Mongol: The Rise of Genghis Khan (2007)

mongol

Mongol: The Rise of Genghis Khan (2007) Russian : Sergei Bodrov ♥♥♥

ภาพยนตร์กึ่งอัตชีวประวัติของเตมูจินนักรบชาวมองโกล ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น เจงกิสข่านผู้ยิ่งใหญ่ เล่าเรื่องราวตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก แต่งงาน กลายเป็นผู้นำชนเผ่า จนกระทั่งรวบรวมชาวมองโกลเป็นผืนแผ่นดินเดียว, หนังได้เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film ใครชอบหนังที่มีภาพวิวทิวทัศน์ท้องทุ่งสวยงามสุดลูกหูลูกตา ไม่ควรพลาด

มีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ Genghis Khan มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อาทิ
– Genghis Khan (1950) สัญชาติ Philippine กำกับโดย Manuel Conde
– Changez Khan (1957) สัญชาติ Indian กำกับโดย Kedar Kapoor
– Changez Khan (1958) สัญชาติ Pakistan
– The Conqueror (1956) นำแสดงโดย John Wayne รับบท Temüjin และ Susan Hayward รับบท Börte *** นี่น่าจะคือฉบับที่โด่งดังที่สุด และได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในหนังที่ห่วยแตกที่สุดในโลก
– Genghis Khan (1965) นำแสดงโดย Omar Sharif รับบท Temüjin, James Mason, Stephen Boyd และ Eli Wallach
– Under The Eternal Blue Sky a Mongolian (1990) สัญชาติ Mongolian กำกับโดย Baljinnyam
– Genghis Khan (1992) นำแสดงโดย Richard Tyson รับบท Temüjin และยังมี Charlton Heston และ Pat Morita
– Genghis Khan – A Proud Son Of Heaven (1998) สัญชาติ Mongolian
– Genghis Khan: To the Ends of the Earth and Sea (2007) หรือ The Descendant of Gray Wolf หนังร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นกับมองโกเลีย
– Mongol (2007) สัญชาติ Russian กำกับโดย Sergei Bodrov ได้เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film
– No Right to Die – Chinggis Khaan (2008) สัญชาติ Mongolian
– By the Will of Genghis Khan (2009) สัญชาติ Russian

จากบรรดาทั้งหมด 10 กว่าเรื่อง เหตุที่ผมเลือกหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหนังได้เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film นี่เป็นสิ่งการันตีคุณภาพของหนัง อย่างน้อยได้ยอมรับจากสากล เป็นที่รู้จักมากกว่าเรื่องอื่นๆที่เคยสร้างมา (อาจจะเขียน The Conqueror อีกเรื่องในอนาคตนะครับ เพราะติดในคำว่า Worst Films Ever Made)

ผมให้ข้อสังเกตอีกนิดจากประเทศที่เคยสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ Genghis Khan พบว่ามีหลากหลายมาก นั่นเพราะกษัตริย์พระองค์นี้ทรงปรีชาสามารถ เกรียงไกรยิ่งใหญ่จริงๆ สามารถเข้ายึดครองประเทศต่างๆมากมาย แผ่ขยายอาณาเขตดินแดน มีการคำนวณได้ประมาณ 16.11% ของพื้นแผ่นดินโลก (ดูจากแผนที่ได้เลย) ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก British Empire เท่านั้น แต่นี่มันเมื่อศตวรรษที่ 12-13 นะครับ มีแค่มีด ดาบ ธนู ม้า ฯ เป็นอาวุธ ไม่ได้มีปืน ระเบิด เรือรบเหมือนยุคหลังๆ

Mongol Empire Map

เจงกีส ข่าน (Genghis Khan, 1162 – 1227) เจงกีส แปลว่า เวิ้งสมุทร, มหาสมุทร (เปรียบได้กับ ผู้นำที่มีความยิ่งใหญ่ ดั่งเวิ้งมหาสมุทร) จักรพรรดินักรบชาวมองโกลผู้ยิ่งใหญ่ ก่อตั้งจักรวรรดิมองโกล เดิมมีนามว่า เตมูจิน (Temüjin) เป็นผู้นำครอบครัวแทนบิดาเมื่ออายุ 13 ปี และต้องดิ้นรนต่อสู้ขับเคี่ยวกับชนเผ่าต่างๆ ที่เป็นอริอยู่หลายปี ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น เจงกีส ข่าน เมื่อปี ค.ศ. 1206 (พ.ศ. 1749) Genghis Khan มีชีวิตอยู่ตรงช่วงประมาณ 1 ศตวรรษ ก่อนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นครองราชย์และสถาปนากรุงสุโขทัย, ปัจจุบัน พระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการทหารที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก

ผู้กำกับ Sergei Bodrov ชื่อนี้คงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ (ผมก็ไม่รู้จัก) แต่ถ้าบอกว่าเขาเป็นผู้กำกับ Seventh Son (2015) อาจมีคนร้องอ๋อบ้าง, เกิดที่ Khabarovsk, Russian (อยู่ฝั่งตะวันออกสุด ติดกับ Pacific ใกล้ญี่ปุ่น) ปัจจุบันอพยพมาอยู่ Arizona, Los Angeles เคยมีหนังได้เข้าชิง Oscar 2 เรื่อง คือ Prisoner of the Mountains (1996) และ Mongol (2007) เรื่องแรกน่าสนใจทีเดียว ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

Bodrov กล่าวว่า ‘Russia เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของ Mongol Empire ร่วมๆ 200 ปี นี่ทำให้ Genghis Khan ถูกมองว่าเป็นเหมือน สัตว์ประหลาด’ ความสนใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 90s หลังจาก Bodrov ได้อ่านหนังสือของนักประวัติศาสตร์ Lev Gumilev ชื่อ The Legend of the Blackarrow ที่นำเสนอมุมมองของผู้นำชนเผ่า Mongol ในวิถีที่ต่างออกไปจากความเข้าใจเดิม เขาจึงมีความสนใจสร้างหนังที่เกี่ยวกับนักรบผู้ยิ่งใหญ่ชาวมองโกลสักเรื่อง

หลังจากใช้เวลาศึกษาค้นคว้าอยู่หลายปี ในหลายมุมของประวัติศาสตร์ และจากหลายๆประเทศ ก็ได้ค้นพบหลักฐานหลายอย่างที่ยังไม่เคยมีการรวบรวมจดบันทึกไว้ อาทิ Temüjin เป็นเด็กกำพร้า เคยถูกขายกลายเป็นทาส ต่อสู้รบกับทุกคนที่พยายามฆ่าเขา ฯ และหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีรายละเอียดใกล้เคียงเรื่องราวนี้มากที่สุดคือ The Secret History of Mongols เขียนโดยลูกหลานของ Genghis Khan (ภายหลังที่ Genghis Khan เสียชีวิตไปแล้ว) ซึ่งผู้กำกับและ Arif Aliyev ได้ร่วมกันพัฒนาบทภาพยนตร์ โดยอ้างอิงจากหนังสือเล่มนี้เป็นหลัก ด้วยความตั้งใจให้เป็นไตรภาค นี่เป็นเรื่องแรกใช้ชื่อ The Rise of Genghis Khan (ชื่อนี้ใช้ในอเมริกา) หรือ The Rise to Power of Genghis Khan (ชื่อนี้ใช้ในประเทศอังกฤษ)

ปล. หนังชีวประวัติของบุคคลในอดีต ทุกเรื่องล้วนมีส่วนที่แต่งเติมเสริมแต่งเข้าไป คุณอาจเคยรู้ประวัติศาสตร์มาอย่างหนึ่ง แต่พอเห็นกับอีกที่แล้วไม่ตรงกัน ก็อย่าไปสร้างอคติให้เกิดขึ้นนะครับ เอาจริงๆไม่มีใครเกิดทันยุคสมัยนั้น จึงไม่รู้ใครถูกใครผิด สิ่งที่คุณเข้าใจมากตลอดอาจเป็นสิ่งผิดก็ได้, ดูหนังประวัติศาสตร์ต้องเปิดใจให้กว้างเป็นพิเศษ ผิดถูกอาจต้องพักไว้ อย่าสร้างอคติ ตระหนักไว้ลึกๆในใจก็พอ ถ้ารู้ว่าถูกต้องไม่ถูกต้อง เหมาะสมไม่เหมาะสม

นำแสดงโดย Tadanobu Asano ชาวญี่ปุ่น รับบท Temüjin ตอนโต หลายคนคงคุ้นหน้าเขาจากหนังแฟนไชร์ซุปเปอร์ฮีโร่ Thor รับบท Hogun (หนึ่งในองค์รักษ์ทั้ง 4 ของ Thor), ฟังดูแปลกนะครับที่ให้ชาวญี่ปุ่นมารับบท ผู้นำมองโกเลีย พูดภาษา Mongolian แต่ก็ต้องบอกว่า Asano ทำได้น่าทึ่งทีเดียว (ทีแรกผมก็ดูไม่ออกนะครับว่าเป็นใคร ต้องมาค้นเจอในเครดิตถึงจดจำหน้าได้) Bodrov บอกว่า ‘ชาวญี่ปุ่นขึ้นชื่อมากเรื่องนักรบสมัยโบราณที่หายตัวไป และหลายคนเชื่อว่าเขาเดินทางไป Mongolia และกลายเป็น Genghis Khan, กับชาว Mongolians มักจะอ้างว่า Genghis Khan คือชาวมองโกเลีย แต่ชาวญี่ปุ่น เหมือนจะรู้ว่าเขาเป็นใคร’

เกร็ด: หนังเรื่อง Genghis Khan: To the Ends of the Earth and Sea (2007) ที่สร้างพร้อมๆกับหนังเรื่องนี้ เป็นการร่วมทุนสร้างระหว่างญี่ปุ่นกับมองโกเลีย ซึ่งก็ใช้นักแสดงนำชาวญี่ปุ่น Takashi Sorimachi รับบท Genghis Khan

Sun Honglei ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ รับบท Jamukha เพื่อนรัก พี่น้องร่วมสาบานของ Temüjin ที่เคยช่วยชีวิตกันไว้ แต่ภายหลังกลายเป็นศัตรูคนสำคัญในสงครามการรวมแผ่นดินมองโกลให้เป็นหนึ่งเดียว, เหตุที่ Bodorv เลือก Honglei เพราะหน้าตา และการแสดงกวนๆของเขา คือ Temüjin และ Jamukha เป็นขั้วตรงข้าม คนหนึ่งซีเรียสจริงจัง อีกคนเรื่อยเปื่อย แต่ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ ชิดใกล้ที่ลึกซึ้งแนบแน่น

สำหรับนักแสดงประกอบอื่นในหนัง ใช้บริการชาวมองโกเลียทั้งหมด อาทิ Chuluuny Khulan รับบท Börte ภรรยาของ Temüjin ที่ดูเข้มแข็งแกร่ง เป็นหญิงเหล็กโดยแท้, Amadu Mamadakov รับบท Targutai นักรบที่ทรยศต่อพ่อของ Temüjin และพยายามต้องการฆ่าเขาหลายครั้งแต่ไม่เคยสำเร็จ ฯ

ถ่ายภาพโดย Sergey Trofimov และ Rogier Stoffers, นี่เป็นหนังที่มีการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ได้สวยงามมากๆที่สุดเรื่องหนึ่ง ใช้เวลาถ่ายทำ 25 สัปดาห์ ทีแรกตั้งใจจะถ่ายในมองโกเลียทั้งหมด แต่ถูกประชาชนประท้วง เพราะกลัวหนังนำภาพของ National Hero ตีความผิดเพี้ยนไม่เหมาะสมจึงต้องย้ายกองถ่ายไปที่ Inner Mongolia (นี่เป็นรัฐหนึ่งประเทศจีนนะครับไม่ใช่ในประเทศมองโกเลีย) ตอนเหนือของประเทศจีน และประเทศคาซัคสถาน ฯ

การเคลื่อนกล้องถือว่าเป็นสมัยนิยม มีการใช้เครนช่วยในการถ่ายภาพ นี่ทำให้หนังดูมีชีวิตชีวา โฉบเฉี่ยว ลื่นไหล, กับวิวทิวทัศน์ งานภาพจะค่อยๆเลื่อนขึ้นเปิดเผยรายละเอียดที่เห็นเป็นพื้นหลัง เห็นภูเขาเต็มลูก เห็นท้องฟ้า เห็นแม่น้ำ ท้องทุ่ง ฯ นี่คือเหตุผลที่ทำให้หนังเรื่องนี้สวยมากๆ แต่หนังก็มีปัญหาเรื่องโทนสี ที่มีการเปลี่ยนแปลงฉับพลันตามภูมิอากาศ (นี่เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เลย) หรือฉากสงครามช่วงท้าย ที่ตอนแรกก็ดูอลังการยิ่งใหญ่อยู่หรอก แต่พอฟ้ามืดมัวดินปุ๊ป อะไรๆก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง (กลายเป็นหมดความ Epic ไปเลย)

เสื้อผ้าหน้าผม วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ต้องบอกว่ารายละเอียดสมจริง เราจะเห็นวิถีของชาวมองโกลที่อาศัยเร่ร่อนพเนจรอยู่ทางกลางทุ่งกว้าง มีท้องฟ้าเป็นหลังคาบ้าน แต่ก็ไม่ครบทั้งหมดนะครับ ยังขาดรายละเอียดพวก การล่าสัตว์ หาอาหาร วันๆทำอะไร การละเล่น ประเพณี ฯ แต่ถ้าจะเล่าให้หมด คงกลายเป็นหนังสารคดีความยาวคงไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงเป็นแน่

หนังมีการใช้ Visual Effect พอสมควร สามารถสังเกตได้จากความผิดปกติ ไม่เนียนมากนักในการสร้าง อาทิ ท้องฟ้า พายุฝน, กองทัพนับหมื่นแสน, ภาพเมือง ฯ ซึ่งอยู่ดีๆทำให้โทนสี บรรยากาศของหนังเปลี่ยนไป, ส่วนตัวผมรู้สึกหนังเรื่องนี้ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ Visual Effect จะดีกว่านะครับ เพราะอุตส่าห์มีภาพวิวทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆอยู่แล้ว เอาสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติใส่มา มันเลยดูแปลกๆไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย

ตัดต่อโดย Valdís Óskarsdóttir และ Zach Staenberg, หนังใช้มุมมองของ Temüjin เล่าเรื่อง ครึ่งแรกใช้การเล่าย้อน Flashback จากความทรงจำที่หวนระลึกถึง ขณะกลายเป็นทาสอยู่ในคุกที่อาณาจักรตังกุท (Tangut kingdom) ตั้งแต่วัยเด็กจนเติบใหญ่ ใช้เสียงบรรยายเป็นคำอธิบาย, ครึ่งหลังเมื่ออดีตบรรจบถึงปัจจุบัน ก็เล่าต่อไปข้างหน้า แต่อาจเพราะทุนสร้างที่จำกัดหรือเวลาของหนังที่ยาวเกินไป อยู่ดีๆกระโดดข้ามเหตุการณ์ที่น่าจะสำคัญๆไปเยอะ ตัดข้ามไปสงครามสุดท้ายเพื่อรวบรวมชาวมองโกลเป็นหนึ่งเดียวเลย โห! เป็นการรวบรัดที่น่าหงุดหงิดมาก

หนังมีการใช้เฟดดำเข้าออกหลายครั้ง นี่เหมือนจะเพื่อใช้สร้างความรู้สึกบางอย่าง แต่หลายครั้งกลับเป็นการตัดจบเหตุการณ์บางอย่างทิ้งไปโดยไร้คำบรรยาย เช่น ขณะ Temüjin จมน้ำ ใครมาช่วย? รอดชีวิตได้ยังไง? (แถให้หนังสักหน่อยแล้วกัน ฉากนี้เหมือนเป็นแค่ภาพความทรงจำ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง) หนังเฟดดำแล้วก็หายไปเลย โผล่มาอีกทีนอนเกยตื้นและ Jamukha มาพบ

เพลงประกอบโดย Tuomas Kantelinen และ Altan Urag นี่เป็นหนังที่มีเพลงประกอบแปลกประหลาดมาก รู้สึกได้ว่าไม่เพราะ แต่เข้ากับหนังโดยประหลาด, ผมเพิ่งมารู้ว่า นี่เป็นเสียงร้องเพลงพื้นบ้านของชาวมองโกลเลยละ แบบที่ Jamukha ร้องในหนัง ส่งเสียงคราญครางอู้อี้ออกจากลำคอ ซึ่งหนังก็นำทำนองลักษณะนี้มาใช้เป็นใจความของเพลงประกอบหนัง, กับฉากสงคราม เมื่อใช้เพลงลักษณะนี้ ผมรู้สึกเหมือนเปรตกำลังฉุดมนุษย์ให้ลงสู่ขุมนรก นี่หาใช่ความรู้สึกที่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ แต่ต้องบอกว่าเข้ากับหนังอย่างบอกไม่ถูก

ลองไปฟังดูนะครับ นี่น่าจะคือ Main Theme ของหนัง

ผมเอาคลิปจริงๆของชาวมองโกเลีย ที่ร้องเพลงลักษณะนี้มาให้ฟังกันด้วยนะครับ ฟังไปเรื่อยๆมันก็เพราะดีนะ คงแล้วแต่รสนิยมของคุณ, ว่าไปหนังจะใช้เฉพาะดนตรีพื้นบ้านของชาวมองโกล ก็สามารถทำได้ มีความอลังการพอสมควร แต่ผมกลับได้ยินส่วนผสมของดนตรีคลาสสิก ไวโอลิน เชลโล่ และเพลง Rock (ในฉากสงคราม มีกลอง กีตาร์เบส) นี่อาจทำให้ผู้ชมทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ผมกลับรู้สึก ยังให้เกียรติชาวมองโกลได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่

ก่อนที่จะกลายเป็น Genghis Khan ไม่ใช่ว่าหนทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาย ตั้งแต่เด็ก Temüjin เคยต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน เอาตัวรอดนับครั้งไม่ถ้วนก่อนจะเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ เป็นอีกมุมหนึ่งของวีรกษัตริย์ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากความเป็นคนธรรมดาสามัญ ด้วยบุญบารมีที่ได้สั่งสมมา ความเจ็บปวดที่เก็บสะสมเป็นบทเรียนที่ทำให้กลายเป็นนักรบที่เก่งกาจเกรียงไกร ชัยชนะที่ใช้สติปัญญามากกว่ากำลัง นี่ทำให้ Temüjin สามารถรวมรวมสร้างอาณาจักรมองโกลให้แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ได้

หนังเรื่องนี้ถือว่าไม่สมบูรณ์เลยนะครับ มีตำหนิ ขาดตกบกพร่องมากมาย บางฉากใส่มา แล้วไม่อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น บางฉากใส่เข้ามา แล้วก็หาความสำคัญไม่ได้ ไม่รู้จะใส่มาทำไม, Temüjin ก็ถือว่าโชคร้ายและโชคดีเกินไปมากๆ โดนจับขังนับครั้งไม่ถ้วน แล้วก็สามารถเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง สองสามครั้งแรกยังไม่เท่าไหร่ แต่บ่อยครั้งเกินไปก็น่าเบื่อ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเขาต้องรอด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น Genghis Khan ได้ยังไง

ส่วนตัวชอบหนังเรื่องนี้ก็ตรงงานภาพ ที่เห็นแล้วรู้สึกผ่อนคลาย หายใจโล่งท้อง, ทิวทัศน์ท้องทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ภูเขา สายน้ำ ไม่มีต้นไม้สักต้น ทั้งหน้าแล้ง หน้าหิมะ และหน้าเขียวฉอุ่ม เป็นภาพธรรมชาติที่ผมชอบมากๆ ถ่ายออกมาได้สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่ง, นอกนั้นไม่มีอะไรชอบเลยเท่าไหร่

เดิมทีหนังเรื่องนี้ตั้งใจเปิดไตรภาค Genghis Khan แต่เพราะหนังใช้ทุนสร้างค่อนข้างมาก ($18 ล้านเหรียญ) ได้กำไรกลับมาค่อนข้างน้อย (ทำเงินทั่วโลก $26.5 ล้านเหรียญ) นายทุนจึงยื้อยักไม่อยากให้สร้างต่อ จนปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าจะได้สร้างต่อหรือเปล่า ก็ถือว่าน่าเสียดายนะครับ เพราะหนังเรื่องนี้จบแค่ Temüjin ยึดรวมชนเผ่าชาวมองโกลได้สำเร็จ แต่ยังอีกไกลกว่าที่จะกลายเป็น Genghis Khan

แนะนำกับนักประวัติศาสตร์ ผู้ชื่นชอบในงานภาพสวยๆ วิวทิวทัศน์กว้างไกล รู้จักเจงกีสข่าน (เชื่อว่าคนไทยรู้จักพระองค์เยอะแน่นอน) นักมนุษยวิทยา ศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชาวมองโกล, ใครจะไปเที่ยวมองโกเลีย ฟังเพลงพวก Throat Singing ไว้บ้างนะครับ จะได้ไม่ประหลาดใจมากเมื่อไปถึง

จัดเรต 15+ กับความโหดร้าย รุนแรง เลือดสาด

TAGLINE | “Mongol มีการถ่ายภาพทิวทัศน์ท้องทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ได้อย่างสวยงามเห็นแล้วผ่อนคลาย หายใจโล่งท้อง แต่ก็เท่านั้น อย่างอื่นยังขาดตกบกพร่องอยู่มาก”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of