Mozart: Requiem

Mozart Requiem

Mozart: Requiem

ผลงานชิ้นสุดท้ายของ Wolfgang Amadeus Mozart ทว่าตัวเขาพลันด่วนเสียชีวิตลงก่อนด้วยโรคไตและไข้รากสาดใหญ่ ต่อมาเป็น Franz Xaver Süssmayr หนึ่งในลูกศิษย์ที่ภรรยาหม้าย Constanze ร้องขอให้ช่วยแต่งต่อครึ่งหลังให้เสร็จ เพื่อมิให้ Count Franz von Walsegg ผู้ว่าจ้าง Mozart ประพันธ์บทเพลงนี้ ฉกฉวยนำไปเป็นผลงานของตนเอง

เอาจริงๆมีเพียงท่อนเดียวแรกสุดเท่านั้น Introitus – Requiem aeternam ที่ Mozart ได้จดบันทึกโน๊ตเพลงไว้ครบถ้วนหมดสิ้น ขณะที่ท่อน 2-3-4 สำเร็จเสร็จแค่บางส่วน คำร้อง ทำนองหลัก แต่ก็ได้กำหนดทิศทางของดนตรีไว้บ้างแล้ว สามารถนำไปแต่งต่อได้ใจความหลักครบถ้วน ขณะที่ 5-6-7-8 เป็นการประพันธ์เพิ่มขึ้นใหม่ของ Süssmayr เพื่อเติมเต็มบทเพลง Requiem Mass ตามรูปแบบของยุคสมัยนั้น

ขอกล่าวถึง Requiem Mass ก่อนแล้วกัน คือบทเพลงของศาสนาคริสต์ที่นิยมใช้ในพิธีศพ (แต่ปัจจุบันมักนำมาแสดงในคอนเสิร์ตมากกว่า) เพื่อแสดงความอาลัย ระลึกถึง สวดอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าให้มารับดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่สรวงสวรรค์ โดยเนื้อหามักอ้างอิงจากเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลทั้งเก่าใหม่ โดยปกติจะมีความยาวค่อนข้างมาก ประกอบด้วยการขับร้องเดี่ยว ประสานเสียง และร่วมกับวงออเครสต้า ฯ

ประมาณกลางปี 1791, Mozart ในวัย 35 ปี ได้รับหมอบหมายงานจาก Count Franz von Walsegg เพื่อประพันธ์บทเพลง Requiem ให้กับภรรยาสาว Anna ที่เพิ่งเสียชีวิตขณะมีอายุเพียง 20 ปี ในตอนแรกก็ไม่ยากรับงานนี้สักเท่าไหร่ แต่เพราะค่าตอบแทนค่อนข้างสูงจึงตอบตกลงกลับด้วยจดหมาย แต่ก็ใช้เวลาระหว่างนั้นประพันธ์โอเปร่าสองเรื่อง La Clemenza di Tito และ The Magic Flute ทำให้บทเพลงนี้เกิดความล่าช้า ประกอบกับอาการป่วยทรุดหนักจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อมิอาจลุกขึ้นมาเขียนเพลงต่อได้ เห็นว่าก็คือ Franz Xaver Süssmayr ที่เป็นผู้อยู่ข้างเตียง คอยจดบันทึกโน๊ตเพลงตามคำบอกเล่าของ Mozart แต่โชคชะตาฟ้าดินก็ไม่เข้าข้างเขาเสียแล้ว พลันด่วนจากไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1971

Count Franz von Walsegg เป็นขุนนางจอมกะล่อนปลิ้นปล้อน หลายครั้งจ่ายเงินให้คีตกวีมีชื่อประพันธ์เพลงให้ แต่ก็เขียนลงในสัญญาว่านามผู้แต่งจะต้องคือตนเองเท่านั้น เพราะรู้ความเช่นนี้ภรรยาหม้าย Constanze จึงไม่ต้องการให้ผลงานสุดท้ายที่ยังแต่งไม่เสร็จของสามี ถูกนำไปแอบอ้างโดยใครก็ไม่รู้ เลยไหว้วานร้องขอให้ Franz Xaver Süssmayr ช่วยประพันธ์ต่อให้เสร็จ ก่อนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1792 (แสดงครั้งแรกในวันฝังศพของ Anna)

โครงสร้างของ Requiem แบ่งออกเป็น 7 ท่อน 14 ลีลา ประกอบด้วย

  1. Introitus: Requiem aeternam (ประสานเสียง และโซปราโนเดี่ยว)
  2. Kyrie eleison (ประสานเสียง)
  3. Sequentia:
    • Dies irae (ประสานเสียง)
    • Tuba mirum (โซปราโน, คอนทราลโต, เทเนอร์ และเบสเดี่ยว)
    • Rex tremendae majestatis (ประสานเสียง)
    • Recordare, Jesu pie (โซปราโน, คอนทราลโต, เทเนอร์ และเบสเดี่ยว)
    • Confutatis maledictis (ประสานเสียง)
    • Lacrimosa dies illa (ประสานเสียง)
  4. Offertorium:
    • Domine Jesu Christe (ประสานเสียง กับเดี่ยวควอร์เทต)
    • Versus: Hostias et preces (ประสานเสียง)
  5. Sanctus:
    • Sanctus Dominus Deus Sabaoth (ประสานเสียง)
    • Benedictus (เดี่ยวควอร์เทต จากนั้นประสานเสียง)
  6. Agnus Dei (ประสานเสียง)
  7. Communio:
    • Lux aeterna (โซปราโนเดี่ยว และประสานเสียง)

คนส่วนใหญ่พอจบ Lacrimosa หรือ Offertorium ก็จะเลิกฟังเพลงนี้แล้ว เพราะตั้งแต่ Sanctus ถือเป็นผลงานของ Süssmayr คุณภาพหาได้ยิ่งใหญ่ทรงพลังเทียบเท่าของ Mozart ที่ตั้งต้นไว้อย่างเลิศหรู แต่ส่วนตัวเคยฟังแล้วไม่รู้สึกเลวร้ายเท่าไหร่นะ อารมณ์ประมาณ The Godfather Part III ถึงจะเทียบสองภาคแรกไม่ได้ แต่ก็ยังมีความโดดเด่นในตนเอง (แต่ถ้าฟังบ่อยๆ ก็น่าจะจับใจความกันได้เองว่า มันคนละสไตล์และระดับชั้นกันเลย)

ปกติผมไม่ค่อยฟัง Requiem สักเท่าไหร่ แต่เพราะภาพยนตร์หลายๆเรื่องมักนำบางท่อนไปใช้ประกอบเรื่องราว เลยได้ยินคุ้นหูอยู่เรื่อยๆจนพอจดจำท้วงทำนองอารมณ์เพลงได้ ไล่เรียงความชื่นชอบคือ Requiem aeternam > Dies irae > Lacrimosa dies illa > Confutatis maledictis > Rex Tremendae และขอนำเสนอแค่ Lacrimosa พอนะครับ ที่เหลือพอไม่ใช่ของ Mozart เลยไม่มีกระจิตอยากทำความเข้าใจสักเท่าไหร่

Requiem aeternam (แปลว่า Eternal Rest) คือท่อนเดียวที่ Mozart ประพันธ์เสร็จสิ้นทั้งหมดครบทุกเครื่องดนตรี ก็ต้องถือว่ามีความไพเราะทรงพลังที่สุด, คำร้องมีใจความอธิษฐานสวดอ้อนวอนขอให้พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดสาดส่องประการแสงสว่างลงสู่ผู้ตาย นำทางให้เขาสามารถขึ้นสู่สรวงสวรรค์ หลับสนิทชั่วนิรันดร์ในอาณาจักรของพระองค์

Requiem aeternam dona ets, Domine,
et lux perpetua luceat ets.
Te decet hymnus, Deus, in Sion,
et tibi reddetur votum in Jerusalem.
Exaudi orationem meam,
ad te omnis caro veniet.
Requiem aeternam dona ets, Domine,
et lux perpetua luceat ets.

Grant them eternal rest, Lord
And let perpetual light shine on them
You are praised, God, in Zion
And homage will be paid to You in Jerusalem
Hear my prayer
To You all flesh will come
Grant them eternal rest, Lord
And let perpetual light shine on them

เสียงคอรัสร้องรับสลับสูง-ต่ำ ชาย-หญิง ตัดกันไปมา ทั้งๆที่คำร้องก็แสนสั้นแต่มีลักษณะเหมือนการแก่งแย่งแข่งขัน เพื่อขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดทรงเมตตาปราณีต่อตัวข้าโดยเร็วไวด้วยเถิด

Kyrie eleison,
Christe eleison,
Kyrie eleison.

Lord have mercy,
Christ have mercy,
Lord have mercy.

Dies irae (แปลว่า Day of wrath) นำคำร้องจากบทสวดภาษาละติน สันนิฐานว่าเขียนขึ้นโดย Tommaso da Celano ไม่ก็ Latino Malabranca Orsini ประมาณศตวรรษที่ 13 ใจความกล่าวเอ่ยถึงการพิพากษาครั้งสุดท้าย และแตรของอัครทูตสวรรค์ Gabriel เบิกวิญญาณที่หน้าบัลลังก์พระเจ้า คำร้องคอรัสเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดโกรธรุนแรงของพระผู้เป็นเจ้า ช่วงเวลาแห่งการตัดสินกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ปล. นี่น่าจะคือท่อนที่ผลงานศิลปะยุคใหม่นิยมนำไปใช้มากสุดแล้วกระมัง

Dies irae, dies illa
Solvet saeclum in favilla,
Teste David cum Sibylla.
Quantus tremor est futurus
Quando judex est venturus
Cuncta stricte discussurus.

Day of wrath, day of anger
Will dissolve the world in ashes
As foretold by David and the Sibyl
Great trembling there will be
When the Judge descends from heaven
To examine all things closely

เริ่มต้นด้วยเสียงทรอมโบนนุ่มๆแบบลุ่มลึก กึกก้องเพื่อร้องเรียกให้ทุกดวงวิญญาณสรรพสิ่งเข้ามารวมตัวต่อหน้าพระบัลลังก์เพื่อรอการตัดสินพิพากษาครั้งสุดท้ายจากพระผู้เป็นเจ้า, ทรอมโบนถือเป็นตัวแทนของทูตสวรรค์ ส่วนนักร้องจะมี 4 ระดับ ไล่จาก Bass, Tenor, Contralto, Soprano (ชาย 2 หญิง 2) เรียกว่าเป็นตัวแทนของมนุษย์ทุกหมู่เหล่า

Tuba mirum spargens sonum
per sepulchra regionum,
coget omnes ante thronum.
Mors stupebit et natura
cum resurget creatura,
judicanti responsura.
Liber scriptus proferetur,
in quo totum continetur,
unde mundus judicetur.
Judex ergo cum sedebit,
quid latet apparebit:
nil inultum remanebit.
Quid sum miser tunc dicturus?
Quem patronum rogaturus
cum vix justus sit securus?

The trumpet will send its wondrous sound
throughout earth’s sepulchres,
and gather all before the throne.
Death and nature will be astounded
when all creation rises again,
to answer the judgement.
A book will be brought forth,
in which all will be written,
by which the world will be judged.
When the judge takes his place,
what is hidden will be revealed:
nothing will remain unavenged.
What shall a wretch like me say?
Who shall intercede for me
when the just ones need mercy?

Rex Tremendae คือคำอธิษฐานวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ล้นฟ้า ให้ช่วยสงเคราะห์เมตตาลูกแกะน้อยตนนี้ ให้รอดพ้นจากการถูกตัดสินความผิดนี้ด้วยเถิด, คำว่า Rex แปลว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ประสานเสียงดัง’กึกก้อง’ราวกับเพื่อให้พระองค์ทรงได้ยิน แล้วหันมารับฟังคำร้องขอของลูกแกะน้อยตนนี้

สังเกตว่าท่อนนี้คำร้องคอรัสจะไม่สับสนวุ่นวายเท่า Kyrie คงเพราะใจความเจาะจงที่ตัวบุคคลมากกว่าเหมารวมแทนด้วยทุกสรรพสิ่ง

Rex tremendae majestatis,
Qui salvandos salvas gratis,
Salve me, fons pietatis.

King of tremendous majesty,
who freely saves those worthy ones,
save me, source of mercy.

ท่อนที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบกันสักเท่าไหร่ Recordare (แปลว่า Remember) ใช้นักร้อง 4 ระดับเช่นกัน Bass, Tenor, Contralto, Soprano (ชาย 2 หญิง 2) ตัวแทนของมนุษย์ทุกหมู่เหล่า ทำการรำพันถึงคำอธิษฐานของตนเองที่เคยได้เอ่ยกล่าวไว้ พระผู้เป็นเจ้า/พระเยซูคริสต์ โปรดทรงหวนระลึกถึงสิ่งนั้น จะได้ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากการถูกพิพากษาตัดสินนี้เถิด

Recordare, Jesu pie,
quod sum causa tuae viae:
ne me perdas illa die.
Quaerens me, sedisti lassus:
redemisti crucem passus:
tantus labor non sit cassus.
Juste judex ultionis,
donum fac remissionis
ante diem rationis.
Ingemisco, tamquam reus:
culpa rubet vultus meus,
supplicanti parce, Deus.
Qui Mariam absolvisti,
et latronem exaudisti,
mihi quoque spem dedisti.
Preces meae non sunt dignae:
sed tu bonus fac benigne,
ne perenni cremer igne.
Inter oves locum praesta,
Et ab haedis me sequestra,
Statuens in parte dextra.

Remember, sweet Jesus,
my salvation caused your suffering;
do not forsake me on that day.
Faint and weary you have sought me,
redeemed me, suffering on the cross:
may such great effort not be in vain.
Righteous judge of vengeance,
grant me the gift of absolution
before the day of retribution.
I moan as one who is guilty:
owning my shame with a red face,
suppliant before you, Lord.
You, who absolved Mary,
and listened to the thief,
give me hope also.
My prayers are unworthy:
but, good Lord, have mercy,
and rescue me from eternal fire.
Provide me a place among the sheep,
and separate me from the goats,
guiding me to your right hand.

Confutatis เมื่อจำเลยได้ถูกตัดสินว่ามีความผิด คุกเข่าอ้อนวอนด้วยความจำนนรู้สำนึก ขอโปรดให้พระองค์ให้อภัยข้าพเจ้าด้วยเถอะ, ท่วงทำนองช่วงนี้จะสลับไปมาระหว่างเสียงคอรัสที่ดุดันหนักแน่น กับเสียงโหยหวนอันเบาบางล่องลอย สะท้อนถึงความรู้สำนึกผิด ต้องการให้พระผู้เป็นเจ้ายกโทษให้อภัย

เกร็ด: นี่เป็นท่อนไฮไลท์ของภาพยนตร์เรื่อง Amadeus (1984) ขณะ Mozart อยู่บนเตียง ขอให้ Antonio Salieri จดบันทึกโน๊ตเพลงนี้ให้

Confutatis maledictis
Flammis acribus addictis,
Voca me cum benedictis.
Oro supplex et acclinis,
Cor contritum quasi cinis,
Gere curam mei finis.

When the accused are confounded,
and doomed to flames of woe,
call me among the blessed.
I kneel with submissive heart,
my contrition is like ashes:
help me in my final condition.

Lacrimosa แปลว่าการไว้อาลัยและร่ำลา นั่นคือเมื่อการพิพากษาของพระผู้เป็นเจ้ามาถึงกาลสิ้นสุด ทุกสิ่งอย่างบนโลกเหลือเพียงเถ้าถ่านจากการมอดไหม้ทำลาย ขออธิษฐานให้ทุกสรรพสิ่งที่สูญสิ้นไป ได้หลับไหลสนิลลงชั่วกาลนาน – อาเมน

เกร็ด: คำร้องสุดท้ายของบทเพลงนี้ Amen เหมือนว่าจริงๆแล้ว Mozart น่าจะคิดแต่งอีกท่อนหนึ่ง (ที่เป็นท่อน Amen โดยเฉพาะ) แต่ไม่ใช่กับ Süssmayr คงมองว่า แค่นี้ก็เหลือเฟือเพียงพอแล้ว

Lacrimosa dies ilia
Qua resurget ex favilla
Judicandus homo reus.
Huic ergo parce, Deus,
Pie Jesu Domine,
Dona els requiem.

That day of tears and mourning,
when from the ashes shall arise,
all humanity to be judged.
Spare us by your mercy, Lord,
sweetest Lord Jesus.
Grant them eternal rest. Amen.

LINK แปลบทเพลง: http://aberdeenbachchoir.com/December2015/ProgrammeNotes12.shtml

เพราะความป่วยไข้ ทำให้ว่ากันว่า Mozart พร่ำเพ้อหลงเข้าใจคิดไปว่า บทเพลงนี้ประพันธ์ขึ้นเพื่อใช้ในงานศพของตนเอง แต่ในความเป็นจริงครอบครัวกลับไม่มีเงินจะจัดงานศพให้ เลยต้องใช้บริการสาธารณะ ถูกฝังรวมในหลุมอย่างน่าอนาถเศร้าสลดใจ (แบบในหนัง Amadeus) กระนั้นกาลเวลาก็ทำให้ผู้ฟังต่างเห็นพ้อง นี่คือบทเพลงที่สะท้อนความตายของ Mozart เองจริงๆนะแหละไม่ใช่ความหลงผิด

มีวาทยากรระดับ Maestro ชื่อดังหลายคนที่กล้าท้าทายอำนวยการบทเพลงนี้ หนึ่งในนั้นคือ Herbert von Karajan สัญชาติออสเตรีย ผู้ขึ้นเรื่องการใส่อารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรงขณะกำกับวง แต่เท่าที่เห็นในคลิปนี้ทำเอาผมประหลาดใจพอสมควรเลยละ เพราะปกติพี่แกจะแสดงออกมาบ้าคลั่งกว่านี้มาก แต่นี่ราวกลับคนที่กำลังล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์ ใบหน้าแหงนเชิดหลับตาปี๋อยู่ตลอด (ใช้สัมผัสทางหูเท่านั้นกำกับเพลงนี้) คงเป็นอัครทูตของบทเพลงนี้ที่พยายามดึงจิตวิญญาณของ Karajan ให้ออกจากร่าง เขาเลยพยายามอย่างเต็มที่จะเหนี่ยวรั้งไว้

ขณะที่ Karl Böhm สัญชาติออสเตรีย ถึงจะมีความเชื่องช้ากว่าปกติพอสมควร (คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบนะครับ เพราะมันเอื่อยเฉื่อยเกินไปสักนิด) แต่กลับทำให้ผมขนลุกขนพองแทบทุกครั้งที่รับฟัง คงเพราะ Requiem เป็นบทเพลงที่นำเสนอความหวาดหวั่นวิตกสั่นกลัวของจิตวิญญาณต่อความตาย ท่วงทำนองที่มีความเนิบนาบเลยเกิดความสั่นพ้อง ‘Resonance’ เข้าไปในหัวจิตหัวใจ

จริงๆผมยังไม่เจอ Record ที่ถูกใจสักเท่าไหร่ ก็มี Karajan กับ Böhm นี่แหละที่สุดขั้วในสไตล์ของตนเองเลยเลือกนำมาแนะนำ ถ้าใครยังไม่เคยฟังสักฉบับมาก่อน แนะนำให้เริ่มจาก Böhm ก่อนเลย เพราะถ้าได้ยินทำนองเร็วๆจนติดหูแล้วค่อยเริ่มฟังจังหวะช้าๆ มันจะหงุดหงิดรำคาญใจมากๆจับลมหายใจตามไม่ทันเท่าไหร่ เริ่มจากเชื่องช้าสุดก่อนเลย อาจทำให้เราได้ยินบางโน๊ตที่มันแอบซ่อนอยู่ เมื่อไปฟังการตีความเร็วๆ จะได้ไม่พลาดสิ่งสุดมหัศจรรย์นั้น

บทเพลงแห่งความตาย แค่ชื่อก็เหมือนอาถรรพ์แล้ว ยิ่งได้ Mozart ประพันธ์ไม่ทันเสร็จก็พลันด่วนเสียชีวิตจากไป มันเลยกลายเป็นของต้องห้ามไปในตัว แต่ขณะเดียวกันก็คีตกวีเก๋าๆรุ่นถัดมา อาทิ Verdi, Bruckner, Dvořák, Fauré, Duruflé ฯ พวกเขาสนคำสาปนี้ที่ไหนกันละ … ว่าไปในบรรดา Requiem ที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุดคือของ Verdi ถ้ามีโอกาสก็ตั้งใจจะเขียนถึงอยู่

TAGLINE | “แม้ Mozart จะประพันธ์ Requiem ไม่เสร็จ แต่แค่ส่วนที่หลงเหลือก็ยิ่งใหญ่ทรงพลัง ล่องลอยไปจนถึงสรวงสวรรค์สุดขอบจักรวาล”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of