Mother (1926)

Mother

Mother (1926) USSR : Vsevolod Pudovkin ♠♠♠♠♠

การแสดงออกของแม่ผู้โง่เขลา สะท้อนมุมมองทัศนคติชาวรัสเซียยุคสมัย Tsarist คับแคบ เห็นแก่ตัว เพราะไม่ต้องการให้บุตรชายถูกจับกุม เลยกระทำไปโดยไม่ใช้สติครุ่นคิดผลตามมา แต่เมื่อตระหนักถึงความผิดพลาด พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อสนับสนุนกลุ่มปฏิวัติ คาดหวังเล็กๆว่าสักวันคงได้รับอิสรภาพแท้จริง

เกือบๆทศวรรษหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 หลังจาก Vladimir Lenin ผู้นำกลุ่ม Bolsheviks สามารถขับไล่ Tsar Nicholas II เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์/ราชาธิปไตย สู่ระบอบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ เริ่มครุ่นหาวิธีเผยแพร่แนวคิด/อุดมการณ์พรรค ให้สามารถเข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง และค้นพบสื่อชวนเชื่อ ‘ภาพยนตร์’ ถือว่ามีความทรงพลังที่สุดแล้วขณะนั้น

“Of all the arts, for us the cinema is the most important”.

– Vladimir Lenin

วงการภาพยนตร์แห่งสหภาพโซเวียต เติบโตขึ้นได้เพราะการสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์ เรียกร้องให้สร้าง ‘สื่อ’ รูปแบบใหม่ๆ (ที่แตกต่างตรงกันข้ามกับ Hollywood) จึงเกิดการครุ่นคิด ประดิษฐ์ ทดลอง เลื่องลือชาที่สุดก็คือกลุ่มเคลื่อนไหว Soviet Montage เชื่อว่า ‘ตัดต่อ คือพื้นฐานของภาพยนตร์’

“The foundation of film art is editing“.

– Vsevolod Pudovkin

หนึ่งในผู้กำกับรุ่นบุกเบิกของสหภาพโซเวียตคือ Vsevolod Pudovkin สรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกแจ้งเกิด (รู้สึกจะยอดเยี่ยมที่สุดแล้วด้วยนะ!) Mother (1926) นำเอาแนวคิด Soviet Montage มาปรับประยุกต์ใช้งานจริง … แต่น่าเสียดายไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Battleship Potemkin (1925) ของปรมาจารย์ผู้กำกับ Sergei Eisenstein ชิงตัดหน้าไปก่อนเพียงปีเดียว ถึงอย่างนั้นเรายังสามารถเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้ได้กับ ‘มารดาผู้ให้กำเนิดทฤษฎีการตัดต่อ’

หวนกลับมารับชมครานี้ด้วยประสบการณ์เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สามารถเข้าใจอะไรๆโดยละเอียด ย้อนอ่านบทความเก่าก็รู้สึกว่าพอใช้ได้ แค่เพียงปรับเติม เสริมแก้ไข เล็มโน่นนี่นั่นออกสักนิดหน่อยก็น่าจะเพียงพอใจ


ก่อนอื่นเลยขอกล่าวถึงประวัติศาสตร์รัสเซีย Russian Empire คือจักรวรรดิ/ประเทศใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1721 ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีกษัตริย์เรียกว่าซาร์ (Tsar) เป็นพระประมุข, ช่วงต้นศตวรรษ 20 ในยุคสมัยการปกครองของ Tsar Nicholas II (1868 – 1918, ครองราชย์ 1894 – 1917) สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวรัสเซียค่อนข้างทุกข์ยากลำบาก แร้นแค้น ไม่มีอันจะกิน แถมกรรมกรทำงานอย่างหนักได้รับค่าจ้างตอบแทนน้อยนิด จึงมีการออกมารวมตัว เดินขบวน เรียกร้องให้สร้างรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายลดชั่วโมงแรงงาน แต่กลับกลายเป็นทหารระดมยิงประชาชนเสียชีวิตยัง Saint Petersbrug เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1905 (เกิดคำเรียกว่า Bloody Sunday)

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบ Tsar ก่อเกิดการจราจลไปทั่วประเทศจนมิอาจใช้กำลังควบคุมได้อยู่หมัด ด้วยเหตุนี้ Tsar Nicholas II จึงทรงยอมออกประกาศ October Manifesto (1905) อนุญาตให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดประชุมสภา และแต่งตั้ง Sergei Witte ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก

เรื่องราวของ Mother (1926) เกิดขึ้นในช่วงเวลาปฏิวัติ ค.ศ. 1905 ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านระบอบ Tsar และถูกกราดยิงเสียชีวิต ณ Saint Petersbrug แต่จะขอเล่าต่อจนถึงปีที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

แม้ว่า Tsar Nicholas II จะทรงยินยอมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดประชุม ออกกฎหมายใหม่ ทำให้การปฏิวัติถึงจุดยุติสิ้นสุดลง แต่นั่นเพียงการสร้างภาพหลอกลวงประชาชน ทำไปเพราะสถานการณ์บีบบังคับ คาดหวังปกป้องราชบังลังก์ตนเท่านั้น!

การบริหารประเทศภายใต้ระบอบสภาของรัสเซีย ถือว่าขาดความน่าเชื่อถือ เพราะตัวแทนส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนของซาร์ ร่างกฎหมายมาอย่างขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่ตรงตามความต้องการประชาชน แถมสร้างข้ออ้างยุบสภาขึ้นหลายครั้ง ความผิดพลาดครั้งใหญ่เกิดจากการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-18) ทั้งๆไร้ซึ่งศักยภาพความพร้อมประการใด กลับยังดื้อรั้นหัวชนฝา เป็นเหตุให้สูญเสียทั้งดินแดน ทหาร ประชาชนนับล้าน

ขณะที่กองกำลังทหารของ Tsar อ่อนเรี่ยงแรงลงเพราะสงครามโลก เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 (ยังอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) ประชาชนได้ร่วมกันก่อการจลาจลโค่นล้มรัฐบาลบริหารประเทศ ตามมาด้วยตุลาคมปีเดียวกัน บุกเข้ายึด Winter Palace ณ Saint Petersburg ยื่นข้อเสนอเดียวเท่านั้นคือ Tsar Nicholas II ต้องสละราชสมบัติ สิ้นสุดระบบการปกครองกษัตริย์ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanoff) จักรวรรดิที่ครองราชย์บนผืนแผ่นดินรัสเซียมายาวนานกว่า 300 ปี!

หลังจากนั้นมีการจัดตั้งคณะรัฐบาลเฉพาะกิจขึ้นบริหารประเทศชั่วคราว ช่วงแรกๆยังคงไร้เสถียรภาพ จนกระทั่ง Vladimir Lenin ผู้นำกลุ่ม Bolshevik เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ กลายเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Repubilcs หรือ USSR) ความไม่สงบภายในจึงถึงคราสิ้นสุดลง

ยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูจึงเริ่มต้นขึ้น แต่สิ่งอำนวยความสะดวก อุปโภคบริโภคล้วนขาดแคลน อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากภัยสงครามโลก วงการภาพยนตร์ก็เฉกเช่นกัน! ฟีล์มใหม่เป็นสิ่งของหายาก เมื่อไม่สามารถถ่ายทำอะไรใหม่ๆได้ เลยหันมาทดลองกับฟุตเทจมีอยู่เดิม ได้รับอิทธิพลล้นหลามจาก Intolerance (1916) โคตรหนังแห่งการตัดต่อเรื่องแรกของ Hollywood ที่ถูกลักลอบนำเข้ามา

Lev Kuleshov ถือเป็นอาจารย์คนแรกใน Moscow ที่ได้นำเอาฟีล์มหนังที่มีอยู่แล้วมาเรียบเรียงตัดต่อใหม่ ทดลองใส่โน่นนี่นั่น จนค้นพบผลลัพท์ที่แตกต่าง เริ่มจากเอาภาพใบหน้านิ่งๆของนักแสดงชาวรัสเซีย Ivan Mozzhukhin มาทำการทดลองสามอย่าง
1. ตัดสลับกับถ้วยซุป
2. ตัดสลับกับหญิงสาวที่กำลังวิ่งเล่นสนุกสนาน
3. ตัดสลับกับศพของหญิงสาวคนหนึ่ง

ผู้ชมที่ได้เห็นการตัดต่อทั้ง 3 แบบ ชื่นชมวิธีการของ Kuleshov ที่สามารถสร้างความรู้สึกแตกต่างให้บังเกิดขึ้น
1. ใบหน้าของ Mozzhukhin แลดูหิวโหย
2. ใบหน้าของ Mozzhukhin แลดูสนุกสนาน
3. ใบหน้าของ Mozzhukhin แลดูเศร้าโศกเสียใจ

ทั้งๆภาพของ Mozzhukhin มีเพียงใบหน้านิ่งเดียว แต่่การสลับไปมากับฟุตเทจอื่น ทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่าง เทคนิคดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Montage’ ถือกำเนิดโดยชาวรัสเซียจึงสามารถเรียกว่า ‘Soviet Montage’ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการตัดต่อที่แท้จริงของวงการภาพยนตร์


Vsevolod Illarionovich Pudovkin (1893 – 1953) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Penza, Russian Empire โตขึ้นเข้าเรียนวิศวกรรม ณ Moscow University แต่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถูกจับกุมโดยทหารเยอรมัน ระหว่างอาศัยในค่ายกักกันมีโอกาสอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ หลังสงครามไม่เอาแล้ววิศวกร มุ่งหน้าสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มต้นจากนักเขียน นักแสดง ออกแบบศิลป์ ได้เป็นลูกศิษย์/ผู้ช่วย Lev Kulehov สร้างหนังสั้น Chess Fever (1925), จากนั้นพัฒนาทฤษฎีตัดต่อ และสร้าง Mother (1926) เพื่อทดสอบแนวคิดดังกล่าว

ทฤษฎีของ Pudovkin ให้ความเห็นว่า การตัดต่อคือพลังพื้นฐานแห่งการสร้างสรรค์ ร้อยเรียงเอาภาพถ่ายไร้วิญญาณ มากระทำการทางวิศวกรรมให้เหมือนมีชีวิต ในรูปลักษณะที่เรียกว่าภาพยนตร์

“Editing is the basic creative force, by power of which the soulless photographs (the separate shots) are engineered into living, cinematographic form”.

ซึ่งวิธีการของเขา ปฏิเสธไม่ให้นักแสดงถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกใดๆออกมา เพราะเทคนิค Montage สามารถก่อร่างสร้างความรู้สึกให้บังเกิดขึ้นเองได้

“The expression that the film is ‘shot’ is entirely false, and should disappear from the language. The film is not shot, but built, built up from the separate strips of celluloid that are its raw material”.

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการต่อยอดทฤษฎี Montage ของ Kuleshov ซึ่งจะตรงกันข้ามกับแนวคิด Sergei Eisenstein ด้วยนะครับ ผมเคยสรุปไว้ว่ามีทั้งหมดสามรูปแบบ
1) Kuleshov Effect, อธิบายง่ายๆด้วยสมการ A + B = C โดยจะมีลักษณะ ตัวละคร + เหตุการณ์ = ความรู้สึก/ความหมาย
2) Eisenstein Montage, แนวคิดเดียวกับ A + B = C เพิ่มเติมคือนัยยะเหตุผล และมักเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 ช็อต จะเกิดขึ้นเป็นความหมายใหม่ขึ้นมา
3) Pudovkin Montage, การสร้างความหมายเกิดจากการเรียงชิดกันของช็อต หรือสมการ A + B = AB ไม่ได้สร้างความหมายใหม่ขึ้นมา แต่เสริมอธิบายกันและกัน

ยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ
1) Kuleshov Effect, ใบหน้ามนุษย์ + กับถ้วยซุป = แลดูหิวโหย
2) Eisenstein Montage, ใบหน้ามนุษย์ + น้ำหยดจากก๊อก = ตัวละครกำลังร่ำร้องไห้ (จากภายใน)
3) Pudovkin Montage, ใบหน้ามนุษย์ + กำปั้นของอีกคน = ต้องการหาเรื่อง ชกต่อย ทำร้ายร่างกาย

สำหรับ Mother ดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกัน Мать (1906) แต่งโดย Maxim Gorky ชื่อจริง Alexei Maximovich Peshkov (1868 – 1936) นักเคลื่อนไหวทางการเมือง/นักเขียน สัญชาติรัสเซีย เคยเข้าชิงรางวัล Nobel Prize สาขาวรรณกรรมถึงห้าครั้ง ได้รับการยกย่องเทียบเท่า Leo Tolstoy และ Anton Chekhov ผลงานเด่นๆ อาทิ Twenty-six Men and a Girl (1899), The Song of the Stormy Petrel (1901), The Lower Depths (1902), Summerfolk (1904), Children of the Sun (1905), My Childhood (1913–1914) ฯ

เกร็ด: ในบรรดาผลงานของ Gorky เรื่องที่ถือว่าทรงอิทธิพลสุดคือ Mother (1906) รองลงมาคือ The Lower Depths (1902) ต่างได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หลายครั้งทีเดียว!

Gorky เกิดที่ Nizhny Novgorod เป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ได้รับการเลี้ยงดูแลโดยย่าผู้เข้มงวดกวดขัน เลยตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้านตอนอายุ 12 ออกเดินเท้าไปหางานทำทั่วรัสเซียถึง 5 ปี เคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง จนกระทั่งได้เป็นนักข่าว เขียนเรื่องสั้นลงหนังสือพิมพ์ หนังสือเล่มแรก Essays and Stories (1898) ประสบความสำเร็จเล็กๆ เลยมุ่งมั่นหันมาเอาดีด้านนี้

สิ่งสนใจของ Gorky นำเสนอสภาพวิถีชีวิตผู้คนที่เขาเคยพานผ่านพบเห็น อันเต็มไปด้วยทุกข์ยากลำบาก ถูกกดขี่ข่มเหง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งสิ่งที่เขาแสวงหานั้นคือคุณค่าของคน ‘มนุษยธรรม’ (ผลงานของ Gorky มักไม่มีวิธีแก้ปัญหาในเชิงรูปธรรม เพราะเจ้าตัวก็คงตอบไม่ได้ว่าควรทำเช่นไร) นี่คือจุดเริ่มต้นของนวนิยายแนว Socialist Realism

งานเขียนของ Gorky มักจะเชิดชูชนชั้นกรรมกรแรงงาน (Working Class) ต่อต้านระบอบ Tsarist ทำให้เขากลายเป็นปรปักษ์ต่อ Tsar Nicholas II สนิทสนมกับ Vladimir Lenin และ Alexander Bogdanov พานผ่านช่วงวัน Bloody Sunday มาด้วยกัน และเขียนนวนิยาย Мать ขึ้นจากเหตุการณ์จริงของญาติห่างๆ Anna Zalomova และบุตรชายนักปฏิวัติ Piotr Zalomov ถูกจับกุมระหว่างการชุมนุมประท้วงหยุดงาน ณ เมืองท่า Sormovo เมื่อปี 1902

เกร็ด: ถึงจะบอกว่า Gorky สนิทสนมวงในกับ Lenin แต่หลังจากปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 พบเห็นอาการกระหายชัยชนะ บ้าอำนาจ ทำในสิ่งขัดย้อนแย้งกับที่เคยพูดไว้ ทำให้เกิดอคติต่อต้าน จนต้องอพยพหลบหนีภัยสุ่กรุงเบอร์ลินปี ค.ศ. 1921, ต่อมาได้รับคำชักชวนกลับบ้านโดย Joseph Stalin เมื่อปี ค.ศ. 1932 แต่ก็ไม่เห็นด้วยวิถี Stalinist เลยถูกควบคุมตัว กักบริเวณ อ้างว่าเสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบ ช่างมีลับลมคมในโดยแท้

ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยนักเขียนหน้าใหม่ Nathan Zarkhi สัญชาติรัสเซีย ซึ่งจะร่วมงานกับ Pudovkin อีกครั้งเรื่อง The End of St. Petersburg (1927)

เรื่องราวของแม่ (รับบทโดย Vera Baranovskaya) ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชาย Pavel (รับบทโดย Nikolai Batalov) ถึงเสี่ยงชีวิตเข้าร่วมฝ่ายต่อต้าน Tsarist ครุ่นคิดว่าทางการคงยินยอมปลดปล่อยตัวถ้าความจริงได้รับการเปิดเผย แต่ที่ไหนได้! กลับถูกตัดสิน จำคุก ใช้แรงงานหนัก เมื่อเกิดความเข้าใจในสติปัญญาอันโง่เขลา ต้องการชดใช้ความผิด โดยช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มปฏิวัติ ร่วมเดินขบวนต่อต้าน คาดหวังว่าบุตรชายจะสามารถหลบหนีจากคุก และประเทศชาติเกิดการปรับเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น


Vera Vsevolodovna Baranovskaya (1885 – 1935) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Saint Petersburg, Russian Empire โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง Moscow Art Theatre มีผลงานละครเวทีโด่งดังมากมาย ทั้งยังก่อตั้ง Workshop ชื่อ Mastbar ได้รับการยกย่องอย่างสูง, สำหรับภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆมีสองผลงานเด่นๆคือ Mother (1926) และ The End of St. Petersburg (1927)

รับบทแม่ (ในหนังไม่มีขึ้นชื่อตัวละคร) ถูกครอบงำโดยวิถีสังคมแบบดั้งเดิม ครึ่งแรกพบเห็นอยู่แต่ในบ้าน ไม่เคยรับล่วงรู้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงไปของโลกภายนอก ซึ่งเมื่อการกระทำตนเองส่งผลกระทบต่อบุตรชายถูกทางการจับกุมตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความอิดโรยอ่อนแรง พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อไถ่โทษ จนแม้ไม่หลงเหลืออะไร ก็ลุกขึ้นถือธงแดง (สัญลักษณ์ของคณะปฏิวัติ) ยืนมั่นคง ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออำนาจเผด็จการ

Baranovskaya ตอนแสดงหนังเรื่องนี้เพิ่งอายุย่างเข้า 40 ปี ถือว่ายังไม่แก่ชรานัก แต่ถูกประดับตกแต่งหน้าให้เหมือนอายุสัก 50-60 ปี เหี่ยวย่น ทรงผมกระเซอะกระเซิง ขอบตาดำคลับ ท่าทางเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ถอดหายลมหายใจอย่างเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมาน ต้องชมเลยว่าสามารถเค้นคั้นอารมณ์ความรู้สึกจากภายใน จนผู้ชมสามารถสัมผัสจับต้องได้ (แม้จะถูกไดเรคชั่นของ Pudovkin พยายามกลบเกลื่อนก็ไม่เป็นผลเท่าไหร่)

ตัวละครแม่ ถือเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของผู้หญิงรุ่นเก่า วัฒนธรรมรัสเซีย คือช้างเท้าหลังต้องเดินตามบุรุษ ไร้สิทธิ์เสียงหน้าที่การงานในสังคม เพียงคนรับใช้รองมือรองเท้าอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหน, หลังจากที่บุตรชายถูกจับตัวไป ทำให้เธอเปิดโลกทัศน์ความตนเอง รับแนวคิด อุดมการณ์ใหม่ๆ และตัดสินใจเข้าร่วมคณะปฏิวัติเพื่อปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง

ซึ่งลักษณะดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดของ Marxist เกี่ยวกับความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ว่าชาย-หญิง เด็ก-ผู้ใหญ่-คนแก่ ล้วนมีสิทธิครุ่นคิดกระทำ ไร้ซึ่งการแบ่งแยก กดขี่ข่มเหง เล่นพรรคเล่นพวก ไม่มีอีกแล้วแม่ที่จะอยู่แค่บ้าน เธอสามารถก้าวออกมา เข้าร่วมคณะปฏิวัติ ยึดถือมั่นด้วยอุดมการณ์ เป็นตายไม่สำคัญเท่าอิสรภาพ


Nikolai Petrovich Batalov (1899 – 1937) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Moscow, Russian Empire โตขึ้นเข้าเรียน Moscow Mercantile School มีความสนใจด้านวรรณกรรมและละครเวทีจากการผลักดันของย่า สมัครเข้าเรียนต่อ Moscow Art Theatre เป็นลูกศิษย์ของ Konstantin Stanislavski และ Vladimir Nemirovich-Danchenko เมื่อเริ่มประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง สู่วงการภาพยนตร์เรื่องแรก Aelita: Queen of Mars (1924) ผลงานเด่นๆ Mother (1926), Tretya meshchanskaya (1927), Road to Life (1931)

รับบทลูกชาย Pavel Vlasov (ตัวละครเดียวที่มีชื่อ) สมาชิกคณะปฏิวัติ ปฏิเสธเผด็จการ ไม่ยอมถูกใครกดขี่ข่มเหง แม้แต่พ่อผู้ชื่นชอบใช้ความรุนแรง ถึงโชคชะตาจะนำพาให้ต้องถูกจับ ติดคุก ใช้งานหนัก จิตใจยังคงเข้มแข็งแกร่ง ยึดถือมั่นในอุดมการณ์ และศรัทธาในแม่ ถึงเคยผิดพลาดก็พร้อมยกโทษให้อภัยเสมอ

ภาพลักษณ์ของ Batalov เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน สอดคล้องตัวละครยึดถือมั่นคงในอุดมการณ์ โดดเด่นกับช็อต Close-Up แสดงสีหน้าเริดเชิด ไม่หวาดเกรงกลัวต่อใครใด … แต่ก็เพียงเท่านั้นแหละ เพราะไดเรคชั่นของ Pudovkin จงใจมิให้การแสดงโดดเด่นเกินหน้าเทคนิคภาษาภาพยนตร์

ตัวละคร Pavel ถือเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ คณะปฏิวัติ เรียกร้องความถูกต้องเหมาะสม สิทธิเสมอภาคเท่าเทียม แต่ทั้งนั้นด้วยบริบทสังคมยุคก่อน ทำให้ถูกกดขี่ข่มเหงโดยอำนาจเผด็จการ แถมยังมีผู้คนอีกมากไม่พยายามเรียนรู้เข้าใจ (ดูอย่างแม่ที่เป็นกบในกะลามาพักใหญ่ๆ) นอกจากนี้ยังคือสัญลักษณ์แห่ง ‘ความหวัง’ แม้ถูกเข่นฆาตกรรมช่วงท้าย กลับกลายเป็นอมตะนิรันดร์ คงอยู่ในจิตใจผู้คนตลอดไป


Aleksandr Petrovich Chistyakov (1880–1942) นักกีฬา/นักแสดงสัญชาติรัสเซีย ก่อนเข้าวงการเคยเป็นแชมป์ขว้างค้อนระดับชาติ ได้รับเลือกแสดง Mother (1926) เพราะร่างกายบึกบึน กำยำ ภาพลักษณ์แลดูน่าเกรงขาม

รับบทพ่อ ตัวแทนคนรุ่นเก่าที่ไม่มีความต้องการปรับเปลี่ยนแปลงอะไร สนใจเพียงสุราและชอบหาเรื่องใช้ความรุนแรงชกต่อยตีผู้อื่น นั่นทำให้เขามืดบอดต่อความถูกต้อง คุณธรรมจริยธรรม ได้รับการเกลี้ยกล่อม กลอกหู เชื่อคนง่าย ไม่ต่างอะไรกับสุนัขรับใช้ สุดท้ายถูกกระสุนลูกหลง แต่แม่ยังหลั่งน้ำตาให้

คือภาพลักษณ์ล้วนๆของ Chistyakov ที่โคตรจะโดดเด่น แค่เห็นเพียงเงา/ด้านหลัง ยืนตระหง่าน ก็สร้างความน่าเกรงขาม อันธพาลขี้เมาหัวเราน้ำ ขอแค่ให้ได้ดื่มด่ำมึนเมามาย จะแลกมาด้วยอะไรฉันก็ยินยอมทั้งนั้น

เราสามารถตัวละครนี้กับกษัตริย์/Tsar ผู้นำประเทศ=ผู้นำครอบครัว เต็มไปด้วยความเผด็จการ ชื่นชอบใช้ความรุนแรง ไม่สนหัวใครภายใต้การปกครอง พร้อมทำทุกอย่างเพียงเพื่อสนองความสุขสำราญส่วนตัว … การถูกลูกหลงเสียชีวิต ถือว่าสอดคล้องโชคชะตาของ Tsar Nicholas II สูญเสียราชบัลลังก์ และท้ายสุดก็ถูกประหารชีวิต


ถ่ายภาพโดย Anatoli Golovnya (1900 – 1982) สัญชาติ Soviet ขาประจำของ Pudovkin,

ไดเรคชั่นของ Pudovkin อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างแบบ Sergei Eisenstein แต่มีความโดดเด่นในการเลือกใช้มุมกล้อง, พบเห็นช็อต Close-up ใบหน้าตัวละครบ่อยครั้ง แถมยังร้อยเรียงตัดสลับไปมา, นอกจากนี้ก็ภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ, เก็บตกรายละเอียดยิบย่อยเล็กๆน้อยๆได้ครอบคลุมกว่า

การตัดต่อไม่มีเครดิต แต่น่าจะเป็น Vsevolod Pudovkin เพื่อทดลองทฤษฎี Montage ของตนเอง

เรื่องราวจะเวียนวนอยู่กับตัวละครแม่ ซึ่งรายล้อมด้วยพ่อ และบุตรชาย Pavel มีการตัดสลับมุมมองกันไปมา, ขณะเดียวกันก็มักแทรกภาพที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย อาทิ ท้องฟ้า, ต้นไม้ สายลมพัด, ธารน้ำแข็งพังทลาย, สรรพสัตว์ต่างๆ, ที่ทำการศาล, โรงงานอุตสาหกรรม ฯ เหล่านี้ล้วนแฝงนัยยะความหมายซ่อนเร้นอยู่

หนังไม่มุ่งเน้นข้อความอธิบาย Title Card นิยมใช้ภาพและการตัดต่อในการเล่าเรื่องราวเสียมากกว่า ซึ่งก็ในปริมาณเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องรับรู้ทุกสิ่งอย่างก็สามารถสื่อความหมายเข้าใจได้

ภาพแรกของหนังถ่ายท้องฟ้า อิสรภาพที่ชาวรัสเซียโหยหา แต่ถ้าสังเกตกันดีๆจะพบเห็นดวงอาทิตย์ หลบซ่อนหลังกลีบเมฆา แสดงว่าเรื่องราวเริ่มต้นที่ทุกสิ่งอย่างกำลังถูกปกปิดบัง คลอบคลุมอยู่ในความมืดมิด

ช็อตที่สองจะชัดเจนเลยว่าคืออะไร? โดยใคร? ชายคนนี้ยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟสาดส่องยามค่ำคืน หรือก็คือประเทศชาติภายใต้การควบคุมของทหาร/ตำรวจ อำนาจเผด็จการ พร้อมที่จะใช้กำลังรุนแรงตอบโต้ทุกวินาที

สิ่งที่พ่อลักขโมยไปจากบ้านคือเตารีดเหล็กอันเล็กๆ แขวนอยู่ใต้นาฬิกาที่คงไม่มีราคาสักเท่าไหร่ แต่เมื่อแม่ไม่ยินยอมให้ไป มันเลยตกลงมาพังยับเยิน
– เตารีด ทำให้ผ้าเรียบ คือสัญลักษณ์ของสิ่งฉาบฉวย เฉพาะหน้า
– นาฬิกาพัง คือเวลาที่กำลังหมดลงไป หรือคือเผด็จการ/ระบอบกษัตริย์ Tsarist ใกล้ถูกโค่นล้มทำลาย

เพิ่มเติมอีกนิดคือเงา ซึ่งอาบฉาบพื้นหลังได้ขนาดใหญ่โตกว่าร่างกาย สัญลักษณ์ของอิทธิพล ความพยายามต้องการควบคุม ครอบงำ แต่เฉพาะบริเวณศีรษะที่เลือนลาง ก็แปลว่าใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้วเช่นกัน

ความขัดแย้งระหว่างพ่อ-ลูก มีลักษณะตรงกันข้ามแทบทุกประการ
– พ่อเริดเชิดหน้า ยืนตระหง่าน ดกครึมด้วยเครา, สำหรับ Pavel เมื่อถูกผลักไสให้หกล้มลง เงยหน้าขึ้นจับจ้องมอง ไร้ความหวาดกลัวเกรง ใบหน้าเกลี้ยงเกลา
– ตำแหน่ง/ระยะภาพ, ของพ่อคือ Close-Up และถูกตัดทอนเหนือศีรษะ (เรียกว่าไม่ใช้สมองในการครุ่นคิดกระทำ), ส่วน Pavel ระยะ Medium Shot เห็นเต็มตัว

การที่พ่อยอมหยุดใช้ความรุนแรง เพราะในกำมือถือสิ่งต่างกัน สังเกตว่ามุมกล้อง ท่าทางเดียวเปะ ต่างแค่ของมี-ไม่มีอาวุธ … พูดง่ายๆคือยังกลัวตาย ต้องการแค่สิ่งของจำนำเพื่อเมามาย อย่างอื่นช่างหัวมันไปก่อน

การประท้วง ปฏิวัติ มักเป็นเรื่องของคนชนชั้นแรงงาน (Working Class) ขณะที่นายทุน ผู้ประกอบการ มักเพิกเฉย ไม่ใคร่เหลียวแล สนเพียงแค่ผลประโยชน์ ได้-เสีย ส่วนตนเอง เหมือนดั่งการเลือกทานปลาเพียงส่วนหัวและลำตัว โยนทิ้งเศษหางไร้ค่าให้หมาแมวกิน

เมื่อเหล้าเข้าปาก ก็สามารถกรอกทุกสิ่งอย่างใส่หู คำป้อยอ แผนการนายทุน ไม่ต่างกับภาพซ้อนวงดนตรีกำลังบรรเลงเล่นแอคคอร์เดียน ดูกำลังมึนเมามาย ระเริงร่าไปกับความสุขชั่ววูบ

การเผชิญหน้าระหว่างลูกจ้าง-นายจ้าง ฝั่งหนึ่งกำลังจะประท้วงหยุดงาน ตรงกันข้ามต้องการลงโทษทัณฑ์ให้เป็นแบบอย่าง ซึ่งต้องชมเลยว่ามีการลำดับเหตุการณ์ กำหนดตำแหน่งทิศทาง ให้ความรู้สึกคล้ายๆฉากบนเรือ Battleship Potemkin (1925)

สังเกตว่าสมาชิกแรงงานที่ต้องการประท้วง จะกระจุกตัวอยู่เพียงกึ่งกลาง แต่ฝั่งนายจ้างจะยืนอยู่กระจัดกระจาย ค่อยๆโอบล้อมรอบเข้ามา (พวกมากกว่าอีกต่างหาก) และอยู่ดีๆใช้ความรุนแรงโต้ตอบแบบไม่สนต่อรอ … นี่เป็นลักษณะจุลภาคของปฏิวัติรัสเซียเลยก็ว่าได้นะ กลุ่มผู้ต่อต้านเพียงกระจุกเล็กๆ ต่อสู้กับทหาร/ตำรวจ ระบอบ Tsarist ล้อมรอบด้วยอิทธิพล อำนาจ แถมยังวิถีความเชื่อของผู้คนที่ถูกควบคุม ครอบงำ ปลูกฝังกันมานมนากาเล

เทคนิค Montage บางครั้งใช้ในการพรรณาความรู้สึกบางอย่างออกมา อาทิ เมื่อพ่อเสียชีวิต ระหว่างที่ Pavel กำลังวิ่งหลบหนี ร้อยเรียงภาพต้นไม้โยกตามลมแรง ท้องฟ้าเมฆครึ้ม ธารน้ำกระเพื่อม … นัยยะสะท้อนถึงจิตใจโยกไหว สั่นสะท้าน หวาดกลัวเกรง

ใบหน้านิ่งๆของแม่ + ร่างอันไร้วิญญาณของพ่อ + น้ำหยดลงอ่าง = อาการเศร้าโศกสูญเสียใจ ร่ำไห้ออกมาจากภายใน

แม่จับจ้องมองอาวุธปืนที่หลบซ่อนอยู่ใต้พื้นบ้าน นำเสนอช็อตนี้ด้วยลักษณะของ Cycle มุมกล้องเดิมแล้วทำการ Cross-Cutting เปิดออกให้เห็นรายละเอียดแล้ววนกลับมาปิด (มีทั้งหมด 5 คัท พอดิบพอดี)

การเก็บอาวุธปืนไว้ใต้พื้นบ้าน ก็เหมือนหลบซ่อนความรุนแรงไว้ภายในจิตใจ ไม่มีใครไหนอยากนำมันออกมาใช้ แต่ถ้าเหตุการณ์ถึงจุดแตกหัก น้อยนักจะสามารถควบคุมสติของตนเอง

ทางการเรียกร้องให้ Pavel ยินยอมรับสารภาพ แต่เขายืนกรานไม่ได้ครอบครองอาวุธ หรือกระทำอะไรผิดกฎหมาย, ฉากนี้ใช้การร้อยเรียงระยะภาพ Close-Up ใบหน้าตรง สลับไปมา แสดงถึงการเผชิญหน้า เล่นเกมจิตวิทยา แค่เพียงใครกระพริบหรี่ตา ก็อาจถูกจับผิดอะไรบางประการได้

ผมว่าฉากนี้อธิบายความตั้งใจของ Pudovkin ได้เป็นอย่างดี คือไม่ต้องการให้นักแสดงถ่ายทอดความรู้สึกใดๆออกมา แต่ใช้ภาพ/ภาษาภาพยนตร์/การตัดต่อ นำเสนอสภาพจิตวิทยาอารมณ์นั้นออกมา

“I tried to affect the spectators, not by the psychological performances of an actor, but by plastic synthesis through editing”.

– Vsevolod Pudovkin

มือกำหมัด + ใบหน้า = โดยสอยไปฮุคหนึ่ง!

สมัยนั้นน่าจะยังไม่มีประดิษฐ์คำว่า Establish Shot แต่ผู้กำกับ Pudovkin ก็ได้ครุ่นคิดค้นจุดตั้งต้นของแต่ละ Sequence อาทิ แนะนำที่ทำการศาล ร้อยเรียงภาพอาคาร เสา ด้วยเทคนิค Cross-Cutting

ผมนำช็อตนี้มาแซว เพราะข้อความขึ้นว่า It’s two pillars แล้วช็อตต่อไปพบเห็นเท้าสองข้างของนายตำรวจ ก็แปลว่า Justice กับ ในมุมมองของศาล มันส้นตรีนชัดๆ

การที่ผู้พิพากษาสนแต่พิจารณาม้าสายพันธุ์ดี นี่สามารถเปรียบเทียบกับมนุษย์ บุคคลที่พวกเขาสนใจก็มีแต่พวกเดียวกันเอง ชนชั้นล่าง กรรมกรแรงงาน ไม่คู่ควรค่ากับการเสียเวลาเชยชมสักเท่าไหร่

ช็อตที่นำเสนอผลการตัดสิน สังเกตว่าส่วนหน้าผาก/ศีรษะของผู้พิพากษา มีลักษณะหลุดออกนอกเฟรม … นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของภาพลักษณะนี้นะครับ คือความจงใจล้วนๆ เพื่อสื่อถึงการตัดสินแบบไร้สมอง ไม่เห็นหัว

สภาพของ Pavel เมื่อถูกตัดสินติดอยู่ในคุก ก็ไม่ต่างอะไรจากแมลงที่กำลังดิ้นรน หาทางหลบหนี สุดท้ายถูกบดขยี้โดยผู้คุมขัง (สังเกตว่าช็อตของแมลง จะพบเห็นเงาลางๆที่คล้ายกับซี่กรงขังอยู่ด้วย)

เมื่อได้รับจดหมายจากแม่ รับรู้ว่าตนเองกำลังจะได้รับการช่วยเหลือ เกิดอาการลิงโลดเต้น แต่ Pudovkin ใช้การร้อยเรียงภาพ
– สายน้ำไหล
– เด็กชายหัวเราะร่า
– เพื่อนร่วมห้องขังเคาะเรียกผู้คม ขึ้นข้อความหมอนี่น็อตหลุด
– ภาพถ่ายด้านหลัง กำลังเริงระบำ
– และใบหน้ายิ้มแฉ่ง

ทั้งหมดนี้สะท้อนอาการลิงโลดเต้นของ Pavel แบบออกนอกหน้าเกิ้น!

มีบทกวีหนึ่งของ Marxist แปลคร่าวๆว่า ‘สายน้ำคือประวัติศาสตร์ ไหลไปไม่มีวันหยุดหย่อน เมื่อใดธารน้ำแข็งแตกออก คือจุดสิ้นสุดฤดูหนาวภายใต้การปกครองของ Tsarist ‘

“The river is history,
flowing unstoppably,
breaking out of the carapace of ice under
which it has been trapped through the long tsarist winter”.

นี่เองที่คือนัยยะของธารน้ำแข็ง ซึ่งทั้ง Sequence ของ Bloody Monday จะมีการตัดสลับเหตุการณ์ และภาพน้ำแข็งกำลังหลอมละลาย นั่นคือจักรวรรดิรัสเซียกำลังใกล้ถึงจุดล่มสลาย

การเดินเล่นภายนอกของนักโทษ นี่ก็สะท้อนถึงระบอบ Tsarist ที่มีผู้คุม อำนาจสูงสุด ยืนอยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง โลกต้องหมุนรอบตนเอง … แต่เงาบนพื้นมีปริมาณเพียเศษหนึ่งส่วนหก ขนาดผืนแผ่นดินรัสเซีย (1 ใน 6 พื้นที่โลก) เท่านั้นเอง!

ซึ่งเมื่อผู้คุมสั่งหมดเวลาล่วงหน้า สร้างความไม่พึงพอใจให้นักโทษ จนเป็นเหตุให้เกิดการจราจล แก่งแย่งชิงอาวุธ เข่นฆ่ากันตาย … เหตุการณ์นี้ถือว่าสะท้อนการประท้วงหยุดงานตอนต้นเรื่อง และยังการปฏิวัติรัสเซีย เมื่อนักโทษ=ชาวรัสเซีย, ผู้คุมขัง=ทหาร/ตำรวจ ปกครองโดยระบอบ Tsarist ใช้ความรุนแรงตอบโต้แก้ปัญหา ไม่มีสิ้นเปลืองกระสุน

การหลบหนีของ Pavel วิ่งบนธารน้ำแข็ง ใช้ระยะภาพที่ห่างไกลขึ้นเรื่อยๆ Long Shot, Extreme-Long Shot, และยัง Iris Shot (ให้ดูเหมือนมองผ่านกล้องไรเฟิล) แสดงถึงความเอาตัวรอดปลอดภัย หลบหนีการถูกติดตามจับกุมตัวได้สำเร็จ

แซว: วิ่งบนน้ำแข็งนี่อันตรายโคตรๆเลยนะ มันจะมีช็อตหนึ่งที่ตัวละครล้มลงมือแกว่งน้ำ ราวกับจะเคารพคารวะการแสดงของ Lillian Gish เรื่อง Way Down East (1920) 

ช็อตที่มีความทรงพลัง ตราตรึง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ เมื่อแม่สูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง เธอหยิบธงแดงขึ้นมายืนตระหง่าน เผชิญหน้าทหาร/ตำรวจของ Tsarist แบบไม่หวาดหวั่นกลัวเกรงอะไร ความตายเท่านั้นที่โหยหา และแปรสภาพกลายเป็นอมตะชั่วนิรันดร์

ช็อตสุดท้าย ร้อยเรียงภาพ Moscow Kremlin ทำการซ้อนและ Cross-Cutting ไปจนเห็นธงชัย(สีแดง) ปักตระหง่านอยู่ตรงยอด นั่นคือสัญลักษณ์ชัยชนะของประชาชน ที่แม้เรื่องราวของหนังเรื่องนี้จะยังไม่ไปถึง แต่ปัจจุบัน(ขณะที่สร้างนั้น)ก้าวมาถึงจุดจบที่ยิ่งใหญ่สูงสุด

Mother ไม่ใช่เรื่องราวของนักปฏิวัติ หรือการล้มล้างฐานอำนาจเก่า Tsarist แห่งสหภาพโซเวียต แต่คือแม่ผู้เป็นตัวแทนประชาชน ได้เรียนรู้จักความผิดพลาดจากวิถีความเชื่อ คติที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่อดีต ก่อเกิดความเข้าใจใหม่ สามารถปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง มุ่งสู่อนาคตที่(น่าจะ)สดใสกว่าวันวาน

ใจความชักชวนเชื่อของหนัง ก็จากการนำเสนอมุมมองของแม่นี่แหละ เพราะเธอเคยยึดถือมั่นในวิถีความเชื่ออดีต ก็เหมือนประชาชนทั่วไปยังไม่ล่วงรับรู้ ข้อดี-ข้อเสีย ภาพลวงตาถูกปกปิดบังมาแต่โบราณกาล เมื่อใดประสบพบ ตัดสินใจบางสิ่งอย่างผิดพลาด บทเรียนแห่งความโง่เขลาจะตราฝังตึง ไม่มีวันหวนกลับไปพึ่งสิ่งลวงหลอกนั้นอีกเป็นอันขาด!

แม้ตอนจบของเรื่องราวจะคือโศกนาฎกรรม ความตาย แต่สุดท้ายในประวัติศาสตร์รัสเซีย ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะ Bloody Sunday ต่อยอดให้เกิดการปฏิวัติ ค.ศ. 1905 ติดตามมาด้วยเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 และปีที่สร้างภาพยนตร์นั้น ความขัดแย้งได้ยุติจบสิ้นลงแล้ว ถือเป็นการเคารพ ยกย่อง เชิดชูเกียรติ ให้กับบรรดาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เกิดความหึกเหิม ภาคภูมิใจ รักชาติ/คอมมิวนิสต์ยิ่งชีพ

ในสายตาคนนอก/ผู้ชมประเทศโลกที่สามอย่างเราๆ Mother คือเรื่องราวของแม่ ผู้อุทิศตนเองเพื่อลูกรัก เพราะทำสิ่งผิดเลยไม่ต้องการพลาดหนสอง แต่เมื่อโชคชะตาไม่เป็นไปตามครรลอง เธอจึงต้องลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องลูกๆทุกคนของประเทศชาติ

ผมมีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่องอื่นๆของ Vsevolod Pudovkin บอกเลยว่าค่อนข้างผิดหวังเมื่อเทียบกับ Mother (1926) นั่นอาจเพราะต้นฉบับนวนิยาย ผลงานเขียนของ Maxim Gorky มีความยิ่งใหญ่ระดับสากล ถือว่าได้ต้นทุนสูงดัดแปลงค่อนข้างสูง และน่าจะคือความตั้งใจ ทุ่มเท ผลงานแรกของผู้กำกับ ทดลองสนองทฤษฎี Montage เลยออกมาครบเครื่อง ลงตัวที่สุดแล้ว (กระมัง)


ไม่รู้ว่าเป็น Pudovkin เองเลย หรือนักวิจารณ์ที่จัดหมวดหมู่ Revolutionary Trilogy ให้กับสามผลงานติดต่อเนื่อง
– Mother (1926)
– The End of St. Petersburg (1927)
– Storm Over Asia หรือ The Heir to Genghis Khan (1928)

สำหรับนวนิยาย Mother (1906) ของ Maxim Gorky ได้รับโอกาสดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกหลายครั้ง
– Mother (1955) กำกับโดย Mark Donskoy
– Mother (1990) กำกับโดย Gleb Panfilov
– Ilaignan (2011) ฉบับภาษา Tamil ที่ไม่มีใครพูดถึงสักเท่าไหร่

หนังได้รับการบูรณะโดย Mosfilm เมื่อปี 1968 ซึ่งได้มีการใส่ Sound Effect และบทเพลงประกอบใหม่โดย Tikhon Khrennikov เพื่อเฉลิมฉลองการปฏิวัติรัสเซีย ครบรอบ 50 ปี … เหมือนจะเป็นฉบับเดียวที่หารับชมได้ในปัจจุบัน

ความชื่นชอบส่วนตัวใน Mother (1926) คือการแสดงออกของแม่ผู้โง่เขลา มันช่างเจ็บปวดรวดร้าวทรมาน ทำให้เกิดสติครุ่นคิดว่าบิดา-มารดา ไม่ใช่เทพเจ้าที่สามารถทำทุกสิ่งอย่างถูกต้องหมด! แต่ตราบใดเรียนรู้จักการให้อภัย ปรับปรุงแก้ไข ก้าวออกจากบ้าน กฎกรอบ ระเบียบแบบแผน ขนบวิถีดั้งเดิมทางสังคม ช็อตสุดท้ายเมื่อยืนถือธงอย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยว นั่นคือการแปรสภาพสู่อมตะนิรันดร์

แนะนำอย่างยิ่งกับ นักเรียนและคนทำงานวงการภาพยนตร์ ถือเป็นหนังเรื่องบังคับในทุกๆหลักสูตร ศึกษาทฤษฎี เรียนรู้วิธีนำไปปรับประยุกต์ใช้, นักรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สนใจประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต, นักปรัชญา มองหาความหมายเชิงสัญลักษณ์, ชื่นชอบผลงานของ Maxim Gorky ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับเนื้อหาชวนเชื่อ ความรุนแรง พฤติกรรมคอรัปชั่นภายในหน่วยงานรัฐ และอารยะขัดขืนของกลุ่มปฏิวัติ

คำโปรย | Mother ของผู้กำกับ Vsevolod Pudovkin เปรียบได้กับมารดาแห่งการตัดต่อภาพยนตร์
คุณภาพ | -ทุกสถาบัน
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of