Modern Times (1936)

Modern Times

Modern Times (1936) hollywood : Charlie Chaplin ♥♥♥♥♡

หนังเงียบเรื่องสุดท้ายของ Charlie Chaplin กับช่วงเวลา Great Depression หลังจากจบสงครามโลกที่ตัวละคร Tramp พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด จากโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคอุตสาหกรรม นี่เป็นหนังเสียดสี สะท้อนมุมมองของโลกทุนนิยมได้อย่างเจ็บปวดและเจ็บแสบ ทำให้ผมจัดหนังเรื่องนี้ ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’

เดิมทีหนังเรื่องนี้ Chaplin ตั้งใจจะให้เป็นหนัง ‘พูด’ เรื่องแรกของเขา ที่ถึงขนาดลงทุนเขียนบทสนทนาไว้แล้ว แต่ตัดสินใจทำเป็นหนังเงียบเพราะตัวละครที่เขาเล่นยังเป็นคนพเนจร (Tramp) คงไม่เป็นการดีแน่ถ้าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวละครที่ใครๆยังคงจดจำได้, กระนั้นหนังก็มีเสียง Sound Effect เสียงพูดของตัวละครบางตัว และเสียงร้องเพลงของตัวละคร Tramp จะว่าเป็นกึ่งเงียบกึ่งพูด (Half Silent, Half Talkie), ผมอ่านเจอในเกร็ดหนังว่า Modern Times ไม่ใช่แค่หนังเงียบเรื่องสุดท้ายของ Chaplin เท่านั้นนะครับ แต่ยังเป็นหนังเงียบเรื่องสำคัญสุดท้ายที่ Hollywood สร้างขึ้นในยุคนั้น, ตัวอักษรสุดท้ายที่ปรากฎขึ้นมา “Buck up – never say die! We’ll get along.” คือประโยคปิดท้าย Dialogue Title Card ของยุคหนังเงียบ

ผมไปเจอบทวิเคราะห์จากบล็อคหนึ่งใน Nation และรู้สึกว่าเจ้าของบล็อคอธิบายหนังในมุมเศรษฐศาสตร์ได้น่าสนใจมากๆ ซึ่งผมจะพยายามไม่พูดถึงประเด็นที่ซ้ำกันนะครับ ตามไปอ่านได้ที่

LINK: http://www.oknation.net/blog/hesse004/2008/09/18/entry-1

หลังจากเดินสายโปรโมทหนังเรื่อง City Lights, Chaplin ได้แรงบันดาลใจสำหรับ Modern Times จากสถานการณ์ เหตุการณ์ โรคระบาดที่เกิดขึ้นในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 คือ The Great Depression ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 20s ลามมาจนถึง 30s เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัว และหุ้นเริ่มตกราวๆกันยายน 1929, วันที่ 29 ตุลาคม 1929 หรือ Black Tuesday หุ้นในตลาดทั่วโลกต่ำลงจนถึงขีดสุด (Stock Market Crash) ผลกระทบที่เกิดจาก Great Depression นี้ลากยาวไปจนถึงช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลกระทบจากมูลค่าหุ้นที่ตกลงจนไร้ค่า ส่งผลให้ราคาสินค้าตกต่ำลง แต่แทนที่ผู้คนจะรู้สึกดี บริษัทต่างต้องปลดพนักงานออก ในอเมริกามีคนตกงานเพิ่มถึงร้อยละ 25 บางประเทศถึงขนาดครึ่งต่อครึ่ง

มีครั้งหนึ่งที่ Chaplin ได้มีโอกาสสนทนากับ Mahatma Gandhi ผู้นำของอินเดียในสมัยนั้นเกี่ยวกับเรื่อง Modern Technology, ซึ่ง Chaplin ไม่เข้าใจว่าทำไม Gandhi ถึงแสดงความคิดต่อต้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ “เครื่องยนต์กลไกเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือการแสวงหากำไร ซึ่งจะส่งผลให้คนงานถูกไล่ออก และทำให้ชีวิตพวกเขาจะตกต่ำลง, ทั้งๆที่เทคโนโลยีควรจะช่วงสร้างความเจริญ ยั่งยืนให้กับมนุษยชาติ”

I grant that machinery with only the consideration of profit has thrown men out of work and created a great deal of misery, but to use it as a service to humanity … should be a help and benefit to mankind.

โดยไม่รู้ตัว Chaplin เอาคำพูดของ Gandhi มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ เขาได้อ่านหนังสือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์หลายเล่ม และหาข้อสรุปเพื่อเป็นแนวทางของตนเองขึ้นมา โดยสร้างหนังเรื่องนี้ในแนวคิด Utopian Idealism ให้ความสำคัญกับ ‘การทำงาน’ มากกว่า ‘ผลประโยชน์’ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า การตกงานประเด็นสำคัญของสังคม “Unemployment is the vital question . . . Machinery should benefit mankind. It should not spell tragedy and throw it out of work.” เครื่องจักรควรสร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์ชาติ ไม่ใช่ก่อให้เกิดหายนะหรือเพื่อไล่คนออกจากงาน, ใจความของหนัง จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ อุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์-เครื่องจักร และสมดุลระหว่างการใช้ชีวิต-ทำงาน-และแสวงหาความสุข “The story of industry, of individual enterprise – humanity crusading in the pursuit of happiness.”

การถ่ายทำหนังเริ่มต้นเมื่อตุลาคม 1934 โดยปกติหนังเงียบจะใช้กล้องที่ความเร็ว 18 fps (ภาพต่อวินาที) นี่คือความเร็วที่เรียกว่า Silent Speed ซึ่งหนังสมัยใหม่จะมีความเร็วภาพที่ 24 fps และถูกเรียกว่า Sound Speed, Chaplin และตากล้องขาประจำ Roland Totheroh ตัดสินใจถ่ายหนังด้วยความเร็วของ Silent Speed และฉายในเครื่องฉายความเร็ว 24 fps ซึ่งทำให้ภาพที่เราเห็นเร็วขึ้นกว่าปกติ, หนังประเภทนี้ภาษาอังกฤษมีคำเรียกว่า slapstick คำนี้แปลเป็นภาษาไทยไม่ตรงเท่าไหร่ (แปล. การเล่นตลกโปกฮาอย่างไม่มีศิลปะ) ถ้าแปลจากความหมายภาษาอังกฤษจะได้ว่า การเล่นตลกที่มีความงุ่มง่ามอย่างจงใจและเหตุการณ์น่าขายหน้าที่ขบขัน (comedy based on deliberately clumsy actions and humorously embarrassing events.)

ผมสังเกตุหนังของ Chaplin และ Keaton แทบทุกเรื่อง ฉากที่เราหัวเราะกันจนท้องแข็ง ภาพที่เห็นมักไม่ใช่ภาพที่ความเร็วปกติ แต่เป็นความเร็ว Silent Speed ที่เล่นด้วยความเร็ว Sound Speed ทำให้เห็นภาพเร็วเกินจริง ซึ่งมันได้สร้างจังหวะที่ลงตัว มีความสนุก รวดเร็ว ตื่นเต้น, อย่างใน Modern Times ฉากต้นเรื่องที่ Tramp บิดไขควงในโรงงาน ฉากนี้ใช้ Silent Speed แน่นอนเพราะมันดูเร็วผิดปกติมากๆ ถ้าคุณลอง Slow Forward ให้ช้าลงสัก 2 เท่า ก็จะได้ความเร็วปกติของหนังยุคเงียบ เชื่อว่าความรู้สึกของคุณจะเปลี่ยนไปเลย มันช้า อืดอาด (เหมือนดูภาพสโลวโมชั่น) พอถึงจุดที่ควรฮา คุณก็อาจหัวเราะไม่ออกแบบดูหนังด้วย Sound Speed ก็เป็นได้

Paulette Goddard นักแสดงนำหญิงและเป็น 1 ใน 4 ภรรยาของ Charlie Chaplin ทั้งสองปิ้งตอน Goddard เซ็นสัญญากับ MGM เมื่อปี 1932 สื่อสมัยนั้นให้ความสนใจ เกาะติดเรื่องราวของทั้งสองเป็นอย่างมาก ได้แต่งงานกันในปี 1936, เมื่อ Chaplin เลือกเธอให้นำแสดงใน Modern Times บท The Gamin หญิงสาวกำพร้าที่หนีจากผู้รับเลี้ยงกลายมาเป็นสหายของ Tramp การแสดงของเธอได้รับการยกย่องมากว่าเข้าขากับ Tramp ได้สมเกียรติที่สุด, Goddard ได้เล่นหนังของ Chaplin อีกเรื่องคือ The Great Dictator (1940) และเลิกกันในปี 1942

ในฉากที่ตัวละคร Tramp ถูกกลืนกินเข้าไปในเครื่องจักร (เครื่องจักรเป็นตัวแทนของทุนนิยม), เครื่องจักรทั้งหลายทำมาจากไม้และยาง ไม่ใช่เหล็กนะครับ (ประหยัดงบได้เยอะอยู่) ซึ่งขณะที่ Chaplin ต้องกลิ้งเกลือกเข้าไป มันทรมานมาก จนเขาไม่อยากเข้าไปอีก ทำให้ในหนังเราเห็นเขาเข้าไปครั้งเดียว ส่วนขากลับใช้การตัดต่อแบบย้อนกลับ (Edited Backward) จะได้ไม่ต้องถ่ายอีกรอบ

Production Code ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1930 ออกกฎห้ามปรากฏหรือใช้ ‘สิ่งเสพติด’ ทุกชนิดในหนัง แต่กับ Modern Times มีฉากหนึ่งในคุก ที่ดูก็รู้ว่าตัวละคร Tramp เผลอเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเกลือ กินอะไรสักอย่างเข้าไปแล้วเกิดอาการบ้าคลั่ง, ผมก็ไม่รู้ฉากนี้ผ่านกอง Censor ได้ยังไงนะครับ คงเพราะจุดประสงค์ของการใช้ ที่ไม่ได้ใช่เพื่อเสพย์ และผลของการใช้ กลายเป็นมีประโยชน์ ไม่ได้กระทำอะไรที่ดูรุนแรง, เคยมีหนังสั้นของ Chaplin ที่มีการพูดถึงการใช้สารเสพติดเรื่อง Easy Street (1917) มาก่อนหน้านี้ด้วยนะครับ

กับคนที่ถูกกลืนกินในระบอบทุนนิยม หนังได้เปรียบเปรยวิธีการออกจากระบอบนี้ อาทิ
1. กลายเป็นคนบ้า (ถูกไล่ออกจากงาน)
2. ติดคุก
3. ติดยา
และอีกวิธีหนึ่งคือ “ติดสาว”

กับคนที่ตกงาน เมื่อไม่มีอะไรจะกินพวกเขาก็จะกลายเป็น โจร, ฆาตกร, ชวนคนอื่นประท้วงหยุดงาน (จะได้ตกงานเหมือนกัน), ผมมีข้อสังเกตหนึ่ง เมื่อใดตามที่คนตกงานตกหลุมหลงรักหญิงสาว พวกเขาก็มักจะกลับตัวเป็นคนดีได้ และมักจะพยายามหาทางกลับเข้ามาสู่ระบบทุนนิยมนี้ใหม่ แต่ก็มักจะล้มเหลวไม่เป็นท่า กลับไปอะไรๆไม่ดีอีก

ฉากที่ Tramp เล่นสเก็ตปิดตาในห้างสรรพสินค้า ที่เราต่างเสียวกันหนักหนา กลัวว่าถ้าพลาดตกลงไปอาจจะถึงตายได้ เห็นว่า Chaplin ซ้อมเล่นสเก็ตให้คล่องอยู่ถึง 8 วัน (เพราะเขาใช้ผ้าปิดตาจริงๆ) แต่แท้จริงแล้ว ฉากนี้ที่เราเห็นเป็นภาพวาดนะครับ ไม่ได้เป็นแบบที่เราเห็นจริงๆ, เคยเห็นกันไหมเอ่ย ภาพวาด 2 มิติที่ดูเหมือน 3 มิติ มองเห็นความลึก จนนึกว่ายืนอยู่ริมหน้าผา แต่จริงๆแค่ภาพวาดสองมิติธรรมดาๆเท่านั้น

พระนางในหนังของ Chaplin มักจะเติมเต็มและตรงข้ามกันเสมอ ในหนังเรื่องนี้ Tramp เริ่มจากเป็นคนทำงานแล้วตกงาน ส่วนนางเอก The Gamin เป็นหญิงสาวที่โตขึ้นไม่เคยทำงาน, Tramp หางานใหม่แล้วตกงานซ้ำแล้วซ้ำอีก เข้าคุกซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ The Gamin ไม่เคยเข้าคุก ไม่เคยทำงาน จนกระทั่งช่วงท้ายที่เธอ(น่าจะ)ตกหลุมรัก Tramp เป็นครั้งแรกที่เธอทำงาน และถูกไล่ออก(ในตอนจบ) นั่นทำให้เธอหงุดหงิดอย่างมาก ผิดกับ Tramp ที่ได้งานตกงานอยู่เรื่อยๆจนไม่คิดมากอะไรแล้วเรื่องนี้, ถ้าคุณเป็นคนที่เพิ่งตกงานครั้งแรก ก็มักมีลักษณะคล้ายๆนางเอก แต่ถ้าตกงานบ่อยแล้วก็จะเป็นแบบ Tramp ให้ดูแบบตรงกันข้ามแล้วเข้าใจกันนะครับ

คนเรา ตราบยังไม่ตายก็ต้องดิ้นรนสู้ชีวิตต่อไป โอกาสย่อมมีเข้ามาหาเสมอ ถ้าคุณมี ‘ความสามารถ’ หรือมี ‘คนรู้จัก’ มี ‘เส้นสาย’ หรือ ‘คนที่ช่วยสนับสนุน อุปถัมภ์’ และเป็นคนนิสัยดี ยังไงก็สามารถเอาตัวรอด เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

หนังถ่ายทำเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1935 รวมเวลา 10 เดือน โดยเฉลี่ยถือว่าน้อยนะครับสำหรับหนังที่ Chaplin เล่นเอง เขียนบทเอง กำกับเอง (ปกติหนังเต็มเรื่องที่สร้างเองขั้นต่ำก็ 2-3 ปี)

ปกติหนังของ Chaplin จะตัดต่อเองด้วย แต่หนังเรื่องนี้ให้ Willard Nico เป็นคนตัดต่อ (คงเพราะ Chaplin ไม่ต้องการยุ่งกับฟีล์มและเครื่องฉายยุคใหม่ ถ้าเป็นหนังเงียบเขาจะตัดต่อเองได้หมด) ซึ่งดูแล้ว Chaplin เอาเวลาที่แต่เดิมตัดต่อหนัง ไปทำ Sound Effect และเขียนเพลงประกอบ ซึ่งเขาทุ่มเทเวลาให้กับ Post-Production ของหนังอย่างมาก

เพลง Je cherche après Titine (แปลว่า I’m looking for Titne) ที่เราจะได้ยินเสียงร้องของ Tramp ทำนองแต่งโดย Léo Daniderff เมื่อปี 1917 เป็นเพลงร้องเล่นล้อเลียน (parody song) ภาษาฝรั่งเศส ลองฟังต้นฉบับนะครับ

ต้นฉบับเองก็สู้กับที่ Chaplin ร้องประกอบหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ฟังไม่รู้เรื่องว่าร้องอะไร (gibberish song), Chaplin จงใจใช้ส่วนผสมของหลายภาษาในเพลงนี้ อาทิ English/French/Italian/Spanish เพื่อแสดงถึงความเป็นสากลของตัวละครและภาษา ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจเนื้อร้อง ก็สามารถทำความเข้าใจได้โดยการอ่านภาษามือและท่าทางของ Chaplin ได้, ผมพยายามหาคำแปลของเพลงแล้วนะครับ คนที่ฟังอิตาเลี่ยนออก เขาบอกไม่ได้พูดแบบนี้ คนฟังสเปนออกก็บอกแปลไม่ได้ สรุปคือเพลงมันมั่วๆ มโนขึ้นมา ไม่มีความหมายอะไรเลยนะครับ แค่เอาให้มันฟังแล้วคล้องจองกันเเท่านั้น

เพลงประกอบหนังตอนจบชื่อ Smile เป็นช่วงเวลาที่ทำให้คุณรู้สึกอิ่มเอิบ มีความหวัง และอาทำให้น้ำตาซึมๆได้, ในหนัง 3 เรื่องที่ดังที่สุดของ Chaplin ล้วนแต่มีตอนจบที่ “ให้มีความหวัง” ทั้งนั้น ซึ่ง The Gold Rush และ City Lights จบที่มีความหวังในรัก แต่ Modern Times คือความหวังในการมีชีวิต ถ้ายังไม่ตายก็ยังสู้ต่อไป, คำพูดสุดท้ายในหนัง และคำพูดสุดท้ายของ The Trump อ่านปากได้ว่า “Smile! C’mon!” แล้วทั้งสองก็ออกเดินต่อไปบนถนนที่ยาวไกล

ตอนจบเดิมของหนังนั้น เห็นว่าตัวละครของ Chaplin ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการสติแตก (nervous breakdown) และนางเอกก็ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล (เธอกลายเป็นแม่ชี) ฉากนี้มีฟุตเทจเก็บไว้ถึงปัจจุบันด้วยนะครับ ใครที่ซื้อพวกแผ่น Collection จะมี Alternate Ending ของหนังแถมด้วย, เหตุที่ Chaplin ตัดออกจากหนังก็ตรงๆเลย เพราะเขาต้องการให้ตอนจบที่ดูมีความหวัง

ผมหาคลิป Alternate Ending ให้ดูไม่ได้นะครับ มีแต่ภาพ เผื่อใครอยากเห็นว่าเป็นยังไง กดเข้าไปดูได้เลย

LINK: http://photo.charliechaplin.com/images/947-Modern-Times-p-247-jpg

ตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่า Modern Times จะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของ Silent Era จริงๆ ซึ่งการจบที่เรื่องนี้ ผมรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์มากนะครับ เพราะหนังไม่ได้สะท้อนแค่ความเปลี่ยนแปลงของโลกสู่ยุคอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงจุดสิ้นสุดของภาพยนตร์ยุคหนังเงียบอันล้าหลัง สู่เทคโนโลยีแห่งยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนไป, ผมมาคิดดู ทำไมถึงไม่มี ยุคหนังเงียบภาพสี ทั้งๆที่เรามียุคหนังเงียบ, ยุคหนังพูด, ยุคหนังภาพขาว-ดำ แล้วมายุคหนังสี เหมือนว่ามันข้ามยุคหนังเงียบที่เป็นภาพสีไป, คงเพราะว่าความเข้าใจเบื้องต้นของมนุษย์ (Common Sense) มีภาพแล้วต้องมีเสียง, ภาพอย่างเดียวคืองานศิลปะ รูปถ่าย, เสียงอย่างเดียวคือดนตรี คลาสสิค, ภาพยนตร์คือสื่อที่ประกอบด้วยภาพและเสียง โลกได้ผ่านยุคที่ภาพยนตร์ไม่มีเสียงมาแล้ว มันจึงไม่กลับไปสู่รากเหง้านั้นอีก เมื่อภาพขาวดำพัฒนามาเป็นภาพสี จึงไม่มีการย้อนกลับสู่แนวคิดเดิม, ผมให้ข้อสังเกต ยุคเปลี่ยนผ่านระหว่าง Silent Era มาเป็น Talkie Era กินเวลาไม่ถึง 10 ปี The Jazz Singer (1927) หนัง Talkie เรื่องแรก ถึงหนังเงียบเรื่องสุดท้าย Modern Times (1936), แต่หนังขาวดำมาเป็นหนังสีทั้งหมด กินเวลาหลายทศวรรษ เช่นนั้นจากภาพสีกลายเป็นดิจิตอลกลายเป็นสามมิติ ก็อาจจะถึงขั้นระดับศตวรรษ (100 ปี) ซึ่งผมขอพยากรณ์ไว้ว่าวงการภาพยนตร์ คงจะไม่มีวันจบสิ้นลงในช่วงอายุผมแน่ๆ

สาระสำคัญของหนังถือว่ามีความ Modern มาก ไม่ใช่แค่ยุคสมัยนั้น ตอนช่วงที่เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก ผมเห็นอาจารย์ในมหาลัยหลายแห่ง นำเอาหนังเรื่องนี้มาพูดวิเคราะห์สอนนักเรียน นักศึกษา เพื่อให้เห็นคุณค่าที่แท้จริงของการพัฒนาเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม ที่คือระบบที่น่าจะดีที่สุด ถ้าคนไม่แสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวมากเกินไป, ในแง่ของภาพยนตร์ นี่คือ Milestone เรื่องสุดท้ายของยุคหนังเงียบ ที่ถึงมันจะดูกึ่งๆพูดกึ่งๆเงียบ แต่ก็มีคุณค่า แสดงถึงความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ แบบนี้ไม่ให้จัด ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’ ได้ยังไงละ

ด้วยทุนสร้าง $1.5 ล้าน ที่แทบทั้งนั้นหมดไปกับการสร้างฉากในโรงงานที่ใหญ่โต และห้างสรรพสินค้าที่ไม่รู้สูงกี่ชั้น หนังทำเงินในอเมริกา $3.9 ล้าน ทั่วโลกอีกไม่รู้เท่าไหร่ ถือว่าประสบความสำเร็จนะครับ แต่ก็ไม่มีสตูดิโอไหนที่เสี่ยงทำหนังเงียบทุนสร้างมหาศาลเช่นนี้อีก

หนังติดอันดับ 74 จาก Top 100 of all time ของนิตยสาร Cahiers du cinéma
ติดอันดับ 81 จากการจัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time 1998
ติดอันดับ 78 จากการจัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time 2007
ติดอันดับ 22 จากการจัดอันดับ Sight & Sound: Director’s Poll 2012
และติดอันดับ 63 จากการจัดอันดับ Sight & Sound: Critic’s Poll 2012

แนะนำหนังกับทุกคนๆ ไม่จำกัดเฉพาะแฟนๆหนัง Charlie Chaplin, นักเรียนภาพยนตร์, หรือคนที่ชอบดูหนังเงียบ, นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน โดยเฉพาะหัวหน้างาน เจ้าของบริษัท ดูแล้วทำความเข้าใจ อย่าให้ตนกลายเป็นแบบในหนังนะครับ, จัดเรต General ดูได้ทุกเพศทุกวัย

TAGLINE | “Modern Times คือหนังเงียบเรื่องสุดท้ายของ Charlie Chaplin ในบท The Tramp ที่ยุคสมัย Silent Era พ่ายแพ้กับให้กับโลกยุคใหม่ Modern Era นี่เป็นหนังที่ดูเมื่อไหร่ก็ไม่เก่าเลยและต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of