Mr. Turner (2014)

mr turner

Mr. Turner (2014) British : Mike Leigh ♥♥♥◊

Cynicism has no place in the reviewing of art. ‘คำพูดเชิงดูถูกถากถางไม่มีที่ยืนในการวิจารณ์งานศิลปะ’ เรื่องราวของ J. M. W. Turner จิตรกรสัญชาติอังกฤษในยุค Romanticist เขาเป็นคนกักขฬะ เห็นแก่ตัว ไม่แคร์ผู้อื่น งานศิลปะจึงสะท้อนตัวตน สะเทือนอารมณ์ และสัมผัสได้ นี่ถือเป็นก้าวใหญ่ครั้งสำคัญของวงการศิลปะ ซึ่งใช่ว่าจะถูกใจทุกคน แต่ไม่ว่าใครจะพูดถึงเขาอย่างไร ศิลปินไม่ได้มีหน้าที่ฟังคำของนักวิจารณ์ แค่วาดภาพให้ออกมาให้สุดฝีมือก็พอ

Mr. Turner กำกับโดย Mike Leigh นำแสดงโดย Timothy Spall ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมือง Cannes และเป็นหนังที่ได้รับคำชมจากกลุ่มนักวิจารณ์สูงที่สุดตั้งแต่เคยจัดอันดับมา (ถูกแซงโดย Toni Erdmann (2016) ของผู้กำกับ Maren Ade) แม้จะไม่ได้ Palme d’Or แต่ก็ทำให้ Timothy Spall ได้รางวัล Best Actor และผู้กำกับภาพ Dick Pope ได้รางวัล Vulcan Award เป็นรางวัล Special Jury Prize สำหรับ Best Cinematography, หนังได้เข้าชิง Oscar 4 สาขา (ไม่ได้สักรางวัล) น่าเสียดายที่ Timothy Spall ถูก Oscar Snub ไม่ได้เข้าชิง

Joseph Mallord William Turner (1975-1851) จิตรกรชื่อดังสัญชาติ british ในยุค Romanticist มีความเชี่ยวชาญการวาดภาพทิวทัศน์ (landscape) โดยเฉพาะภาพท้องทะเล (seascape) เป็นพิเศษ ขึ้นชื่อเรื่องการใช้แสงในภาพวาด จนได้รับฉายา “the painter of light” และจากผลงานของเขา ได้รับการพูดถึงว่าเป็น อารัมภบทของลัทธิความประทับใจ (Impressionism)

หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดูยาก แต่คนที่จะสามารถซึมซับความสวยงามได้นั้นมีไม่มาก ผมถือว่าโชคดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ขณะเก็บคอลเลคชั่น Painter & Artist เพราะคิดว่าถ้าดูขณะอื่น คงรู้สึกว่านี่ไม่ใช่หนังที่น่าประทับใจเลย มันอืดอาด ชักช้า เรื่องราวไม่มีเป้าหมาย เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีจังหวะให้ตื่นเต้นเลย ดูขณะง่วงคงหลับสบาย แถมหนังยาว 150 นาที (2 ชั่วโมงครึ่ง) นานไปก็เบื่อ, ความสวยงามที่ผมเห็น แนะนำให้ดูจากภาพวาดของ Turner ก่อนเลยนะครับ ภาพวาดเขาเป็นยังไง ดูแล้วรู้สึกยังไง หนังเรื่องนี้ก็เป็นแบบนั้น ผมเลือกภาพวาด Rain, Steam and Speed – The Great Western Railway (วาดปี 1844) นี้มา เพื่อเป็นตัวแทนของหนังนะครับ ในหนังจะมีเรื่องราวของภาพวาดนี้ด้วย ถ้าคุณคิดว่าตัวเองรับได้กับบรรยากาศของภาพนี้ ก็ลองหาหนังมาดูได้เลย แต่ถ้าคิดว่าไม่เข้าใจ ไม่ไหวแน่ อย่าเสี่ยงนะครับ

The Great Western Railway

Mike Leigh น่าจะเป็นผู้กำกับรุ่นลายครามที่หลงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ในอเมริกาเหลือ Martin Scorsese, Steven Spielberg ฯ ส่วนอังกฤษ ผมว่าก็เหลือ Mike Leigh นี่แหละที่ยังไม่เกษียณ, กับคนที่โตมาในยุค 90s น้อยคนคงไม่รู้จัก Leigh หนังอย่าง Naked (1993) ที่ทำให้เขาได้ Best Directer จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และ Secrets & Lies (1996) ที่คว้า Palme d’Or และ BAFTA Best British Film, Leigh เป็นผู้กำกับที่ทำงานกับนักแสดงอย่างใกล้ชิด ร่วมกันสร้างตัวละครที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการแสดงออกทางอารมณ์ ที่อาจจะสำคัญกว่าคำพูดเสียอีก “to express inexpressible feelings. Words are important, but rarely enough.” อิทธิพลของ Leigh มาจากผู้กำกับ Jean Renoir และ Satyajit Ray ทั้งสองเป็นผู้กำกับคนโปรดของเขาด้วย

Timothy Spall นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เชื่อว่าหลายคนจำหน้าเขาได้จากบท Peter Pettigrew ใน Harry Potter, Spall เป็นนักแสดงที่ครบเครื่องคนหนึ่ง เขาเริ่มงานจากการเป็นนักแสดงละครเวที ก่อนที่จะมาเล่นหนัง เคยร่วมงานกับ Leigh มาแล้วใน Secrets & Lies หลังจากนั้นส่วนใหญ่ก็ได้แต่เล่นบทพระรองหรือไม่ก็ตัวประกอบ (หน้าตาไม่ให้เป็นพระเอก), เห็นว่า Spall เตรียมตัวเพื่อรับบท Turner นานเกือบ 2 ปี หัดวาดรูป ฝึกใช้พู่กัน ดัดเสียง กินให้อ้วน ทุ่มสุดๆให้กับการสร้างสรรค์ตัวละครนี้ ผลลัพท์ก็แน่นอน รางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes การันตีได้เลยทีเดียว, Turner เป็นคนที่ประหลาดมาก เขาแต่งงานมีเมียมีลูก แต่ไม่ยอมรับพวกเขา, มี sex กับคนใช้, วุ่นวาย เรื่องมาก จู้จี้จุกจิก ชอบจุ้นจ้านเรื่องของชาวบ้าน แต่จิตใจมีความอ่อนไหวมากๆ ตอนพ่อเสีย อารมณ์ที่อยู่ข้างในมันพลุกพล่านเหมือนดั่งคลื่นลมพายุในท้องทะเลที่บ้าคลั่ง, เหตุนี้กระมังเขาจึงสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของภาพวาด ออกมาได้อย่างสมจริง สัมผัสได้ (ยุค Romantic ของภาพวาด จะเน้นนำเสนอภาพที่สะท้อนอารมณ์ออกมา)

สำเนียงพูดของ British กับ American ต่างกันมากๆ คงเพราะผมดูหนังอเมริกันมากไป ปกติจะไม่ค่อยมีปัญหากับการฟังหรืออ่านซับภาษาอังกฤษ แต่เมื่อเป็นหนังของ British ที่เป็นแนวย้อนยุค เล่นเอาเหนื่อยเลยครับ ศัพท์จำนวนมากที่ไม่คุ้นเคย แม้บางครั้งจะคาดเดาความหมายจากบริบทได้ แต่ถ้าไม่เคยมีความเข้าใจหรือเคยได้ยินมาก่อน คิดตามแทบทุกประโยคแบบนี้เหนื่อยแน่นอน ผมแนะนำว่าไปหาซื้อ DVD/Blu-Ray ที่มีซับไทยมาดูนะครับ ถ้าคุณไม่คล่องสำเนียง British ไม่เช่นนั้นคุณจะมีปัญหาเรื่องภาษาแน่นอน

ถ่ายภาพโดย Dick Pope ตากล้องสัญชาติ British ขาประจำคนสนิทของ Mike Leigh ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ Life Is Sweet (1990) เคยเข้าชิง Oscar 2 ครั้งจาก The Illusionist (2006) และ Mr. Turner ยังไม่ได้รางวัล, ต้องยอมรับเลยว่างานภาพของ Pope สวยงามมากๆ เขาถ่ายภาพทิวทัศน์ Landscape, Long Shot ได้ชัดเจนเหมือนภาพนิ่ง และมีการเล่นกับแสงได้สวยสด, มีภาพหนึ่งที่ผมต้องเอามาใส่ให้เห็น นี่คือภาพที่ cap จากในหนังนะครับ สวยงามยังกะภาพถ่าย, J. M. W. Turner ได้ฉายาว่า the painter of light ผมคงต้องตั้งฉายาให้ Dick Pope ว่าเป็น the cinematography of light

Mr. Turner

คิดว่า Dick Pope เป็นตากล้องที่ยังถูก underrated ในระดับโลกอยู่นะครับ ในอังกฤษเชื่อว่าเขาต้องดังมากๆแน่ คงเพราะเขาไม่ค่อยรับงานนอกเกาะอังกฤษ หรือหนังใหญ่ หรือ blockbuster (คงเพราะเขาอายุ 60+ แล้ว) ในเครดิตก็เป็นคนมักน้อย รับงานไม่มาก ปีละ 1-2 เรื่องเท่านั้น เคยร่วมงานกับ Richard Linklater 2 ครั้ง Me and Orson Welles (2008) และ Bernie (2011), กับ Mike Newell เรื่อง An Awfully Big Adventure (1995)

ตัดต่อโดย Jon Gregory แม้จะไม่โดดเด่นเท่ากับงานภาพ แต่ก็ถือว่ามีความต่อเนื่องที่ไม่ติดขัด อาจมีจังหวะช้าๆบ้าง เพื่อเน้นสร้างบรรยากาศ กับคนที่สามารถซึมซับความรู้สึกพวกนี้ได้ จะพบว่ามันมีความพอดีลงตัว ไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป, ข้อเสียหนึ่งคือ เรารู้ว่าหนังเล่าเรื่องนับช่วงเวลา 25 ปีในหนัง แต่ไม่บอกเราเลยว่า เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว พ่อเสียเมื่อไหร่ เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ช่วงหลังๆสังเกตได้ว่า Turner ดูแก่ขึ้น ก็ไม่รู้แก่มากน้อยเท่าไหร่ เวลาคงไม่ใช่สิ่งสำคัญในหนังนะครับเลยถูกมองข้ามไป

หลังจากพ่อเสียชีวิต เราจะเห็น Turner แสดงสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างชัดเจน เขาทำอะไรที่บ้าคลั่ง ราวกับคนเสียสติ (เช่น ข่มขืนสาวใช้ ซึ่งเธอดันสมยอมเสียด้วย ภายหลังเธอเป็นโรคสะเก็ดเงิน งูสวัดนะครับ ไม่ได้ติดเชื้อจากซิฟิลิสหรือโรคติดต่อทางเพศ), ภาพวาดของเขาหลังจากได้สติกลับคืนมา จากที่เคยเห็นเป็นรูปเป็นร่างเด่นชัด บ่งบอกได้ว่าคืออะไร โครงสร้างภาพกลับจางลง เหมือนเอาสีมาละเลง กลายเป็นภาพที่ดูไม่รู้ว่าคืออะไร คนในยุคนั้นน้อยคนมากๆจะดูแล้วเข้าใจ นี่เป็นภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เป็นอารัมภบทจุดเริ่มต้นก่อนยุคอนาคตลัทธิประทับใจ (Pre-Impressionist), สิ่งที่นักวิจารณ์วิพากย์ออกมาด้วยความไม่เข้าใจนั้น มันยิ่งไปกระตุ้นให้ Turner คุณไม่เข้าใจใช่ไหม ภาพต่อไปยิ่งเลวร้ายหนัก ไม่รู้เลยว่าวาดอะไร (ทำเหมือนประชด) เขาถึงจุดที่ไม่สนคำของนักวิจารณ์แล้ว มีละครเวทีเอาเรื่องนี้ไปล้อเลียน Turner ก็แอบมีโมโห แต่เขาก็ไม่แคร์ ภายหลังยิ่งติสต์หนัก มีคนขอซื้อภาพวาดเป็นเงินมหาศาล แต่ไม่ขาย (ไม่ใช่เพราะไม่อยากรวย แต่ผลงานเหล่านี้เป็นของ Royal Academy of Arts) ถึงจุดที่สุดคือไคลน์แม็กซ์ของหนัง Turner ไม่แคร์อะไรใครอีกแล้ว

เพลงประกอบโดย Gary Yershon ขาประจำของ Leigh กับหนัง Mr. Turner เราจะได้ยินเสียงไวโอลิน เชลโล่และคาลิเน็ตที่โหยหวน กรีดร้อง ดังแสบก้องอยู่ในแก้วหู สร้างบรรยากาศที่ลึกลับ ซับซ้อน เหมือนอยู่ในเมฆหมอกแห่งความฟุ้งซ่าน เพลงประกอบแบบนี้เข้ากับบรรยากาศของภาพวาด และบรรยากาศของหนังมากๆ มันส่งสัมผัสเย็นยะเยือก สะท้านไปทั่วร่างกาย, ฉากที่ Turner ให้กะลาสีมัดเขาติดกับเสากระโดงเรือ พายุถาโถมเข้ามา โหมโรงด้วยเสียงกลองและ Double Bass ตามด้วยเสียงไวโอลินที่กรีดแหลม แทงจี๊ดไปถึงขั้วของจิตใจ นี่เป็นฉากที่สะท้อนความรู้สึกข้างในของ Turner ออกมาได้ชัดเจน แจ่มชัดที่สุด

หนังมีสองสิ่งที่ขัดกัน คือ ภายนอกกับภายใน บรรยากาศ ภาพถ่ายภายนอกใช้แสงเป็นองค์ประกอบสำคัญ แสดงถึงความสดใสสวยงาม แต่เพลงประกอบเป็นตัวแทนของสิ่งที่อยู่ภายใน แสดงความรู้สึกที่ดูความมืดมนตลอดเวลา, Mr. Turner เองก็มีลักษณะแบบนี้ ภายนอกเขาเป็น Gentleman แม้จะเกิดเป็นคนชั้นกลาง พ่อเป็นช่างตัดผม แต่เขาถูกสอนให้เป็นผู้ดี ได้วาดภาพให้ Royal Academy of Arts ที่ขึ้นตรงกับราชวงศ์ กษัตริย์ของ Britain นี่ถือว่าเป็นระดับสูง ผิดกับข้างในของ Turner ผมมองว่ามันฟ่อนเฟะ (แบบรูปลักษณ์ของเขา) จิตใจที่สัปดน แปลกประหลาด วิตรถาร นี่หรือคือคนทำงานให้กับกษัตริย์, ภาพที่ขัดแย้งกันนี้เป็นใจความของหนังที่พูดถึงมนุษย์ คนที่สามารถทำอะไรที่ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ ย่อมต้องมีมุมที่ผิดแปลกประหลาด (เหมือนหนังแนวนี้ที่ผมบอก ศิลปินต้องบ้า สติไม่ดี ทำอะไรแปลกๆ ไม่งั้นสร้างสรรค์ผลงานระดับเปลี่ยนโลกไม่ได้) ภาพวาดของ Turner เชื่อว่าถ้าคุณไม่เคยเห็นหน้าศิลปินมาก่อน เห็นผลงานของเขา เชื่อว่าต้องจินตนาการหน้าของศิลปินไปอีกแบบแน่ๆ

ในช่วงเวลาที่แสนมืดหม่นของ Mr. Turner เขาได้พบกับแม่หม้าย 2 ครั้ง Sophia Booth ที่กลายเป็นเหมือนแสงสว่างให้กับเขาในช่วงบั้นปลายของชีวิต ฉากน่ารักๆคุกคิกของทั้งสองทำเอาผมแปลกใจมากว่า เกิดอะไรขึ้นกับคนที่อ้างว่าเป็นภรรยาคนแรกของ Turner ลูกสาว 2 คน ทำไมไม่ยอมรับว่าเป็นลูก ไม่มีหลักฐานอะไรบันทึกไว้นะครับ แต่เห็นว่า Sarah Danby นั้นเป็นแม่หม้าย อาจเป็นไปได้ว่า มีลูกติดมากับคนอื่น ไม่ใช่ลูกของ Turner เขาเลยไม่ยอมรับ

มีฉากหนึ่งที่เป็นการนั่งล้อมวง สนทนาวิพากย์วิจารณ์ภาพวาดต่างๆ (หนังแนว Painter & Artist แทบทุกเรื่องต้องมีฉากนี้) มีคำพูดประโยคหนึ่ง To which do you find yourself the more partial: a steak and kidney pie or veal and lamb pie? ผมเชื่อว่าถ้าคนไม่เคยกินเนื้อ อาจจะไม่เข้าใจความหมายที่แฝงในประโยคนี้อยู่ ระหว่างเนื้อสเต็ก กับ เนื้อลูกวัว (เนื้อจากลูกวัวที่อายุไม่เกิน 3 เดือน) ส่วน kidney pie กับ lamb pie (lamb=ลูกแกะ, ไร้เดียงสา) ผมไม่เคยกินทั้งคู่ ในบริบทนี้มันเหมือนการประชดประชันคนที่ถูกถาม ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ (เนื้อลูกวัวจะนุ่มหวานกว่าเนื้อสเต็กที่เหนียวหยาบ), ก่อนหน้านั้น คนที่ถูกถามกำลังเหลิงตัวเอง บอกว่าตอนเขาอายุ 4 ขวบก็สามารถมองเห็นความสวยงามของภาพวาดท้องทะเลได้แล้ว Mr. Turner เลยถามกลับ แปลได้ว่า ระหว่างตอนนั้นกับตอนนี้ คุณคิดว่าตัวเองเป็นชอบแบบไหนมากกว่า ระหว่างยังเป็นเด็ก 4 ขวบ หรือโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ภาพวาดของศิลปินในยุค Romantic มันจะสะท้อนอารมณ์ของภาพวาดออกมา แต่ Turner เขาน่าจะเป็นคนแรกที่สะท้อนความรู้สึกของตนเองออกมาในภาพวาด อย่างภาพเมฆในท้องทะเล ผมเห็นภาพพวกนี้ก็คิดขึ้นมาทันที เมฆนี่มันต้องแทนด้วยจิตใจของศิลปินที่วาดออกมาแน่ๆ เพราะมันมีความซับซ้อน ละเอียดอ่อนมากๆ แต่ขณะเดียวกันก็ดูอึมครึม สับสน วุ่นวาย น่ากลัว ถ้าตอนนั้นอยู่ในท้องทะเลแล้วเห็นท้องฟ้าแบบนี้ ใจหล่นลงตาตุ่ม พายุลูกใหญ่เรือเล็กไม่รอดถึงฝั่งชัวร์, จากภาพวาด มันเหมือนว่าจิตใจของเขามันสับสน วุ่นวาย อลม่าน แต่มันมีแสงสว่างบางอย่างที่ปลายทาง เขาชอบเล่นกับแสง คงเพราะมันมีความหวัง, มีภาพวาดหนึ่งของศิลปินคนอื่น ที่สวยงามอยู่แล้ว แต่อยู่ดีๆ Turner ก็เดินเข้ามาแต้มสีแดงเข้าไป ใครๆต่างสงสัย ทำอะไร? เพื่ออะไร? ศิลปินเจ้าของภาพมอง Turner ประหนึ่งว่านี่เป็นการประกาศสงคราม สิ่งที่ Turner เติมเข้าไป มันคือเรือลำเล็กๆ ที่แสดงถึงการมีความหวัง ฤานี่คือแสงสว่างที่ Turner มองหาอยู่ตลอดชีวิต, ประโยคสุดท้ายของ Mr. Turner ก่อนตาย The sun is God! พระอาทิตย์คือพระเจ้า ในชีวิตจริงเขาก็พูดแบบนี้นะครับ

ด้วยความที่ Mike Leigh ถือว่าเป็นศิลปิน ผมไม่เคยดูหนังเรื่องอื่นๆของเขา แต่ได้ยินว่าหนังของเขาจะมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวเอง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ศิลปิน’ สำหรับ Mr.Turner หนังชีวประวัติ นี่ย่อมสะท้อนถึงตัวผู้กำกับ Mike Leigh ด้วย ทำไมถึงเลือกชีวประวัติของ J. M. W. Turner ? ก็เพราะมันต้องมีความคล้ายกันระหว่างตัวเขา กับตัวละคร (subject) นี่ทำให้เรามองได้ว่า หนังเรื่องนี้คือชีวประวัติของ Mike Leigh ด้วยนะครับ

หลังจากหนังเรื่องนี้ฉาย ภาพวาดของ J. M. W. Turner กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2014 มีการนำเอาภาพ Rome, From Mount Aventine (วาดปี 1835) ออกมาประมูล ขายได้ราคา 30.3 ล้านปอนด์ ($47.47 ล้านดอลลาร์)

แนะนำหนังเรื่องนี้กับศิลปิน จิตรกรทั้งหลาย นักเรียนศิลปะ คนที่กำลังศึกษาประวัติศาสตร์หรือหลงใหลยุค Romantic, ไม่เหมาะกับนักดูหนังสมัยใหม่ที่บริโภคความเร็ว เพราะนี่เป็นหนังที่ช้ามาก เน้นบรรยากาศ จัดเรต 15+ (ในอังกฤษจัดเรต R เพราะคำพูดที่รุนแรง และฉาก Rape) ผมว่าเด็ก 15+ ก็โตพอแล้วจะเข้าใจแล้วนะครับ หนังไม่ได้มีภาพความรุนแรงที่โจ๋งครึ่ม เด่นชัดขนาดนั้น

TAGLINE | “Mr. Turner คือหนังชีวประวัติของ J. M. W. Turner และ Mike Leigh นำแสดงโดย Timothy Spall ในภาพที่สว่างที่สุด จะมีสิ่งที่มืดที่สุดซ่อนอยู่เสมอ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

1 Comment on "Mr. Turner (2014)"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…]  Mr. Turner (2014)  : Mike Leigh ♥♥♥◊ J. M. W. Turner จิตรกรสัญชาติอังกฤษในยุค Romanticist เขาเป็นคนกักขฬะ เห็นแก่ตัว ไม่แคร์ผู้อื่น งานศิลปะจึงสะท้อนตัวตน สะเทือนอารมณ์ และสัมผัสได้ นี่ถือเป็นก้าวใหญ่ครั้งสำคัญของวงการศิลปะ ซึ่งใช่ว่าจะถูกใจทุกคน แต่ไม่ว่าใครจะพูดถึงเขาอย่างไร ศิลปินไม่ได้มีหน้าที่ฟังคำของนักวิจารณ์ แค่วาดภาพให้ออกมาให้สุดฝีมือก็พอ […]