Mother (1963)

Mother

Mother (1963) Japanese : Kaneto Shindo ♥♥♥♡

Nobuko Otowa รับบทแม่ผู้ปวดเศียรเวียนเกล้า กับอาการป่วยเนื้องอกในสมองของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน วิธีการเดียวเท่านั้นคือแต่งงานใหม่กับชายที่ตนไม่ได้รัก นำเงินมาเป็นค่าผ่าตัดรักษาพยาบาล ทำงานชดใช้เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่มันคุ้มค่าแล้วหรือเปล่ากับทุกความสูญเสีย

Kaneto Shindo (1912 – 2014) เป็นผู้กำกับที่ถือว่ามีเอกลักษณ์ลายเซ็นต์เฉพาะตัวไม่น้อย ไม่แน่ใจตั้งแต่ผลงานแรก Story of a Beloved Wife (1951) เลยหรือเปล่าที่ได้สร้างภาษาภาพยนตร์เฉพาะตัวขึ้นมา ก็มุ่งมั่นในทิศทางไดเรคชั่นนั้น ย้ำคิดย้ำกับ ‘art of montage’ ร้อยเรียงด้วยภาพการกระทำนั้นๆซ้ำไปซ้ำมา จนมีความเป็น Abstraction สะท้อนความไม่มีที่สิ้นสุดของชีวิตจนกว่าจะหมดลมหายใจ

เกิดที่ Hiroshima ครอบครัวมีฐานะร่ำรวยจากอาชีพให้กู้ยืมที่ดิน แต่ต่อมาล้มละลายเพราะถูกเบี้ยวหนี้ โชคดีมีพี่น้องหลายคนช่วยเหลือจุนเจือ โตขึ้นหลังจากรับชมภาพยนตร์เรื่อง Bangaku No Isshō (1933) เกิดความสนใจงานด้านนี้ ตอนแรกสมัครเป็นช่างจัดไฟแต่ตัวเตี้ยเกินเลยไม่ได้รับเลือก จากนั้นเรียนรู้ว่าภาพยนตร์สร้างขึ้นโดยบทหนัง ซึ่งแต่ก่อนมักเขียนใส่กระดาษชำระเปียกน้ำง่าย ได้รับงานทำยังไงก็ได้ให้กระดาษแห้ง เขาจึงศึกษาเรียนรู้บทหนังจากงานสุดประหลาดนี้

ต่อมากลายเป็นนักออกแบบฉาก ร่วมงานเป็นผู้ช่วย Kenji Mizoguchi หลายครั้ง นำเอาบทภาพยนตร์ที่ตนพัฒนาขึ้นมานำเสนอ ถูกตอกกลับว่า ‘had no talent’ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้กลายเป็นนักเขียนบทขาประจำของสตูดิโอ Shochiku โด่งดังกับบทหนังเรื่อง A Ball at the Anjo House (1947) กำกับโดย Kōzaburō Yoshimura, ได้รับโอกาสกำกับ Story of a Beloved Wife (1951), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Children of Hiroshima (1953) ได้ฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes แม้ไม่ได้คว้ารางวัลอะไร แต่ถือเป็นเรื่องหนึ่งในทศวรรษยุคทองของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น

ความสนใจของ Shindo มักเป็นการวิพากย์สังคม ความยากจนข้นแค้น ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง (ต่อต้านอเมริกัน) ดำเนินเรื่องโดยใช้ผู้หญิง และแรงผลักดันทางเพศ (Sexual Desire) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Onibaba (1964), Kuroneko (1968), Postcard (2011) ฯ

เรื่องราวของ Tamiko (รับบทโดย Nobuko Otowa) มีลูกชาย Toshio ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในสมองหมอแนะนำให้รีบรักษาก่อนลุกลามจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นำความไปปรึกษาแม่ Yoshie (รับบทโดย Haruko Sugimura) ที่ได้จัดการหมั้นหมายกับเจ้าของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ Tajima (รับบทโดย Taiji Tonoyama) เพื่อนำเงินไปใช้ในการผ่าตัด แม้ทีแรกไม่เต็มใจนักแต่ก็ยินยอมคล้อยตามเพราะไม่สามารถหาหนทางอื่น

Nobuko Otowa (1924 – 1994) นักแสดงหญิงยอดฝีมือ เกิดที่ Yonago, Tottori ชู้รักของผู้กำกับ Shindo ตั้งแต่พบเจอร่วมงานครั้งแรก Story of a Beloved Wife (1951) รอจนเมื่อเขาอย่าขาดกับภรรยาคนก่อน จึงได้แต่งงานอยู่ร่วมกันจนเสียชีวิต, ผลงานเด่นก็ล้วนจากหนังของ Shindo ทั้งนั้น อาทิ Children of Hiroshima (1952), Epitome (1953), Life of a Woman (1953), Onibaba (1964), Kuroneko (1968), The Strangling (1979), A Last Note (1995) ฯ

รับบทแม่ Tamiko สูญเสียสามีคนแรกไปกับสงครามโลก สามีคนสองสำมะเลเทเมาแล้วก็ทิ้งลูกชายไว้ให้ดูต่างหน้า ชีวิตไม่เคยพบเจอความสุขใดๆ แต่ก็ไม่ยินยอมเป็นเหมือนแม่ตนเองที่มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ หลังจากแต่งงานครั้งสามทำงานเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด แม้เริ่มต้นไม่ได้รักสามี แต่ก็ค่อยๆยินยอมมอบความสุขให้กับเขาตอบแทนหนี้บุญคุณจ่ายค่าผ่าตัดรักษาพยาบาลให้ลูกรัก

ถือเป็นบทถนัดของ Otowa หญิงสาวกร้านโลก ขยาดผู้ชายแต่ขาดไม่ได้ หลายครั้งมีสีหน้าวิงเวียนโยกตัวไปมาเหมือนจะเป็นลม ร่างกายเต็มไปด้วยเหน็ดเหนื่อยหน่ายอ่อนล้า ทำงานหงาดเหงื่อเม็ดโป้งๆ หน้าบึ้งตึงไม่เคยพบเห็นรอยยิ้มสักครั้งเดียว

Haruko Sugimura (1909 – 1997) นักแสดงหญิงจาก Hiroshima ขาประจำของ Ozu และ Mikio Naruse ผลงานเด่น อาทิ Late Spring (1949), Early Summer (1951), Tokyo Story (1953), Late Chrysanthemums (1954), Floating Weeds (1959), An Autumn Afternoon (1962), A Last Note (1995) ฯ

รับบท Yoshie แม่ของ Tamiko เป็นคนปากจัด เห็นแก่ตัว มองโลกในแง่ร้ายขั้นรุนแรง เพราะสามีทิ้งขว้างเลยแสดงสีหน้าคำพูดจาบอกไม่มีวันยกโทษให้อภัย แต่พออัฐิส่งมาถึงบ้านกลับร่ำไห้คร่ำครวญหา คงเพราะชีวิตทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสแต่ไม่ต้องการแสดงออกให้ใครเห็น ปั้นความเข้มแข็งภายนอกปกปิดความอ่อนแอภายในไว้

เป็นภาพลักษณ์การแสดงอันติดตาของ Sugimura กับตัวละครปากจัด เห็นแก่ตัว มองโลกในแง่ร้าย คงต้องเรียกว่า Typecast แล้วละ เห็นหน้าคาดเดาได้ทันที แต่กับเรื่องนี้ผมว่ามันมากล้นเกินไปหน่อย คงจะให้เป็นขั้วตรงข้ามกับ Otowa เลยกระมัง

Taiji Tonoyama (1915 – 1989) สัญชาติญี่ปุ่น ก่อนหน้าเข้าสู่วงการเป็นทหารประจำอยู่ประเทศจีนตั้งแต่ Second Sino-Japanese War (1937 – 45) พบเห็นความโหดร้ายของสงครามเป็นความทรงจำฝังลึกในจิตใจ ต่อกลายมาเป็นนักแสดงส่วนใหญ่รับบทสมทบ สนิทสนมผู้กำกับ Shindo และ Yoshimura จนกลายเป็นขาประจำ แต่ชีวิตก็มิได้ยิ่งใหญ่อะไร ติดหญิง ติดเหล้า เขียนหนังสืออัตชีวประวัติตนเองชื่อ Sanmon Yakusha (แปลว่า Third-rate Actor) หลังเสียชีวิต Shindo สร้างภาพยนตร์อุทิศให้ชื่อว่า By Player (2000)

รับบทสามีคนที่สาม Tajima เจ้าของกิจการโรงพิมพ์ เคยแต่งงานมีลูกสาวรุ่นราวคราวเดียวกับ Toshio ภรรยาไม่รู้เสียชีวิตหรือเลิกร้างรา วันๆทำงานเหน็ดเหนื่อยแต่ไร้ที่พึ่งพิงทางใจ เมื่อครองรักครั้งใหม่กับ Tamiko แม้ต้องกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลลูกชายของเธอ ชีวิตเขาก็เหมือนอะไรๆกำลังจะดีขึ้น

ถึงจะไม่ใช่บทเด่นอะไรแต่ Tonoyama ก็ได้แสดงให้เห็นว่า คนหน้าตาไม่เอาอ่าวแบบเขา ใช้เงินซื้อใจคน มักมากในกามคุณ ก็ยังสามารถแสดงออกเป็นคนดี ชีวิตมีความสุขได้

ถ่ายภาพโดย Kiyomi Kuroda ขาประจำของผู้กำกับ Shindo, โดดเด่นในแง่การจัดองค์ประกอบภาพ และหลายครั้งกลายเป็น Abstraction สื่อความหมายบางสิ่ง

สถานที่ถ่ายทำทั้งหมดอยู่ในเมือง Hiroshima (บ้านเกิดของผู้กำกับ) ซึ่งจะมีซีนที่ถ่ายภาพทางอากาศ (Helicopter Shot) พบเห็นซากปรักหักพักที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แม้จะผ่านสงครามโลกมากว่า 16-17 ปีแล้วก็ตาม

ช็อตแรกของหนังถ่ายใบหน้าของ Tamiko ด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายอ่อนล้า ภาพซ้อนก้อนเมฆเหม่อมองล่องลอยออกไปแสนไกล ตัดสลับกับคู่รักชาย-หญิงกำลังกอดจูบในห้องผู้ป่วยเดี่ยว นี่ทำให้เธอหวนระลึกถึงช่วงชีวิตของตนเอง ฉันเคยพานพบเจออะไรดีๆแบบนั้นเข้ามาบ้างไหมเนี่ย?

อาการหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลมของ Tamiko ใช้วิธีการแทรกภาพ Abstraction ของแสงไฟ/เศษฝุ่น ฟุ้งกระจายไปทั่ว, คนที่เคยวิงเวียนศีรษะย่อมรับรู้ได้ว่าไม่ใช่ภาพแบบนี้ นี่ถือเป็นการนำเสนอเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ที่พอทำความเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

เด็กชาย Toshio เปรียบได้กับปลาทองในโถแก้ว ชีวิตไม่ได้มีคุณค่าอะไรไปมากกว่าเลี้ยงดูให้เชยชม (ตอนที่เขาเสียชีวิต ปลาทองก็ตายลงเช่นกัน) ช็อตนี้เห็นทั้งสองอยู่ร่วมกัน สื่อได้เหตุผลเดียวเท่านั้น

เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ทันสังเกต มัวแต่อ่านซับไตเติ้ลฟังคำสนทนาระหว่างแม่-ลูก Yoshie กับ Tamiko แต่ให้มองลึกไปด้านหลัง จะพบเห็นคนเลี้ยงหมูกำลังเดินนำขยะไปเททิ้งลงลำคลอง นี่สามารถตีความได้ว่าเนื้อหาที่ทั้งสองกำลังพูดคุย มันเป็นเรื่องขยะไร้สาระทั้งเพ (นี่น่าจะสื่อถึง Yoshie ที่ขยันบ่นแสดงความเห็นแก่ตัวออกมา)

ย้อนอดีตในความทรงจำของ Haruo ร่วมที่บดบังเกินกว่าครึ่งของช็อตนี้ นัยยะถึงความไม่สนใจ ไม่อยากไปโรงเรียน หยิบรองเท้าเขวี้ยงลงท้องนาประชดเรียกร้องความสนใจ เพราะความรักมากของพี่สาวเลยยินยอมย่ำเท้าในท้องนาไปเก็บให้ แต่ข้างเดียวไม่พอโยนข้างสองอีก เป็นเด็กชายเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจโดยแท้

หลายช็อตของหนังจะมีภาพสองระดับ ใกล้-ไกล แต่เพราะระยะไม่ได้ลึกมากเลยอาจมิได้ต้องใช้เลนส์ Deep-Focus นี่เพื่อเป็นการสร้างระยะห่างของตัวละคร แม้อยู่ใกล้ชิดเป็นผัวเมียแต่กลับมีช่องว่างระหว่าง หาได้ยินยอมรับกันและกันไม่

โรงพิมพ์สมัยก่อนมีลักษณะกึ่งอัตโนมัติ ที่ยังต้องใช้แรงงานคนนำกระดาษเข้าเครื่องพิมพ์ทีละแผ่นแบบนี้ นี่เป็นความพยายามสื่อถึง เครื่องจักรในโลกทุนนิยมสามารถผ่อนแรงมนุษย์ได้ก็จริง แต่ทุกสิ่งยังต้องพึ่งการทำงานของคนหลีกเลี่ยงไม่ได้

ก่อนที่ Tamiko จะร่วมรักกับสามี เธอยื่นมือเอื้อมไปปิดหน้าต่างบานหนึ่ง ซึ่งจะเห็นภาพดอกทานตะวัน สัญลักษณ์ของแสงสว่างความสดใสในชีวิตเธอ ขณะนี้กำลังมืดมิดถูกบดบังปิดไป

สองพี่น้อง Tamiko กับ Haruo โล้เล่นกันอยู่คนละฝั่งของเครื่องหมุนนี้ แสดงถึงความตรงกันข้ามของทั้งคู่ พี่สาวแต่งงานถึงสามครั้งขณะที่น้องชายยังโสดโดดเดี่ยวเรียนไม่จบพึ่งพาไม่ได้ ถึงกระนั้นนี่เป็นครั้งแรกๆที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึก อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อพี่สาวที่รักยิ่งของตนเอง

การหัดขับรถของ Tamiko แลกมาด้วยการเกือบพุ่งชนสองครั้ง หนึ่งคือกลุ่มคนที่กำลังแต่งงาน อีกหนึ่งคือเด็กๆที่กำลังล้อมวงเตะฟุตบอล นี่สื่อความหมายตรงตัวเลยถึงอุปสรรคขวากหนามในชีวิตที่แม่ต้องแลกมา กว่าจะสามารถขับขี่ยวดยานนี้ได้ด้วยตนเอง

เปียโนไฟฟ้าเปรียบได้กับเสียงแห่งความหวังที่แม่ต้องการมอบความสุขให้กับลูก ถึงตาจะเริ่มพร่ามัวมืดบอดมองไม่เห็น แต่คำพูดเสียงดนตรียังคงได้ยินเด่นชัด สามารถใช้สื่อสารแทนอารมณ์ได้โดยทันที

น่าเสียดายผมหาอ้างอิงให้ไม่ได้ คาดว่าคงคือเพลงพื้นบ้านของญี่ปุ่น ได้ยินหลายครั้งทีเดียวตลอดหนังทั้งเรื่อง

หลังจากงานศพของ Haruo ครอบครัวนี้เดินผ่านฝูงหมูที่ถูกต้องเรียง นี่ถือเป็นสิ่งสะท้อนกันสะหรับพวกเขา ไม่ต่างอะไรจากฝูงหมูที่มีชีวิตถูกจับจูง ต้องดำเนินเดินตามวิถีของระบอบทุนนิยม/การเข้ามาอิทธิพลของอเมริกาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แซว: เห็นหมูเด่นเกินหน้าเกินตาแบบนี้ ชวนให้นึกถึง Pigs and Battleships (1961) ขึ้นมาเลย นัยยะก็เช่นเดียวกันเลยนะ

การยินยอมพลีกายใจของแม่ครั้งนี้ ใช้ช็อต Close-Up ที่พื้นหลังมืดมิดดำสนิท นั่นแปลว่าเธอไม่สามารถรับล่วงรู้ได้แล้วว่า การกระทำดังกล่าวจะสร้างความสุขให้ตนเองอย่างไร แค่มันคือหน้าที่จะต้องทำ อนาคตช่างมืดมัวหมองเสียเหลือเกิน

ตัดต่อโดย Kaneto Shindô, มุมมองการเล่าเรื่องส่วนใหญ่เป็นของ Tamiko พร้อมเสียงบรรยาย ภาพที่อยู่ในหัว และเล่าย้อนอดีตผ่านรูปถ่าย, ขณะที่อีกมุมมองหนึ่งเป็นของน้องชาย Haruo กับชีวิตอันเรื่องเปื่อยไร้แก่นสาร และหวนระลึกถึงอดีตกับพี่สาวอยู่ซีนหนึ่ง

ฉากในโรงพิมพ์ จะมีการตัดต่อให้เห็นการทำงานของนักแสดง เครื่องจักร วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่เรื่อยๆในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ผู้ชมเกิดความตระหนักและรู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาทำอยู่นี้ใน 1 วัน เป็นอะไรที่มากมายมหาศาลไม่รู้จักสิ้นสุดจริงๆ

เพลงประกอบโดย Hikaru Hayashi (1931 – 2012) คีตกวีสัญชาติญี่ปุ่น มีผลงานทั้ง Opera, Orchestra, Chamber Music, สำหรับภาพยนตร์เป็นขาประจำของผู้กำกับ Shindo ผลงานเด่นอาทิ Lucky Dragon No. 5 (1959), Onibaba (1964), Kuroneko (1968), Under the Flag of the Rising Sun (1972), The Go Master (1982), Postcard (2010) ฯ

Main Theme นำบทเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่น (ที่ร้องเล่นกับเปียโนไฟฟ้า) มาดัดแปลงเป็นท่วงทำนอง Rumba สร้างสัมผัสความสุขที่เหมือนฝัน ปัจจุบันกลับเป็นสิ่งไม่เคยได้รับ มักได้ยินในฉากที่ตัวละครหวนนึกถึงอดีต หรือการตัดสินใจบางอย่างที่ก่อให้เกิดความสำราญล้น

Sound Effect ถือได้เป็น Soundtrack เช่นกัน ดังชัดกับเสียงเครื่องพิมพ์, ตอนแม่กำลังจะเป็นลม เสียงเหมือนอะไรสักอย่างหมุนติ้วๆ, ไฮไลท์คือหมูกรีดร้อง บางครั้งดังกว่าการสนทนาของตัวละครเสียอีก ฯ

Haha คือภาพยนตร์ที่จะนำพาผู้ชมเข้าไปในหัวอกความรู้สึกของคนเป็นแม่ ผู้ซึ่งโชคชะตานำพาให้ต้องประสบพบความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากลำบาก หันไปทางไหนก็ไม่มีใครพึ่งพิงพาได้ แต่ในโลกทุนนิยมเงินตราสามารถใช้เรือนร่างกายเข้าแลก แม้นั่นจะต้องแลกกับอิสรภาพของตนเอง ก็สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกหัวแก้วหัวแหวน

ระหว่างเกียรติศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง กับชีวิตความเป็นตายของลูกรัก? ถ้าไม่ใช่เปรตชิงหมาเกิด หัวอกแม่ส่วนใหญ่ย่อมเลือกอย่างหลังสำคัญกว่ามาก ยินยอมเสียสละตนเองโดยไม่หวาดหวั่นกลัวเกรงอะไรจะขึ้นกับตนเอง แต่ถึงกระนั้นบางครั้งก็ยังเป็นการวัดดวง ได้คนดีก็ถือเป็นลาภก้อนโต พบพานคนชั่วความบรรลัยคงเข้าถามหา

สิ่งต่างๆที่เกิดกับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ล้วนมีสาเหตุอิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่สองทั้งหมดสิ้น
– Tamiko สูญเสียสามีคนแรกจากสงครามโลก, สามีคนที่สองติดเหล้าสำมะเลเทเมา ไม่ใช่เพราะโรคระบาด Great Depression หรอกหรือ
– Yoshie สูญเสียสามีเพราะดันไปตกหลุมรักหญิงสาวอีกคนในช่วงสงครามโลกพอดีเช่นกัน
– Haruo เพราะเติบโตขึ้นผ่านช่วงเวลา Great Depression เลยกลายเป็นคนพึ่งพิงอะไรไม่ได้ ใช้ชีวิตไปวันๆไร้ซึ่งอนาคตเป้าหมายใดๆ

รวมๆแล้วในความตั้งใจของผู้กำกับ Shindo สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อสะท้อนปัญหาสังคม อิทธิพลจากมหันตภัยสงครามโลก ผ่านมากว่าสิบปีก็ใช่ว่าทุกสิ่งอย่างจะยุติจบสิ้น คงเป็นกับคนทั้ง Generation และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆไม่รู้จักจบสิ้นสุด

แม้นักวิจารณ์ส่วนใหญ่จะมองว่า Mother (1952) ของ Mikio Naruse โดดเด่นกว่า Mother (1963) ของ Kaneto Shindo แต่ส่วนตัวกลับเห็นตรงกันข้าม เพราะเรื่องแรกมีความเฉิ่มเฉยตกยุคไปตามกาลเวลา แต่เรื่องหลังเพราะความ Abstraction ของหลายๆอย่าง ชักชวนให้น่าครุ่นคิดค้นหามากกว่า แต่นี่อาจเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวล้วนๆเลยนะ

ส่วนที่ผมชื่นชอบสุดของหนังคือแรงผลักดันของแม่ ‘เพื่อลูกทำยินยอมทำได้ทุกอย่าง’ พอมันมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นการบีบบังคับไม่สมยอม สามีใหม่ไม่น่าเป็นคนดีแน่แต่ที่ไหนได้ นั่นแปลว่าสิ่งดีๆบางครั้งอาจเกิดขึ้นจากมุมร้ายๆที่คงไม่มีใครคาดคิดถึงมาก่อนได้

แนะนำคอหนังดราม่า โศกนาฎกรรมในครอบครัว, สนใจประวัติศาสตร์ ผลกระทบของชาวญี่ปุ่นจากสงครามโลกครั้งที่ 2, แฟนๆผู้กำกับ Kaneto Shindo และนักแสดงขาประจำ Nobuko Otowa, Haruko Sugimura, Taiji Tonoyama ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศอันตึงเครียด มี Sex เป็นแรงผลักดัน

TAGLINE | “Mother ของผู้กำกับ Kaneto Shindo เสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อลูกรักได้จริงๆ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of