อีกฝั่งฝ่ายจักกลายเป็นขาดตกบกพร่อง อันก่อให้เกิดปัญหาบางอย่างติดตามมาโดยไม่รับรู้ตัว

Milred Pierce โคตรหนังนัวร์ที่พยายามนำเสนอด้านมืดของความทุ่มเทพยายาม(ที่มากเกินไป) แม่เสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อลูกได้สุขสบาย แต่เด็กหญิงสาวกลับเอาแต่สร้างปัญหาจนบานปลาย และมีคนถูกเข่นฆ่าตาย ใครกันแน่ที่ผิด? ใครกันแน่ที่ whodunit?


Michael Curtiz ชื่อจริง Manó Kamine (1886 – 1962) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest ในครอบครัวชาว Jews ฐานะปานกลาง โตขึ้นเข้าเรียนที่ Royal Academy of Theater and Art ฝึกพูดได้ 5 ภาษา ตั้งใจจะเป็นนักแสดงออกท่องยุโรป แต่ได้ทำงานใน National Hungarian Theater จนมีโอกาสกำกับภาพยนตร์หนังเงียบเรื่องแรก Ma és holnap (1912)

Curtiz มีผลงานมากมายในประเทศบ้านเกิด แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลคอมมิวนิสต์ปกครองประเทศ ทำให้ตัดสินใจออกท่องยุโรป สร้างภาพยนตร์อยู่ที่ Vienna, Berlin สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับคำภีร์ไบเบิ้ลระดับ Epic เรื่อง Sodom und Gomorrha (1922) และ Die Sklavenkönigin (1924) [ชื่ออังกฤษ Moon of Israel] ที่ทำให้ Cecil B. Demille ต้องท้าดวลด้วยการสร้าง The Ten Commandments (1923)

Jack และ Harry Warner หลังจากได้รับชม Moon of Israel เกิดความชื่นชอบประทับใจอย่างมาก โดยเฉพาะทิศทาง มุมมอง การเคลื่อนกล้อง ที่มีคำเรียกว่า Expressionistic Style ถึงกับเอ่ยปากชมว่า ‘pure genius’ ขอให้ Harry เดินทางไปยุโรปปี 1926 เพื่อเอ่ยปากชักชวน Curtiz ให้มาทำงานใน Hollywood ได้รับคำตอบตกลงโดยทันที ทั้งๆที่ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำ (Curtiz เป็นคนที่ปฏิเสธใครไม่เป็น มาอยู่ Hollywood ได้สร้างหนังปีละ 6-7 เรื่อง ไม่เคยได้หยุดพัก เพราะเมื่อหัวหน้าสั่งมาก็ตอบตกลงหมด)

สไตล์การทำงานของ Curtiz เป็นคนที่ต้องการรับรู้เบื้องหลังทุกๆสิ่งอย่าง ก่อนเริ่มต้นถ่ายทำภาพยนตร์ทุกครั้ง เช่นว่าไม่เคยรู้จักโลกใต้ดินของอเมริกามาก่อนก็จ่ายสินบนเจ้าหน้าที่ เข้าไปนอนในคุกอยู่สัปดาห์หนึ่งเพื่อพูดคุยกับนักโทษ เรียนรู้จักการใช้ชีวิตในห้องคุมขัง, หรือตอนจะทำหนังแนว Western เรื่องแรก เข้าห้องสมุดหาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เรียนรู้จักบุคคลสำคัญของ Texas อยู่ถึงสามสัปดาห์จนกลายเป็นผู้รอบรู้ ฯ

เกร็ด: Curtiz เป็นผู้กำกับที่บ้างานมากๆ จนได้รับฉายา ‘a demon for work’ มาทำงานตั้งตี 5 อาศัยอยู่ในสตูดิโอถึง 2-3 ทุ่มทุกวัน ไม่ค่อยชอบกลับบ้าน ไม่กินข้าวกลางวันด้วยเพราะคิดว่าทำให้ขี้เกียจคร้าน

สำหรับผลงานที่น่าสนใจของ Curtiz มี 6 เรื่องได้เข้าชิง Oscar ประกอบด้วย Captain Blood (1935), The Adventures of Robin Hood (1938), Four Daughters (1938), Yankee Doodle Dandy (1942), Casablanca (1943), Mildred Pierce (1945) ซึ่งมีเพียง Casablanca ที่สามารถคว้ารางวัล Best Picture รวมไปถึง Best Director

ความสำเร็จอันล้นหลามของ Double Indemnity (1944) ที่ดัดแปลงสร้างขึ้นจากนวนิยายของ James M. Cain (1892 – 1997) นักเขียนแนวอาชญากรรม Hardboiled และ Roman noir ทำให้สตูดิโอ Warner Bros. ให้ความสนใจแก่งแย่งซื้อลิขสิทธิ์ผลงานเรื่องอื่น(ของ Cain)เพื่อนำมาสร้างภาพยนตร์ ได้มาคือ Mildred Pierce (1941)

แซว: ไม่ใช่แค่ Double Indemnity กับ Mildred Pierce เท่านั้นนะครับ ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่เป็นผลงานของ James M. Cain อาทิ The Postman Always Rings Twice (1946), Out of the Past (1947), Everybody Does It (1949) ฯ

โปรดิวเซอร์ Jerry Wald มอบหมายนักเขียนถึง 7 คน William Faulkner, Margaret Gruen, Albert Maltz, Louise Randall Pierson, Catherine Turney, Margaret Buell Wilder, Thames Williamson แต่ไม่มีใครดัดแปลงได้เป็นที่พึงพอใจ จนกระทั่งบทของ Ranald MacDougall (1915 – 1973) ใช้การเล่าเรื่องย้อนอดีต ใส่ความตายตัวละครมาตั้งแต่ฉากแรก และปรับเปลี่ยนตอนจบให้สามารถอนุมัติผ่าน Hays Code (ตอนจบดั้งเดิมคือ Vera หอบเงินหลบหนี ไม่ได้ถูกจับกุมตัวแต่ประการใด) 

เกร็ด: Working Title ของหนังคือ House on the Sand ก่อนเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดียวกับต้นฉบับนวนิยาย Mildred Pierce

เรื่องราวของ Mildred Pierce (รับบทโดย Joan Crawford) ได้รับแจ้งจากตำรวจว่าสามีคนที่สอง Monte Beragon (รับบทโดย Zachary Scott) ถูกเข่นฆาตกรรมเสียชีวิต ณ บ้านริมชายหาด เดินทางมาโรงพักเพื่อมาให้การขั้นต้น โดยเจ้าหน้าที่ตั้งสมมติฐานผู้ต้องสงสัยคือสามีคนแรก Bert Pierce (รับบทโดย Bruce Bennett) แต่เธอกลับบอกปัดปฏิเสธแทนเขา แล้วเริ่มเล่าย้อนอดีตความหลัง ตั้งแต่วันเลิกรา (กับสามีคนแรก) ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ เปิดกิจการร้านอาหาร ประสบความสำเร็จจนได้ขยายสาขา และได้แต่งงานครั้งที่สอง


Joan Crawford ชื่อเดิม Lucille Fay LeSueur (1904 – 1977) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Antonio, Texas พ่อแท้ๆทิ้งเธอไปไม่กี่เดือนหลังคลอด แม่แต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงซึ่งทำงาน Opera House ทำให้เกิดความชื่นชอบหลงใหลด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก ถึงอย่างนั้นโดยไม่รู้ตัวถูกเขากลับ Sexual Abuse ตั้งแต่เธออายุ 11 ปี จนกระทั่งถูกจับได้, ความเพ้อฝันแรกของ Crawford คือเป็นนักร้อง-นักเต้น เคยทำงานสาวเสิร์ฟ เซลล์เกิร์ล ก่อนได้ขึ้นเวทียัง Winter Garden Theatre เข้าตาโปรดิวเซอร์ Harry Raph จับเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M มุ่งหน้าสู่ Hollywood ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ เริ่มจากบทสมทบเล็กๆ The Circle (1925), The Merry Widow (1925), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Sally, Irene and Mary (1925) ติดหนึ่งใน WAMPAS Baby Stars ตามด้วย The Unknown (1927), Our Dancing Daughters (1928), การมาถึงของยุคหนังพูด ยิ่งทำให้โด่งดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม Untamed (1929), Grand Hotel (1932), แต่ก็กลายเป็น Box Office Poison อยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งย้ายมา Warner Bros. มีผลงานชิ้นเอก Mildred Pierce (1945) คว้า Oscar: Best Actress, เด่นๆนอกจากนี้ อาทิ Possessed (1947), Sudden Fear (1952), Johnny Guitar (1954), Whatever Happened to Baby Jane? (1962) ฯ

เกร็ด: Joan Crawford ติดอันดับ 10 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฝั่ง Female Legends

รับบท Mildred Pierce หญิงสาวผู้ไร้เดียงสาในชีวิตและความรัก เพราะความเร่งรีบร้อนแต่งงานกับสามีคนแรก เมื่อเลิกร้างราก็พยายามอย่างขวนไขว่คว้าหาความสำเร็จเพื่ออนาคตของลูกๆ ไต่เต้าจากสาวเสิร์ฟ กลายเป็นผู้จัดการ และเจ้าของกิจการ เงินทองไหลมาเทมา แต่นั่นทำให้ความสัมพันธ์กับลูกสาวค่อยๆเหินห่างไกล เมื่อถึงจุดๆกลายเป็นคนแปลกหน้า ไม่ยอมพูดคุยปรึกษา มารับรู้ตัวอีกทีก็เมื่อเกิดปัญหาจนแทบยินยอมรับพฤติกรรมไม่ได้

ผู้กำกับ Curtiz อยากที่จะได้ Bette Davis แต่ถูกบอกปัด, Olivia de Havilland, Joan Fontaine, Barbara Stanwyck, ไม่มีความอยากร่วมงานกับ Joan Crawford เพราะได้ยินกิตติศัพท์ในความเรื่องมากจุ้นจ้าน แต่หลังจากพบเห็นการทดสอบหน้ากล้อง เลยยินยอมใจอ่อนเพราะมีความเหมาะสมมากๆ

ผมว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงจดจำภาพลักษณ์ของ Crawford มีความจัดจ้าน ด้านชา ร่านราคะ เรียกได้ว่าหญิงแกร่ง แต่เรื่องนี้กลับตารปัตรเต็มไปด้วยความอ่อนโยน มุมานะ จนบางครั้งดูใสซื่อไร้เดียงสา(ต่อโลก) แค่พยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของบุรุษ และทุ่มเทเสียสละทุกสิ่งเพื่อลูกรัก แต่กลับไม่มีใครเข้าใจตัวตนแท้จริงของเธอสักเท่าไหร่

ไม่แน่ใจว่าเป็นการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดไหม แต่ผมชื่นชอบในลีลาการขยับเคลื่อนไหว (Dynamic) สามารถดิ้นหลุดเอาตัวรอดจากเพื่อนชายที่พยายามโอบรัดเกี้ยวพาราสี … จริงๆนี่ไม่ใช่ลักษณะของหนังนัวร์นะครับ ดูคล้าย Screwball Comedy เสียมากกว่า แต่จะให้เรียกว่า Screwball Noir มันก็ไม่ใช่นะ

อีกวินาทีหนึ่งที่ใบหน้าของ Crawford ตราตรึงมากๆ เมื่อตอนเห็นสามี(คนที่สอง) ถึงไม่ได้รักเท่าไหร่ แต่กำลังกอดจูบกับลูกสาวตนเอง มันเป็นอาการช็อคที่สุด (กว่าเหตุการณ์อื่นๆในหนังเสียอีก) ไร้ซึ่งคำบรรยายใดๆ

เกร็ด: Mildred Pierce (1945) คือผลงานการแสดงของตนเองที่ Joan Crawford โปรดปรานมากสุด

Ann Marie Blyth (เกิดปี 1928) นักร้อง/นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Mount Kisco, New York ได้เป็นนักแสดงเด็กในรายการวิทยุตั้งแต่ 5-6 ขวบ จากนั้นเข้าร่วม New York Children’s Opera Company พออายุ 13 แจ้งเกิดละครเวที Broadway เข้าตาสตูดิโอ Universal จับเซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Chip Off the Old Block (1944)

รับบท Veda Pierce บุตรสาวคนโตของ Mildred ตั้งแต่เด็กมีนิสัยเย่อหยิ่งทะนง ทำตัวไฮโซ ชอบเรียกร้องโน่นนี่นั่นจากแม่ เมื่อได้รับเสียเคยเกิดความลุ่มหลงระเริง เติบโตขึ้นกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้ไม่สนวิธีการ พาลให้เกิดเรื่องวุ่นๆมากมาย

ทีแรกสตูดิโอ Warner Bros. ไม่ได้อยากได้ Ann Blyth เพราะเธอเซ็นสัญญาอยู่กับ Universal (นักแสดงวัยรุ่นในสังกัดตนเองก็มีถมไป) แต่เป็น Crawford แอบไปเสี้ยมสอนให้คำแนะนำเบื้องหลัง ทดสอบหน้ากล้องจนเป็นที่ถูกใจผู้กำกับ Curtiz เลยจำยอมต้องต่อรองหยิบยืมตัวมา

ดั้งเดิมของนวนิยาย เรื่องราวกินเวลาทั้งหมด 9 ปี (1931 – 1940) แต่ฉบับภาพยนตร์หลงเหลือแค่ 4 ปี (ดำเนินเรื่องในช่วงต้นทศวรรษ 40s) นั่นทำให้อายุของ Vera เริ่มจาก 13 ไปจนถึง 17 ปี (เพื่อสามารถใช้นักแสดงคนเดียวกัน) ขณะที่ Blyth ถ่ายทำเรื่องนี้ตอน 16 ปี

ผมรู้สึกว่าผู้สร้างพยายามอย่างยิ่งจะไม่ให้ Blyth แสดงออกพฤติกรรมที่แก่แดดเกินวัย นั่นทำให้ช่วงแรกๆผู้ชมสังเกตจริตตัวละครไม่ออกเท่าไหร่ (แต่ก็พอมีเค้ารางให้พบเห็นได้อยู่เรื่อยๆ) กระทั่งเข้าสู่ครึ่งหลัง หลายๆเหตุการณ์คาดไม่ถึงถาโถมเข้าใส่ ค่อยตระหนักว่าตัวละครมีเบื้องหลังซ่อนเร้น ลับลมคมใน ที่ไม่ปรากฎให้เห็นอยู่มากทีเดียว

ฉากที่ Vera ตบหน้าแม่ตรงบันได Crawford เสี้ยมสอนให้ Blyth ตบสุดแรงเกิด เพื่อให้การแสดงออกมาอย่างสมจริง ซึ่งนั่นน่าจะเป็นฉากยอดเยี่ยมที่สุดแล้วของเธอ ถึงขนาดได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress

ชื่อเสียงของ Crawford เลื่องลือชาในความโหดร้ายกับเพื่อนนักแสดง แต่เธอปฏิบัติกับ Blyth เหมือนบุตรสาวแท้ๆของตนเอง

“[Crawford’s] the kindest, most helpful human being I’ve ever worked with. We remained friends for many years after the film. I never knew that other Joan Crawford that people wrote about”.

– Ann Blyth


ถ่ายภาพโดย Ernest Haller (1896 – 1970) สัญชาติอเมริกัน โด่งดังเป็นตำนานกับ Gone with the Wind (1939), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Jezebel (1938), The Maltese Falcon (1941), Mildred Pierce (1945), Rebel Without a Cause (1955), What Ever Happened to Baby Jane? (1962) ฯ

ส่วนใหญ่ของหนัง สร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Warner Bros. ทำให้สามารถควบคุมการจัดแสง-เงา มอบสัมผัสกลิ่นอายนัวร์ ที่ต้องชมเลยว่างดงาม และซ่อนเร้นด้วยนัยยะความหมายลุ่มลึกล้ำ

Opening Credit คลื่นพัดสู่ชายหาดแล้วค่อยๆไหลกลับลงทะเล ทำให้ชื่อหนัง/นักแสดง/ทีมงาน มีลักษณะเบลอๆเลือนลาง คาดว่าคงเป็นการซ้อนภาพเข้ากับตัวอักษร, นัยยะถึงทุกการกระทำเสียสละเพื่อลูกของ Mildred Pierce ช่างไม่ต่างกับการเขียนตัวอักษรบนพื้นทราย แค่คลื่นพัดมาทุกสิ่งอย่างก็เลือนหาย ไม่หลงเหลืออะไรให้ได้รับการจดจำ

คงไม่ถือว่าเป็นการสปอยอะไร เพราะหนังเริ่มต้นมาก็มีตัวละครหนึ่งถูกเข่นฆาตกรรม ซึ่งถือว่าคือค่านิยมมาตั้งแต่ Citizen Kane (1942) แถมมีคำพูดทิ้งท้ายก่อนตาย ‘Mildred’ (แบบเดียวกับ Rosebud ของ Citizen Kane) ชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิด มโนเพ้อภพไปไกลทีเดียว

กระสุนสองนัดยิงโดนกระจก ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของจิตใจที่แตกสลาย ในบริบทนี้สามารถสื่อได้ถึงฆาตกร หรือจะผู้เสียชีวิตรายนี้ก็ได้เหมือนกัน

ชุดของ Joan Crawford ออกแบบ/ตัดเย็บโดยขาประจำของเธอ Milo Anderson ซึ่งจะมีความเลิศหรูหรา ไฮโซขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงทรงผม ล้วนแฝงนัยยะบางอย่างซ่อนเร้นไว้

อย่างชุดแรกนี้คลุมด้วยด้วยขนสัตว์ ไหล่ตั้ง สะท้อนความเลิศหรูไฮโซ (จากความสำเร็จในอาชีพการงาน) ขณะเดียวกันกำลังครุ่นคิดหาหนทางเอาตัวรอดด้วยสัญชาตญาณ (เป็นช่วงที่เพิ่งพานผ่านเรื่องเลวร้ายสุดในชีวิตมา)

ลีลาถ้อยคำสนทนาของหนัง ถือว่ามีความเฉลียวฉลาด เล่นลิ้น เฉียบคมคาย นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังรับชม Screwball Comedy มากกว่า Film Noir เสียอีกนะ

“If you take a swim, I’d have to take a swim. Is that fair? Because you feel like killing yourself, I gotta get pneumonia”.

นอกจากองค์ประกอบแสง-เงา ที่โดดเด่นในหนังนัวร์ บางเรื่องจะมีควันบุหรี่ที่ถึงแม้ควบคุมไม่ค่อยได้ แต่มักฟุ้งผ่านตัวละคร สะท้อนอารมณ์ขุ่นมัวหมอง มองไม่เห็นอนาคตสักเท่าไหร่

Wally Fay (รับบทโดย Jack Carson) คือผู้โชคร้ายที่ถูก Mildred พยายามใส่ร้ายป้ายสี เพราะพฤติกรรมชื่นชอบการเกี้ยวพาราสี มือไม่ค่อยอยู่สงบนิ่ง เลยถูกชักนำพามาที่บ้านริมทะเท มุมกล้องเงยขึ้นเห็นเพดาน คาดคิดว่าค่ำคืนนี้คงได้เสพสมแก่ความตั้งใจสักที

เพราะความหน้ามืดตามัวในราคะ ทำให้ Wally Fay วิ่งสับสนอยู่ในบันไดอลวน

พยายามจะเปิดประตูหาหนทางออก แต่ถูกลงสลักกลอนไว้เบื้องหลัง พบเห็นเพียงเงาที่สาดส่อง ซวยละตู จะทำอย่างไรต่อไปดี

และช็อตนี้เมื่อรับรู้ว่าตนเองกลายเป็นแพะ ทั้งตัวละครและเงา ต่างพยายามหาหนทางหลบหนีออกจากสถานที่เกิดเหตุ

หลังจากอารัมบทจบสิ้น หนังดำเนินเรื่องด้วยการเล่าย้อนอดีต เริ่มต้นจากใบหน้าของ Mildred ซ้อนทับกับความทรงจำ

ชีวิตของเธอนั้นมีการขยับเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แทบไม่เคยพบเห็นหยุดอยู่นิ่ง ขณะเดียวกับบุรุษที่สมควรเป็นช้างเท้าหน้า แต่กลับพบเห็นยืนด้านหลังเธอเสมอ ไม่มีใครเป็นสุภาพบุรุษพึ่งพาได้สักคนเดียว
– Albert Pierce เพราะลาออกจากงานเก่า หางานใหม่ทำยังไม่ได้ เลยยินยอมเป็นแมงดาให้สาวไฮโซคนหนึ่งเลี้ยงดูแล
– Wally Fay เป็นคนเจ้าชู้ มือไว ฉวยโอกาสเก่ง เป็นเพื่อนสนิท Milderd มาแสนนาน ต้องการครอบครองแต่ไม่เคยได้มาเป็นเจ้าของ เพียงเพราะเธอไม่ได้ชื่นชอบตกหลุมรัก
– Monte Beragon เบื้องหน้าเป็นคนดูดีมีชาติตระกูลไฮโซ แต่ถังแตกไม่เงิน เลยเกาะ Mildred เอาตัวรอดไปวันๆ

สิ่งหนึ่งที่พบบ่อยในหนังนัวร์ คือบานเกล็ด และเงาที่สาดแสงผ่านบานเกล็ดเข้ามา แลดูมีลักษณะเหมือนซี่กรงขัง มักปรากฎขึ้นเพื่อสะท้อนช่วงชีวิตตัวละคร ขณะยังไม่สามารถหาหนทางออกจากสถานการณ์อันเลวร้าย จิตใจถูกครอบงำหรือตกอยู่ในสภาวะบางอย่าง มิอาจได้รับอิสรภาพเสรีชั่วขณะหนึ่ง

ผมชื่นชอบลีลาการเล้าโลม ลวนลาม เล่นท่ายากของ Wally Fay ซึ่งทำให้ Mildred ต้องหาสรรพหนทาง ดิ้นม้วนตัว เพื่อให้หลุดรอดพ้นจากเกมเกี้ยวพาราสีนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งคือการดึงเชือกชุดอาบน้ำ โชคยังดีสามารถพลิกกลับเอาตัวรอดได้ทัน (จะไปล้อกับขณะ Monte Beragon ดึงผ้าคลุมเปิดเผยให้เห็นชุดว่ายน้ำ ขายเซอร์วิส Joan Crawford)

หนังจะมีการเล่นกับความสูง-ต่ำ ระดับศีรษะของตัวละครอยู่บ่อยครั้ง, ในช่วงแรกๆที่ Vera ยังอ่อนวัยไร้เดียงสา เอาตัวรอดด้วยตนเองไม่ได้ เธอจึงพยายามเรียกร้องโน่นนี่นั่น แม่รับฟังแล้วโอบกอดเข้ามาแนบอก (ระดับศีรษะของทั้งคู่ยังสูง-ต่ำ ห่างกันมาก)

เมื่อปิดไฟให้ลูกเข้านอน หลับเพ้อฝันดี ใบหน้าของแม่กลับอาบความมืดมิดสนิท สะท้อนถึงขณะนั้นที่ Mildred ยังไม่สามารถหาหนทางออกเพื่อตอบสนองความต้องการ เสียงเรียกร้องของลูกสุดที่รักได้

ไปสมัครงานไหนต่อไหนก็ถูกบอกปัด ราวกับติดคุก อยู่ในกรงขัง

จนกระทั่งมาถึงร้านอาหารแห่งนี้ มีโอกาสพบเจอรู้จัก Ida Corwin (รับบทโดย Eve Arden) แม้เงาด้านหลังจะมีลักษณะเหมือนซี่กรงขังเช่นกัน แต่ด้วยอัธยาศัยอันดีงาม โต้ตอบด้วยคารมคมคาย

Ida: “Let’s see. You wanted tea?”
Mildred: “No, I want a job.”

เมื่อตอนที่ Vera รับรู้ความจริงว่าแม่ลดตัวไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ นั่นทำให้เธอแสดงความไม่พึงพอใจ พูดถ้อยคำอันหยามเหยียดดูถูก เลยโดนตบไปสองฉาด … การกระทำของ Mildred ผมว่าก็ถูกแล้วนะ เป็นการสอนลูกให้รู้จักความถูกต้องเหมาะสม แต่หลังจากนั้นเดินมานั่งแล้วตำหนิด่าทอตนเองว่าไม่สมควรกระทำ นั่นปลูกฝังให้เด็กหญิงเกิดความลุ่มหลงระเริง เย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว

สังเกตว่าศีรษะของ Vera ขณะนี้ยืนค้ำหัวอยู่สูงกว่า Mildred สะท้อนถึงการถือไพ่เหนือกว่าในเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้น แต่เมื่อแม่เล่าถึงความตั้งใจต่อไป ทำให้เด็กหญิงเดินเข้ามานั่ง รับฟัง ระดับศีรษะเลยลดต่ำลงกว่า

การจะเริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่มีใช้เงินทุน จำเป็นต้องมีหุ้นส่วนร่วมลงขัน ซึ่งการมาถึงของ Monte Beragon โดยไม่รู้ตัวทำให้ Mildred ค่อยๆตกหลุมรัก คาดว่าคงเพราะภาพลักษณ์และรสลีลารัก ชัดเจนว่าเป็นเสเพลย์บอย อยู่กินอย่างแมงดา เคยร่ำรวยมาแต่ปัจจุบันถังแตก เลยได้แต่เงยหน้ามองขึ้นสูง หวังจะเกาะกินใครสักคนที่ประสบความสำเร็จร่ำรวยเงินทอง

หนังนัวร์ชอบที่จะใช้กระจกหลอกตาผู้ชม ก็นึกว่า Mildred นั่งอยู่ตรงกองไฟ ที่ไหนได้กลับเป็นภาพสะท้อน นัยยะถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากภายใน ตัวเธอโหยหาชีวิตแบบนี้ สำเริงราญเต็มที่กับบุคคลเข้าใจในรสรัก (หลายๆอย่างของหนัง บ่งชี้ถึงเหตุผลที่ Mildred ตกหลุม Monte Beragon เพราะลีลารักอันเร่าร่าาน ยั่วเย้ายวน เสพสุขแล้วสมหมาย)

การเสียชีวิตของลูกสาวคนเล็ก ถือเป็นจุดจบภาพมายาที่ Mildred สร้างขึ้นมาเพื่อครอบครัว หลังจากนี้อะไรๆจะเริ่มกระจ่างแจ้งแถลงไข

ครึ่งหลัง แฟชั่นของ Mildred จะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง สวมชุดเหมือนนักธุรกิจ แต่มีเส้นๆที่ก็เหมือนเชือกผูกมัดรัดตัวเองไว้ ทรงผมหน้าม้าปกปิดหน้าผากกว้าง หรือคือตัวตนแท้จริงหลบซ่อนอยู่ภายใน

หลังจากที่แม่พบเห็นพฤติกรรมอันเลวร้ายของลูก เริ่มยินยอมรับไม่ได้ Vera เลยจัดแจงแถลงไขความต้องการ แล้วเดินขึ้นไปบนบันไดยืนตำแหน่งสูงกว่า Mildred พยายามติดตามเข้าหา กระทั่งมาถึงช็อตนี้ถูกตบหน้า ปลุกตื่นพบเจอธาตุแท้ตัวตนของลูก ค่อยๆเริ่มเข้าใจว่าทุกสิ่งอย่างเลวร้ายบังเกิดขึ้น ล้วนมีชนวนสาเหตุจากตนเองส่วนใหญ่!

หลังจากลาพักร้อนที่ Mexico (ปกติผู้หญิงจะไม่ไปประเทศที่มีภาพลักษณ์ความป่าเถื่อนขนาดนี้นะครับ มันอาจจะสื่อว่า เธอไปแสวงหา เสพสุข ดื่มด่ำทางกามารมณ์เสียมากกว่า) ภาพลักษณ์ใหม่ทรงผมปัดขึ้นเห็นหน้าผาก (สามารถยินยอมรับความจริงได้แล้ว) แต่ชุดที่มีลวดลายจุด มันยังคงพรางตา บางสิ่งอย่างคั่งค้างคาอยู่ในใจ

นี่คือปฏิกิริยาของแม่ หลังจากพบเห็นลูกสาว Vera กลายเป็นนักแสดงร้องเล่นเต้น ที่ดูไม่เข้าท่าเสียเหลือเกิน ภาพเบลอๆราวกับเธอกำลังจะร่ำไห้ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทรมานใจ

วิธีการที่ Mildred ครุ่นคิดว่าจะทำให้ลูกรักหวนกลับมาหนตนเอง คือแต่งงานกับ Monte Beragon (เพราะเหมือนว่าเธอแอบชื่นชอบเขาอยู่) ซึ่งชายคนนี้เหมือนว่าจะไม่ได้ต้องการลงเอยครองคู่กับใคร แต่ด้วยข้อตกลงแลกเปลี่ยนบางอย่าง เงาศีรษะของหญิงสาวอาบลงตรงเสื้อของเขา เรียกว่าถูกควบคุม ครอบงำ บีบบังคับ เลยต้องยินยอมตามใจ

ฉากที่ Vera ยินยอมหวนกลับบ้านมา เมื่อเธอพบกับ Monte Beragon สิ่งแรกที่ทำคือรับบุหรี่ จุดไฟ ดูดดื่ม … ซึ่งคือสัญลักษณ์ของการมี Sex เสพสมด้วยความพึงพอใจ ต่อหน้าและหลับหลังแม่แท้ๆของตนเอง

นี่เป็นอีกช็อตที่เจ๋งมากๆ เพราะ Ann Blyth ขณะนั้นเพิ่งจะอายุ 16 ปี (ยังไม่บรรลุนิติภาวะ) คือถ้าถ่ายให้เห็นว่าจูบจริง มันจะมีความสุ่มเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หนังเลยใช้เงาอาบปกคลุมใบหน้าของพวกเขาด้วยความมืดมิด พบเห็นโดยแม่ ช่างเป็นความบัดสีบัดเถลิงโดยแท้

ข้ออ้างของ Vera ทำให้ Monte Beragon ตระหนักถึงความอสรพิษของเด็กหญิง ใบหน้าของเขาอาบด้วยความมืดมิดครานี้ ถือว่ากำลังหมดสิ้นหวัง อับจนหนทาง คาดไม่คิดถึงว่าเรื่องวุ่นๆจะความแตกขึ้นมา

ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน เมื่อตำรวจควบคุมตัวฆาตกรเดินออกจากห้องไป (พบเห็นเพียงเงาด้านหลังไวๆ) ใบหน้าของ Mildred ปกคลุมด้วยความมืดมิดอย่างหมดสิ้นหวังอาลัย

ช็อตรองสุดท้ายของหนัง Mildred เดินออกจากโรงพักยามเช้าซึ่งมีใครบางคนมารอรับกลับ แต่ที่น่าสนใจคือแม่บ้านผิวสีที่กำลังทำความสะอาดถูพื้น ราวกับจะสะท้อนว่าทุกสิ่งอย่างบังเกิดขึ้นนี้ มันช่างตกต่ำทรามในอุดมคติอเมริกันชนเสียเหลือเกิน

ตัดต่อโดย David Weisbart (1915 – 1967) สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Mildred Pierce (1945), Johnny Belinda (1948), A Streetcar Named Desire (1951) ฯ

ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตา และเล่าย้อนอดีตความทรงจำของ Mildred Pierce
– อารัมบท, การเสียชีวิตของ Monte Beragon
– ครึ่งแรก, Mildred Pierce ถูกเรียกตัวไปโรงพัก เล่าเรื่องย้อนอดีตตั้งแต่เลิกราสามีคนแรก ไปจนถึงชีวิตเริ่มต้นความสำเร็จในธุรกิจ
– ครึ่งหลัง, จะหวนกลับมาโรงพักแวบหนึ่ง แล้วเริ่มเล่าเรื่องย้อนอดีตต่อตั้งแต่พบว่าลูกสาว Vera มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ถูกขับไล่ออกจากบ้าน หวนกลับมา และเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรม
– ปัจฉิมบท, ตำรวจได้ข้อสรุปฆาตกรตัวจริง

สูตรสำเร็จของหนังนัวร์ ทุกฉากจะต้องมีตัวละครดำเนินเรื่องปรากฎอยู่ นั่นทำให้หลายคนครุ่นคิดตั้งแต่ฉากแรกการเสียชีวิตของ Monte Beragon แถม Rosebud ของพี่แกคือ Mildred (คำพูดสุดท้ายก่อนเสียชีวิต) นั่นทำให้ตัวละครกลายเป็นเต็งหนึ่งฆาตกร … แต่จะเป็นเช่นนั้นไหมก็ไปลุ้นระทึกกันเอาเองนะครับ


เพลงประกอบโดย Max Steiner (1888 – 1971) นักแต่งเพลงสัญชาติ Austrian เริ่มทำงานยังประเทศอังกฤษ ก่อนข้ามน้ำข้ามทะเลมาสรรค์สร้างละครเวที Broadways และกลายเป็น ‘Father of film Music’ ผลงานเด่นๆ อาทิ King Kong (1933), Little Women (1933), The Informer (1935), Jezebel (1938), Gone with the Wind (1939), Casablanca (1942), The Searchers (1956), A Summer Place (1959) ฯ

สำหรับ Mildred Pierce เริ่มต้นแบบไม่ให้ผู้ชมได้ทันตั้งตัว ท่วงทำนองมีความรุกเร้า เร่งรีบร้อน อลังการจัดเต็มวงออเครสตร้า จะว่าไปแบบเดียวกับอารัมบทของหนัง มาถึงก็ปัง ปัง ปัง ใครบางคนถูกเข่นฆาตกรรมเสียชีวิต!

งานเพลงมีลักษณะสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก สภาพจิตใจของ Mildred Pierce บางครั้งระยิบระยับงดงามด้วยเสียงพิณกรีดกราย เต็มไปด้วยความสนุกสนานครึกครื้นเครง แล้วอยู่ดีๆท่วงทำนองกลับแปรเปลี่ยน มอบสัมผัสแห่งภยันตราย บางสิ่งอย่างชั่วร้ายหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังความหรรษานี้

หนังมี Diegetic music อยู่ไม่น้อยทีเดียว อาทิ
– You Must Have Been a Beautiful Baby แต่งโดย Harry Warren, ขับร้องโดย Johnny Mercer
– Chopin: Waltz in E Flat Major (Grand valse brillante)
– South American Way แต่งโดย Jimmy McHugh, คำร้องโดย Al Dubin
– Please Think of Me แต่งโดย Murray Mencher, Russ Morgan and Benny Davis
– How Sweet You Are แต่งโดย Arthur Schwartz
– Sweet Georgia Brown แต่งโดย Maceo Pinkard, Ben Bernie

เลือกนำบทเพลง The Oceana Roll แต่งโดย Lucien Denni คำร้องโดย Roger Lewis ร้องเล่นเต้นบนเวทีโดย Ann Blyth สะท้อนถึงชีวิตที่ล่องลอยไปของเด็กหญิงสาว ปัจจุบันช่างเรื่อยเปื่อยไร้แก่นสาน ราวกับถูกทอดทิ้งให้อยู่กลางมหาสมุทรอันเวิ้งว่างเปล่า

สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่เชิงเรียกว่าโศกนาฎกรรม แต่เป็นผลกระทบจากทัศนคติ ค่านิยม อุดมคติแห่งสังคมอเมริกัน ที่คอยเสี้ยมสอน หล่อหลอม ปลูกฝังให้ทั้งแม่และลูก ได้ทำสิ่งต่างๆตามความเพ้อใฝ่ฝัน จนหลงลืมเลือน เผลอทอดทิ้งบางสิ่งอย่าง เกิดด้านมืดขึ้นภายในจิตใจโดยไม่ทันรับรู้ตัว

Mildred Pierce เมื่อชีวิตได้รับอิสรภาพจากสามีคนแรก เต็มไปด้วยความเพ้อใฝ่ฝันทะเยอทะยาน ‘American Dream’ ทุ่มเทมุ่นมั่นจนได้ดิบได้ดี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ร่ำรวยเงินทอง แต่ก็ได้ทอดทิ้งลูกสาว Vera ไม่หลงเหลือเวลาให้เรียนรู้จัก มักคุ้นเคยต่อกัน

ซึ่งความสำเร็จในธุรกิจของ Mildred เต็มไปด้วยการฉกฉวยโอกาส เพราะเรื่องราวมีพื้นหลังทศวรรษ 40s ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย (แต่ธุรกิจของเธอกลับเติบโตไปได้สวย) แถมหลายๆครั้งเธอยังใช้มารยาหญิงในการโน้มน้าว ชักจูง หลอกล่อลวง (เปิดธุรกิจด้วยหุ้นส่วน, ใช้เงินจ่ายค่าปิดปาก Monte Beragon ฯ) เหล่านี้ถือว่าทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับลูกตนเองเองเลยนะ!

Vera เป็นเด็กที่มีความเย่อหยิ่ง จองหอง อ้างอวดดี เพราะได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาอกตามใจ จนเกิดความลุ่มหลงระเริง มัวเมาไปกับมายาคติ ครุ่นคิดว่าฉันทำอะไรไม่มีวันผิด ถึงพลาดพลั้งประการใด แม่ก็พร้อมให้ความช่วยเหลือแก้ไข จนไร้ซึ่งจิตสำนึกมโนธรรมประจำใจ มิอาจควบคุมสติ(สตางค์)ได้อีกต่อไป

แต่ผมไม่ครุ่นคิดว่ามันจะเป็นความผิดของแม่เท่านั้นหรอกนะ ที่ทำให้ Vera กลายเป็นเด็กนิสัยเสียอย่างนี้ ส่วนหนึ่งย่อมเกิดจากตัวเธอด้วยที่ไม่พยายามเรียนรู้ ปรับปรุงตัว แต่ปัญหาแท้จริงคืออิทธิพลจากสภาพสังคมอเมริกัน ที่ได้ทำการควบคุม ครอบงำ เสี้ยมสั่งสอน ปลูกฝังค่านิยมชวนเชื่อผิดๆให้ทั้งแม่-ลูก มาตั้งแต่แรกต้น
– อิสรภาพ คือการครุ่นคิดทำอะไรก็ได้ตามใจ (แต่หลงลืมไปว่า ต้องไม่ริดรอนสิทธิของผู้อื่น)
– ความเพ้อฝัน ‘American Dream’ พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จ (แต่ความสุขไม่ได้จำเป็นต้องบังเกิดขึ้นเมื่อเราครอบครองเป็นเจ้าของทุกสิ่งอย่าง)
– ความรักคือการให้ทุกสิ่งอย่าง (แต่ผู้รับไม่จำเป็นต้องอยากได้ทุกสิ่งอย่าง)

อย่างที่ผมเกริ่นไปเมื่อตอนต้น ‘มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่มนุษย์จะทำทุกอย่างให้มีความเพียงพอดี’ แต่ในบริบทของภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมครุ่นคิดว่ายังมีหนทางออกหนึ่ง คือการพูดคุยสื่อสาร แทบทุกปัญหาที่เกิดขึ้น Mildred ไม่เคยรับล่วงรู้จากปาก Vera นั่นแปลว่าถ้าพวกเขาให้เวลาสนทนาระหว่างกัน อะไรๆก็น่าจะมีแนวโน้มในทิศทางดีขึ้นกว่านี้ได้ส่วนหนึ่ง

สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง เสี้ยมสั่งสอนบุตรหลาน ผมครุ่นคิดว่าไม่ควรเป็นอะไรที่เกี่ยวกับค่านิยมทางวัตถุ อาทิ ชีวิตต้องประสบความสำเร็จ สอบได้เกรดดีๆ เรียนสูงๆ เงินเดือนมากๆ ไต่เต้าถึงระดับผู้บริหาร หรือแม้แต่การเพ้อใฝ่ฝัน โหยหาอิสรภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวความคิด ความรักชนะทุกสิ่ง!

มันไม่ใช่ว่าเราควรเริ่มต้นที่จะสร้างจิตสำนึก ปลูกฝังมโนธรรม คุณธรรมประจำใจให้บังเกิดขึ้นเสียก่อนหรอกหรือ? เริ่มต้นง่ายๆก็จากพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิตรไมตรีต่อผู้อื่น จากนั้นค่อยศีล ๕ อะไรต่อมาก็ว่ากันไป

ดูจากความตั้งใจของผู้แต่งนวนิยาย James M. Cain ต้องการสะท้อนถึงมุมมองอีกด้านหนึ่งของอุดมคติแห่งสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ ‘American Dream’ ที่สามารถทำให้ใครๆประสบพบความสำเร็จ แต่เบื้องหลังนั้นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียบางสิ่งอย่างที่ใกล้ตัวหัวใจ และมักถูกหลงลืมเลือนไป … นั่นเป็นสิ่งที่สังคมยินยอมรับกันได้จริงๆนะหรือ?

โดยเฉพาะตอนจบ ฉบับนวนิยายจงใจให้ Vera สามารถหลบลี้หนีเอาตัวรอดการจับกุมไปได้ นั่นสะท้อนถึงจิตสำนึกถูก-ผิด ดี-ชั่ว ไม่ได้ถูกปลูกฝังอยู่ในค่านิยม/อุดมคติแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อลูกทำผิดและแม่ร่ำรวยเป็นเศรษฐี
– อิสรภาพในการกระทำ
– ใช้เงินซื้อตั๋วสำหรับการหลบหนี
– ใช้ข้ออ้างความรัก ไม่ต้องการให้ลูกถูกจับติดคุก

แต่เพราะยุคสมัยนั้น Hays Code ไม่ยินยอมปล่อยจบโดยที่ฆาตกรยังคงลอยนวล คนชั่วต้องได้รับชดใช้ความผิด ผลลัพท์เลยกลายเป็นแบบภาพยนตร์เรื่องนี้ ลึกๆก็ชวนให้น่าผิดหวังอยู่เหมือนกัน คิดหรือว่าบุคคลอย่าง Vera เมื่อติดคุกจักรู้สำนึกชั่ว-ดี พ้นโทษออกมาเมื่อไหร่ รังแต่จะยิ่งโฉดชั่ว เลวทราม ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิมเสียอีกละทีนี้!


หนังสร้างเสร็จสิ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงเล็กน้อย สตูดิโอเลยตัดสินใจรอคอยให้ V-J Day (15 สิงหาคม 1945) พานผ่านไปก่อนสักเล็กน้อย ค่อยออกฉายปลายเดือนกันยายน เพราะเนื้อหาดูไม่ค่อยเหมาะสมกับการเฉลิมฉลองช่วงนั้นสักเท่าไหร่

แต่ด้วยทุนสร้าง $1.45 ล้านเหรียญ สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $3.48 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $5.63 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม … ได้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

แถมยังเข้าชิง Oscar 6 จาก 5 สาขา คว้ามา 1 รางวัล
– Best Picture พ่ายให้กับ The Lost Weekend (1945)
– Best Actress (Joan Crawford) **คว้ารางวัล
– Best Supporting Actress (Eve Arden)
– Best Supporting Actress (Ann Blyth)
– Best Cinematography, Black-and-White
– Best Writing, Screenplay

เกร็ด: Joan Crawford ครุ่นคิดว่าคงไม่ได้รางวัลแน่ๆ เลยหาข้ออ้างป่วยนอนอยู่บ้าน แต่พอได้ยินข่าวเป็นผู้ชนะจากวิทยุ เร่งรีบร้อนลุกขึ้นจากเตียง แต่งหน้าทำผม ออกเดินทางไปเข้าร่วมงาน ขึ้นไปกล่าวรับรางวัลโดยพลัน!

ผู้กำกับ Todd Haynes สร้าง Mildred Pierce (2011) ฉบับมินิซีรีย์ความยาว 5 ตอน (รวมแล้ว 336 นาที) ออกฉายช่อง HBO นำแสดงโดย Kate Winslet, Guy Pearce, Melissa Leo และ Evan Rachel Wood รับบท Veda เสียงตอบรับดีเยี่ยม เข้าชิง Emmy Award และ Golden Globe หลายสาขาทีเดียว (Kate Winslet กวาดเรียบรางวัล Best Actress)

ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ในบรรยากาศกลิ่นอายหนังนัวร์ แสง-เงา-ออกแบบฉาก ดำเนินเรื่องตัดต่อเร็วๆ ได้สัมผัสเถื่อนๆแบบนวนิยาย Hardboiled และโดยเฉพาะการแสดงของ Joan Crawford ถ่ายทอดความชั่วร้ายให้ Ann Blyth ได้อย่างตราตรึง

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” โดยเฉพาะพ่อ-แม่ กำลังเลี้ยงดูบุตรหลานวัยกำลังเติบโต พยายามทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะเหตุใด? ทำไม? เป็นความผิดใคร? และทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในชีวิตจริง อย่าให้คนรักของท่านต้องกลายมาเป็นเช่นนี้เพราะตัวเราเอง

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศนัวร์ ความตาย ชู้สาว เหล้า-บุหรี่

คำโปรย | Mildred Pierce มีการแสดงตราตรึงที่สุดของ Joan Crawford ในโลกแห่งความนัวร์ของ Michael Curtiz
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of