Moi, un noir

I, a Negro (1958) French : Jean Rouch ♥♥♥♡

แม้เต็มไปด้วยข้อจำกัดยุคสมัย แต่ผู้กำกับ Jean Rouch ยังสามารถรังสรรค์สร้างสารคดีบันทึกวิถีชีวิตผู้อพยพชาว Nigerien เดินทางมาปักหลักใช้แรงงานอยู่ยัง Treichville, Abidjan เมืองหลวงประเทศ Côte d’Ivoire (Ivory Coast) ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ใกล้จะได้รับการปลดแอก ประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศส

Moi, un noir is, in effect, the most daring of films and the humblest. It may look like a scarecrow, but its logic is foolproof, because it is the film of a free man in the same way as Chaplin’s A King in New York. Moi, un Noir is a free Frenchman freely taking a free look at a free world.

Jean-Luc Godard

One of the first films, ethnographic or otherwise, that depicted the pathos of life in changing Africa…MOI, UN NOIR is a film that obliterates the boundaries between fact and fiction, documentary and story, observation and participation, objectivity and subjectivity.

Paul Stoller

นอกจาก Egypt และ Tunisia วงการภาพยนตร์ในทวีปแอฟริกาช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20th ช่างมีความเงียบเหงา เป่าสาก เพราะแทบทุกประเทศ(ในแอฟริกา)ล้วนตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดินิยม (Colonial Era) และเห็นว่าฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 ออกคำสั่งห้ามไม่ให้มีการบันทึกภาพ สรรค์สร้างภาพยนตร์ในประเทศอาณานิคม เพราะกลัวการแสดงออกทางการเมือง วัฒนธรรม อันจะนำไปสู่กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านจักรวรรดินิยม

แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม ประชาชนได้รับการศึกษาขั้นสูง ปัญญาชนแอฟริกันจึงรวมกลุ่มกันลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ต้องการปลดแอกจากสถานะอาณานิคม ทำให้พวกจักรวรรดินิยมจำต้องผ่อนปรนมาตรการหลายๆอย่าง จึงเริ่มมีผู้สร้างภาพยนตร์เดินทางสู่ทวีปแอฟริกาเพิ่มมากขึ้น อาทิ

  • Afrique 50 (1950) กำกับโดย René Vautier ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของฝรั่งเศสที่นำเสนอแนวคิด Anti-Colonialism ผลลัพท์ทำให้ Vautier ถูกจับขังคุกนานหนึ่งปี และหน้งโดนแบนห้ามฉายกว่า 40 ปี
  • Les statues meurent aussi (1953) แปลว่า Statues Also Die กำกับโดย Alain Resnais, Chris Marker, Ghislain Cloquet สามารถคว้ารางวัลหนังสั้น Prix Jean Vigo แต่ครึ่งหลังที่ทำการวิพากย์วิจารณ์ Colonialism ถูกแบนห้ามฉายนานกว่าสิบปี

Jean Rouch ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสนใจในวิถีแอฟริกัน สรรค์สร้างสารคดีที่ไม่ได้มุ่งเน้นการ Anti-Colonialism แต่พยายามนำเสนอวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ กระบอกเสียงเล็กๆให้ได้ยินกึกก้อง เป็นที่รับรู้ของนานาอารยะ ซึ่งนั่นสร้างความขัดแย้ง (Controversial) ครุ่นคิดเห็นต่างให้ทั้งชาวฝรั่งเศสและแอฟริกัน


ว่ากันตามตรงระหว่างที่ผมรับชม Mon, un noir (1958) ดูไปก็หงุดหงิดไป นี่มันสารคดียังไง? ทั้งมุมกล้อง ลีลาตัดต่อ รวมถึงการพากย์เสียงทับภายหลัง (Post-Synchronization) มันช่างดูไม่สมจริง ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นการจัดฉาก ลวงหลอกผู้ชม! แต่พอครุ่นคิดไปมาก็พลันนึกถึง Nanook of the North (1922) ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ภายหลังมีคำเรียกสารคดีประเภทนี้ว่า Docu+Fiction (ส่วนผสมของ Documentary+Fictional) เลยบังเกิดความตระหนัก เข้าถึงแนวทางของผกก. Rouch ที่ทำการประดิษฐ์คิดค้น สรรค์สร้างแนวทางภาพยนตร์ของตนเองขึ้นมา

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะให้การยินยอมรับ แม้สารคดีของ Rouch จะให้อิสระนักแสดงในการดั้นสด ครุ่นคิดพัฒนาเรื่องราวอย่างอิสระ แต่ถึงอย่างนั้นมุมกล้อง ลีลาตัดต่อ รวมถึงการพากย์เสียงทับภายหลัง นั่นคือข้อขัดแย้งที่ทำให้เกิดการถกเถียง (Controversial) ทำลายความสมจริง ฝืนธรรมชาติ แถมยังถูกตีตราจากบิดาแห่งวงการภาพยนตร์แอฟริกัน Ousmane Sembène

Ethnographic films have often done us harm. Because something is being shown, a certain kind of reality is being constructed, but we don’t see any kind of evolution. What I have against these films, and what I reproach Africanists for, is that you are looking at us like insects.

Ousmane Sembène

ปล. นี่ไม่ได้แปลว่า Sembène มีอคติใดๆต่อผกก. Rouch นะครับ เพราะบทสัมภาษณ์นี้มาจากการพูดคุยระหว่างทั้งสอง (Sembène กับ Rouch) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา และเห็นว่า Sembène ชื่นชอบประทับใจ Moi, un noir (1958) อย่างมากๆเสียด้วยนะ

One film that you made which I really like – which I have defended and which I will continue to defend – is Moi, un Noir (1958). In principle, an African could have made it, but none of us were in a position to do so at the time.

Ousmane Sembène กล่าวชื่นชม Mon, un noir (1958)

Jean Rouch (1917-2004) นักมานุษยวิทยา (Anthropologist) และผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris บิดาเป็นนักสำรวจ ทหารเรือ(ในช่วง WW1) พบเจอว่าที่ภรรยาระหว่างภารกิจขั้วโลกใต้ Antarctica, สำหรับบุตรชาย โตขึ้นร่ำเรียนวิศวกรรม École nationale des ponts et chaussées (National School of Bridges and Roads) จากนั้นได้รับมอบหมายให้ไปควบคุมงานก่อสร้างถนนหนทางยังประเทศ Niger ครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่า มีแรงงานหลายสิบเสียชีวิต พบเห็นพิธีกรรมไล่ผีสาง ปัดเป่าความชั่วร้าย นั่นทำให้เขาเกิดความสนใจในชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography)

หลังสงครามโลกครั้งที่สองเดินทางกลับฝรั่งเศส เข้าคอร์สเกี่ยวกับมานุษยวิทยา (Anthropologist) รวมถึงการถ่ายภาพยนตร์ ก่อนหวนกลับสู่ทวีปแอฟริกา ถ่ายทำสารคดีสั้นเรื่องแรกๆ Au pays des mages noirs (1947) แปลว่า In the Land of the Black Magi ได้รับการยกย่องเป็นผู้บุกเบิกวงการภาพยนตร์ “father of Nigerien cinema”

ปล. ถึงสารคดีสั้นเรื่องนี้จะไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ แต่ก็สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากนะครับ

ผลงานในยุคแรกๆของผกก. Rouch เพียงการบันทึกภาพวิถีชีวิต ผู้คน สภาพสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม นำเสนอออกมาในลักษณะ Ethnographic Film อาทิ In the Land of the Black Magi (1947), Initiation into Possession Dance (1949), จากนั้นจึงเริ่มครุ่นคิดมองหาแนวคิดอะไรใหม่ๆ ทำการผสมผสานเรื่องราวปรุงแต่งสร้างขึ้น Docu+Drama พัฒนากลายมาเป็น Ethno+Fiction (ส่วนผสมของ Ethnographic+Fiction) เริ่มต้นกับ The Mad Masters (1955), Mon, un noir (1958), La pyramide humaine (1961) ฯ

สำหรับ Mon, un noir (1958) แปลตรงตัว Me, a Black (people) ใช้ชื่ออังกฤษ I, a Negro จุดเริ่มต้นเกิดจากผกก. Rouch มีโอกาสพบเจอ Oumarou Ganda ชายหนุ่มชาว Nigerian ที่เพิ่งเสร็จภารกิจทหาร เดินทางกลับจากสงคราม First Indochina War (1946-54) แล้วอพยพย้ายสู่ Côte d’Ivoire (Ivory Coast) เพื่อมองหางานทำ

I followed a small group of young Nigerian émigrés to Treichville, a suburb of Abidjan, and suggested they make a film where they could do and say anything. So we improvised a film.

Jean Rouch

Oumarou Ganda (1935-81) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ Nigerien เกิดที่ Niamey, Niger ชาติพันธุ์ Djerma, หลังเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน พออายุ 16 อาสาสมัครทหาร French Far East Expeditionary Corps เข้าร่วมสงคราม First Indochina War (1946-54) พอปลดประจำการกลับมาอาศัยอยู่ Niamey แต่กลับหางานทำไม่ได้ เลยอพยพย้ายสู่ Côte d’Ivoire ทำงานเป็นคนขนของ (Longshoreman) ท่าเรือ Abidjan ทำให้มีโอกาสพบเจอผู้กำกับ Jean Rouch กลายเป็นตัวประกอบสารคดี Zazouman de Treichville (1957) และแจ้งเกิดภาพยนตร์ Moi, un Noir (1958)

เรื่องราวของสารคดี Mon, un noir (1958) เกาะติดหนึ่งสัปดาห์ของ Ganda เรียกตัวเองว่า Edward G. Robinson (ตามชื่อนักแสดง Hollywood คนโปรด) และพวกพ้องผู้อพยพชาว Nigerien ที่อาศัยอยู่ชุมชนสลัม Treichville, Abidjan วันจันทร์ถึงศุกร์ทำงานเหน็ดเหนื่อย เช้าชามเย็นยาม สวมใส่เสื้อผ้าขาดๆ หลับนอนข้างถนน เฝ้ารอคอยการมาถึงของเสาร์และอาทิตย์ ช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อย ดื่มด่ำ ร่ำนารี มองหาคู่ชีวี

เกร็ด: ทุกตัวละครจะมีชื่อเล่นอย่าง Edward G. Robinson, Eddie Constantine, Tarzan, Petit Jules, Dorothy Lamour ฯ เพื่อแสดงถึงความเพ้อใฝ่ฝัน อยากได้อยากมี อยากเป็นอย่างบุคคลที่โปรดปราน

หลังเสร็จจาก Mon, un noir (1958) ทำให้ Ganda ตัดสินใจหวนกลับ Niamey (ตามคำรำพันที่เพ้อไว้ตอนจบ) แล้วมีโอกาสเข้าร่วม Franco-Nigerien Cultural Center ฝึกฝนเรียนรู้งานภาพยนตร์ กลายเป็นผู้ช่วยฝ่ายเทคนิค ตามด้วยเขียนบท กำกับหนังเรื่องแรก Cabascabo (1968), โด่งดังกับ Le Wazzou Polygame (1970), Saïtane (1972), L’Exilé (1980) ฯ


ถ่ายภาพโดย Jean Rouch ใช้กล้องขนาดเบา Kodachrome ฟีล์ม 16mm เทคโนโลยีสี Eastmancolor ที่สามารถแบกขึ้นบ่า เดินไปเดินมา ‘unchained camera’ ไม่มีอุปกรณ์บันทึกเสียง เมื่อได้ฟุตเทจเพียงพอเข้าสู่กระบวนการตัดต่อ (Post-Production) ถึงให้นักแสดงพากย์เสียงทับ พร้อมกับบันทึกเสียงเพลงประกอบ (Post-Synchronization)

ถึงผกก. Rouch จะกล่าวอ้างว่าไม่ได้ครุ่นคิด สร้างเรื่องราวใดๆขึ้นมา ทั้งหมดเกิดจากการสังเกต ติดตาม ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลในความสนใจยาวนาน 6 เดือน! (ต่อเนื่องมาจากโปรเจคก่อนหน้า Zazouman de Treichville (1957)) แต่เวลาถ่ายทำจริงนั้นกลับพบเห็นทิศทาง มุมกล้อง องค์ประกอบภาพ โดยเฉพาะโคลสอัพใบหน้าตัวละคร ล้วนมีการวางแผนเป็นเรื่องเป็นราว เป็นมืออาชีพ บทพูดสนทนาก็เฉกเช่นเดียวกัน!

คนที่มีความเข้าใจในศาสตร์สารคดี น่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติดังกล่าวไม่ยากเย็น แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปอาจเพลิดเพลินกับเรื่องราวจนหลงลืมว่านี่ควรเป็น ‘สารคดี’ มันจัดวางองค์ประกอบ ถ่ายมุมกล้องแบบนั้นนี้ได้อย่างไรกัน?? ลักษณะดังกล่าวมีคำเรียก Docu+Fiction หรือ Docu+Drama หรือจะ Ethno+Fiction เป็นการผสมผสานการนำเสนอสไตล์สารคดี+ปรุงแต่งสร้างเรื่องราวขึ้นใหม่ … ในปัจจุบันก็ยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่าสไตล์ภาพยนตร์ลักษณะนี้ควรเรียกสารคดีจริงๆนะหรือ??


ตัดต่อโดย Marie-Josèphe Yoyotte (Love in Jamaica, The 400 Blows, Testament of Orpheus, Léon Morin, Priest) และ Catherine Dourgnon

ทำการเกาะติดเรื่องราวชีวิตของ Oumarou Ganda เรียกตัวเองว่า Edward G. Robinson และผองเพื่อนผู้อพยพชาว Nigerian ที่ปักหลักอาศัยอยู่ชุมชนสลัม Treichville, Abidjan เมืองหลวงประเทศ Côte d’Ivoire (Ivory Coast) ในรอบสัปดาห์ โดยจะมีปรากฎข้อความคั่นแบ่งเมื่อเข้าสู่เสาร์-อาทิตย์

  • อารัมบท, เสียงบรรยายผกก. Rouch แนะนำตัวละคร อธิบายวัตถุประสงค์ของสารคดี ก่อนส่งต่อให้กับ Oumarou Ganda
  • วันทำงานของ Edward G. Robinson
    • ยามเช้าเดินทางไปทำงาน พานผ่านสถานที่ต่างๆ ตลาด ชุมชน สลัม ฯ
    • ทำงานเป็นคนขนของ (Longshoreman) ยังท่าเรือ
    • พักเที่ยงรับประทานอาหาร นอนกลางวัน ก่อนเข้างานกะบ่าย
    • กิจวัตรยามค่ำคืน ฝึกฝนต่อยมวย ใฝ่ฝันอยากเป็นแชมป์โลก
  • วันเสาร์
    • แต่งตัวหล่อ ขึ้นรถแท็กซี่ เดินทางไปเล่นน้ำทะเล
    • จินตนาการตนเองขึ้นชกชิงแชมป์โลก (ถ่ายในเวที) ก่อนตัดให้พบเห็นการชกชิงแชมป์โลกจริงๆ (ถ่ายจากนอกเวที)
    • ค่ำคืนไปดื่มด่ำ เต้นรำ ค่ำคืนนี้หลับนอนตัวคนเดียว ไม่มีใครเคียงข้างกาย
  • วันอาทิตย์
    • ตื่นเช้ารีบไปเหล่สาวยังโบสถ์ศาสนาคริสต์ (แต่ตัวเองเป็นมุสลิม)
    • หลังแวะร้านตัดผม ถึงค่อยไปละหมาดยังมัสยึด
    • รับชมการแข่งขันฟุตบอล
    • ล้อมวงรับชมการแสดงความสามารถต่างๆ เล่นดนตรี ปั่นจักรยานผาดโผน ฯ
    • หัวค่ำมีกิจกรรมประกวดเต้นรำเพื่อค้นหา King & Queen แห่ง Treichville
    • ดึกดื่นดื่มด่ำ มึนเมามาย สูญเสียแฟนสาวให้กับคนขาว
  • เช้าวันจันทร์
    • ตื่นขึ้นมายังไม่สร่างเมา เคาะประตูห้องแฟนสาว มีเรื่องชกต่อยกับชายคนขาว
    • พร่ำเพ้อเรื่อยเปื่อย เบื่อหน่ายกับวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ ก่อนตัดสินใจจะเดินทางกลับบ้านเกิด

ลีลาการตัดต่อถือว่ามีความแพรวพราวอย่างมากๆ ถือเป็นส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องราว และช่วยให้สารคดีมีความลึกล้ำ ศิลปะขั้นสูง ท้าทายผู้ชมให้เกิดข้อคำถาม การถกเถียง ยกตัวอย่างระหว่าง Edward G. Robinson พร่ำเพ้อว่าเคยขึ้นเรือออกเดินทางไปทำงานยังประเทศต่างๆ ครอบครองหญิงผิวขาวทั่วยุโรป ขณะนั้นมีการแทรกภาพเรือขนส่งหลายๆลำ แต่นั่นไม่ใช่จะสื่อถึงเรือที่อาจจะเคยประจำการ ยังสร้างความรู้สึกว่าตัวละครก็แค่คุยโวโอ้อวดเก่งไปวันๆ

(เวลาที่ตัวละครพร่ำเพ้อเรื่อยเปื่อย ก็มักมีการร้อยเรียงชุดภาพ ตัดสลับมุมกล้องไปมา เพื่อสร้างสัมผัสว่าหมอนี่กำลังคุยโวโอ้อวดเก่ง ไม่ต่างจากเด็กเลี้ยงแกะ)

The editing decisions themselves also proved quite controversial. For instance, in the scene where Edward G. Robinson brags about his conquests with white women in Europe to Élite, the film cuts to shots of the sterns of ships registered in the ports that he name-checks (such as Oslo), corresponding to the shipments of sacks that they have just loaded in their menial jobs, suggesting that the character is being untruthful.

ในส่วนของ Post-Production มีการบันทึกเสียงพากย์ เพลงประกอบ และเสียงประกอบ (Sound Effect) ไปพร้อมๆกันยังสตูดิโอที่กรุง Paris ด้วยข้อจำกัดของยุคสมัยนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เสียงพูดตรงกับปากขยับ แต่นั่นคือความจงใจของผกก. Rouch เพื่อสร้างบรรยากาศ ‘dream-like’ ราวกับเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในความฝัน จินตนาการล่องลอย จับต้องไม่ได้สักเท่าไหร่ … แน่นอนว่านี่เป็นอีกสาเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สารคดีถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าทำให้เรื่องราวที่ควรมีลักษณะ Neo-Realist กลายมาเป็นเรื่องเล่าปรับปรา เทพนิยายแอฟริกา นิทานก่อนนอน

สำหรับเพลงประกอบ ก็มีทั้งที่เชิญศิลปินมาขับร้อง เล่นสด (ระหว่างบันทึกเสียง) รวมถึงเปิดจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ทั้งหมดถือเป็น ‘diegetic music’ ต้องได้ยินจากแหล่งกำเนิดเสียง (ยกเว้นระหว่าง Opening & Closing Credit) และสำหรับเสียงประกอบ (Ambient) อย่างผู้คนในผับบาร์ รถราบนท้องถนน ฯ เห็นว่าทำการบันทึกเสียงจาก(ท้องถนน)กรุง Paris สถานที่แห่งไหนก็เหมือนๆกันทั้งนั้น


ทวีปแอฟริกาในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แม้การสู้รบยังพอพบเห็นอยู่บ้าง มีสลับสับเปลี่ยนประเทศผู้ครอบครองอาณานิคม แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายรุนแรงเมื่อเทียบกับยุโรปและญี่ปุ่น, ภายหลังสิ้นสุดสงคราม ประเทศอาณานิคมเหล่านี้จึงได้รับการปรับปรุงพัฒนา ให้ความเจริญก้าวหน้า ทันสมัยเทียบเท่านานาอารยะ พบเห็นอาคารบ้านเรือน ตึกระฟ้าสูงใหญ่ ทำให้ผู้คนแห่กันอพยพเข้าเมือง เผื่อว่าจะมีอาชีพ ทำงานหาเงิน เลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัว

นอกจากความเจริญทางวัตถุที่เผยแพร่เข้ามา ยังพร้อมกับแนวคิดสมัยใหม่ นักศึกษามหาวิทยาลัยได้รับการเสี้ยมสอน ปลูกฝังถึงสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม เรียกร้องหาประชาธิปไตย ต้องการปลดแอก ประกาศอิสรภาพ ไม่ยินยอมก้มหัวศิโรราบ ตกเป็นทาสจักรวรรดินิยมอีกต่อไป

เกร็ด: Côte d’Ivoire (Ivory Coast) ประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศสวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1960

แม้ว่าสารคดี Moi, un noir (1958) จะไม่ได้มีการกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองโดยตรง (แต่พบเห็นภาพชุมนุมเดินขบวนเรียกร้องอิสรภาพ) ถึงอย่างนั้นผู้ชมสามารถสัมผัสบรรยากาศ(การเมือง)ที่ยังคุกรุ่น ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคม การดำรงชีวิต พบเห็นการแบ่งแยกสถานะ ชนชั้น รวย-จน ขาว-ดำ ถ้อยคำพร่ำรำพัน เพ้อใฝ่ฝัน อยากได้อยากมี อยากทำโน่นนี่นั่น โหยหาใครสักคนเคียงข้างกาย สุดท้ายกลับถูกทรยศหักหลัง (แฟนสาวเลือกเอาคนขาว)

เอาจริงๆถ้าสารคดีเรื่องนี้ไม่เอาประเด็นชาติพันธุ์ (Ethnographic) มาเป็นจุดขาย มันก็คือภาพยนตร์ดราม่าสังคม Neorealist แบบทั่วๆไป คล้ายๆหนังไทยที่มีเรื่องราวบ้านนอกเข้ากรุงอย่าง เทพธิดาโรงแรม (พ.ศ. ๒๕๑๗), ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น (พ.ศ. ๒๕๒๐), มุ่งเน้นการสะท้อนปัญหาอาชญากรรม ความแตกต่างระหว่างชนบท-สังคมเมือง แบ่งแยกชนชั้นรวย-จน และการปรับตัวเข้ากับโลกยุคสมัยใหม่

แต่สิ่งที่กล่าวมาหาใช่ความสนใจของผกก. Rouch ต้องการแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตผู้คน สภาพสังคม แนวคิดของชาวแอฟริกันที่ผันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ได้รับอิทธิพลจากลัทธิจักรวรรดินิยม โหยหาเงินทอง ร่ำรวยสุขสบาย ใฝ่ฝันความสำเร็จ กลายเป็นคนมีชื่อเสียง เลียนแบบดารา นักร้อง-นักแสดง ฯ พวกเขากำลังค่อยๆถูกกลืนกิน สูญเสียอุดมการณ์แท้จริงของชนชาวแอฟริกัน

จะว่าไปตอนจบที่ Oumarou Ganda/Edward G. Robinson ไม่ยินยอมอดรนทนต่อความอยุติธรรมทางสังคม (หลังแฟนสาวถูกคนขาวแก่งแย่งไปครอบครอง) ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดที่ Niamey, Niger นั่นราวกับเป็นการประกาศอิสรภาพ ปลดแอกตนเองจากการตกเป็นเบี้ยล่างทางสังคม/ลัทธิอาณานิคม


Moi, un noir (1958) นอกจากคว้ารางวัล Prix Louis-Delluc ยังถือเป็นหนึ่งในภาพยนตร์/สารคดีที่สร้างอิทธิพลให้ยุคสมัย French New Wave โดยเฉพาะผกก. Jean-Luc Godard ยกย่องสรรเสริญ “unprecedented levels of truth captured on film” และเลือกติดอันดับ 4 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปีของตนเอง

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 2K เมื่อปี ค.ศ. 2017 โดย Centre National du Cinema และ Les Films de la Pleidade สามารถหาซื้อ DVD (ไม่มี Blu-Ray) คอลเลคชั่น Eight Films by Jean Rouch ของค่าย Icarus Films ประกอบด้วย

  • Mammy Water (1955)
  • The Mad Masters (1956)
  • I, a Negro (1958)
  • The Human Pyramid (1961)
  • The Punishment (1962
  • The Lion Hunters (1965)
  • Jaguar (1967)
  • Little by Little (1969)

แม้ระหว่างรับชม ผมไม่ค่อยชอบวิธีการนำเสนอสักเท่าไหร่ รู้สึกล่องลอย จอมปลอม มันคือสารคดียังไง? แต่หลังผ่านการครุ่นคิด ค้นพบสไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Rouch เข้าใจข้อจำกัดยุคสมัย ก็เพียงพอรับได้ประมาณหนึ่ง บังเกิดความชื่นชอบ ประทับใจ และตระหนักถึงความสำคัญต่อวงการภาพยนตร์แอฟริกัน

สำหรับคนที่ยังรู้สึกอคติต่อสารคดีเรื่องนี้ ไม่ชื่นชอบวิธีการนำเสนอ แนะนำให้ลองหา Chronique d’un été (1961) แปลว่า Chronicle of a Summer ผลงานชิ้นเอกของผกก. Rouch (ร่วมกำกับ Edgar Morin) ก็อาจสามารถทำความเข้าใจอะไรๆเพิ่มขึ้นได้อีกพอสมควร

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | I, a Negro คือเรื่องเล่าปรัมปรา เทพนิยายแอฟริกา นิทานก่อนนอน สารคดีบันทึกวิถีชีวิตชาวแอฟริกันในช่วงก่อนการปลดแอก ประกาศอิสรภาพ
คุณภาพ | ปรัมปราแอฟริกัน
ส่วนตัว | ประทับใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: