Mishima: A Life in Four Chapters (1985)

Mishima

Mishima: A Life in Four Chapters (1985) hollywood : Paul Schrader ♥♥♥♡

ภาพยนตร์ชีวประวัติของ Yukio Mishima (1925 – 1970) นักเขียนนิยาย แต่งกวี นักแสดง ผู้กำกับ อนุรักษ์นิยมขวาจัด และเป็นเกย์ สัญชาติญี่ปุ่น ความน่าสนใจของชายคนนี้ คือการเลือกดำเนินชีวิตตามอุดมการณ์เป้าหมายที่วาดฝันสรรค์สร้าง จนวาระสุดท้ายตัวเขาจึงได้แปรสภาพกลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอก

“Mishima: A Life in Four Chapters is intent on exploring that arduous path to self-transformation: it is a work of art about a man who tried to become a work of art”.

– คำนิยามของ Kevin Jackson นักวิจารณ์จาก Criterion

เรื่องราวของ Yukio Mishima ถือว่ามีความน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ไม่ใช่ในผลงานศิลปะ วรรณกรรมนิยาย ภาพยนตร์ที่เขาสร้างขึ้น หรือทัศนคติทางการเมืองต้องการคืนอำนาจบริหารประเทศให้กับสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่คืออุดมการณ์ใช้ชีวิตของเขา วาดฝันสรรค์สร้างเป้าหมาย แล้วปฏิบัติแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ผลลัพท์อาจไม่สมหวังดังประสงค์ แต่ถือว่าเมื่อบรรลุถึงจุดปลายทางนั้นแล้ว สิ่งสุดท้ายหลงเหลือคือกลายสภาพเป็นตำนาน

‘death poems’ คือคำจำกัดความตรงสุดต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ บทกวีพรรณาเนื้อหาตอนสุดท้ายของชีวิต Yukio Mishima ก่อนการคว้านท้อง Seppuku ฆ่าตัวตายแบบซามูไรสมัยก่อน (Hara-kiri) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 1970 หลังจากได้กระทำการปลุกระดมทหารที่ Ichigaya Camp ศูนย์บัญชาการใหญ่กรุง Tokyo ของ Japan Self-Defense Forces จับนายพลผู้บังคับบัญชาการกองทัพเป็นตัวประกัน เมื่อบรรลุความตั้งใจสูงสุดนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรหลงเหลือทรงคุณค่าให้ดำรงชีพอีกต่อไป

เพราะการแสดงออกของ Mishima ครั้งนั้น เป็นที่เลื่องลือระบือนามไปทั่วโลก ล่วงเข้าหูของ Paul Joseph Schrader (1946) นักวิจารณ์ นักเขียน ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เพื่อนสนิทขาประจำของ Martin Scorsese เป็นเจ้าของบทหนัง/ดัดแปลง Taxi Driver (1976), Raging Bull (1980), The Last Temptation of Christ (1988) ฯ และกำกับภาพยนตร์อย่าง Hardcore (1979), American Gigolo (1980), Cat People (1982) ฯ

ทั้งชีวิตของผู้กำกับ Schrader สนใจในโปรเจคเกี่ยวกับตัวบุคคล ‘Character Driven’ มักเป็นพวกโหดเลวชั่วไร้ที่ติ ดำเนินชีวิตแบบ ‘self-destructive path’ มุ่งทำลายตัวเองให้ตกต่ำถึงขีดสุด จากนั้นเมื่อมีโอกาสได้ลงทัวร์นรก ก็มักหวนกลับขึ้นมาแล้วฟื้นคืนชีพเกิดใหม่ มีพัฒนาการตัวละคร และ ‘redemption’ ชดใช้หนี้เวรกรรมที่เคยก่อ

สิ่งที่ผู้กำกับ Schrader สนใจในตัว Mishima ไม่ใช่บรรดาผลงานทั้งหลายที่เขาเคยสรรค์สร้างขึ้น แต่คือการค้นหาสาเหตุผลของการกระทำแสดงออกครั้งสุดท้าย ที่ถือว่าคืองานศิลปะชิ้นเอก Masterpiece บทสรุปทุกสิ่งอย่างในชีวิต

ร่วมงานกับพี่ชาย Leonard Schrader พัฒนาบทหนังเรื่องนี้ ด้วยการสืบค้นหารายละเอียดจากผลงานต่างๆของ Mishima หลักๆพบเจอจากนิยาย 3 เรื่องคือ The Temple of the Golden Pavilion (1956), Kyoko’s House (1959), Runaway Horses (1969) ซึ่งสามารถสะท้อนเข้ากับช่วงเวลาต่างๆ อิทธิพลสำคัญต่อการดำเนินชีวิต รวมกับภาพจินตนาการความตั้งใจ เอ่ยถึงจุดจบของตนเองในอนาคตข้างหน้า

แต่การจะหาทุนสร้างโปรเจคลักษณะนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย สตูดิโอหน้าไหนจะให้ความสนใจชีวประวัติใครก็ไม่รู้ การันตีขาดทุนย่อยยับเยินอย่างแน่นอน แต่เพราะนี่คือโปรเจคในฝันของ Schrader ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก Francis Ford Coppola กับ George Lucas สองมหาเศรษฐีแห่งยุค *-* ได้มาสูงถึง $5 ล้านเหรียญ (ว่ากันว่าเกินครึ่งหาได้จากสตูดิโอใหญ่ของญี่ปุ่น แต่ไม่มีใครยอมเปิดเผยตนเองออกมา)

เริ่มต้นเช้าวันที่ 25 พฤษจิกายน 1970 วันสุดท้ายในชีวิตของ Yukio Mishima (รับบทโดย Ken Ogata) ตื่นขึ้นมาแต่งตัวเต็มยศทหาร พร้อมออกเดินทางร่วมกับลูกน้องคนสนิททั้งสี่ มุ่งสู่ Ichigaya Camp ศูนย์บัญชาการใหญ่กรุง Tokyo ของ Japan Self-Defense Forces เพื่อกระทำการบางอย่างสนองอุดมการณ์ตั้งใจของตนเอง ระหว่างนั้นเรื่องราวชีวิตของเขาก็กำลังค่อยๆได้รับการเปิดเผย ผ่านสามช่วงเวลา (เด็ก-วัยรุ่น-ผู้ใหญ่) นิยายสามเรื่อง (Temple of the Golden Pavilion, Kyoko’s House, Runaway Horses) พร้อมคำบรรยายของ Roy Scheider (ฉบับภาษาอังกฤษ) และนักแสดงนำ Ken Ogata (ฉบับภาษาญี่ปุ่น)

ใจความย่อๆของนิยายสามเรื่อง
– The Temple Of The Golden Pavilion วัยรุ่นหนุ่มติดอ่าง ถูกเพื่อนขาเป๋ชักชวนให้มีความสัมพันธ์กับหญิงสาว ได้รับการอ่อยเหยื่อเต็มแต่เขากลับขัดขืนปฏิเสธ อ้างหลักคำสอนศรัทธาในพุทธศาสนา จนท้ายที่สุดมิอาจอดรนทนหักห้ามจิตใจตนเองได้อีกต่อไป ลุกขึ้นมาเผาวัดสีทองหลังนั้นให้มอดไหม้กลายเป็นจุน (เสียชีวิตท่ามกลางกองเพลิง)
– Kyoko’s House ชายหนุ่มที่ถูกคนรักเกย์ตำหนิต่อว่าร่างกายอ่อนแอปวกเปียก ตัดสินใจเข้ายิมเล่นกล้าม ขณะที่แม่ของเธอเปิดบาร์แต่ติดหนี้มหาศาล เจ้าหนี้บอกจะยินยอมยกให้ ถ้าเขากลายเป็นทาสรัก S&M ของเธอ
– Runaway Horses กลุ่มนักเรียนเคนโด้ อนุรักษ์นิยมขวาจัด วางแผนล้มรัฐบาลเพื่อคืนอำนาจการปกครองให้สมเด็จพระจักรพรรดิ ด้วยการลอบสังหารผู้นำประเทศ สำเร็จแล้วจะคว้านท้องฆ่าตัวตาย ‘Seppuku’ แบบซามูไร

นำแสดงโดย Ken Ogata (1937 – 2008) นักแสดงยอดฝีมือสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo เข้าสู่วงการจากเป็นนักแสดงโทรทัศน์ ไต่เต้าขึ้นมาจนประสบความสำเร็จพอสมควร ขณะที่ภาพยนตร์เริ่มมีชื่อกับ The Demon (1979), The Ballad of Narayama (1984), House on Fire (1987) จนมีโอกาสโกอินเตอร์กับ Mishima: A Life in Four Chapters (1985), The Pillow Book (1996) ฯ

บทบาทของ Ogata คือ Yukio Mishima ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ปรากฎตัวในฉากปัจจุบันและย้อนอดีตหลายครั้ง ไฮไลท์การแสดงคือตอนขึ้นพูดปลุกระดมต่อหน้ารวมพลทหาร ตะโกนจนสุดแต่กลับไม่มีใครตั้งใจฟัง กล้องถ่ายมุมเงยขึ้นสูงสะท้อนถึงพลังอำนาจ แต่หนึ่งเสียงเดียวของเขาหรือจะต้านทานฝูงชนที่โหมกระหน่ำรุมด่าทออยู่เบื้องล่าง

ฉากนี้ยังเป็นการสะท้อนถึงแนวคิดการปกครอง ผู้นำประเทศสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว (พระมหากษัตริย์, สมเด็จพระจักรพรรดิ์) ในยุคสมัยนี้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ย่อมมิอาจส่งเสียงดังไปถึง ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆขึ้นในสังคม

ถ่ายภาพโดย John Bailey สัญชาติอเมริกัน ขาประจำของ Schrader, เพื่อให้ผู้ชมสามารถจำแนกแยกแยะเรื่องราวออกได้โดยง่าย มีทั้งหมด 5 โทนสีที่ปรากฎอยู่ในหลัง
– เหตุการณ์ปัจจุบันปี 1970 จะใช้ฟีล์มสีปกติทั่วไป
– Flashback ย้อนอดีตในความทรงจำของ Yukio Mishima จะเป็นภาพขาว-ดำ
– เรื่องราวของนิยาย Temple of the Golden Pavilion ใช้โทนสีทองและเขียว
– Kyoko’s House เน้นสีม่วงและเทา
– ขณะที่ Runaway Horses มีส้มกับดำ

เกร็ด: ในตอนแรกครอบครัวของ Mishima ให้ความร่วมมือกับการสร้างหนังอย่างมาก แต่เมื่อร้องขอให้เอาฉากบาร์เกย์ออกจากหนัง ผู้กำกับปฏิเสธ พวกเขาเลยยุติความช่วยเหลือ

โดดเด่นมากๆคือ Production Design โดย Eiko Ishioka และงานศิลป์โดย Kazuo Takenaka ได้ทำการจำลองสร้างฉากจากนิยายทั้งสามเรื่องขึ้นในสตูดิโอ สิ่งต่างๆล้วนสื่อนัยยะ แฝงซ่อนเร้นความหมายอย่างลึกซึ้ง

Temple of the Golden Pavilion คงถือว่าคือวัดในพุทธศาสนา สถานที่แห่งความสงบมุ่งสู่นิพพาน สีทองอร่ามแทนความรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่ เป้าหมายสุดท้ายชีวิตคือการไม่กลับมาเกิดอีก, ชีวิตวัยเด็กของ Mishima ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงสมประกอบนัก จึงเกิดความเพ้อคลั่งหวาดกลัว ครุ่นคิดว่าถ้าโตขึ้นแล้วไม่สมประกอบ สาวไหนคงไม่ใคร่ต้องการ ถ่ายทอดออกมาในนิยายเรื่องนี้ แทนด้วยหนุ่มขาเป๋กับเพื่อนติดอ่าง ลูกศิษย์ก้นกุฏิของวัดศาลาทอง ได้รับการสั่งสอนแนะนำให้รู้จักการปลดปล่อยวางจากกิเลส แต่ฮอร์โมนวัยรุ่นเป็นสิ่งยากจะห้ามปราม เมื่อถึงจุดๆหนึ่งรับรู้ว่าทางสายนี้ไม่เหมาะกับตนเอง การเผาทำลายล้างเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อย อิสรภาพ ไม่อีกแล้วที่จะเก็บกดความต้องการ(ทางเพศ)ของตนเอง ไฟ=ราคะ ให้มันโชติช่วงมอดไหม้อยู่ภายในจิตใจของเขาชั่วนิรันดร์

ทำไมต้องให้วัดศาลาทอง หลังเล็กนิดเดียว? เพราะนี่คือการ ‘จำลอง’ เล่าเรื่องราว ซึ่งสำหรับเด็กหนุ่มทั้งสอง วัดแห่งนี้ยังไม่ได้มีอิทธิพลความหมายอะไรมากต่อพวกเขา จึงมีสัดส่วนใหญ่กว่านิดเดียว เดินเตะก็ล้มแล้วมั่นเนี่ย!

จุดเริ่มต้นการเป็นเกย์ของ Mishima หลังจากเพ้อคลั่งไปไกลว่าสาวไหนคงไม่หลงรักคนไม่สมประกอบ การพบเห็นภาพนู้ดรูปนี้ เรือนร่างของผู้ชายมันช่างงดงามไร้ที่ติเสียเหลือเกิน, ช่วงกลางๆเรื่องจะมีขณะที่เขากลายเป็นโมเดลลิ่งถ่ายภาพนู้ด ก็จะมีโพสท่านี้ เติมเต็มความฝันหนึ่งของตนเองได้สำเร็จลุล่วง

ความหลงใหลในเรือนร่างกาย ส่งต่อมาถึงนิยายเรื่องถัดมา Kyoko’s House แม้ตัวจริงของ Mishima จะได้รับการเปิดเผยแล้วว่าเป็นเกย์ แต่กลับยังเขียนนิยายให้ตัวเอกร่วมรักกับหญิงสาว ความผิดหวังที่ชีวิตจริงถูกแฟนหนุ่มต่อว่าเรื่องร่างกายอ่อนปวกเปียก ทำให้ทั้งเขาและตัวละครกลายเป็นนักเล่นกล้าม หลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก ค่อยๆแปรสภาพกลายเป็นพวก S&M ชื่นชอบความรุนแรงเจ็บปวดทรมาน เพราะราวกับทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีชีวิต

ชายสองสามคนนั่งสนทนาในร้านขายราเม็งข้างทาง สถานที่ผู้คนเดินวนเวียนขวักไขว่ผ่านไปมา (เป็นการนำเสนอเชิงสัญลักษณ์) หัวข้อพูดคุยของพวกเขา อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตและงานศิลปะ?

“Even the most beautiful body is soon destroyed by age. Where is beauty then? Only art makes human beauty endure. You must devise an artist’s scheme to preserve it. You must commit suicide at the height of your beauty”.

ทัศนะเพี้ยนๆของคนบางกลุ่ม หลงใหลยึดติดอยู่กับเรือนร่างกาย เพ้อฝันถึงความสวยงามที่คงทนถาวร แต่เพราะชีวิตมักมีขึ้นลง หนุ่ม-แก่ สวยหล่อ-เหี่ยวย่น ล้วนคือวงเวียนวัฏจักร ถ้าสามารถหยุดนิ่งเมื่อถึงจุดสูงสุด นั่นคือความนิรันดร (นี่เป็นแนวคิดที่เพี้ยนมากๆ แสดงถึงการไม่ยินยอมรับวัฎจักรชีวิต ครุ่นคิดว่านี่จะคือสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นอมตะ)

นี่เป็นช็อตที่ผมชื่นชอบสุดในหนัง นั่นคือเสาประตูที่พบเห็นได้ทั่วไปตามวัด/ศาลเจ้าของชาวญี่ปุ่น บางครั้งถูกเรียกว่าประตูสวรรค์ ซึ่งการที่มันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เอียงกระเท่เร่แบบนี้ สื่อถึงความฝันที่กำลังจะล้มเหลวไม่เป็นท่า

สีขาวสะท้อนความยังบริสุทธิ์ไม่ได้ตัดสินใจกระทำการใดๆ ภาพวาดท้องฟ้าก็แทนได้ด้วยสรวงสวรรค์ ยืนเรียงเป็นรูปตัววีคล้ายๆสัญลักษณ์ของซามูไร และวินาทีที่พวกเขาตัดสินใจดื้อรั้นเดินหน้าต่อ แสงที่สาดส่องลงมาจะเปลี่ยนเป็นสีแดง (เลือด, ความตาย)

ความน่าสนใจของฉากนี้ในตอน Runaway Horses คือการที่เด็กชายหนุ่มเดินออกมาจากรูปภาพ แล้วตรงไปเข่นฆ่าเป้าหมาย นี่มีนัยยะสื่อถึงความต้องการของ Mishima หลังจากครุ่นคิดจินตนาการสิ่งที่ตนอยากทำลงในนิยาย/ผลงานศิลปะชิ้นต่างๆ การกรีดภาพแล้วเดินออกมา สื่อถึงความต้องการให้มันเกิดขึ้นในชีวิตจริง(เสียที)

ภาพวาดพื้นหลังก็สื่อความหมายน่าสนใจทีเดียว ชายคนขวามือกำลังเหมือนจะฆ่าปาดคอหญิงสาว … นี่สะท้อนถึงตัวละครนี้ที่กำลังจะเข่นฆ่าใครบางคน และทัศนคติต่อผู้หญิงสาวของ Mishima (พี่แกเป็นเกย์ไงละครับ เลยประมาณอยากฆ่าผู้หญิงให้หมดโลก)

วินาทีสุดท้ายในชีวิตของ Mishima กล้องเคลื่องถอยหลังพร้อมๆกับการซูมภาพเข้าหา เทคนิคสุดคลาสสิกที่มีชื่อเล่นว่า Hitchcock Zoom หรือ Vertigo Effect พบเห็นครั้งแรกจากภาพยนตร์เรื่อง Vertigo (1959)

หนังจงใจตัดจบช็อตนี้แค่การ Freeze Frame แล้วร้อยเอาโศกนาฎกรรมของนิยายสามเรื่องก่อนหน้ามาเรียงต่อ แต่ในชีวิตจริงหลังจาก Mishima คว้านท้องตนเอง ทหารที่ถือดาบมือสั่นๆอยู่ด้านหลังปรากฎว่าปอดแหกมิสามารถลงมือตัดศีรษะหัวหน้าตนเองให้พ้นทุกข์ทรมาน เป็นเหตุให้ไส้ทะลักแต่ยังไม่ตายอยู่หลายนาที จนเพื่อนทหารคนหนึ่งต้องเข้ามาอาสาลงมือให้ … ตัดจบเท่านี้ก็ดีแล้วละครับ แค่คิดยังทรมานแทนเลย

พระอาทิตย์ คือสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น (ธงชาติญี่ปุ่น พื้นหลังสีขาว วงกลมสีแดงคือตัวแทนของอาทิตย์อุทัย ฉายาที่คนไทยชอบเรียกกัน) ซึ่งทั้ง Opening/Ending Credit ต่างใช้ภาพของดวงอาทิตย์ขึ้น คงไม่น่าสื่อถึงอย่างอื่นได้หรอกนะ

ตัดต่อโดย Tomoyo Oshima (ไม่แน่ใจว่าน้องสาวหรือลูกสาวของผู้กำกับดัง Nagisa Oshima) และ Michael Chandler (เจ้าของผลงานดัง Amadeus)

ลูกเล่นโทนสีของภาพ ถือเป็นการช่วยให้ผู้ชมสามารถจัดแบ่งเรื่องราว ทำความเข้าใจหนังได้โดยง่ายขึ้น แต่มันก็จะมีจุดสังเกตอยู่เช่นกัน คือมักจะเริ่มจากภาพสีปกติ (เหตุการณ์ปัจจุบัน) -> พบเห็นอะไรบางอย่างชวนให้ระลึกถึงอดีต กลายเป็นภาพขาว-ดำ <-> จากนั้นจินตนาการเรื่องราวที่แต่งขึ้นในนิยาย ภาพจะกลายเป็นโทนสีของเรื่องนั้น สลับไปมากับการระลึกย้อนอดีต -> เมื่อเรื่องราวทั้งในอดีตและนิยายจบสิ้นลง ก็จักหวนย้อนกลับคืนปัจจุบันด้วยภาพสี วนซ้ำเช่นนี้จนครบ 3 ตอนแรก

ขณะที่ตอน 4 เรื่องราวจะดำเนินไปข้างหน้าตามแผนการที่ Mishima วางไว้ แต่จะมีขณะเดียวเป็นภาพขาว-ดำ ย้อนอดีตถึงที่มาที่ไปของกองกำลังส่วนตัว (Private Army) และลูกน้องทั้งสี่เข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้

และวินาทีสิ้นสุดของหนัง จะเป็นการร้อยเรียงตอนจบของนิยายทั้งสามเรื่องเข้าด้วยกัน ซึ่งคงต้องถือว่าทั้งหมดเป็นโศกนาฎกรรม เพราะทุกคนต่างเสียชีวิตเพื่อสนองอุดมการณ์ ความพึงพอใจ เป้าหมายส่วนตน

เพลงประกอบโดย Philip Glass นักแต่งเพลงแนว Minimalist สัญชาติอเมริกัน เคยเข้าชิง Oscar: Best Original Score ทั้งหมดสามครั้ง Kundun (1997), The Hours (2002), Notes on a Scandal (2006) ยังไม่เคยคว้าสักรางวัล

นี่คือผลงานที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของ Philip Glass ใช้บริการของ Kronos Quartet สร้างสัมผัสค่อนข้างหลุดโลก เข้าไปในหัวสมอง/จินตนาการเพ้อฝันของ Yukio Mishima ระยิบระยับด้วยความงาม ขณะเดียวกันก็เร่งเร้าผลักดัน เคลื่อนไปให้ถึงจุดสูงสุดของชีวิต, มีสามลักษณะเพลงดังขึ้นในหนัง
– ฉากปัจจุบัน เน้นเครื่องสายและเครื่องกระทบ (Percussion)
– ฉากย้อนอดีต จะมีแต่เครื่องสายเท่านั้น
– ขณะที่แต่ละตอนดัดแปลงจากนิยาย จัดเต็มด้วย Orchestra

สิ่งที่ทำให้บทเพลงอัลบัมนี้กลายเป็นตำนาน เพราะความแปลกแตกต่างพิศดาร ผมเองไม่คุ้นหูกับทำนองดนตรีลักษณะนี้เลยนะ แต่ก็อดทึ่งไม่ได้ที่สามารถสร้างความกลมกล่อมให้กับเรื่องราวสุดบ้าคลั่งของหนัง เรียกได้ว่าหลุดโลก ล่องลอยเหนือเมฆเมฆา ดวงตะวันที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมา งดงามเหนือคำบรรยาย

มีบทเรียนอะไรที่เราได้รับจากเรื่องราวชีวิตของชายชื่อ Yukio Mishima?
– อุดมการณ์คือสิ่งสำคัญกว่าชีวิต ถ้ามีความตั้งมั่นจะกระทำบางสิ่งอย่าง ไม่ว่าผลลัพท์ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว แค่ได้เริ่มต้นก็ถือว่าบรรลุตามเป้าหมาย
– ชาตินิยม เป็นสิ่งที่กำลังเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา ผู้คนสมัยนี้ไม่ยินยอมรับความสุดโต่ง ซ้าย-ขวาจัดอีกต่อไปแล้ว วางตัวอยู่ตำแหน่งใกล้ๆกึ่งกลาง บางครั้งเข้าข้างซ้าย บางวันเข้าข้างขวา มันก็ไม่ผิดอะไรหรอกนะ
– คนๆเดียว เสียงๆเดียว ผู้นำสูงสุดหนึ่งเดียว นี่ก็ไม่ใช่วิถีของยุคสมัยปัจจุบันเช่นกัน เพราะหนึ่งคนมิอาจต้านทานฝูงชน ต่อตะโกนจนเสียงแหบก็ไม่มีใครรับฟังอีกต่อไป

ความล้มเหลวของ Yukio Mishima สะท้อนอะไรหลายๆอย่างที่เปลี่ยนไปของโลกใบนี้ อาทิ มนุษย์ต่างมีความเห็นแก่ตัวเพิ่มมากขึ้น, ชอบการเรียกร้องสิทธิเสมอภาคเท่าเทียม, โหยหาความสะดวกสบาย ถูกระบอบทุนนิยมกลืนกิน ฯ

การมาถึงของยุคสมัยทุนนิยม ค่อยๆกัดกร่อนกลืนกินความชาตินิยมลงไปอย่างมาก เพราะแนวคิดระบอบนี้คือการสร้างกำไรในผลผลิตให้เกิดขึ้นสูงสุด นี่ทำให้มนุษย์เริ่มมีความเห็นแก่ตน สนผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ใช้ปริมาณแทนที่คุณภาพ ฯ เหล่านี้รวมเรียกว่าความเจริญทางวัตถุ แต่โดยไม่รู้ตัวจิตใจของเรากำลังค่อยๆตกต่ำทรามลง

ในชีวิตของ Mishima พยายามอย่างยิ่งจะสร้างรููปลักษณ์ภายนอกของตนเองให้มีความสมบูรณ์แบบ เพราะตอนเด็กเคยร่างกายอ่อนแอ รับไม่ได้ถูกแฟนหนุ่มบอกร่างกายอ่อนย้วย มันเลยต้องเข้มแข็งแกร่ง กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ทุกอย่างต้องใช้พละกำลัง ห่ำหั่นตอบโต้ด้วยความรุนแรง จริงอยู่นั่นดูหล่อเท่ห์ไม่เบา แต่จิตใจที่ไม่ได้รับการพัฒนาของเขาก็ถึงจุดตกต่ำทรามลงเช่นกัน

การฆ่าตัวตายของ Yukio Mishima ถือเป็นอุดมคติความงดงามของศิลปะ เมื่อทุกสิ่งอย่างถึงจุดสูงสุดจักไม่มีอะไรยอดเยี่ยมเหนือไปกว่า แต่ในชีวิตจริงผมถือว่านั่นคือความโง่เขลาไร้สติปัญญา เพราะ 1) ความตายไม่ใช่จุดสูงสุดของชีวิต 2) ไม่มีอะไรในโลกคงอยู่ชั่วนิรันดร์ บุคคลผู้ไม่เข้าใจสองสัจธรรมนี้ ย่อมหลงระเริงอยู่กับความมืดบอด ‘กบในกะลาคลอบ’ คิดว่าสิ่งที่ตนกระทำแสดงออกนั้นคือความยิ่งใหญ่ ถ้าไม่เพราะมีหนังเจ๋งๆเรื่องนี้ ปัจจุบันใครกันจะรู้จักชายชื่อ Yukio Mishima

ผมคิดว่า Paul Schrader มองชีวิต Mishima คือความโง่เขลาเบาปัญญาเช่นกัน หลายๆไดเรคชั่นสื่อถึงความล้มเหลวตกต่ำทรามของการหมกมุ่นอยู่แต่รูปลักษณ์ร่างกายภายนอก ขณะที่จิตใจภายในก็ค่อยๆตกต่ำทรามลง ซึ่งความสนใจผู้กำกับที่ถ่ายทอดออกมา ย่อมชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดถึงคำถามสุดคลาสสิก เราได้ข้อคิดอะไรจากเรื่องราวชีวิตของ Yukio Mishima สิ่งดีๆมีไหมควรนำไปปฏิบัติ อะไรชั่วร้ายทรามแยกแยะออกหรือเปล่า ขออย่านำไปลอกเลียนแบบก็แล้วกัน

เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Best Artistic Contribution ประกอบด้วย
– Best Cinematographer (John Bailey)
– Production Designer (Eiko Ishioka)
– Music Composer (Philip Glass)

ด้วยทุนสร้าง $5 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ประมาณ $500,000 เหรียญ แถมถูกแบนห้ามฉายในญี่ปุ่น เพราะใจความชาตินิยมสุดโต่งเกินไป (ใจความชาตินิยมญี่ปุ่น แต่ผู้สร้างกลับเป็นอเมริกัน!) จนถึงปัจจุบัน 2018 เห็นว่าก็ยังไม่มีวี่แววได้รับโอกาสออกฉาย

ถึงจะมีงานภาพ/การออกแบบสุด Stylish เพลงประกอบไพเราะเพราะพริ้งของ Philip Glass และไดเรคชั่นโคตรเจ๋งของผู้กำกับ Paul Schrader แต่อุดมการณ์ชีวิตของ Yukio Mishima ส่วนตัวมองว่าไม่ได้มีความน่ายกย่องนับถือแม้แต่น้อย ในจุดสูงสุดที่ว่าชีวิต=งานศิลปะ แต่การฆ่าตัวตายเพราะคิดว่าถึงจุดสูงสุดแล้วนั้น ทั้งโง่เขลาและเป็นดั่งกบในกะลาคลอบสิ้นดี บนโลกใบนี้ยังมีอะไรยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกเยอะ

แนะนำคอหนัง Art-House, ศิลปิน จิตรกร นักออกแบบ ตากล้อง ทำงาน Art Direction, หลงใหลในเพลงประกอบของ Philip Glass, รู้จ้ก/เคยอ่านนิยายของ Yukio Mishima, แฟนๆผู้กำกับ Paul Schrader ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับอุดมการณ์เพี้ยนๆของ Yukio Mishima

TAGLINE | “ความอัศจรรย์ในเรื่องราวของ Yukio Mishima คงมีแต่ Paul Schrader ที่สามารถสรรค์สร้างออกมาได้อย่างงดงามกลมกล่อม แต่ก็หาได้เหมาะกับทุกคนไม่”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of