Monty Python and the Holy Grail (1974)

Monty Python and the Holy Grail

Monty Python and the Holy Grail (1974)

ใครก็ตามที่รับชมหนังเรื่องนี้ ถ้าไม่ชอบก็เกลียดมันโคตรๆ ผมเป็นแบบหลัง กำกับโดย Terry Gilliam และ Terry Jones เป็นแนว Surrealist Satire Comedy เสียดสีมันทุกอย่างเท่าที่จะมีปัญญา ติดอันดับในชาร์ทของ BFI อยู่อันดับ 54 ภาคแรกของไตรภาค Monty Python ว่ากันว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว

นี่เป็นหนังที่เหมือนกับการจัดฉาก ละครเวที ‘stage play’ นักแสดงแต่งองค์ทรงเครื่อง พยายามเลียนแบบเล่นตามบทเหมือนตัวละคร เพียงแต่แทนที่จะแสดงบนเวที กลับใช้สถานที่จริงถ่ายทำ แค่แนวคิดนี้ก็ถือว่าล้อเลียนหนังเรื่องอื่นๆมากแล้วนะครับ เพราะช่วงทศวรรษ 70s มีหนังทุนสร้างสูงเกิดขึ้นมากมาย บางเรื่องสร้างฉากขึ้นมาอลังการใหญ่โต เกณฑ์นักแสดงประกอบเข้าฉากนับร้อยนับพัน แต่หนังเรื่องนี้ทุนสร้างต่ำ ไม่มีอะไรที่สมจริงแม้แต่น้อย

มีเรื่องราวเกี่ยวกับ King Arthur และอัศวินโต๊ะกลม กับคนที่ดูหนังมาไม่มากเท่าไหร่ ถ้าสามารถเข้าใจศัพท์แสลง ภาษาในหนังได้ ก็คงหัวเราะท้องแข็งมากทีเดียว เพราะแต่ละเรื่องราวมีการสะท้อนเสียดสี ตรงใจมากๆ แต่เมื่อไปถึงจุดๆหนึ่ง ผมกลับเริ่มหัวเราะไม่ออก เพราะได้ก้าวผ่านขอบเขตที่มันไม่ควรข้ามไปแล้ว จะแค่เสียดสีล้อเลียน กลายเป็นดูหมิ่นลบหลู่ ไร้กาลเทศะ กับคนดูที่ไม่คิดอะไร นี่อาจจะเป็นหนังที่ยอดเยี่ยม แต่ผมคิดอยู่หลายตลบเลยตอนดู ใครที่ชอบหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นคนที่เห็นความทุกข์ของคนอื่นคือความสุขของตนหรอกหรือ?

ในหนังมันไม่มีฉากไหนที่แสดงให้เห็นว่าตัวละครต้องทนทุกข์หรืออะไรนะ แต่การเสียดสีอะไรบางอย่างมันมีขอบเขตที่เราต้องไม่ข้ามไป บางครั้งการข้ามไปถูกมองว่าเป็นศิลปะ แต่ขณะที่คนอีกกลุ่มมองเห็นว่ามันเป็นการลบหลู่ที่ชัดเจนมาก ผมจำฉากหนึ่งในแสงศตวรรษได้ กับคนดูทั่วไปมันไม่มีความหมายอะไรเท่าไหร่ หนังโดยรวมถือว่ามีความเป็นศิลปะที่ยอดเยี่ยม แต่กลับตบหน้าสังคมไทยในความหมายที่เจ็บปวด กับคนที่ดูหนังแล้วเข้าใจและเป็นคนไทย นี่เป็นหนังที่ลบหลู่คนไทยมากๆ เวลามีคนมาลบหลู่เราก็คงไม่มีใครชอบ แล้วหนังที่นำเสนอออกมาตรงๆแบบนี้จะไม่ทำให้คนเจ็บแค้นไปได้ยังไง

กลับมาที่หนังนะครับ มันก็มีหลายแนวคิดที่ผมค่อนข้างชอบ เป็นการตั้งคำถามที่น่าสนใจทีเดียว เช่น กษัตรย์สั่งให้คนทำตาม แต่คนไม่ทำตาม จะใช้กำลังหมอนั่นก็ตะโกนเรียกคนอื่นมาช่วย กษัตริย์มีอำนาจอะไร? ถ้าฉันไม่ทำตามคุณก็ทำอะไรฉันไม่ได้ นี่สะท้อนอะไรเยอะ มีอำนาจแล้วยังไง อิสระภาพเป็นของฉัน ไม่ผิดนะครับ แต่อิสระภาพที่ขาดความรับผิดชอบ ใช่ว่ามันจะก่อปัญหาให้คนอื่นหรอกเหรอ นี่เป็นปัญหาของคนที่คิดว่าตัวเองมีอิสระภาพ มักจะไม่คิดถึงผลกระทบที่เกิดกับคนอื่น คิดแต่ผลประโยชน์ของตน สมัยเรียนมีคำพูดที่ผมจำได้ขึ้นใจ ‘อิสระภาพมาพร้อมกับคำสาป’ จริงไหมลองคิดดูเองนะครับ

ในบรรดาหนังของ Terry Gilliam มีเพียง Brazil กับ 12 Monkeys เท่านั้นที่ผมชื่นชอบ นอกนั้นผมไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่ คงเพราะงานศิลป์ในหนังของพี่แก เป็นอะไรที่แปลก พิศดาร ดูรกรุงรัง ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย ถ้าไม่เพราะทีมนักแสดงที่น่าสนใจผมคงจะไม่ดูหนังของพี่แกแน่ๆ จัดว่าหนังของ Terry Gilliam เป็นหนัง Indy พี่แกคุ้นๆว่าเคยทำหนังของ Studio แค่เรื่องสองเรื่องเท่านั้นแล้วคงไม่ชอบมากๆ แต่ก็ Indy รุนแรงเกินไปเสียหน่อย ไม่งั้นคนคงจะรู้จักเฮียแกมากกว่านี้

หนังมีการถ่ายภาพที่ดูธรรมดา แต่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องมากๆ อย่างช่วงต้นเรื่องกับท้ายเรื่องใช้การภาพมุมสูง มุมต่ำ แต่กษัตริย์อยู่ข้างล่าง ทหารอยู่ข้างบน ช่วงกลางเรื่องภาพระดับเดียวกัน กษัตริย์กับชาวนา แต่ฉากพระเจ้า ผมสังเกตมันไม่ใช่มุมสูงมุมต่ำนะ กล้องจะใช้ระดับสายตาเดียวกัน แปลกทีเดียว

เพลงประกอบ… เอิ่ม … เครดิตที่ขึ้นตอนต้นเรื่องที่กวนๆนั่น ผมว่าเจ๋งดีนะครับ เลือกเพลงได้เข้ากับลูกเล่นที่กวนมากๆ สำหรับในเรื่องมีการใช้เพลงประกอบที่มีหลากหลาย มีทั้งที่แต่งขึ้นมาร้องใหม่ และใช้เพลงที่มีอยู่แล้ว ผมก็ไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่หรอก อาจจะเป็นเพลงดังในยุคนั้นเสียส่วนมาก (เกิดไม่ทัน)

มีอยู่ 2 ฉากที่ใครดูเรื่องนี้คงกล่าวถึงกัน คือ ฉากอัศวินถูกกระต่ายชนเกือบตาย มันคือกระต่างจริงๆเลย ผมไม่ชอบฉากนี้นะครับ แต่รู้ว่าคงมีคนคลั่งกับมันแน่ๆ เพราะกระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เปรียบเหมือนคนธรรมดาต่อสู้กับคนมีอำนาจ อีกฉากหนึ่งคือ ฮาเรม ผมเห็นฉากนี้ทีไรนึกถึง 8 1/2 ทุกทีเลยนะครับ คงได้แนวคิดมาคล้ายๆกัน

ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้ เพราะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว เสียดสีเกินเลยขอบเขตที่มันควรจะไป ผมดูหนังเรื่องนี้เกือบจบ ยอมแพ้ตอนหลัง ทั้งๆที่หนังยาว 91 นาทีเท่านั้น เนื้อเรื่องหลักมันไม่มีอะไรน่าพูดถึงเท่าไหร่ โปรดักชั่นนี่เราต้องคิดว่ากำลังดู Stage Play อยู่ถึงจะเข้าใจได้ หนังใช้บทพูดดำเนินเรื่องทั้งหมด ถ้าเราไม่มีสมาธิ ไม่ตั้งใจดูก็จะไม่เข้าใจที่หนังเสียดสีอยู่ แต่เชื่อว่าเรื่องแทบจะทุกเรื่องที่ทำการเสียดสีนั้น เราสามารถเข้าใจได้ สำเนียง British อาจจะฟังยากหน่อย มีศัพท์ยากหลายคำ แต่ถ้าดูซับไทยคงไม่มีปัญหา

ผมแนะนำเรื่องนี้ให้กับคนชอบหนัง comedy แบบ hard-core นะครับ มัน dark มากๆ เสียดสีรุนแรง สำหรับคนที่ไม่ชอบหนังแนวเสียดสี ให้ผ่านเรื่องนี้ไปเลย เชื่อว่าใครก็ตามที่ดูหนังเรื่องนี้ ไม่ชอบมากก็เกลียดไปเลย

คำโปรย : “Monty Python ดูเอามัน จากผลงานกำกับตามสไตล์ของ Terry Gilliam นี่เป็นหนังล้อเลียน เสียดสี King Arthur ได้เจ็บปวดที่สุดแล้ว”
คุณภาพ : SO-SO
ความชอบ : WASTE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of