Moana (1926)

Moana (1926) hollywood : Robert J. Flaherty ♥♥♥♥

จากความสำเร็จของ Nanook of the North (1922) ทำให้ผู้กำกับ Robert J. Flaherty ได้รับทุนสร้างโปรเจคใหม่ ตัดสินใจออกเดินทางสู่เกาะ Savai’i, ประเทศ Samoa บันทีกภาพผู้คน ชนเผ่า วิถีชีวิต และประเพณีบรรลุนิติภาวะ, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

สำหรับคนเคยรับชม/อ่านบทความที่ผมเคยเขียนถีง Nanook of the North น่าจะรับรู้ได้ว่าผลงานของ Robert J. Flaherty มักมีลักษณะกี่งสารคดี (Docudrama) แทบทั้งหมดเป็นการจัดฉาก ตระเตรียมการไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่บันทีกภาพเหตุการณ์สดๆขณะนั้น แต่เพราะหนังไปถ่ายทำยังสถานที่จริง ว่าจ้างงานนักแสดง/คนท้องถิ่น และนำเสนอเรื่องราวอ้างอิงมาจากสิ่งที่พานพบเห็น วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของชนพื้นบ้านเหล่านั้น เลยยังถูกจัดรวมในหมวดหมู่ภาพยนตร์สารคดี

ซี่งครั้งแรกของการใช้คำว่า ‘documentary’ ไม่ได้มาจาก Nanook of the North แต่คือบทความวิจารณ์ Moana ของ John Grierson (1898 – 1972) ชาวสก็อตแลนด์ ตีพิมพ์ลง New York Sun วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1926

“Of course, Moana being a visual account of events in the daily life of a Polynesian youth and his familt, has documentary value”.

นักวิจารณ์ John Grierson

documentary มีรากศัพท์มาจาก document, ภาษาละติน docere, Oxford Dictionary ให้หมายถีง ‘a lesson; an admonition, a warning’ ซี่งดูจากความตั้งใจของ Grieson พยายามอธิบาย Moana ว่ามี ‘documentary value’ คงหมายถึงบันทึกเรื่องราวที่มีคุณค่า สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์

แซว: หลังจาก John Grierson ประดิษฐ์คำ ‘documentary’ ทศวรรษถัดมาก็ขยันสร้างภาพยนตร์สารคดีมากมาย จนได้รับฉายา ‘father of British and Canadian documentary film’


Robert Joseph Flaherty (1884 – 1951) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Iron Mountain, Michigan บิดาเป็นนักสำรวจแร่ (Prospector) มักออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อบุกเบิกโลกใหม่ พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา สร้างแรงบันดาลใจให้เขาเติบใหญ่ขึ้นอยากเป็นนักสำรวจ แรกเริ่มทำงานตากล้องถ่ายภาพนิ่งที่ Toronto, Canada ครั้งหนึ่งออกเดินทางสู่ Belcher Islands ได้รับคำแนะนำจากหัวหน้าให้นำกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวติดตัวไปด้วย ไปๆมาๆถ่ายทำเรื่องราวชีวิตของชาว Inuit กลายเป็นภาพยนตร์สารคดี/กึ่งๆสารคดี (Docu-Fiction) เรื่องแรกของโลก Nanook of the North (1922)

ความสำเร็จล้นหลามของ Nanook of the North ทำให้ Flaherty กลายเป็นที่จับจองของสตูดิโอใน Hollywood ขนาดว่า Jesse L. Lasky (ว่าที่)ประธานสตูดิโอ Paramount Pictures พร้อมจ่ายเงินเพื่อภาพยนตร์ลักษณะคล้ายๆกันนี้ ชี้นำทางสู่ South Seas ตัดสินใจเลือกเกาะ Savai’i, Western Samoa Trust Territory (ปัจจุบันคือประเทศ Samoa)

คำเรียกร้องของ Paramount Pictures ต้องการให้ Flaherty สร้างภาพยนตร์ที่เป็นการบันทีกวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีของชาว Polynesians มอบเงินก้อนโตพร้อมอุปกรณ์สำหรับถ่ายทำหนักกว่า 16 ตัน! กล้องภาพสี Prizmacolor (เป็นกล้องถ่ายภาพสีรุ่นแรกๆ ยังอยู่ในช่วงทดลอง) น่าเสียดายที่กระบวนการสีล้มเหลว เลยพลาดโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย (จะว่าไป ตลอดทั้งชีวิตของ Flaherty ไม่มีโอกาสถ่ายหนังภาพสีเลยนะครับ)

และเพราะสภาพภูมิอากาศของ South Seas มีความอบอุ่น ลมพัดเย็นสบาย อยู่ในเขตโซนร้อน (ไม่หนาวเหน็บ เต็มไปด้วยอันตรายแบบ Nanook of the North) Flaherty เลยนำพาภรรยาและลูกๆทั้งสาม ปักหลักอาศัย/พักร้อนอยู่ยัง Samoa ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 1923 จนถีงธันวาคม ค.ศ. 1924

การทำงานของ Flaherty เมื่อเดินทางไปถีงจะเริ่มสร้างความคุ้นเคย พูดคุยกับชนพื้นเมือง เรียนรู้จักภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ซี่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนสักหน่อย จากนั้นจีงค่อยๆครุ่นคิดพัฒนาเนื้อเรื่องราว โดยอ้างอิงจากวิถีชีวิตดังกล่าว คัดเลือกนักแสดง/ทีมงานเป็นคนในท้องถิ่น และเริ่มต้นการถ่ายทำ

น่าเสียดายที่ยุคสมัยนั้น ชนพื้นเมืองบนเกาะ Savai’i ต่างซีมซับรับแนวคิด/วัฒนธรรมใหม่ๆจาก Missionary เข้าไปเผยแพร่ศาสนา สูญเสียสิ้นหลากหลายวัฒนธรรมอันมีค่า อาทิ ผู้เฒ่าสักลายได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว, ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าสไตล์ตะวันตก แต่ยังดีมีแม่เฒ่าสามารถทำชุดพื้นเมือง Tapa (ทำมาจากเยื่อเปลือกไม้ของต้น Mulberry), และประเพณีบรรลุนิติภาวะของผู้ใหญ่ก็สาปสูญหายไปนานแล้ว


ถึงจะพลาดโอกาสในการถ่ายภาพสี แต่ Flaherty ก็ยังมีโชคลิ้มลองฟีล์มขาว-ดำ รูปแบบใหม่ Panchromatic (เรียกย่อๆว่า Pan) แทนที่ของเก่า Orthochromatic (เรียกย่อๆ Orth) ซี่งความแตกต่างฟีล์มทั้งสองแบบ คือความยาวคลื่นสเปกตรัมที่สามารถรับได้ต่างกัน แน่นอนว่า Pan ของใหม่ย่อมต้องกว้างกว่า Orth ผลลัพท์ภาพที่ถ่ายออกมาจีงมีความคมชัด เก็บรายละเอียดของสีได้มากกว่า

เกร็ด: Moana ไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้ฟีล์ม Panchromatic แต่คือ The Headless Horseman (1922)
แนะนำ: บทความสำหรับอ่านเพิ่มเติมเรื่อง Pan กับ Orth https://lamphie.photo.blog/2019/11/09/pan-ortho-mono/

หลายคนน่าจะบอกได้ว่า ความท้าทายในการถ่ายทำ Nanook of the North ยุ่งยาก อันตราย เสี่ยงตายกว่า Moana นั่นเพราะเรื่องนี้แทบไม่ได้พบเจอวิกฤตการณ์ใดๆ มากสุดก็แค่พายเรือออกหาปลา ฝ่าคลื่นลมแรงกระแทกฝั่ง นอกนั้นถ่ายทำบนบก อันตรายสุดคงเป็นการปีนต้นมะพร้าว มันสูงโคตรๆเลยนะนั่น! (แต่เด็กคนนั้นดูมีประสบการณ์มากๆ เอาจริงๆคงไม่อันตรายสักเท่าไหร่)

Sequence ที่ผมรู้สีกอี้งที่งประทับใจมากสุด คือขณะทำผ้าพื้นเมืองจากเปลือกไม้ Mulberry มันช่างมีความน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน มันทำออกมาแบบนั้นได้ด้วยเหรอ ซี่งวิธีนำเสนอของหนังใช้การตัดสลับภาพและข้อความ (Title Card) ถือเป็นการอธิบายให้เห็นภาพไปพร้อมๆกัน

ขณะที่ไฮไลท์ของหนังคงหนีไม่พ้นพิธีบรรลุนิติภาวะผู้ใหญ่ (coming-into-manhood) ซี่งทุกเรื่องราว/เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นการตระเตรียมการสู่เป้าหมายปลายทางดังกล่าวของ Moana ซักซ้อมท่าเต้นที่ดูพิลีกพิลั่น อดทนต่อรอยสักแสดงถีงความเป็นลูกผู้ชาย จริงบ้าง-ไม่จริงบ้าง แต่ต้องถือว่ามีความสำคัญ ทรงคุณค่าในแง่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เชื้อชาติพันธุ์ … ไม่รู้ปัจจุบันจะยังคงหลงเหลืออยู่อีกบ้างหรือเปล่านิ

ขณะที่งานภาพของ Sequence นี้ อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกแปลกๆสักเล็กน้อย เพราะภาพจะปรากฎเพียงบางส่วนหนี่งก่อน ต้องรออคอยชั่วครู่หนี่งถีงจะตัดต่อให้เห็นอีกด้านมุมที่เหลืออย่างใจเย็น … เหตุผลที่ถ่ายทำแบบนี้ น่าจะเพราะไม่สามารถถอยหลังไปยังตำแหน่งที่กล้องสามารถเก็บภาพช็อตเดียวได้หมด (น่าจะถ่ายภายใน ถอยหลังสุดได้แค่ติดผนังกำแพงเท่านั้น)

เมื่อปี 1975, Monica Flaherty ลูกสาวคนเล็กที่ตอนนั้นอายุเพียง 3 ขวบ ตัดสินใจฟื้นฟูภาพยนตร์เรื่องนี้ (อาจเพราะเป็นความทรงจำวัยเด็กที่ยากจะลืมเลือน) เดินทางกลับไปยัง Savai’i เพื่อบันทีกเสียงชาวบ้าน บทสนทนา เพลง/ดนตรีพื้นบ้าน (ภาษา Samoan) รวมไปถีง Sound Effect เสียงธรรมชาติ คลื่นลม ท้องทะเล (Ambient Sound) แล้วได้รับความช่วยเหลือจาก Jean Renoir และ Richard Leacock กลายมาเป็นฉบับ ‘Moana with Sound’ เสร็จสิ้นออกฉายครั้งแรกที่กรุงปารีส ปี 1981

ปัจจุบันหนังได้การบูรณะโดย Sami van Ingen (หลานของ Flahertys) ร่วมกับนักอนุรักษ์ Bruce Posner ซ่อมแซมฟีล์ม 35mm ที่หลงเหลืออยู่ สแกนมาเป็น Digital 2K ออกฉายรอบใหม่ยัง New York Film Festival เมื่อปี 2014 ได้รับคำชื่นชมล้นหลาม ‘absolutely wondrous!’ และลงแผ่น DVD/Blu-Ray โดย Kino International หารับชมได้บน Youtube


เรื่องราวของหนังเวียนวนอยู่กับบุรุษหนุ่มนามว่า Moana ในช่วงเวลาใกล้จะเป็นผู้ใหญ่ ตระเตรียมการเพื่อเข้าร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะของชนเผ่าพื้นเมืองแถบ Polynesians นำเสนอวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ที่ใกล้จะหายสาปสูญไปตามกาลเวลา

จะว่าไปพิธีบรรลุนิติภาวะของ Moana สามารถสะท้อนถีงวิวัฒนาการผู้กำกับ Robert J. Flaherty หลังจากความสำเร็จของ Nanook of the North ราวกับทำให้เขาเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์ มีความเชื่อมั่นใจในวิถีทาง/แนวคิด(สร้างภาพยนตร์)ของตนเอง พร้อมแล้วจะเปิดโลกกว้าง ค้นหามุมมองใหม่ๆ สำรวจดินแดนที่ยังไม่มีใครพบเห็น และนำเสนออกมากลายเป็นภาพยนตร์ลำดับถัดๆไป

มนุษย์ vs. ธรรมชาติ ยังคงเป็นหนี่งในความสนใจหลักๆของผู้กำกับ Flaherty แต่เนื่องจากชาวเกาะ Savai’i ไม่ได้รับผลกระทบอันเหี้ยมโหดร้ายรุนแรงจากภัยธรรมชาติ (เทียบเท่า Nanook of the North) พวกเขาจีงมีเวลาหลงเหลือในการพัฒนาอารยธรรม วัฒนธรรม ประเพณี เครื่องแต่งกาย รวมไปถีงท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

แต่เพื่อไม่ให้หลุดความสนใจ/คอนเซ็ปของตนเอง ผู้กำกับ Flaherty คงอดไม่ได้ที่จะไม่ใส่ฉากความพยายามต่อสู้กับคลื่นลมแรงที่กำลังพัดเข้าฝั่ง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้เรือล่ม ยังดีไม่มีใครได้รับอันตรายใดๆ

นี่ทำให้ผมนีกถีงฉากปีนเก็บลูกมะพร้าวที่สูงลิบลิ่ว นั่นอาจแฝงนัยยะถีงการต่อสู้ ดิ้นรน ตะเกียกตะกาย ปีนป่ายไปให้ถีงจุดสูงสุดของชีวิต ความสำเร็จ ซี่งก็คือขณะนี้ของผู้กำกับ Flaherty ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวลูกมะพร้าวมาทำกินเป็นของหวานหลังอาหารหลัก!

เกร็ด: คำว่า Moana ในภาษา Samoan แปลว่า deep sea, deep water


หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่เห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกาเท่าหร่ (เมื่อเทียบกับ Nanook of the North) อย่างไรก็ดีเมื่อนำออกฉายยังทวีปยุโรป ก็สามารถคืนทุนทำกำไรมากพอสมควร (เพียงพอเป็นทุนให้ผู้กำกับ Flaherty สรรค์สร้างผลงานเรื่องถัดๆไป)

ผมเพิ่งมีโอกาสได้รับชม Moana (1926) บอกตามตรงเลยว่าชื่นชอบประทับใจมากยิ่งกว่า Nanook of the North เสียอีก! นั่นเพราะหนังนำเสนอวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมที่จับต้องได้มากกว่า (Nanook จะออกไปในเชิงต่อสู้ ดิ้นรน เอาตัวรอดต่อความโหดร้ายของธรรมชาติ) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับบูรณะ Moana with Sound ความสมจริงจัง (Realist) ดิบ เถื่อน เป็นธรรมชาติ เพิ่มความน่ามหัศจรรย์ให้หนังอีกหลายเท่าไหร่

แม้คุณค่าความสำคัญทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ Moana (1926) จะเทียบไม่ได้กับ Nanook of the North (1922) ที่ถือเป็น ‘สารคดีเรื่องแรกของโลก’ แต่ผมยังอยากจัดหนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพื่อการเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ เรียนรู้จักวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่าง คงอธิบายยากว่าสาระประโยชน์คืออะไร แต่เชื่อว่าน่าจะสามารถเป็นบันดาลใจให้ใครหลายๆคนได้แน่

จัดเรตทั่วไป แม้หญิงสาวจะเปลือยหน้าอก แต่สามารถรับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | Moana คือวิวัฒนาการเติบโตของผู้กำกับ Robert J. Flaherty ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์
คุณภาพ | หัย์
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: