Mother (1926)

Mother 1926

Mother (1926) USSR : Vsevolod Pudovkin ♠♠♠♠♠

หนังพระเจ้าสร้างเรื่องนี้ เปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดทฤษฎีการตัดต่อหนัง ด้วยความเชื่อว่า ‘การตัดต่อคือจิตวิญญาณของภาพยนตร์’ และนี่เป็นหนังที่แฝงแนวคิดลึกซึ้ง ใช่ว่าทุกคนจะดูเข้าใจ ถึงเข้าใจก็ใช่ว่าจะตรงกัน

ตอนผมดูหนังเรื่องนี้ สักกลางๆเรื่องเริ่มได้กลิ่นทะแม่งๆ สัญชาตญาณบอกว่านี่อาจเป็นหนังที่ใจความแฝงแนวคิดอะไรบางอย่าง (หนังเงียบส่วนใหญ่ก็มักมีลักษณะแบบนี้) ดูจบแล้วลองค้นหาข้อมูล พบว่าไม่ผิดเลย นี่เป็นหนังที่คุณต้องมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์อย่างมาก ถึงจะสามารถเข้าใจและมองเห็นความสวยงามอันลึกซึ้งที่แฝงอยู่ได้อย่างถ่องแท้, ถ้าคุณดูโดยไม่รู้อะไร ผมคิดว่านี่คงเป็นหนังโศกนาฎกรรมที่น่าเศร้าเรื่องหนึ่ง แม่ที่ทำเพื่อลูก จับพลัดจับผลูอยู่ในกลุ่มปฏิวัติ, แต่ถ้าคิดวิเคราะห์จะพบว่า นี่เป็นหนังชวนเชื่อที่แฝงอุดมการณ์ ทัศนคติและปลูกฝังแนวคิดของคนในโลกยุคใหม่

Russian Empire คือประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก นับจากปี 1721 ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute monarchy) มีกษัตริย์ (Emperor, Tsar) เป็นประมุข ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutional monarchy) ในปี 1906, เหตุที่ต้องเปลี่ยน สืบเนื่องจากรัสเซียสมัยนั้นอยู่ในสภาพแร้นแค้น ยากลำบาก ประชาชนไม่พอใจสภาพที่ถูกกดขี่ กรรมกรต้องทำงานหนักโดยได้รับค่าตอบแทนแสนถูก, ปี 1905 รัฐสมัยของ Tsar Nicholas II ประชาชนได้ออกมารวมตัว เกิดเป็นเหตุการณ์ปฏิวัติ 1905 (Revolution of 1905) เรียกร้องให้มีการสร้างรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายลดชั่วโมงการทำงาน และแก้ไขความทุกข์ยากของราษฎร แต่ทหารกลับระดมยิงประชาชนเสียชีวิตใน St. Petersburg เกิดเป็นเหตุการณ์ Bloody Sunday (วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคมปี 1905) นับจากนั้นประชาชนจึงเริ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อระบบ Tsar ก่อให้เกิดการจลาจลไปทั่ว Tsar Nicholas II ต้องทรงยอมออกประกาศเดือนตุลาคม (October Manifesto) ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดสภาดูมา (Duma) และแต่งตั้ง Sergei Witte เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของรัสเซีย

เรื่องราวของหนังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผมเล่าไปในย่อหน้าที่แล้วนะครับ แต่จะขอเล่าต่อจนถึงยุคสมัยที่หนังเรื่องนี้เกิดขึ้น

ถึง Tsar Nicholas II จะยอมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ทำให้การปฏิวัติยุติลง แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องโกหกหลอกลวง เพราะพระองค์ทรงกระทำไปตามสถานการณ์บ้านเมืองบีบบังคับ เพื่อปกป้องราชบังลังก์ของตนเท่านั้น, การบริหารประเทศภายใต้สภาดูมาถือว่าค่อนข้างแย่ เพราะคนที่ได้รับโอกาสให้บริหารประเทศยังขาดความรู้ความเข้าใจ ทำให้ Tsar Nicholas II ฉวยโอกาสหาข้ออ้างยุบสภาหลายครั้ง แล้วแต่งตั้งคนใกล้ชิดให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วตนบงการอยู่ข้างหลัง, การตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของ Tsar Nicholas II นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งชีวิตของทหารและชาวรัสเซียนับล้าน เพราะความพร้อมใดๆในการสู้รบแต่ยังดื้อดึงเข้าร่วมสงคราม จึงกลายเป็นฝ่ายแพ้, ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1917 การจลาจลจึงเกิดขึ้นทั่วเมือง เป็นการปฏิวัติล้มล้างระบบ Tsar ทำให้ Tsar Nicholas II ต้องสละราชสมบัติ สิ้นสุดระบบการปกครองกษัตริย์ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanoff) จักรวรรดิรัสเซียที่ยาวนานกว่า 300 ปี, มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลเฉพาะกิจขึ้นบริหารประเทศชั่วคราว แต่ยังขาดเสถียรภาพจนเดือนตุลาคมปี 1917 พรรคบอลเชวิค (Bolshevik) นำโดย Vladimir Lenin ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการบริหารประเทศ และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบ Communist ประกาศให้ประเทศกลายเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Repubilcs หรือ USSR)

ไม่รู้ว่า Lenin ชอบดูหนังหรือเปล่า? แต่เคยพูดว่า ‘ในบรรดางานศิลปะทั้งหลาย ภาพยนตร์ถือว่ามีความสำคัญที่สุด’ (Of all the arts, for us the cinema is the most important.) ซึ่งการมาของเขานับตั้งแต่หลังปี 1917 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์รัสเซียโดยแท้จริง, แม้ขณะนั้นกล้องถ่ายหนังหรือฟีล์มเป็นสิ่งหายากใน russia ทำให้นักเรียนภาพยนตร์ทั้งหลายเกิดการทดลองที่เรียกว่า ‘การตัดต่อ’ กับฟุตเทจที่มีอยู่, Intolerance (1916) ถือว่าเป็นหนังโคตรแห่งการตัดต่อเรื่องแรกของ Hollywood ที่พอถูกนำลักลอบเข้ามาในรัสเซียแล้ว เกิดอิทธิพลอย่างสูงต่อคนทำหนังในรัสเซีย

Lev Kuleshov ถือเป็นอาจารย์คนแรกใน Moscow ที่ได้ทำการทดลองเอาฟีล์มหนังที่มีมาตัดต่อใหม่ ใส่โน่นใส่นี่เข้าไป จนได้ค้นพบผลลัพท์ที่แตกต่าง, Kuleshov ได้นำเอาภาพฟุตเทจใบหน้า Ivan Mozzhukhin นักแสดงรัสเซียชื่อดังเมื่อปี 1917 มาทำการทดลอง 3 อย่าง
1. ตัดสลับกับถ้วยซุป
2. ตัดสลับกับหญิงสาวที่กำลังวิ่งเล่น
3. ตัดสลับกับศพของหญิงสาวคนหนึ่ง

ผู้ชมที่ได้ดูการตัดต่อทั้ง 3 แบบ ชื่นชมวิธีการของ Kuleshov ที่สามารถสร้างความรู้สึกแตกต่างให้เกิดขึ้นได้
1. ใบหน้าที่แสดงความรู้สึกหิวของ Mozzhukhin
2. ใบหน้าที่แสดงความสนุกสนาน
3. ใบหน้าที่แสดงความเศร้าโศก

ทั้งๆที่ฟุตเทจของ Mozzhukhin มีเพียงใบหน้าเดียว แต่การตัดต่อทำให้ผู้ชมสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน, เทคนิคนี้มีชื่อเรียกว่า ‘montage’ การตัดต่อสลับไปมาระหว่างสองภาพ, นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘การตัดต่อ’ เลยนะครับ และหนังแทบทุกเรื่องในโลก มีการตัดต่อแบบ montage แทบทั้งนั้น

นักเรียนที่โดดเด่นที่สุดของ Kuleshov คือ Vsevolod Pudovkin ที่ได้เขียนหนังสือและสร้างทฤษฎีการตัดต่อ โดยมีความเชื่อว่า ‘พื้นฐานของความเป็นศิลปะในภาพยนตร์ คือการตัดต่อ’ (The foundation of film art is editing) ซึ่งเขาได้ทำการพิสูจน์ด้วยการสร้างหนังเรื่อง Mother (1926)

Pudovkin ถือว่าเป็นนักชวนเชื่อที่ตรงไปตรงมา สนใจในประวัติศาสตร์ และสร้างหนังจากสิ่งที่เขาประสบพบเห็นมา, Pudovkin ให้การสนับสนุน USSR อย่างเต็มที่ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐให้สร้างหนังที่มีลักษณะชวนเชื่อ นำเสนอความชั่วร้ายของระบบ Tsar และปลูกฝังแนวคิด อุดมการณ์ใหม่ๆ สู่คนรุ่นต่อมา

Mother ดัดแปลงจากนิยายของ Maxim Gorky นัก Socialist (สังคมนิยม) ผู้เคยได้เข้าชิง Nobel Prize สาขา Literature ถึง 5 ครั้ง มีนิยายอีกเรื่องของเขาที่ดังมากๆ The Lower Depths เคยถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดย Jean Renoir, Chetan Anand (หนังเรื่อง Neecha Nagar ได้ Grand Prix [เทียบเท่า Palme d’Or] จากเทศกาลหนังเมือง Cannes) และ Akira Kurosawa

ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย Nathan Zarkhi นี่เป็นเรื่องแรกในไตรภาค Revolutionary Trilogy ของ Pudovkin ตามด้วย The End of St. Petersburg (1927) และ Storm Over Asia หรือ The Heir to Genghis Khan (1928), เรื่องราวของแม่ผู้ไร้เดียงสา ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงเสี่ยงชีวิตเข้าร่วมฝ่ายต่อต้าน Tsar ผลจากความไม่รู้ ทำให้ลูกชายติดคุก เธอจึงตระหนัก เข้าใจ และต้องการชดใช้ความผิด โดยเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือกลุ่มปฏิวัติ แลกกับการช่วยลูกให้ออกจากคุก

แม่ นำแสดงโดย Vera Baranovskaya ตอนนั้นเธอเพิ่งจะอายุใกล้ๆ 40 ยังถือว่าไม่แก่มาก แต่หนังทำให้เธอเหมือนคนอายุ 50-60, แม่ในหนังเรื่องนี้ เป็นสัญลักษณ์แทนคนในอุดมคติของกลุ่มปฏิวัติ (Ideology) ต้นเรื่องเธอมีความคิดในรูปแบบดั้งเดิมโบราณ (Traditional) เชื่อในระบอบการปกครองแบบเก่า แต่ต่อมาเมื่อลูกถูกจับตัวไป (Reality) ทำให้เธอเปิดรับแนวคิด อุดมการณ์ใหม่ๆ เข้าร่วมคณะปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง

ลัทธิ Marxist มีแนวคิดสำคัญคือ การสร้างความเท่าเทียมให้กับมนุษย์ทุกคน ทั้งชายและหญิง, ในยุคสมัย Tsar ผู้หญิงรัสเซีย มีลักษณะเหมือนผู้หญิงจากประเทศต่างๆทั่วโลก คือ อยู่กับบ้าน เป็นแม่บ้าน ทำงานบ้าน อยู่ภายใต้การปกครองของสามี ถือเป็นประชาชนขั้นสอง (Second-class Citizen) ซึ่งพอ USSR ปกครองประเทศ จึงมีความต้องการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้หญิง คือยกระดับให้เป็นประชาชนชั้นหนึ่ง เทียบเท่ากับผู้ชาย, ฟังดูดีนะครับ แต่สมัยนั้นการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก หนังจึงสร้าง ‘แม่’ ให้เป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ ปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับความเท่าเทียม ในฉากที่แม่ถือธงสีแดง (ธงชาติของ USSR) นั่นคือการแสดงความเสมอภาค ไม่มีอีกแล้วผู้หญิงที่จะอยู่แค่ที่บ้าน เธอมีสิทธิ์มีเสียง สามารถคิดทำอะไรได้เหมือนคนอื่นทุกประการ

อิทธิพลของ แม่ ต้องถือว่ายิ่งใหญ่จริงๆในหนังเรื่องนี้, กับครอบครัว แม่อาจไม่ใช่คนมีอำนาจตัดสินใจ และมักจะโอนอ่อนผ่อนตามความเห็นของคนอื่นเสมอ แต่แม่คือผู้ให้กำเนิด ถ้าไม่มีเธอครอบครัวก็จะไม่สมบูรณ์ แม่จึงถือเป็นคนสำคัญที่สุดในครอบครัว, ยกระดับจากครอบครัวไปสู่ระดับประเทศ เราจึงสามารถมองเปรียบเทียบได้ว่า แม่เสมือนเป็นผู้ให้กำเนิดประเทศ ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักที่แม่มีต่อลูกและครอบครัว เธอจึงควรมีสิทธิ์เสียงเทียบเท่ากับคนอื่น ไม่ต่ำต้อยหรือได้รับการดูถูกจากใคร

Nikolai Batalov รับบท Pavel Vlasov หรือลูก นี่เป็นตัวละครเดียวในหนังที่มีชื่อ คงเพราะเขาเป็นตัวแทนของผู้นำ ซึ่งผู้นำต้องมีชื่อให้ได้รับการจดจำ, ถ้าสังเกตการแสดงของทั้งแม่ ลูก และตัวละครอื่นๆ พวกเขาเหมือนจะไม่ได้แสดงอะไรเลย (ไม่มี Over-acting แบบหนังเงียบของ hollywood) นี่เป็นแนวคิดทฤษฎีของ Pudovkin ที่ว่า นักแสดงไม่ได้จำเป็นต้องแสดงออกอะไร ให้มันเป็นเรื่องของบริบท สิ่งแวดล้อมที่เป็นผู้เล่าเรื่องราว

สำหรับพ่อ นำแสดงโดย Aleksandr Chistyakov เป็นตัวแทนของคนรุ่นเก่า (older generation) ที่ไม่มีความต้องการเปลี่ยนอะไร ความสนใจของเขามีเพียงเงินกับสุรา นั่นทำให้เขาเหมือนคนตาบอดต่อคุณธรรมและความถูกต้อง, ในฉากที่พ่อกลับบ้าน ตั้งใจขโมยนาฬิกาไปขาย (เวลาของเขาหมดแล้ว) แม่ขอไว้ และ Pavel ปกป้องเธอไม่ให้พ่อทำร้ายแม่ นี่เป็นการเปรียบเปรยกับ คนที่ไร้ความหวัง ไร้อนาคต และพฤติกรรมการปฏิบัติต่อเพศหญิงของคนสมัยก่อน

ถ่ายภาพโดย Anatoli Golovnya, การกำกับของ Pudovkin อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบ Sergei Eisenstein แต่เขาสามารถเลือกใช้มุมกล้องที่หลากหลาย มี Close-up เห็นใบหน้าตัวละครแบบเต็มๆ, ภาพทิวทัศน์ธรรมชาติของเมือง, เก็บตกรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากมาย ฯ หนังมีคำบรรยายไม่ยาวนัก ใช้ภาพและการตัดต่อเล่าเรื่องมากกว่า

การตัดต่อถือเป็นไฮไลท์ที่โดดเด่นมากที่สุดของหนัง เป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวดำเนินไป ไม่ใช่พล็อตเรื่อง, นี่เป็นหนังที่มีการตัดต่อคมกริบและฉับไวมาก หลายครั้งเผลอกระพริบตาจะมองไม่ทันเลย, ภาพ montage จะถูกแทรกสอดเข้ามาในหลายๆฉาก อาทิ ธารน้ำแข็ง, โรงงาน, จินตนาการเรื่องปืน ฯ นี่เป็นสิ่งที่นักดูหนังสมัยใหม่อาจเกาหัว เพราะไม่รู้ว่าใส่เข้ามาทำไม เพื่ออะไร มีความหมายอะไร? กับคนที่ดูหนังเป็นจะสามารถจินตนาการตามได้เลย เข้าใจแทบทันทีว่าภาพที่ปรากฎขึ้นมาสื่อความหมายว่าอะไร

ผมขอยกตัวอย่าง อธิบายแค่ ธารน้ำแข็ง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดของหนังเรื่องนี้นะครับ ถ้าเปรียบน้ำแข็งที่มีความแข็งแกร่งประดุจแผ่นดิน ดั่งการปกครองของ Tsar การที่น้ำแข็งแตกอออก คือความสั่นคลอน ร้าวฉาวของแผ่นดินที่เคยเป็นปึกแผ่น ผู้คนที่เริ่มแบ่งแยก เป็นก๊กเป็นเหล่า กลายเป็นกลุ่มปฏิวัติ, หนังใช้การหลบหนีของ Pavel ตัดสลับกับฝั่งแม่ที่ร่วมเดินขบวนกลุ่มต่อต้าน และตัดกับภาพธารน้ำแข็ง เพื่อเป็นการเปรียบเปรยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ในที่เราเห็นในหนังเท่านั้น แต่แทนได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้งประเทศ

มีคำกลอนของ Marxist ที่ว่า ‘สายน้ำคือประวัติศาสตร์ ไหลไปไม่มีวันหยุด ทำให้ธารน้ำแข็งแตกออก คือจุดสิ้นสุดฤดูหนาวภายใต้การปกครองของ Tsar’

The river is history, flowing unstoppably, breaking out of the carapace of ice under which it has been trapped through the long tsarist winter.

ถ้าให้วิเคราะห์หนังทั้งเรื่อง คงจะเขียนเป็นหนังสือขายได้เลย นี่ถือเป็นหนังที่มีความลึกซึ้งสูงมากๆ แต่ก็มีความตรงไปตรงมา การทดลองในหนังถือว่ากลายเป็นมาตรฐานในหนังสมัยใหม่ไปแล้ว น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก, ยิ่งถ้าคุณสามารถเข้าใจพื้นฐานทางประวัติศาสตร์มาก่อน ก็น่าจะสามารถดูหนังเรื่องนี้แล้วมองเห็นความลึกซึ้งของหนังได้ไม่ยาก

การจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลครั้งแรก ใน Brussels World’s Fair เมื่อปี 1958 หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 8 สูงกว่า Citizen Kane (1941) อีกนะครับ

ถ้าคุณอยากจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจได้ ควรต้องมีประสบการณ์ดูหนังเงียบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10-20 เรื่อง และสามารถเข้าใจหนังอย่าง The Rules of the Game (1939), Citizen Kane (1941), 8 1/2 (1963) ได้อย่างถ่องแท้ ถึงน่าจะเริ่มพอมองเห็นความสวยงามอันลึกซึ้งของหนังเรื่องนี้นะครับ, และวิธีการดู คือการคิดตามทุกฉาก กับคนที่ประสบการณ์ดูหนังสูงๆ เห็นแล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าภาพพวกนี้หมายถึงอะไร แต่ถ้าคุณยังไม่คุ้นเคยกับเทคนิค ค่อยๆใช้เวลาคิดศึกษาไปทีละฉาก ก็น่าจะสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก (หนังถือว่าตรงไปตรงมามากๆ ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนแบบภาพวาด Picasso นะครับ)

แนะนำอย่างยิ่งกับนักเรียนภาพยนตร์ และคนทำงานสายภาพยนตร์ นี่เป็นหนังเรื่องบังคับในหลักสูตร ที่ต้องศึกษา เรียนรู้ แล้วนำไปประยุกต์ใช้, นักประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศึกษาทัศนคติ แนวคิดของภาพยนตร์ชวนเชื่อ, นักปรัชญา มองหาความหมายสัญลักษณ์ของหนังอย่างเมามัน

จัดเรต 15+ มีฉากที่รู้สึกถึงความรุนแรง แม้จะไม่เห็นตรงๆ แต่สร้างบรรยากาศได้สมจริงมาก

TAGLINE | “Mother คือหนังที่เป็นมารดาแห่งการตัดต่อของหนังสมัยใหม่ มีใจความแฝงที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าใจได้”
QUALITY | RAREGENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of