Mother (1952)

Okaasan

Mother (1952) Japanese : Mikio Naruse ♥♥♡

Kinuyo Tanaka รับบทแม่ที่ต้องนำพาครอบครัวฟันฝ่าอุปสรรคในช่วงเวลายากลำบาก หลังจากลูกชายคนโตล้มป่วยเสียชีวิต และพ่อโหมงานหนักเกินจนร่างกายอ่อนล้า ยังเหลือลูกๆอีก 3 คนให้เลี้ยงดูแล ร่วมเป็นกำลังใจให้เธอสามารถก้าวข้ามผ่านจุดเปลี่ยนของชีวิตนี้ไปได้ด้วยดี

Mikio Naruse (1905 – 1969) เป็นผู้กำกับสัญชาติญี่ปุ่นรุ่นเดียวกับ Akira Kurosawa, Yasujirō Ozu และ Kenji Mizoguchi แต่เพราะมีปรมาจารย์ก้องโลกถึง 3 คนแล้ว ทำให้ชื่อของ Naruse ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก ทั้งยังไม่ค่อยมีผลงานส่งออกฉายต่างประเทศเท่าไหร่ด้วย เลยค่อยๆถูกหลงลืมเลือนไปตามกระแสกาลเวลา

เกิดที่ Tokyo โตขึ้นได้ทำงานในสตูดิโอ Shochiku ไต่เต้าขึ้นจนเริ่มกำกับภาพยนตร์ยุคหนังเงียบ Mr. and Mrs. Swordplay (1930) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว], เริ่มมีชื่อเสียงจาก Flunky, Work Hard! (1931) [ไม่รู้เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เหลือรอดในยุคแรกๆนี้หรือเปล่า], หนังพูด Wife! Be Like a Rose! (1935) คว้ารางวัล Kinema Junpo: Best Film กลายเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้ฉายในอเมริกา (แต่เสียงตอบรับไม่ดีเท่าไหร่), หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Mother (1952) ประสบความสำเร็จล้นหลาม แถมยังได้ส่งออกฉายฝรั่งเศส, ตามด้วย Late Chrysanthemums (1954), Floating Clouds (1955), When a Woman Ascends the Stairs (1960), Scattered Clouds (1967) ฯ

สไตล์ของ Naruse ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างหนังให้มีสัมผัสเยือกเย็น มืดมัวและมองโลกในแง่ร้าย ชื่นชอบแนว Shomin-Geki (Working-Class Drama) เลยมักได้รับการเปรียบเทียบสไตล์คล้าย Ozu แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงดำเนินเรื่อง, ผู้กำกับ Kurosawa ยกย่องสไตล์ Melodrama ของ Naruse ให้คำจำกัดความเหมือนสายน้ำที่เบื้องบนไหลเอื่อย แต่ภายใต้เกรี้ยวกราดรุนแรง

“like a great river with a calm surface and a raging current in its depths”.

เรื่องราวของครอบครัว Fukuhara ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เล่าเรื่องด้วยมุมมอง/เสียงบรรยายของลูกสาวคนโต Toshiko (รับบทโดย Kyōko Kagawa) ช่วงวัย 17 ย่าง 18 กำลังเติบโตเป็นสาว พบเห็นสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในรอบหนึ่งปี พี่ชายล้มป่วยหนักจนเสียชีวิต พ่อก็เช่นกันแต่ยังทิ้งกิจการร้านซักรีดให้แม่ Masako (รับบทโดย Kinuyo Tanaka) ได้รับการช่วยเหลือจากลุง Kimura (รับบทโดย Daisuke Katō) จนสามารถดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเองได้ ขณะเดียวกันสาวน้อยก็มีโอกาสพรอดรักกับ Shinjiro (รับบทโดย Eiji Okada) นักศึกษามหาวิทยาลัยจบออกมาสานต่อกิจการเบเกอรี่ เฝ้ารอวันสู่ขอแต่งงาน

Kinuyo Tanaka (1909 – 1977) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Shimonoseki, Yamaguchi เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบ เซ็นสัญญากับสตูดิโอ Shochiku ผลงานเด่นๆในช่วงแรกๆอาทิ I Graduated, But… (1929), The Neighbor’s Wife and Mine (1931) [หนังพูดเรื่องแรกของญี่ปุ่น], ได้รับความนิยมล้นหลามจนหนังหลายเรื่องต้องตั้งชื่อตามเธอเพื่อให้ขายได้ อาทิ The Kinuyo Story (1930), Doctor Kinuyo (1937), Kinuyo’s First Love (1940) ฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สองออกจากสังกัดเก่ากลายเป็นนักแสดง Freelance ทำให้มีโอกาสร่วมงานหลากหลายผู้กำกับดัง อาทิ The Life of Oharu (1952), Ugetsu (1953), Sansho the Baliliff (1954), The Ballad of Narayama (1956), Equinox Flower (1958) ฯ

เกร็ด: นิตยสาร Kinema Junpo จัดอันดับ Movie star and Director of the 20th century ฝั่งนักแสดงหญิงของประเทศญี่ปุ่น Kinuyo Tanaka ติดอันดับ 5

รับบทแม่ Masako Fukuhara เพราะชีวิตไม่เคยตระเตรียมพบเจอความยากลำบาก แต่หลังสามีจากไปจำต้องแบกรับภาระผิดชอบทุกสิ่งอย่าง เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ตัดสินใจในเรื่องที่แม้อาจไม่ถูกใจลูกๆ แต่ก็เพื่อให้ครอบครัวสามารถดำเนินต่อไปได้ พบเจอความผิดพลาดจดจำเป็นบทเรียน ยิ้มสู้ไม่ย่อท้อแท้ แล้วอนาคตสดใสจักมาถึงสักวันหนึ่ง

Tanaka มักได้รับบทหญิงสาวที่ต้องทนทุกข์ทรมาน เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น (อยู่แทบตลอดเวลา) แม้จะเทียบไม่ได้กับสามผลงานชิ้นโบว์แดงที่ร่วมงานผู้กำกับ Kenji Mizoguchi แต่เธอก็บีบคั้นความรวดร้าวจากภายในออกมา ลูกๆอาจไม่รู้ตัวแต่ผู้ชมสัมผัสได้อย่างแน่นอน

Kyōko Kagawa (เกิดปั 1931) นักแสดงหญิงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ตอนเด็กวาดฝันอยาเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ แต่ดันไปเข้าตาสตูดิโอสร้างภาพยนตร์จากชนะการประกวด Beauty Contest กลายมาเป็นนักแสดง เริ่มมีชื่อเสียงจาก Man in the Storm (1950), Mother (1952), หลายคนอาจคุ้นหน้าใน Tokyo Story (1953), Sansho the Bailiff (1954), The Crucified Lovers (1954), The Bad Sleep Well (1960), High and Low (1963), Red Beard (1965), Maadadayo (1993) ฯ

รับบทลูกสาวคนโต Toshiko แม้ร่างกายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่จิตใจยังเหมือนเด็กใสซื่อไร้เดียงสา เพ้อฝันหวานถึงนิยายรักโรแมนติกไปวันๆ เมื่อได้ยินข่าวลือแม่กับลุง Kimura ต่อต้านไม่ยอมรับหัวชนฝา (ทั้งๆที่ไม่รู้ความจริงเลยสักนิด) และยิ่งตอนน้องสาวเสียสละตนเองเพื่อครอบครัว ถึงทำให้รู้ว่าตนเองเป็นผู้หญิงเอาแต่ใจฉะมัดเลย

แม้เสียงบรรยายพูดของ Kagawa จะฟังดูทะแม่งๆเหมือนเด็กหญิงอ่านเรียงความหน้าชั้นเรียน แต่การแสดงของเธอถือเป็นสีสันของหนัง เรียกเสียงหัวเราะ อมยิ้มหวาน น่ารักน่าชัง ว่าไปก็เหมือนลูกคุณหนูไม่ผิดเพี้ยน (แต่พื้นฐานครอบครัวถือว่าเป็นชนชั้นทำงาน)

อีกนักแสดงที่สร้างสีสันไม่เบาคือ Eiji Okada (1920 – 1995) หลายคนอาจคุ้นหน้ากับผลงานโกอินเตอร์อย่าง Hiroshima mon amour (1959) และ The Ugly American (1963) แต่ในญี่ปุ่นก็ดังใช่เล่นกับผลงาน Woman in the Dunes (1964), The Face of Another (1966) ฯ

รับบท Shinjiro นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ตกหลุมรัก Toshiko ชอบอ่านนิยายฝรั่งเศสให้เธอฟัง และทำเบเกอรี่ด้วยศิลปะ Picasso ตอนที่แอบพบเห็นเธอแต่งหน้าทำผมเหมือนเจ้าสาว กลับบ้านด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยหมดเรี่ยวแรง เข้าใจผิดเพราะคิดว่าถูกใครบางคนชิงตัดหน้าไปแล้ว (คงเพราะเคยไปปล่อยข่าวลือมั่วๆของแม่และลุง Kimura ให้กับ Toshiko ครั้งนี้เลยเสมือนกรรมตามสนอง)

ใบหน้าของ Okada เหมือนนักเรียนหนุ่มจบนอก คำพูดจาภูมิฐาน สติปัญญาเฉลียวฉลาด ค่อนข้างจะขั้วตรงข้ามกับ Kagawa (ที่ดูเป็นผู้หญิงเพ้อฝันหวาน) แค่ภาพลักษณ์ก็ถือว่าสร้างมิติให้ตัวละครเหลือล้น แถมแย่งซีนเรียกเสียงหัวเราะตอนแสดงสีหน้าละห้อย พี่แกดูหล่อขึ้นมาทันที!

ไดเรคชั่นของผู้กำกับ Naruse หลายๆอย่างคล้ายกับ Ozu คือไม่ชอบขยับเคลื่อนกล้อง เลือกมุมที่สามารถมองเห็นรายละเอียดได้ครบถ้วน เวลาตัวละครสนทนาก็มักตัดไปหน้าตรงพูดกับกล้อง แต่ที่ต่างคือจะไม่ใช่ Tatami Shot และสร้างความสับสนให้ผู้ชมว่า ขณะนี้ตัวละครอยู่ตรงไหนของบ้าน หรือแอบทำอะไรอยู่นอกฉาก

มุกตลกหนึ่งของหนังที่แสบกระสันต์มากๆ ประมาณชั่วโมงนิดๆที่ตัวละครชวนกันไปดูหนังเรื่องหนึ่ง แล้วอยู่ดีปรากฎข้อความ The End เชื่อว่าหลายคนคงสะดุ้งตกใจ อ่าว!หนังจบแล้วเหรอ ใช่ครับเรื่องที่พวกเขารับชมนั้นจบแล้วแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่จบ จริงๆจะถือว่าสิ่งที่จบคือความโชคร้ายของครอบครัว Fukuhara ก็ได้นะ เพราะอะไรๆหลังจากนี้ดูเหมือนจะค่อยๆในทิศทางดีขึ้นกว่าเดิม

เพลงประกอบโดย Ichirō Saitō (1909 – 1979) ผลงานเด่น อาทิ The Life of Oharu (1952), Late Chrysanthemums (1954), Floating Clouds (1955) ฯ, อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างระหว่าง Naruse กับ Ozu คือการเลือกใช้เพลงประกอบที่มีกลิ่นอายตะวันตกมากกว่า และไม่จำกัดแค่ช่วงระหว่างเปลี่ยนฉากเท่านั้น

ลักษณะของบทเพลงสะท้อนอารมณ์ของเรื่องราวขณะนั้นออกมา โรแมนติกเพ้อฝันหวานบรรเลงด้วยไวโอลินเพียงตัวเดียว เพลิดเพลินสนุกสนานก็ด้วยท่วงทำนองตื่นเต้นเร้าใจ รวดร้าวระทมทุกข์เอื้อยยาวอ้อยอิ่งด้วยออเครสต้าอันโหยหวน ฯ

บทเพลงสุดท้ายของหนังไพเราะงดงามมากๆ มอบสัมผัสที่เหมือนความเพ้อฝันในโลกที่ไม่ได้สวยหรูสักเท่าไหร่ ระยิบระยับด้วยความใคร่รู้ เสียงบรรยายของ Toshiko ตั้งคำถามเกี่ยวกับความสุข ‘คุณแม่ที่รักของฉัน ค่ำคืนนี้รู้สึกเช่นไร อยากรู้ใจเธอเหลือเกิน’

Okaasan เป็นหนังสะท้อนผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงทศวรรษ Great Depression ในมุมของครอบครัวชนชั้นทำงานเล็กๆที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ขณะที่ลูกๆยังอยู่ในวัยเพ้อฝันหวานไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ แม่เพียงคนเดียวแบกรับภาระเพื่อให้ทุกสิ่งอย่างดำเนินต่อไปได้อย่างสงบสุข

นอกจากเรื่องของแม่แล้ว การใช้ลูกสาวคนโตในการบรรยายเล่าเรื่องที่ถือเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ของประเทศญี่ปุ่น ในทัศนะของผู้กำกับ Naruse มองว่า เต็มไปด้วยความเพ้อฝันเฟื่อง ขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ของตนเอง นิสัยเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ ทำอะไรไม่ค่อยได้ดั่งใจพึ่งพิงพาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ขนาดว่าลูกสาวคนเล็กยังมีความกล้าเสียสละรับผิดชอบต่อครอบครัวมากกว่า

ผมมาครุ่นคิดว่า คนที่มีชีวิตในช่วงเวลา Great Depression น่าจะไม่รู้ตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงกลายเป็นแบบนี้? จนกว่ากาลเวลาจะผ่านเลยไปแล้วคนรุ่นถัดมามองย้อนกลับ ถึงค่อยสามารถนิยามยุคสมัยและเหตุผลดังกล่าวได้ ฉะนั้นแล้วพฤติกรรมของพี่สาวคนโต จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดจากผลกระทบดังกล่าวเต็มๆ พานพบเห็นผ่านสงครามโลกมา ถ้าไม่คลุ้มคลั่งเสียสติแตกก็มักพาตัวเองหนีหลุดโลก (Escapist) เพื่อไม่ให้ทุกข์ทรมานตราตรึงกับภาพอันโหดร้ายที่พบเห็น

พี่ชายคนโตก็เช่นกันนะ ดูจากสีหน้าสายตาล่องลอย ท่าทางหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ความป่วยตายของเขามองได้เชิงสัญลักษณ์ถึงความล้มเหลว จุดสิ้นสุดของคนยุคนี้ที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพักพิงให้กับผู้อื่น ไม่ต่างอะไรกับคนตาย

เด็กชายและเด็กหญิง ดูแล้วน่าจะเกิดช่วงขณะสงครามพอดีเลยยังไม่รับรู้ประสีประสา แต่เพราะค่อยๆเติบโตขึ้นมาพบเห็นพ่อ-แม่เหน็ดเหนื่อยยากลำบาก เลยรู้สึกอยากเสียสละช่วยเหลือ เรียนรู้จักความรับผิดชอบก่อนวัยอันควร (นี่คงเป็นความตั้งใจของผู้กำกับด้วยกระมัง ฝากความหวังของประเทศญี่ปุ่นไว้กับคนรุ่นถัดๆไป อะไรๆน่าจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่)

กลับมาที่เรื่องของแม่อีกสักนิด ในสังคมญี่ปุ่นมักถือว่าสถาบันครอบครัวมีความสำคัญสูงสุด สังเกตว่าเธอเลือกที่จะไม่เห็นแก่ตัว ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อลูกๆได้มีความสะดวกสบายสุขใจ เสียสละแม้ตัวเองต้องเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากลำบาก ไม่เคยพูดบ่นหรือแสดงความท้อแท้หมดอาลัยตายอยาก นี่เป็นสิ่งน่ายกย่องสรรเสริญ จดจำเป็นแบบอย่างมากยิ่งนัก

ความสำเร็จของหนังที่ญี่ปุ่น คงเพราะเป็นเรื่องเข้าถึงผู้ชมในยุคสมัยนั้น ครอบครัวฉันแทบไม่ค่อยต่างอะไรจากหนังเรื่องนี้ แถมยังเป็นที่ถูกในนักวิจารณ์ กวาดมาหลายรางวัลทีเดียว

Blue Ribbon Awards
– Best Director
– Best Supporting Actor (Daisuke Katō)

Mainichi Film Award
– Best Supporting Actor (Daisuke Katō)
– Best Supporting Actress (Kyōko Kagawa)
– Best Film Score

ส่วนตัวแอบผิดหวังเล็กๆกับหนังพอสมควร นึกว่าชื่อของ Mikio Naruse จะมีอะไรน่าสนใจกว่านี้ แต่ก็เพียงดราม่าครอบครัว สะท้อนวิถีชีวิตความยากลำบากของชาวญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือตอนออกฉายประสบความสำเร็จทั้งรายรับและคำวิจารณ์ กาลเวลากระมังทำให้อะไรๆด้อยค่าลง หลงเหลือเพียงบันทึกประวัติศาสตร์และการแสดงของ Kinuyo Tanaka กับ Kyōko Kagawa กินใจผู้ชมไม่รู้ลืม

แนะนำคอหนังดราม่าครอบครัว วิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2, แฟนๆผู้กำกับ Mikio Naruse และนักแสดงนำ Kinuyo Tanaka, Kyōko Kagawa ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับความทะเล้นน่ารักของเด็กหญิงสาว

TAGLINE | “กาลเวลาทำให้ Mother (1952) ของผู้กำกับ Mikio Naruse ด้อยค่าลง หลงเหลือเพียงการแสดงของ Kinuyo Tanaka กับ Kyōko Kagawa กินใจผู้ชมไม่รู้ลืม”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of