Moonstruck

Moonstruck (1987) hollywood : Norman Jewison ♥♥♥♥

พระจันทร์เป็นใจ เต็มไปด้วยเรื่องราวรักๆใคร่ๆ ความวุ่นๆวายๆของคนขี้เหงา ทั้งหนุ่ม-สาว กลางคน สูงวัย อาจเพราะหวาดกลัวความตาย เลยต้องมองหาใครสักคนเคียงข้างกาย

ภาพยนตร์รวมดารา (Ensemble Cast) ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง อลเวง หัวเราะจนท้องไส้ปั่นป่วน ด้วยบทสนทนาอันเฉียบคมคาย เพลงประกอบโดนใจ เหมาะสำหรับคนโสดในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ สำหรับคลายความเหงา เอาความเศร้าโยนทิ้งไปให้ไกล

ในตอนแรกผมมีความสองจิตสองใจว่าจะรับชม Monnstruck (1987) ดีไหม? แม้ไปคว้ารางวัล Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Berlin รวมถึงเข้าชิง Oscar หลากหลายสาขา (คว้ามาสามรางวัล) แต่เหตุผลที่ตัดสินใจเขียนบทความนี้เพราะนักวิจารณ์ Roger Ebert ยกให้เป็น “Great Movie”

When Ronny Cammareri sweeps Loretta Castorini off her feet in “Moonstruck,” he almost, in his exuberance, throws her over his shoulder. “Where are you taking me?” she cries. “To the bed!” he says. Not “to bed”, but “to the bed”. There is the slightest touch of formality in that phrasing, and it is enough to cause Loretta to let her head fall back in surrender.

Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

ผมไม่ได้มีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษขนาดนั้น เลยไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ Ebert พยายามอธิบายนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็ได้ค้นพบอีกสิ่งหนึ่งถือเป็นไฮไลท์ของหนัง คือลีลาการเล่าเรื่องคู่ขนานของผกก. Jewison ไม่ได้นับว่ามีทั้งหมดกี่คู่ เอาว่าทุกคนล้วนคบชู้นอกใจ รถไฟชนกัน ช่างเป็นเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ ชิบหายวายป่วน แล้วสามารถขมวดปมทิ้งท้ายด้วยการหักมุมที่คาดไม่ถึง … บทความนี้ไม่มีสปอยตอนจบนะครับ


Norman Frederick Jewison (1926-2024) ผู้กำกับ/นักแสดง สัญชาติ Canadian เกิดที่ Toronto, Ontario ตั้งแต่เด็กฉายแววด้านการแสดง ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหารเรือ Royal Canadian Navy หลังปลดประจำการออกเดินทางท่องเที่ยว American South หวนกลับมาเรียนต่อ Victoria College แล้วย้ายสู่ London เขียนบทรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก หวนกลับมาแคนาดาทำงานยัง CBC Television ได้เป็นผู้ช่วย กำกับเกมโชว์ วาไรตี้ เข้าตานักแสดง Tony Curtis ชักชวนมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรก 40 Pounds of Trouble (1962), แจ้งเกิดกับ The Cincinnati Kid (1965), The Russians Are Coming, the Russians Are Coming (1966), เคยเข้าชิง Oscar: Best Director จำนวนสามครั้ง แต่ไม่เคยได้สักรางวัล In the Heat of the Night (1967), Fiddler on the Roof (1971) และ Moonstruck (1987)

เกร็ด: คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า Norman Jewison เป็นชาว Jews (เพราะนามสกุล) แต่แท้จริงแล้วนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ (Protestant) กลุ่มเคลื่อนไหว Methodists

Jewison ถือเป็นผู้กำกับ ‘High Profile’ ในช่วงทศวรรษ 60s-70s มีผลงานกระแสหลัก (Mainsteam) ประสบความสำเร็จมากมาย ครุ่นคิดว่านั่นจะทำให้ตนเองมีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ในความสนใจ แต่ไม่เลย ค.ศ. 1985 ลงทุนลงแรงกับฉบับสร้างใหม่ The Man Who Could Work Miracles จากนวนิยายของ H. G. Wells แต่กลับไม่มีสตูดิโอไหนให้ความสนใจ

[Those rejections were] very destructive for me at times. When I become depressed and disillusioned and forsaken and nobody believes in you anymore … you take it personally.

Norman Jewison

ระหว่างนั้นเองที่ผกก. Jewison ได้อ่านบทหนังพัฒนาโดย John Patrick Shanley (เกิดปี 1950) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน พอมีชื่อเสียงในวงการละคอนเวที กำลังมองหาลู่ทางเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ยื่นพล็อตเรื่องที่นำแรงบันดาลใจจากชีวิตจริง เสนอยังสตูดิโอต่างๆแต่ยังไม่มีใครสนใจ

มันฟังดูไม่น่าจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอะไร แต่เรื่องราวคนเหงา โหยหาความรัก ใครสักคนเคียงข้างกาย นั่นคือสิ่งสะท้อนความรู้สึกขณะนั้นของผกก. Jewison เมื่อตอนนำโปรเจค The Man Who Could Work Miracles ไปเสนอสตูดิโอแห่งหนไหน แต่กลับไม่มีใครให้ความสนใจ … นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจกำกับโปรเจคนี้!

Working Title ในบทร่างแรกคือ The Bride and the Wolf ฟังดูเหมือนหนัง Horror, เห็นว่า Cher เคยเสนอชื่อ Moonglow แต่ทว่าผกก. Jewison ไม่ค่อยชอบชื่นสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นกลับยินยอมใช้ชื่อดังกล่าวชั่วคราวระหว่างถ่ายทำ เพื่อจะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับนักแสดง ก่อนสุดท้ายเปลี่ยนมาใช้ Moonstruck, ชื่อไทย พระจันทร์เป็นใจ

เกร็ด: Moonstruck (1987) ถือเป็นบทหนังแจ้งเกิดนักเขียน John Patrick Shanley แต่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือบทละคอนเวที Doubt: A Parable (2004) กวาดเรียบทั้ง Tony Award, Drama Desk Award, Pulitzer Prize และกลายเป็นภาพยนตร์ Doubt (2008) รับหน้าที่ทั้งกำกับ & เขียนบท ร่วมงานนักแสดงเกรดเอ Meryl Streep, Philip Seymour Hoffman, Amy Adams, Viola Davis (ทุกคนได้เข้าชิง Oscar สาขาการแสดง)


เรื่องราวของ Loretta Castorini (รับบทโดย Cher) สาวหม้ายนักบัญชี สัญชาติ Italian-American ตัดสินใจเริ่มต้นรักครั้งใหม่ในวัย 37 ด้วยการหมั้นหมาย Johnny Cammareri (รับบทโดย Danny Aiello) แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ตกหลุมรักชายคนนี้สักเท่าไหร่

จนกระทั่งได้พบกับน้องชาย Ronny Cammareri (รับบทโดย Nicolas Cage) หนุ่มเจ้าอารมณ์ที่มีความตรงไปตรงมา ทำงานเบเกอรี่อบขนมปัง สูญเสียมือข้างหนึ่ง(พร้อมแฟนสาว)ไปเมื่อหลายปีก่อน ด้วยอุปนิสัยแตกต่างตรงข้ามกับพี่ชาย จู่ๆตกหลุมรัก Loretta พาเข้าห้องในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงใหญ่ ทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ ชิบหายวายป่วน สุดท้ายแล้วเธอจะเลือกแต่งงานกับใคร??


Cher ชื่อจริง Cherilyn Sarkisian (เกิดปี 1946) นักร้อง นักแสดง เจ้าของฉายา “Goddess of Pop” เกิดที่ El Centro, California บิดามีเชื้อสาย Armenian หย่าร้างภรรยาตั้งแต่บุตรสาวยังเล็กนัก วัยเด็กชื่นชอบหลงใหล Andrey Hepburn จากภาพยนตร์ Breakfast at Tiffany (1961) ต้องการเป็นบุคคลมีชื่อเสียง พออายุ 16 ออกจากโรงเรียน ทำงานหาเงิน เข้าคอร์สการแสดง พบเจอ Sonno Bono กลายเป็นศิลปินดูโอ้ Sonny & Cher โด่งดังกับบทเพลง I Got You Babe ติดอันดับหนึ่ง Billboard Hot 100 ออกอัลบัมแรก Look at Us (1965), หลังหย่าร้างกับ Bono ถึงเริ่มหวนกลับมาดำเนินตามความฝัน เข้าเรียนคอร์สของ Lee Strasberg แต่ไม่ทันได้ผ่านการออดิชั่นละคอนเวที Broadway ผ่านตาผกก. Mike Nichols ชักชวนมาร่วมแสดงภาพยนตร์ Silkwood (1983) ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actess, ผลงานเด่นๆ อาทิ Mask (1985), The Witches of Eastwick (1987), Moonstruck (1987) ฯ

รับบท Loretta Castorini แม่หม้ายวัย 37 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัวในย่าน Brooklyn Heights เพราะเคยมีประสบการณ์แต่งงาน แล้วสามีคนแรกตายจากไป ความเศร้าโศกเสียใจทำให้เธอสร้างกำแพงขึ้นมาขวางกั้น ไม่ต้องการมอบความรักให้ใครอื่น ตอบตกลงหมั้นหมาย Johnny Cammareri ทั้งๆไม่เคยรับรู้สึกอะไร แต่การพบเจอกับน้องชาย Ronny ได้ปลุกตื่นอะไรบางอย่างขึ้นภายใน

มีนักแสดงหลายคนอยู่ในความสนใจของสตูดิโอ อาทิ Liza Minnelli, Rosanna Arquette, Demi Moore, Barbra Streisand, Sally Field ฯ แต่ผกก. Jewison ไม่เคยพิจารณาใครอื่นนอกจาก Cher เพราะความ “gritty” และ “streetwise quality” น่าจะแปลว่าดื้อรั้น ยุ่งยาก กล้าพูดกล้าแสดงออก มีความเข้มแข็ง และรักอิสระ

แน่นอนว่าภาพจำเช่นนั้นสะท้อนตัวตนของเธอ เป็นคนเรื่องมาก เอาแต่ใจ การร่วมงานผกก. Jewison ช่วงแรกก็พูดคุยกันดี แต่ต่อมาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด รำคาญใจ เห็นว่าเขาเพลิดเพลินกับการทำงานมากเกินไป หัวเราะกับทุกมุกตลก ไม่สามารถควบคุมตนเองระหว่างถ่ายทำ เลยทำลายเทคดีๆที่เธอทุ่มให้การแสดงอยู่หลายครั้ง

การแสดงของ Cher ช่วงแรกๆดูเพิกเฉย ลอยชาย โบยบินจากฉากหนึ่งไปอีกฉากหนึ่ง ไม่พยายามทำให้ตนเองบังเกิดความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใคร จนกระทั่งพบเจอ Ronny ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน อารมณ์ลุ่มร้อน กระวนกระวาย พยายามดิ้นหลบหนี แต่ก็ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกตนเองได้อีกต่อไป

ภาพยนตร์รอมคอมในยุคก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่มักเป็นชายจีบหญิง เธอเปรียบดั่งนางฟ้าในอุดมคติ เลิศเลอสมบูรณ์แบบ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ Loretta หญิงหม้ายผู้เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง นิสัยเรื่องมาก เอาแต่ใจ มองโลกในแง่ร้าย พยายามครอบงำฝ่ายชาย ที่สำคัญคือไม่สามารถควบคุมอารมณ์/ความต้องการของตนเอง … นี่ถือเป็นตัวละครผิดแผกแปลกประหลาด แต่กลับถูกอกถูกผู้ชมสมัยนั้น เปิดประตูสู่ ‘Modern’ Romantic Comedy

แซว: ระหว่างโปรดักชั่น Cher พร่ำบ่นกับ Olympia Dukakis เชื่อว่าหนังล้มเหลวแน่ๆ ครุ่นคิดว่านี่อาจเป็นการแสดงแย่ที่สุดในชีวิต แต่ผลลัพท์กลับไม่มีใครคาดคิดถึง ทั้งสองกวาดรางวัลการแสดงนำหญิง-สมทบหญิง แทบจะทุกสำนัก!


Nicolas Cage ชื่อจริง Nicolas Kim Coppola (เกิดปี 1964) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Long Beach, บิดาคือ August Coppola เป็นพี่ชายของ Francis Ford Coppola, วัยเด็กมีความคลั่งไคล้ James Dean เลยมุ่งมั่นอยากเป็นนักแสดง พยายามโน้มน้าวลุงให้ได้ทดสอบหน้ากล้อง (ไม่รู้หนังเรื่องอะไร) แต่พอไม่ได้รับโอกาสเลยทำการเปลี่ยนชื่อ Nicolas Cage (ได้แรงบันดาลใจจาก Superhero ชื่อ Luke Cage) แล้วเข้าเรียนต่อ UCLA School of Theater, Film and Television, ผลงานสร้างชื่อ อาทิ Moonstruck (1987), Raising Arizona (1987), Wild at Heart (1990), Leaving Las Vagas (1995) ** คว้า Oscar: Best Actor, Adaptation (2002), The Bad Lieutenant: Port of Call New Orleans (2009) ฯ

Ronny Cammareri น้องชายของ Johnny Cammareri ทำงานร้านเบเกอรี่ วันหนึ่งประสบอุบัติเหตุมือขาด เลยถูกแฟนสาวทอดทิ้ง ตกอยู่ในความสิ้นหวัง เก็บกดอาการคลุ้มคลั่ง พอรับรู้พี่ชายกำลังจะแต่งงาน ระเบิดความรู้สึกภายในใส่ Loretta ไปๆมาๆเห็นว่าเธอสวยดี เลยเกี้ยวพาราสี พูดโน้มน้ำ ชักแม่น้ำทั้งห้า พาขึ้นห้อง ร่วมรักหลับนอน กัดไม่ปล่อย โดยไม่สนอะไรใครทั้งนั้น

สตูดิโอให้ความสนใจนักแสดงเกรดเออย่าง Tom Cruise, Bill Murray, Nicolas Cage ก็มาทดสอบหน้ากล้องแต่ผลลัพท์ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ในตอนแรกเลือก Peter Gallagher แต่เห็นว่า Cher ล็อบบี้อยากได้ Cage เพราะมองว่าอีกฝ่ายเหมาะกับการเล่นคนบนบ้าๆบอๆ

การแสดงของ Cage เลื่องชื่อในความเว่อวังอลังการ ทั้งคำพูด สีหน้า ท่าทาง เหมือนโอเว่อแอ็คติ้ง (Over-Acting) ดูเหนือจริง (Surrealist) เจ้าตัวเรียกว่าวิญญาณเข้าสิง (Nouveau Shamanic) นั่นเป็นสิ่งที่ผู้ชมสมัยนั้นยังไม่เข้าใจสไตล์การแสดงลักษณะนี้ เลยถูกมองข้าม SNUB ทุกสถาบัน แต่นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คำยกย่องไว้อย่างน่าสนใจ

In a career of playing goofballs, Cage has never surpassed his Ronny Cammareri. Who else could bring such desperation to his speech when he declares his love? “Love don’t make things nice. It ruins everything. It breaks your heart. It makes things a mess. We aren’t here to make things perfect. The snowflakes are perfect. The stars are perfect. Not us. Not us! We are here to ruin ourselves and to break our hearts and love the wrong people and die.” And then, she having gone through the motions of resistance: “Now I want you to come upstairs with me and get in my bed!”

Roger Ebert

ผมละยอมใจบทสนทนาเฉียบๆของหนังจริงๆ เมื่อออกมาจากปาก Cage ทำให้รู้สึกสมเหตุสมผล ทั้งๆมันคือตรรกะเพี้ยนๆ ชักแม่น้ำทั้งห้า สรรหาสรรพข้ออ้างเพียงเพื่อลากพาหญิงสาวขึ้นเตียง มันช่างโรแมนติก น้ำเน่า เข้าใจคนเหงา สาวๆจึงยินยอมศิโรราบ ทั้งรู้ว่าสุดท้ายแล้วมันอาจแค่เพียงชั่วข้าม(ไม่กี่)คืน


Olympia Dukakis, Ολυμπία Δουκάκη (1931-2021) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lowell, Massachusetts ในครอบครัวผู้อพยพชาวกรีก โตขึ้นสำเร็จการศึกษากายภาพบำบัด Boston University ทำงานดูแลผู้ป่วยโปลิโอ ก่อนเปลี่ยนความสนใจเข้าคอร์สการแสดง เข้าร่วมคณะ Williamstown Summer Theater, ร่วมกับสามี Louis Zorich ก่อตั้ง Whole Theater Company สมสมประสบการณ์อยู่หลายปีจนผันตัวสู่วงการโทรทัศน์ ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Moonstruck (1987), Steel Magnolias (1989), Sinatra (1992) ฯ

รับบท Rose Castorini มารดาของ Loretta อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ Brooklyn Heights กำลังอยู่ในความระแวงสงสัยสามี Cosmos กำลังแอบคบชู้นอกใจ? จึงพยายามค้นหาคำตอบว่าทำพวกผู้ชายถึงไม่รู้จักเพียงพอในตนเอง ระหว่างรับประทานอาหารค่ำพบเจอกับ Perry ครูสอนมหาวิทยาลัยที่พยายามเกี้ยวพาราสีนักศึกษาสาว แล้วถูกบอกเลิกกลางคันถึงสองครั้งครา แม้พวกเขาคุยกันถูกคอจนมาถึงหน้าอพาร์ทเมนท์ เธอกลับปฏิเสธไม่ให้เขาขึ้นห้อง ฉันแก่เกินแกงที่จะมาหมกมุ่นกับเรื่องพรรค์นี้!

สตูดิโอมีความสนใจ Anne Bancroft และ Maureen Stapleton แต่ทั้งสองค่าตัวสูงเกินไป จนกระทั่ง Dukakis เข้ามาทดสอบหน้ากล้อง ยังไม่ทันเสร็จสิ้น ผกก. Jewison ก็ตัดสินใจว่าจ้างเธอทันที!

ในบรรดาทีมนักแสดงชุดนี้ ผมมีความอึ่งทึ่ง ประทับใจการแสดงของ Dukakis มากที่สุดแล้ว! ตรงกับสำนวน ‘น้ำนิ่งไหลลึก’ ภายนอกดูสงบ ร่มเย็น ไม่ค่อยเห็นแสดงปฏิกิริยาอารมณ์ แต่เพราะสามีไม่ค่อยทำการบ้าน สังเกตเห็นท่าทางลับๆล่อๆ จึงพยายามค้นหาคำตอบ “ทำไมพวกผู้ชายถึงชอบคบชู้นอกใจ” นำมาเป็นบทเรียนชีวิต ปฏิเสธก้าวล้ำเส้นศีลธรรม

โลกยุคสมัยใหม่ที่ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร ผู้ชมหลายคนอาจรู้สึกสมเพศเวทนาตัวละคร ทำไมถึงต้องยึดถือมั่น คุณธรรมค้ำคอ แต่นั่นมันเป็นสิทธิ จิตสามัญสำนึกส่วนบุคคล เราควรเรียนรู้จักควบคุมตนเอง สติหยุดยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช่ปล่อยตัวไปกับอารมณ์ ใช้ชีวิตตอบสนองตัณหา กามารณ์ นั่นไม่ต่างอะไรจากพวกสัตว์เดรัจฉาน


ถ่ายภาพโดย David Watkin (1925-2008) ตากล้องสัญชาติอังกฤษ หนึ่งในผู้บุกเบิกการทดลองใช้แสงสะท้อนฉาก (Bounce Light), ฝึกฝนการถ่ายระหว่างทำงาน Sounthern Railway Film Unit ตำแหน่งผู้ช่วยตากล้อง จนมีโอกาสเริ่มต้นถ่ายทำ Title Sequence ภาพยนตร์ Goldfinger (1964), ผลงานเด่นๆอาทิ Help! (1965), The Knack …and How to Get It (1965), The Devils (1971), The Three Musketeers (1973), Chariots of Fire (1981), Yentl (1983),Out of Africa (1985), Moonstruck (1987) ฯ

งานภาพของ Watkin อาจดูไม่มีอะไรหวือหวา แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่น่าสนใจ ยกตัวอย่าง

  • ช่วงแรกๆมักพบเห็นภาพสะท้อนในกระจก Loretta Castorini (รับบทโดย Cher) สามารถสื่อถึงความสับสน ลังเล ไม่แน่ใจในตนเอง หลายสิ่งแสดงออกหา(ตอบตกลงหมั้นหมาย Johnny Cammareri)หาใช่ความต้องการแท้จริงจากภายใน
  • ฉากภายในห้อง (โดยเฉพาะห้องนอน) มักมีผ้าม่านหรือบานเกล็ด ยามค่ำคืนเมื่อแสงจันทร์สาดส่องเข้ามา อาบฉาบใบหน้าตัวละคร มอบสัมผัสราวกับนกในกรงขัง ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ โหยหาจะทำบางสิ่งอย่าง (คบชู้นอกใจ)
  • หลายสิ่งอย่างในหนังล้วนมีลักษณะ ‘สูตรสอง’ และมักมีทิศทางกลับตารปัตรตรงกันข้าม
    • Loretta หมั้นหมายกับ Johnny ก่อนเธอคบชู้กับ Ronny 
    • บิดา Cosmo แต่งงานกับมารดา Rose ขณะนั้นกำลังแอบคบชู้กับ Mona
    • ในร้านอาหาร Perry ถูกนักศึกษาสาวบอกเลิกสองครั้ง
      • ครั้งแรกพบเห็นโดย Loretta มาทานข้าวกับคู้หมั้น Johnny
      • ครั้งหลังพบเห็นโดยมารดา Rose มาทานข้าวคนเดียวเลยชักชวนอีกฝ่ายมาร่วมสนทนา
    • Loretta โทรศัพท์หา Ronny สองครั้ง พบเจอกันสองครั้ง (ห้องใต้ดินร้านเบเกอรี่, รับชมอุปรากร La bohème) ร่วมรักกันสองค่ำคืน
    • มารดา Rose สอบถามเหตุผลที่ผู้ชายชอบคบชู้นอกใจสองครั้งกับ Perry และ Johnny

หนังใช้เวลาถ่ายทำ 11 สัปดาห์ โดยห้าสัปดาห์แรกเริ่มจากฉากภายนอกของ New York City, Little Italy และ Brooklyn, ก่อนหกสัปดาห์หลัง ย้ายไปถ่ายทำฉากภายในยัง Leslie Street Studios ณ Toronto, Ontario (ใกล้บ้านผกก. Jewison)


ชุมชน Italian เลื่องชื่อถึงความสัมพันธ์บนโต๊ะอาหาร (ใครเคยรับชม Goodfella (1990) ก็น่าจะมักคุ้นอะไรหลายๆอย่าง) สถานที่ที่ครอบครัวอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า พูดคุยสนทนา ซุบซิบนินทา ปรับความเข้าใจ ผมขี้เกียจนับว่ามีกี่ฉากที่พบเห็นตัวละครนั่งกินข้าว ไม่ใช่แค่ในบ้าน ห้องครัว ยังรวมถึงร้านอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น-ค่ำ (ชาวตะวันตกรับประทานกันสี่มื้อ Breakfast-Launch-Dinner-Supper) เรียกได้ว่าช่วงเวลาแห่งชีวิต … แรกพบเจอ ตกหลุมรัก หมั้นหมาย หย่าร้าง รับรู้ความจริงเกี่ยวกับการคบชู้นอกใจ ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร

แซว: ภาษาอังกฤษมีศัพท์แสลง ‘cooking’ ที่ไม่ได้แปลว่าทำอาหาร หมายถึงการทำบางสิ่งอย่างที่เต็มไปด้วยอรรถรส วุ่นๆวายๆ ตื่นเต้นเร้าใจ (to be full of activity and excitement)

สามี-ภรรยาสูงวัยคู่นี้ มารับเชิญ (Cameo) เป็นลูกค้าซื้อขนมปัง ใบ้ให้ว่าสังเกตจากคิ้ว ถ้าใครยังครุ่นคิดไม่ออกก็ทำแถบดำในวงเล็บดูนะครับ [บิดา-มารดาของผู้กำกับ Martin Scorsese]

แรงบันดาลใจของนักเขียน John Patrick Shanley มาจากการผสมผสานประสบการณ์ชีวิตตนเอง ขณะนั้นเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่อาศัยอพาร์ทเม้นท์หลังใหม่ เจ้าของเก่าคือศิลปิน ทิ้งสิ่งน่าประทับใจเอาไว้มากมาย ด้วยความชื่นชอบของแปลก สิ่งไม่สมบูรณ์แบบ (imperfectness) สถานที่แห่งนี้เลยให้กำเนิดแนวคิดอะไรๆหลายอย่าง ยามค่ำคืนมองออกไปพบเห็นพระจันทร์ดวงใหญ่ รวมถึงซีนตบหน้าที่กลายเป็น ‘Iconic’ ด้วยประโยคคำพูด “Snap out of it”

I was up in a tenement, living on 177th and Fort Washington. I had an apartment with chunks of plaster falling out of the walls and a couple of windows that were cracked, and I became very friendly with the super, a guy named Ralph. Really, I just kind of adored him. He was very short, and he looked like he was from Castilian Spain. He looked like he was running in front of a bunch of bulls. He came up and he would say, “Let me fix that hole in your wall,” and I would say, “I love that hole. Do not touch that.” “Fix that window,” and I’d be like, “That crack in the window is a once in a lifetime. I don’t want it touched.” I was very in love with the way that things are and the imperfectness — the imperfectness which Nic Cage talks about in the snow scene, when he talks her into going upstairs. I wrote the stage directions. I just acted it, pictured it in my head. So I slapped him, and I looked at him and it didn’t work, so I slapped him again and said, “Snap out of it.”

John Patrick Shanley กล่าวถึงวลีเด็ดของหนัง

แม้ยุคสมัยนั้นจะเริ่มมีการใช้ CGI (Computer Graphic Interface) แต่พระจันทร์ดวงใหญ่สร้างขึ้นด้วยหลอดไฟดวงเล็กๆ (FEY bulb) จำนวน 196 หลอด ติดตั้งอยู่บนเครนรถขนาดใหญ่ (Cherry Picker) เพื่อให้สามารถขยับเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ถ่ายทำต่างๆ รวมถึงปรับเปลี่ยนตำแหน่งบนท้องฟากฟ้า ออกแบบสร้างโดยตากล้อง Peter Watkin ใช้ครั้งแรกภาพยนตร์ Hanover Street (1979) ตั้งชื่อเล่น Prop Moon นี้ว่า “Wendy”

แซว: ครั้งแรกที่ Peter Watkin ใช้ดวงจันทร์ปลอมนี้ยังสถานที่ถ่ายทำจริง ชาวบ้านแถวนั้นครุ่นคิดว่าคือ UFO (Unidentified Flying Object)

หลายคนน่าจะรับรู้ได้ว่า พระจันทร์ดวงนี้มีขนาดใหญ่โตกว่าปกติพอสมควร! นอกจากเพื่อสร้างความประทับ ติดตาฝังใจตามชื่อหนัง Moonstruck ยังราวกับอยู่ในโลกแฟนตาซี เรื่องราวรักๆใคร่ๆก็วุ่นวายเกินจริง การแสดงโอเว่อแอ็คติ้ง หลายสิ่งอย่างดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่

ความใหญ่โตของดวงจันทร์ สร้างความตระหนักให้กับผู้พบเห็น ตนเองก็แค่สิ่งมีชีวิตตัวกระจิดริด เมื่อเทียบจักรวาลกว้างใหญ่ ยังมีขนาดเล็กกว่าเม็ดทราย นั่นทำให้เกิดอาการหวาดกลัวความตาย มนุษย์เกิดมาทำไม? จึงพยายามต่อสู้ดิ้นหน หาหนทางใช้ชีวิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า เติมเต็มตัณหา อิสรภาพของหัวใจ

ค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง หิมะกำลังโปรยปราย จริงๆน่าจะออกแบบฉาก & มุมกล้องให้เหมือนเปะกันไปเลย ผมชมจะได้สังเกตเห็นชัดๆว่าการแสดงอุปรากร La Bohème = เหตุการณ์บังเกิดขึ้นจริงระหว่าง Loretta & Johnny (มีเสียงร้อง Tenor คลอประกอบพื้นหลังด้วยนะ)

เกร็ด: เรื่องย่ออุปรากร La Bohème กล่าวถึงความรักแรกพบระหว่างนักกวีหนุ่มยากไร้ Rodolfo และหญิงสาวทอผ้า Mimì ต่อมาทั้งสองพยายามตีจากกัน เพราะฝ่ายชายไม่พึงพอใจที่เธอหว่านเสน่ห์ไปทั่ว ทำให้หัวใจสลาย สุขภาพเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งคู่จะตระหนักถึงความรักอันมากล้น หวนกลับมามีความสุขร่วมกันสั้นๆ ก่อนเธอจะเสียชีวิตจากไป

ตัดต่อโดย Lou Lombardo (1932-2002) สัญชาติอเมริกัน จากเคยเป็นต้องฝึกงานผกก. Robert Altman แต่แจ้งเกิดโด่งดังจากการตัดต่อภาพยนตร์ The Wild Bunch (1969), McCabe & Mrs. Miller (1971), The Long Goodbye (1973), Moonstruck (1987) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้ครอบครัว Castorini เป็นจุดศูนย์กลาง! ไม่ได้จำเพาะเจาะจงแค่ Loretta แต่ยังรวมถึงบิดา Cosmo (ระหว่างอยู่กับชู้รัก), มารดา Rose (ออกค้นหา) รวมถึงคุณปู่ (พาสุนัขไปเดินเล่น) จากนั้นทำให้รถไฟชนกัน บังเกิดความวุ่นๆวายๆ ชิบหายวายป่วน สุดท้ายจะสามารถหาข้ออ้าง หนทางออกได้หรือไม่

  • Opening Credit ร้อยเรียงภาพภูมิทัศน์ Brooklyn Heights ยามเช้าระหว่าง Loretta Castorini ออกเดินทางไปทำงาน
  • หมั้นหมาย Johnny Cammareri
    • ระหว่างรับประทานอาหารเย็น Johnny หมั้นหมายกับ Loretta
    • Loretta เดินทางไปส่ง Johnny ยังสนามบิน เดินทางสู่อิตาลีเพื่อดูใจมารดา
    • กลับมาบ้านบอกกล่าวเรื่องหมั้นหมายกับบิดา & มารดา
    • ยามเช้าคุณปู่พาสุนัขไปเดินเล่น
    • ระหว่างรับประทานอาหารเช้า คุยโทรศัพท์กับ Johnny
  • แรกพบเจอ Ronny Cammareri
    • Loretta พยายามโน้มน้าว Ronny ให้มาร่วมงานแต่งงาน
    • บิดา Cosmo เกี้ยวพาราสีชู้รัก Mona
    • Loretta รับประทานอาหารกลางวันกับ Ronny แล้วอยู่ดีๆก็พาเข้าห้องนอน
    • ยามค่ำคืนครอบครัวรับประทานอาหารกันพร้อมหน้า (ยกเว้น Loretta) มารดา Rose สังเกตความผิดปกติของสามี Cosmos
    • ดึกดื่นตื่นขึ้นเห็นพระจันทร์ดวงใหญ่
  • อุปรากร La bohème
    • Ronny พยายามขอโอกาสจาก Loretta ค่ำคืนนี้ชักชวนพาไปรับชมการแสดงอุปรากร La bohème
    • ร้อยเรียงกิจวัตรประวันของครอบครัว Castorini
    • ยามเย็น Loretta เดินทางมารับชมอุปรากรร่วมกับ Ronny พร้อมๆกับบิดา Cosmo มากับชู้รัก Mona
    • มารดา Rose อยู่คนเดียว เปล่าเปลี่ยว เลยออกมารับประทานอาหารตัวคนเดียว พบเจอกับ Perry
    • หลังการแสดงอุปรากร Loretta พบเจอกับบิดา Cosmo
    • ระหว่างคุณปู่พาสุนัขออกมาเดินเล่นยามค่ำคืน พบเจอกับ Rose (มากับ Perry)
    • Ronny พยายามพูดคุย โน้มน้าว จนในที่สุดก็สามารถนำพา Loretta ขึ้นห้อง ร่วมรักหลับนอน
    • Rose พบเจอกับ Johnny ที่เพิ่งกลับจากอิตาลี และบอกบางสิ่งอย่างกับสามี Cosmo ที่เพิ่งกลับบ้าน
  • บทสรุปบนโต๊ะอาหาร
    • ทุกตัวละครเดินทางกลับมาถึงบ้านยามเช้า ระหว่างรับประทานอาหาร ก็พูดคุย ถกเถียง ระบายสิ่งอัดอั้นภายใน เคลียร์ความในใจ ก่อนจบลงอย่าง Happy Ending

ผลงานของผกก. Jewison เลื่องชื่อในความชุลมุน ผสมผสานหลากหลายเหตุการณ์ ดำเนินเรื่องแบบคู่ขนาน สลับสับเปลี่ยนทิศทางไปมาได้อย่างน่าอัศจรรย์, Moonstruck (1987) น่าจะถือเป็นผลงานชิ้นเอกเลยก็ว่าได้ ร้อยเรียงสารพัดเรื่องราวรักๆใคร่ๆ คบชู้นอกใจ สมาชิกครอบครัว Castorini ช่างเต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ ก่อนทิ้งท้าย ขมวดปม หักมุมตอนจบอย่างคาดไม่ถึง!


เพลงประกอบโดย Dick Hyman ชื่อจริง Richard Hyman (เกิดปี 1927) นักแต่งเพลง บรรเลงเปียโนแจ๊ส สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ตั้งแต่เด็กได้รับการฝึกฝนดนตรีจากพี่ชายมารดา (นักเปียโนคอนเสิร์ต) Anton Rovinsky, โตขึ้นอาสาสมัครทหารบก ก่อนย้ายไปประจำทหารเรือเพื่อเข้าร่วมวงดนตรี สะสมประสบการณ์ หลังปลดประจำการเข้าศึกษาต่อ Columbia University ระหว่างนั้นชนะเลิศการแข่งขันเปียโน ได้เข้าคอร์สสอนโดย Teddy Wilson ตกหลุมรักดนตรีแจ๊สตั้งแต่บัดนั้น, ผลงานของ Hyman มีทั้งแต่งเพลง ออกอัลบัมเดี่ยว-คู่ เพลงประกอบละครเวที ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์ อาทิ Ages of Man (1966), Moonstruck (1987) ฯ

งานเพลงของหนังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอาย Italian-American มีส่วนผสมของทั้งบทเพลงมีชื่อ (La Bohème, That’s Amore) และ Original Soundtrack อาจไม่ได้ท่วงทำนองติดหู แต่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ครื้นเครง อลเวง สร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับผู้ชม

ดั้งเดิมนั้น Opening Credit ตั้งใจจะใช้บทเพลง La bohème (เพื่อให้สอดคล้องภาพโรงอุปรากรกำลังตระเตรียมการแสดง) แต่เสียงตอบรับในรอบทดลองฉายค่อนข้างย่ำแย่ บางคนเดินออกเพราะครุ่นคิดว่านี่คือหนัง Art Film เลยปรับเปลี่ยนเป็นเพลงรักหวานฉ่ำ That’s Amore (1953) แต่งโดย Harry Warren, คำร้องโดย Jack Brooks, ต้นฉบับขับร้องโดย Dean Martin ประกอบภาพยนตร์ The Caddy (1953) กลายเป็นเพลงโคตรฮิต ‘Signature Song’ เข้าชิง Oscar: Best Original Song แต่พ่ายให้กับ Secret Love ของ Doris Day

ความน่าอึ่งทึ่งของบทเพลงนี้คือเนื้อคำร้อง “When the moon hits your eye like a big pizza pie That’s amore!” มันช่างมีความสอดคล้องเข้ากับเรื่องราวและชื่อหนัง Moonstruck อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับแต่งขึ้นเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ!

เกร็ด: Amore อ่านว่า [aˈmoːre] มาจากภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า ความรัก

(In Napoli where love is king
When boy meets girl here’s what they say)

When the moon hits your eye like a big pizza pie That’s amore
When the world seems to shine like you’ve had too much wine That’s amore
Bells will ring ting-a-ling-a-ling, ting-a-ling-a-ling And you’ll sing “Vita bella”
Hearts will play tippy-tippy-tay, tippy-tippy-tay Like a gay tarantella

When the stars make you drool just like a pasta e fasul, that’s amore That’s amore
When you dance down the street with a cloud at your feet You’re in love
When you walk in a dream but you know you’re not dreaming signore
Scusami, but you see, back in old Napoli That’s amore

When the moon hits your eye like a big pizza pie, that’s amore That’s amore,
When the world seems to shine like you’ve had too much wine, That’s amore
Bells will ring ting-a-ling-a-ling, ting-a-ling-a-ling And you’ll sing “Vita bella” (Vita bel-, vita bella)
Hearts will play tippy-tippy-tay, tippy-tippy-tay Like a gay tarantellaLucky fella

When the stars make you drool just like a pasta e fasul, that’s amore That’s amore
When you dance down the street with a cloud at your feet You’re in love
When you walk in a dream but you know you’re not dreaming signore
Scusami, but you see, back in old Napoli That’s amore
Amore, that’s amore

บทเพลงที่ผมรู้สึกติดหู ได้ยินซ้ำๆบ่อยครั้งที่สุด Mr. Moon เครื่องดนตรีหลักคือแอคคอร์เดียน (Accordian) บรรเลงท่วงทำนองสนุกสนาน ครึกครื้นเครง อลเวง ขณะเดียวกันแฝงความยียวนกวนประสาท เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ชิบหายวายป่วน ความใหญ่โตของดวงจันทร์ ทำให้มนุษย์มีความระริกระรี้ โหยหากระทำสิ่งบางอย่าง เติมเต็มตอบสนองความต้องการหัวใจ

La Bohème (1896) อุปรากรสี่องก์ (Tragic Opera) ประพันธ์โดย Giacomo Puccini (1858-1924) คีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยน, ดัดแปลงจากนวนิยาย Scènes de la vie de bohème (1851) แปลว่า Scenes of Bohemian Life ต้นฉบับแต่งโดย Henri Murger (1822-61) นักเขียนชาวฝรั่งเศส, เรื่องราวมีพื้นหลังกรุง Paris ช่วงปี ค.ศ. 1830 ได้ทำการปรุงแต่ง สร้างความโรแมนติกให้กับวิถีชีวิตสไตล์ Bohemian

ในอัลบัม Soundtrack มี 2-3 บทเพลงที่นำมาใช้ประกอบภาพยนตร์ ขับร้องโดย (หญิง) Renata Tebaldi และ (ชาย) Carlo Bergonzi บันทึกเสียง(น่าจะ)ปี ค.ศ. 1951

  • Act 1: Questo mar rosso (แปลว่า The Red Sea) นี่เป็นบทเพลงเตรียมไว้สำหรับ Opening Credit แต่พอเปลี่ยนมาเป็น That’s Amore เลยย้ายมาใส่ตอนจบของหนังแทน ในอัลบัมใช้ชื่อ Instrumental Excerpts From La Bohème
  • Act 1: O soave fanciulla (แปลว่า Oh lovely girl) ผมอ่านจากเรื่องย่อพบว่าขณะนี้นักกวีหนุ่ม Rodolfo พบเห็นใบหน้าหญิงสาว Mimi อาบฉาบแสงจันทร์ ทำให้ตกหลุมรักแรกพบโดยพลัน
    • Ronny พยายามโน้มน้าว เกลี้ยกล่อม Loretta จนสามารถพาขึ้นห้องหลังรับชมการแสดงอุปรากร (ขณะอยู่หน้าอพาร์ทเมนท์ ระหว่างหิมะกำลังโปรยปรายลงมา)
    • ดังจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงในห้องพักของ Ronny นั่งฟังหลังเช้าวันที่สามหลังจาก Loretta กำลังเดินทางกลับบ้าน
  • Act 3: Donde lieta uscì (แปลว่า From here she happily left) เรื่องราวขณะนี้ Mimi ต้องการบอกเลิก ร่ำลาจาก Rodolfo แต่ความสัมพันธ์รักอันแนบแน่น มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด!
    • ดังจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงในห้องพักของ Ronny เมื่อตอนพาขึ้นห้องครั้งแรก
    • ระหว่างการแสดงบนเวทีโรงอุปรากร

Luna till now belonged to the poets, to the dreamers, to daring fantasists and adventurers in powdered wigs. To fantasists in frock coats, and those in bizarre helmets from the pages of our latest novels. And of course to lovers, to them Luna was always most dear!

Baron Munchausen จากภาพยนตร์ The Fabulous Baron Munchausen (1962)

ผมเพิ่งรับชม The Fabulous Baron Munchausen (1962) ไปเมื่อปีก่อน (รูปอวตารยังเป็นของ Baron Munchausen อยู่เลยนะ!) เพ้อรำพันถึงดวงจันทร์ สถานที่ของนักฝัน นักกวี ดินแดนแฟนตาซีของนักผจญภัย รวมถึงคู่รักหนุ่มสาว เรื่องราวโรแมนติก

เฉกเช่นเดียวกับ Moonstruck (1987) พระจันทร์ดวงใหญ่ราวกับกามเทพแห่งรัก (Cupid) ทำให้หนุ่ม-สาว กลางคน สูงวัย เกิดความระริกระรี้ ตระหนักถึงชีวิตแสนสั้น โหยหาใครสักคนเคียงข้างกาย สำหรับคลายความเหงา เอาความเศร้าโยนทิ้งไปให้ไกล

โลกยุคสมัยก่อน ความรักเป็นสิ่งที่ต้องมีพิธีรีตรอง ปฏิบัติตามครรลอง เต็มไปด้วยขนบกฎกรอบ ข้ออ้างศีลธรรมทางสังคม แต่นับตั้งแต่การมาถึงของ Sexual Revolution (1960s-70s) คนรุ่นใหม่ได้รับการเสี้ยมสอนให้รู้จักอิสรภาพทางเพศ ความรักคือเรื่องของคนสอง ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไร ใครจะว่าอะไรก็ช่างหัวมัน

อิสรภาพแห่งรักมันช่างฟังดูดี แต่หาใช่สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้การยินยอมรับ ก็เหมือนการเมืองมีฟากฝั่งซ้าย-ขวา, อนุรักษ์นิยม-เสรีชน, คนรุ่นเก่ายึดติดอยู่กับขนบกฎกรอบ ข้ออ้างศีลธรรมทางสังคม vs. เด็กรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า โหยหาเสรีภาพในการครุ่นคิดแสดงออก

Moonstruck (1987) ไม่ใช่แค่นำเสนอเรื่องราวความรักที่สะท้อนอิทธิพลโลกยุคสมัยใหม่ ปลดปล่อยอารมณ์พาไป (รุ่นลูก) แต่ยังตั้งคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสม ด้วยเหตุด้วยผล อิสรภาพทางเพศไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนให้การยินยอมรับ อย่างน้อยที่สุดเราควรต้องรู้จักควบคุมตนเอง (รุ่นแม่)

แต่งงานคือการสูญเสียอิสรภาพ เปรียบดั่งห่วง โซ่ตรวน พันธนาการคนสองร่วมกัน บังเกิดสถานะที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’ ให้กำเนิดลูกหลานสืบพงค์เผ่าพันธุ์ แต่ถ้าใครคนใดหรือทั้งสอง ยังไม่สามารถควบคุมตนเอง ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับ ‘อิสรภาพทางเพศ’ มักก่อให้เกิดความขัดแย้ง ใช้กำลังรุนแรง นำสู่ปัญหาสังคม เลิกราหย่าร้าง ทอดทิ้งลูกหลาน เด็กขาดความอบอุ่น ฯ

การพูดคุย ยินยอมรับฟัง รู้จักประณีประณอม มองหาทางสายกลาง นั่นคือหนทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว โลกยุคสมัยนี้มันมีสิ่งล่อตาล่อใจมากมาย แต่ถ้าเราสามารถเปิดอกพูดคุย ปรับความเข้าใจ หลงเหลือเยื่อใยอะไรบางอย่างให้กัน คนสองย่อมค้นพบหนทางแก้ปัญหา

สำหรับผกก. Jewison เหมือนจะไม่ใช่คนโรแมนติกนัก (ไม่เคยสร้างภาพยนตร์แนวโรแมนติกมาก่อน) แต่รักเดียวใจเดียว ไม่เคยคบชู้นอกใจภรรยา (จนกระทั่งเธอลาจากโลกนี้ไป ถึงค่อยแต่งงานใหม่เมื่อปี ค.ศ. 2010) ความสนใจใน Moonstruck (1987) จึงไม่ใช่เรื่องรักๆใคร่ๆ คบชู้นอกใจ หรือสะท้อนค่านิยมยุคสมัยที่กำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป

แต่คือความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว ท้อแท้สิ้นหวัง ผลงานภาพยนตร์ที่ตนเองหมายหมั้นปั้นมือ อยากจะสรรค์สร้างกลับถูกมองข้าม ไม่มีสตูดิโอไหนให้ความสนใจ สิ่งคาดไม่ถึงคือเรื่องราวของ Moonstruck (1987) สามารถถ่ายทอดความรู้สึกเดียวกันนั้นออกมา มันช่างพิลึกพิลั่น น่ามหัศจรรย์ พระจันทร์เป็นใจ


ด้วยทุนสร้าง $15 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $80 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $122.1 ล้านเหรียน ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม! ตามด้วยเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin สามารถคว้ารางวัล Best Director ขณะที่ Golden Berlin Bear ตกเป็นของ Red Sorghum (1987) ของผกก. Zhang Yimou

นอกจากนี้ยังได้เข้าชิง Oscar จำนวน 6 สาขา คว้ามา 3 รางวัล

  • Academy Award
    • Best Picture
    • Best Director
    • Best Actress (Cher) **คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actor (Vincent Gardenia)
    • Best Supporting Actress (Olympia Dukakis) **คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay **คว้ารางวัล
  • Golden Globe Awards
    • Best Motion Picture – Musical or Comedy
    • Best Actor in a Motion Picture – Musical or Comedy (Nicolas Cage)
    • Best Actress in a Motion Picture – Musical or Comedy (Cher) **คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (Olympia Dukakis) **คว้ารางวัล
    • Best Screenplay – Motion Picture

ผู้ชนะรางวัลภาพยนตร์แห่งปีนั้น The Last Emperor (1987) ถือว่าไร้ข้อกังขา (กวาดเรียบ 9 รางวัล) แต่ที่น่าผิดหวังก็คือ Nicolas Cage (ไม่ได้เข้าชิง), Norman Jewison ถูกมองข้ามสาขาผู้กำกับอีกครั้ง และเห็นว่าเมื่อตอน Cher ขึ้นรับรางวัล Best Actress กล่าวขอบคุณช่างทำผม คนสอนพูดสำเนียง Brooklyn แต่กลับไม่เอ่ยถึงผกก. Jewison เป็นความเห็นแก่ตัวที่น่าสมเพศยิ่งนัก!

กาลเวลาทำให้ Moonstruck (1987) กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์อเมริกันคลาสสิก ได้รับการจัดอันดับจาก American Film Institute ติดอันดับหลายชาร์ททีเดียว

  • AFI’s 100 Years…100 Laughs อันดับ #41
  • AFI’s 100 Years…100 Passions อันดับ #17
  • AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes: “Snap out of it!” อันดับ #96
  • AFI’s 10 Top 10: Romantic Comedy Film อันดับ #8

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคาดไม่ถึงอย่างมากๆก็คือ Criterion ได้ทำการบูรณะ 4K ผ่านการตรวจอนุมัติโดยผกก. Norman Jewison เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2020 … มันอาจเพราะ MGM ขายต่อให้ 20th Century Fox ปัจจุบันควบรวมกับ Walt Disney สถานะของหนังเลยวุ่นๆวายๆ กลายเป็นโอกาส Criterion ฉกฉวยคว้ามาครอบครอง

ส่วนตัวแม้ไม่ค่อยชื่นชอบเรื่องรักๆใคร่ๆ สลับคู่ขา เพิกเฉยต่อหลักศีลธรรม แต่เพราะนี่คือภาพยนตร์ตลก เอาความบันเทิงเป็นที่ตั้ง ก็เลยต้องยอมปล่อยตัวปล่อยใจ เพลิดเพลินผ่อนคลาย ประทับใจบทสนทนาคมกริบ ทีมนักแสดงแพรวพราวเทคนิค บทเพลงไพเราะเพราะพริ้ง และลีลาเล่าเรื่องคู่ขนานของผกก. Jewison ถือว่าไม่เป็นสองรองใคร!

สิ่งที่ทำให้ Moonstruck (1987) เป็นภาพยนตร์เหมาะสำหรับคนโสด เพราะนำเสนอความเป็นไปได้ สร้างประกายความหวัง ความรักคือสิ่งไม่มีใครคาดคิดถึง อย่าไปท้อแท้สิ้นหวัง แต่จงเพลิดเพลินไปกับการค้นหา ลองผิดลองถูก สักวันย่อมได้ประสบพบเจอบุคคลที่ใช่ เติมเต็มตัณหา และความต้องการหัวใจ

จัดเรต 13+ กับความสัปดลเรื่องรักๆใคร่ๆ

คำโปรย | Moonstruck พระจันทร์เป็นใจให้เรื่องราวรักๆใคร่ๆ ได้คลายความเหงา เติมเต็มช่องว่างหัวใจ
คุณภาพ | รัร่
ส่วนตัว | ชวนป่วน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: