Miracle (2004)

Miracle 2004

Miracle (2004) hollywood : Gavin O’Connor ♥♥♥♥

มีปาฏิหาริย์หนึ่งเกิดขึ้นตอน 1980 Lake Placid Winter Olympics, New York ทีม Ice Hocky ของสหภาพโซเวียต ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ทีมใดมากว่า 20 ปี พ่ายแพ้ต่อม้ามืดทีมชาติอเมริกาในนัดชิงชนะเลิศ นี่คือ Miracle on Ice ช่วงเวลาแห่งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการกีฬา (ของอเมริกา) นำแสดงโดย Kurt Russell

ฮอกกี้น้ำแข็ง (Ice Hockey) เป็นกีฬาประเภททีม เล่นบนพื้นน้ำแข็ง ใช้ความเร็วและพละกำลังในการเล่น, ฮอกกี้น้ำแข็งได้รับความนิยมมากในแทบประเทศที่มีความหนาวเย็นตามธรรมชาติ อาทิ แคนาดา อเมริกาเหนือ แถบสแกนดิเนเวียและรัสเซีย, ชาติมหาอำนาจของกีฬาประเภทนี้คือแคนดานา และสหภาพโซเวียต, นับตั้งแต่ 1964 Innsbruck Winter Olympic, Austria ทีมชาติโซเวียตก็ยึดครองบัลลังก์ คว้าชัยได้เหรียญทองฮอกกี้น้ำแข็ง ด้วยสถิติไม่พ่ายแพ้ต่อทีมใดยาวนานจนถึง 1980 Lake Placid Winter Olympics ที่พ่ายแพ้ต่อทีมชาติอเมริกาในนัดชิงชนะเลิศ, แต่ก็ใช่ว่ายุคทองของสหภาพโซเวียตจะหมดไปนะครับ โอลิมปิกฤดูหนาวอีก 2 ครั้งถัดมาก็ยังสามารถคว้าเหรียญทองได้ ขนาดว่า 1992 Albertville Winter Olympics ที่สหภาพโซเวียตล่มสลายแล้วไปแล้วตอนปี 1991 Unified Team ในนามอดีตสหภาพโซเวียต ก็ยังคว้าเหรียญทองมาครอบครองได้ (แต่นั่นคือครั้งสุดท้ายของโซเวียต ที่ได้เหรียญทองกีฬาประเภทนี้)

นี่เป็นหนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับโค้ช มากกว่านักกีฬา นำเสนอแนวคิดและวิธีการ ที่ใช้ควบคุม จัดการ สร้างจิตวิทยาให้กับนักกีฬาในทีม ซึ่ง Ice Hockey แม้จะเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยทักษะความสามารถส่วนตัวของผู้เล่นอย่างมาก แต่การเล่นเป็นทีม ที่มีความสมัครสมานสามัคคี ประสานจุดเด่น กลบกลืนจุดด้อย ย่อมสามารถมีชัยเหนือสุดยอดผู้เล่นตัวคนเดียว โค้ชจึงเป็นคนสำคัญที่สุด ถ้าสามารถเอาชนะใจนักกีฬา และประสานพวกเขาให้กลายเป็นหนึ่งได้ ก็ย่อมมีโอกาสที่จะต่อสู้เอาชนะทุกทีม ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจชาติไหน

กำกับโดย Gavin O’Connor (Warrior-2011, The Accountant-2016) เขียนบทโดย Eric Guggenheim เรื่องราวของ Herb Brooks โค้ช Ice Hockey ทีมชาติอเมริกา ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนักกีฬาทีมชาติ เข้าร่วมแคมป์คัดตัว Ice Hockey แต่ถูกเขี่ยชื่อออกในวินาทีสุดท้าย และทีมได้เหรียญทอง 1960 Squaw Valley Winter Olympic, USA เขาจึงหมายมั้นปั้นมือว่าจะต้องกลายเป็นโค้ชทีมชาติ แล้วพาทีมคว้าเหรียญทองโอลิมปิกให้จงได้

นำแสดงโดย Kurt Russell ชายผู้ไม่เคยเข้าชิง Oscar สักครั้ง, มีช่วงหนึ่งที่เขาดังมากๆ ได้เซ็นต์สัญญา 10 ปีกับ Disney ถือว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีมากๆ ตอน Cool Running (1993) เห็นว่า Disney ก็อยากให้ Russell รับบทโค้ช แต่ผู้กำกับเลือกคนอื่นไปแล้ว คราวนี้ Russell ได้กลายเป็นโค้ชสมใจอยาก Disney เสียที, กับบท Herb Brooks ขณะนั้นตัวจริงยังมีชีวิตอยู่นะครับ Russell จึงมีโอกาสได้ศึกษานิสัย บุคคลิก ท่าทาง แนวคิดจากตัวจริงเสียงจริง, นี่เป็นตัวละครที่ ถ้าคุณไม่รักก็เกลียดไปเลย กับนักกีฬาในทีม มีแนวโน้มว่าพวกเขาคงเกลียดโค้ชคนนี้มากกว่า แต่ทุกคนเข้าใจเหตุผลที่เขาทำแบบนี้ มันคล้ายๆกับ Good Cop, Bad Cop แต่นี่เป็น Good Coach, Bad Coach เขายอมให้ทุกคนเกลียด เพื่อเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ ความสมานสามัคคี, นักกีฬาทุกคนร้อยพ่อพันแม่ ต่างสถาบัน อาจเคยมีความบาดหมางขัดคอกันมาก่อน แต่เมื่อมาร่วมทีมชาติ กลายเป็นครอบครัวเดียวกัน เป้าหมายของโค้ชคือ ‘ถ้าจะเอาเวลามาเกลียดกัน ให้เกลียดฉันคนเดียวก็เกินพอ’

มีสิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายมากๆคือ Herb Brooks ตัวจริง เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถ ขณะหนังกำลังถ่ายทำอยู่ ทำให้เขาไม่ได้มีโอกาสดูหนังของตัวเขา กระนั้นคำ dedicate ถึง Brooks ท้ายหนังที่ว่า ‘เขาไม่จำเป็นต้องได้เห็นหนังเรื่องนี้หรอก เพราะทุกเหตุการณ์ เขาได้ประสบมากับตัวเองแล้วทั้งสิ้น’ (He never saw it. He lived it.)

สำหรับนักกีฬา Ice Hockey ในหนัง พวกเขาล้วนเคยเป็นนักกีฬาสมัครเล่น ที่ขณะคัดตัว ทีมงานจะเลือกเฉพาะคนที่มีทักษะทางกีฬาสูงๆ ความสามารถทางการแสดงเป็นเรื่องรอง ฝึกฝนกันได้ เพราะในหนังจะมีการประทะกันสู้กันจริงๆ นักแสดงส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงาน เรียนจบแล้วทั้งนั้น บ้างเป็น โค้ช, นักบัญชี, นายหน้า, หมอ, นักธุรกิจ ฯ หลากหลายอาชีพมาก แต่ละคนคงมาเติมเต็มความฝันของตัวเอง (ในเครดิตท้ายเรื่องจะมีเขียนอยู่นะครับ)

ถ่ายภาพโดย Dan Stoloff, งานภาพต้องบอกว่าไม่หวือหวาเลย ธรรมดามากๆ ใช้มุมกล้องลักษณะที่เห็นได้ทั่วๆไปจากการแข่งขัน Ice Hocky คือมันอาจดูตื่นเต้น สมจริง จริงจัง แต่ไม่มีความเป็นศิลปะใดๆ

เกร็ด: หนังมีภาพของตึก Twin Tower, Word Trade Center นี่เป็นครั้งแรกของภาพยนตร์ ที่มีการสร้างภาพ digital ของตึกนี้หลัง 9/11 ปี 2001

ตัดต่อโดย John Gilroy (Michael Clayton-2007, Nightcrawler-2014), มีการเล่าเรื่องที่ค่อยๆเก็บสะสมอารมณ์ความรู้สึก ให้พร้อมระเบิดออกในช่วงท้าย, ครึ่งแรกของหนังจะเป็นการฝึกซ้อมเตรียมตัวสู่การแข่งขัน ครึ่งหลังจะเป็นการแข่งขันโอลิมปิก และครึ่งชั่วโมงสุดท้ายจัดเต็มสู้กับสหภาพโซเวียต, การตัดต่อมีความรวดเร็วฉับไว ฉากการแข่งขันใช้การตัดสลับระหว่างในสนามแข่ง ผู้ชม โค้ช และนาฬิกา ทำให้เกิดความรู้สึกลุ้นระทึกที่อัดอั้น อึดอัด เมื่อไหร่เวลาในสนามแข่งจะจบลง ก้นนั่งไม่ติดเก้าอี้จนวินาทีสุดท้าย แล้วระเบิดออกมาด้วยความดีใจ ต่อชัยชนะที่ราวกับเกิดปาฏิหาริย์, นอกจากการแสดงของ Russell แล้ว การตัดต่อนี่แหละที่ยอดเยี่ยมใช้ได้

เพลงประกอบโดย Mark Isham จะได้ยินแทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง แม้แต่ตอนขณะแข่งขัน ซึ่งผมว่าไม่จำเป็นเลย ยิ่งตอนแข่งที่ลุ้นกันจนเยี่ยวเหนียว ใครมันจะไปได้ยินเพลงประกอบ เสียงเชียร์ที่โคตรกระหุ่ม เสียงบรรยาย Sound Effect มันดังกลบทุกสิ่งทุกอย่าง, กับหนังประเภทนี้ เพลงประกอบใส่เฉพาะช่วงไฮไลท์สำคัญๆก็พอ ใช้ประกอบบรรยากาศที่ลุ้นระทึกอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างบรรยากาศให้กับหนังเพิ่มเติมอีก

โครงสร้าง สูตรสำเร็จการเล่าเรื่องของ Miracle ค้นพบได้กับหนังแนวกีฬาทั่วๆไป, เชื่อว่าสำหรับคอหนังหลายๆคน ดูเรื่องนี้คงรู้สึก ‘เบื่อ’ ในความที่สามารถคาดเดาได้แทบทุกอย่างว่าจะเกิดอะไรขึ้น, นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้มองข้ามขณะให้คะแนนหนังนะครับ แต่ผมมักจะมองหาว่า มีอะไรอีกหรือเปล่า ที่ทำให้หนังเป็นมากกว่าแค่สูตรสำเร็จ, สิ่งที่ผมค้นพบในหนังเรื่องนี้คือ Kurt Russell การแสดงของเขาทำให้ทุกสิ่งอย่างดูดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา แปรเปลี่ยนความธรรมดาให้ดูดึขึ้นเยอะ (ถึงโดยรวมจะยังธรรมดาอยู่) นี่จึงทำให้หนังจะดูสนุกขึ้นเยอะ จัดว่าเป็นความบันเทิงชั้นยอดเลยละ

นี่เป็นหนัง hollywood แน่นอนว่าทำมาให้คนอเมริกาดูโดยเฉพาะ เป็นหนังโคตรอเมริกัน โคตรชาตินิยม ใครเกลียดอเมริกาดูหนังเรื่องนี้เลี่ยนจัดแน่นอน ผมก็รู้สึกมวนๆท้อง แอบรำคาญในการดูถูกชาติอื่น มองว่าชาติตัวเองยิ่งใหญ่กว่าใคร, แต่ก็พยายามมองในฐานะคนกลาง ไม่ชอบไม่เกลียดอเมริกา ก็เลยพอทนหนังเรื่องนี้ไหว ถ้าคุณต้องการดูหนังเรื่องนี้ให้สนุก ต้องพยายามไม่สนใจเรื่องการเมือง ตัดอคตินี้ออก สมมติตนว่าเป็นคนอเมริกา แล้วจะหลงรักหนังแน่นอน

จริงอยู่ที่ Miracle on Ice ถือเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่เฉพาะกับเกมการแข่งขันกีฬา แต่เปรียบเสมือนหนึ่งในชัยชนะทางการเมืองของยุคสงครามเย็น กระนั้นความยิ่งใหญ่ที่ว่านี้ ถ้าคุณไม่ใช่คนอเมริกาก็อย่าดื่มด่ำหลงเชื่อมันให้มากนะครับ ผมดูหนังโอลิมปิกมาหลายเรื่อง มองเห็นช่วงเวลาที่ถือว่ายิ่งใหญ่กว่านี้อีกมากในระดับโลก อาทิ

– ขณะ Jesse Owen ได้ 4 เหรียญทอง 100m, 200m, 4x100m และกระโดดไกล ตบหน้า Hitler เต็มๆใน 1936 Berlin Summer Olympics
– ตอน Abebe Bikila ของ Ethiopia วิ่งมาราธอนเข้าเส้นชัยด้วยเท้าเปล่า ได้เหรียญทอง 1960 Rome Summer Olympics และป้องกันแชมป์ตอน 1964 Tokyo Summer Olympic
– 1968 Mexico City Summer Olympics กับการยกมือทำท่า Black Power Salute เรียกร้องสิทธิคนผิวสี
– 1968 Mexico City Summer Olympics, Bob Beamon นักกีฬากระโดดไกล ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น ‘Leap Of the Century’ สถิติโลกตอนนั้น 21 ฟุต 3/4 นิ้ว เขากระโดดได้ 29 ฟุต 2 1/2 นิ้ว กลายเป็นสถิติที่อยู่ยงคงกระพันถึง 23 ปี
– Jamaican Bobsled Team เข้าร่วมแข่งขัน 1988 Winter Olympic Games
– Michael ‘Eddie’ Edwards เจ้าของฉายา Eddie the Eagle นักกีฬา Ski Jumper ทีมชาติ British เข้าร่วมแข่งขัน 1988 Calgary Winter Olympic, Canada เขาไม่ได้มาเพื่อชนะ แค่ขอได้เข้าร่วมเท่านั้น
– Usain Bolt ตอน 2008 Beijing Summer Olympic วิ่งนำหน้าคู่แข่งขาดลอย เข้าที่ 1 วิ่ง 100m, 200m และ 4x100m ทำลายทุกสถิติโลก
ฯลฯ ยังมีอีกมาก

เหล่านี้ล้วนเป็นช่วงเวลาสุด ‘ประทับใจ’ ในการแข่งขันโอลิมปิก ต่อชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ต่อตนเองหรือต่อประเทศชาติ แต่คือ ต่อมวลมนุษย์ชาติ

ด้วยทุนสร้าง $28 ล้านเหรียญ หนังทำเงิน $64.4 ล้านเหรียญ เป็นหนังฮิตเรื่องแรกในรอบ 7 ปีของ Kurt Russell

แนะนำกับนักกีฬาและโค้ช นี่เป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจที่ดีมากๆเรื่องหนึ่ง, คนที่เล่นกีฬา Ice Hockey น่าจะได้ทักษะ ความรู้เพิ่มเติมแน่, แฟนๆ Kurt Russell การแสดงของพี่แก เด่นสุดในหนังแล้ว

จัดเรต 13+ Ice Hockey เป็นกีฬาที่มีความรุนแรงสูง ไม่ควรให้เด็กเล็กรับชม

TAGLINE | “Miracle แม้หนังจะมีโครงสร้างรูปแบบเดิมๆ แต่การสร้างอารมณ์ บรรยากาศจะทำให้คุณนั่งลุ้นไม่ติดเก้าอี้ ในชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของอเมริกา”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LOVE

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Best of Olympics Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] ← Miracle (2004) […]