The Scent of Green Papaya

The Scent of Green Papaya (1993) French,  : Trần Anh Hùng ♥♥♥♥♡

กลิ่นมะละกอ (Papaya) บางคนว่าหอมหวน บางคนว่าเหม็นหืน แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ตลบอบอวลด้วยความทรงจำผู้กำกับ Trần Anh Hùng จากบ้านเกิดมาตั้งแต่อายุสิบสอง มองย้อนกลับไปรู้สึกสงสารเห็นใจ ประเทศเวียดนามยังคงยึดถือมั่นในสังคมปิตาธิปไตย (Patriarchy)

ทั้งๆไม่มีสักช็อตถ่ายทำในเวียดนาม (ฉากทั้งหมดสร้างขึ้นในสตูดิโอที่ฝรั่งเศส) แต่กลับได้รับยกย่องหนึ่งในภาพยนตร์(สัญชาติเวียดนาม)ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ที่สุด! ติดอันดับ #89 ชาร์ท Busan: Asian Cinema 100 Ranking (2015) … เป็นหนังเวียดนามเรื่องเดียวติดชาร์ทนี้!

ไม่ใช่ว่าผมหยิบผลงานผู้กำกับ Trần Anh Hùng เพราะกระแสกำลังนิยมของ The Taste of Things (2023) แต่คือความเข้าใจผิดๆ ครุ่นคิดว่านี่คือหนังโรแมนติก –” จริงๆตั้งใจจะเขียนถึง Norwegian Wood (2010) ในช่วงวันวาเลนไทน์ แต่มันเลยมาไกลแล้วก็เอาเรื่องอื่นด้วยแล้วกัน

ผมมีความคาดไม่ถึงหลายๆอย่างต่อ The Scent of Green Papaya (1993) โดยเฉพาะความละเมียด เต็มไปด้วยรายละเอียด สัมผัสกวีภาพยนตร์ (ในสไตล์ Robert Bresson ผสมเข้ากับ Pather Panchali (1955)) นำเสนอผ่านมุมมองสายตาเด็กหญิง ถูกครอบครัวส่งมาทำงานเป็นคนรับใช้ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น สังเกตสิ่งต่างๆรอบข้าง ทั้งผู้คน สรรพสัตว์น้อย-ใหญ่ เรียนรู้ ฝึกฝน อดรนทน จนเติบโตเป็นสาว แล้วครองรักกับนายจ้าง … เป็นภาพยนตร์ที่ประหยัดถ้อยคำ ใช้เพียงนักแสดงสมัครเล่น ดำเนินเรื่องด้วยภาษาภาพยนตร์ ถ่ายภาพ-ตัดต่อ-เพลงประกอบ มีความละมุน นุ่มนวล งดงามวิจิตรศิลป์ คละคลุ้งด้วยกลิ่นมะละกอ พอครุ่นคิดออกหรือเปล่าว่าแฝงนัยยะอะไร?


Trần Anh Hùng (เกิดปี 1962) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Vietnamese-French เกิดที่ Da Nang, South Vietnam ในช่วงสงคราม Vietnam War (1955-75) อพยพสู่ลาว ก่อนลี้ภัยไปฝรั่งเศส โตขึ้นระหว่างร่ำเรียนปรัชญา กระทั่งมีโอกาสรับชม A Man Escaped (1956) กำกับโดย Robert Bresson หันเหความสนใจมายังภาพยนตร์ ร่ำเรียนการถ่ายภาพ École nationale supérieure Louis-Lumière ทำงานเป็นตากล้อง กำกับหนังสั้น The Married Woman of Nam Xuong (1989), La pierre de l’attente (1991), ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Scent of Green Papaya (1993)

ความสนใจของ Trần Anh Hùng ไม่ใช้การเล่าเรื่องแบบปกติทั่วๆไป พยายามมองหาวิธีสื่อสาร ภาษาภาพยนตร์รูปแบบใหม่ๆ ให้คำนิยามงานศิลปะ “Art is the truth wearing a mask” ท้าทายให้ผู้ชมครุ่นคิดค้นหาคำตอบของสิ่งที่หลบซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังหน้ากาก

ตามธรรมเนียมนักศึกษาภาพยนตร์จบใหม่(จากฝรั่งเศส) ผลงานเรื่องแรกมักสรรค์สร้างแนว ‘Coming-of-Age’ ซึ่งสำหรับ Trần Anh Hùng ได้ทำการหวนระลึกความหลัง ช่วงเวลาวัยเด็กเคยอาศัยอยู่เวียดนามใต้ (ก่อนย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส) แต่ไม่ใช่เอาตนเองอวตารเป็นเด็กหญิง Mùi ต้องการนำเสนอเรื่องราวของมารดา สตรีเพศในสังคมชายเป็นใหญ่ ซึ่งสามารถสะท้อนจิตวิญญาณชาวเวียดนามได้เช่นเดียวกัน!

What I talk about in the film is what I know: my life with my mother. The emotional charge transferred to the film is a function of my description of women who have led similar lives to my mother.

I took the story from a literary cliché—a cliché of Vietnamese literature. It’s a simple theme, really: The woman assumes all the familial responsibilities; the husband, on the other hand, is quite idle and lazy, and doesn’t do anything except receive the good things of life. Beyond that, my interest in the film was to create a certain freshness and poetry in daily life. By this means, I wanted to give a rhythm to the movie, a rhythm that I hope represents a certain manner of living in Vietnam, and through that rhythm to reveal the soul of the country.

Trần Anh Hùng

ชื่อหนังเขียนได้ดังนี้: (เวียดนาม) Mùi đu đủ xanh, (ฝรั่งเศส) L’Odeur de la papaye verte, (อังกฤษ) The Scent of Green Papaya

ชื่อหนังภาษาเวียดนาม Mùi đu đủ xanh สังเกตคำแรก Mùi ตรงกันชื่อตัวละครเด็กหญิง-สาว มีความหมายว่า Odor (กลิ่น) ขณะที่ đu đủ xanh คือ Green Papaya แสดงว่าเราสามารถแปล กลิ่นของมะละกอ และ/หรือ มะละกอของเด็กสาว Mùi


เด็กหญิง Mùi วัยสิบขวบ เป็นเด็กช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น เต็มไปด้วยความกระตือรือล้น และที่สำคัญคือตั้งใจทำงาน ขยันขันแข็ง เรียนรู้การเป็นคนรับใช้ในครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วยสมาชิก

  • บิดาเป็นคนเกียจคร้าน วันๆเอาแต่หลับนอน เล่นดนตรี ไม่สนใจกิจการงาน ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไร้แก่นสารไปวันๆ
  • มารดาทำงานร้านขายผ้า ขณะนั้นยังมีความเศร้าโศกหลังการจากไปของบุตรสาวคนเล็ก (เลยเอ็นดูเด็กหญิง Mùi ราวกับลูกของตนเอง)
  • คุณยายตั้งแต่สูญเสียสามีคนรัก ก็กักขังตัวอยู่ในห้องชั้นบนไม่เคยก้าวลงมา วันๆเอาแต่สวดมนต์ ไม่ยินยอมทำอะไรอย่างอื่น
  • บุตรชายคนโตไม่ค่อยอยู่บ้าน ชอบออกไปสุงสิงกับเพื่อนสนิท(ที่มีฐานะร่ำรวย)
  • บุตรคนที่สองเป็นหนอนหนังสือ ทำเหมือนขยันขันแข็ง แต่แท้ที่จริงขี้เกียจคร้าน ชื่นชอบการทรมานสัตว์ตัวเล็กๆ
  • ส่วนบุตรคนเล็กนิสัยขี้เล่นซุกซน ยังไม่ค่อยรับรู้ประสีประสา แต่ชอบกลั่นแกล้งเด็กหญิง Mùi อยู่เป็นประจำ

วันหนึ่งบิดาผู้มีความเบื่อหน่ายกับชีวิตวันๆ ลักขโมยเงินเก็บ (เป็นครั้งที่สี่) หลบหนีหายตัวออกจากบ้าน ทำให้ครอบครัวเกือบตกอยู่ในสภาพคับขัน ต้องขายผ้าเอาหน้ารอด หลายวันจากนั้นบิดาหวนกลับมาในสภาพซมซาน ล้มป่วยหนัก มารดาจำต้องขายสิ่งของสะสม นำเงินมาเป็นค่ารักษาพยาบาล แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยื้อย่างชีวิต

สิบปีถัดมาเมื่อลูกๆเติบใหญ่ย้ายออกจากบ้าน ครอบครัวจึงไม่สามารถว่าจ้างคนรับใช้ Mùi ได้อีกต่อไป เลยส่งเธอไปทำงานกับ Khuyen เพื่อนของบุตรชายคนโต(ที่เคยมาเยี่ยมเยียน แวะรับประทานอาหาร) ปัจจุบันจบจากนอก กลายเป็นนักเปียโนคอนเสิร์ต หมั้นหมายอยู่กับแฟนสาวสวย แต่ไม่นานเขาก็หลงในเสน่ห์(ปลายจวัก)ของ Mùi เลิกราคู่หมั้น แต่งงานครองรัก และกำลังจะมีบุตรร่วมกัน


ในส่วนของนักแสดง เพราะไม่ได้ถ่ายทำในเวียดนาม ก็เลยต้องมองหาคนเวียดนามที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ทั้งหมดล้วนเป็นมือสมัครเล่น ไม่เคยมีประสบการณ์ภาพยนตร์ ด้วยเหตุนี้ผกก. Trần Anh Hùng จึงต้องครุ่นคิดหาวิธีใหม่ๆ (แรงบันดาลใจจาก ‘สไตล์ Bresson’) เริ่มจากลดบทพูดสนทนา พัฒนาภาษาสื่อสารทางร่างกาย (ที่สอดคล้องวัฒนธรรมเวียดนาม) และใช้มุมกล้อง-ตัดต่อช่วยในการดำเนินเรื่องราว

เฉกเช่นเดียวกับบทสนทนา ภาษาเวียดนามมีหลากหลายสำเนียงเหนือ-กลาง-ใต้ (ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ฝรั่งเศสมานาน หลายคนก็เริ่มลืมเลือนภาษาบ้านเกิด) ด้วยเหตุนี้จึงพยายามลดทอนบทพูด และเวลาสื่อสารเลือกใช้สำเนียงเป็นกลางที่สุด (พากย์ทับเอาภายหลัง) … น่าเสียดายที่ถ้าคุณไม่ได้สื่อสารภาษาเวียดนาม ย่อมไม่สามารถแยกแยะออก

First of all, it’s very difficult to find Vietnamese actors. The Vietnamese are, by nature, a gentle people, and also to be an actor is not considered a very good thing. It’s not considered a serious thing, to be in the cinema. Once I found my actors, I had to work with them on a whole system of rediscovery of “typically Vietnamese” gestures. But I couldn’t stop just at that level. After I had worked on getting the children, especially, to have those gestures, I had to go one step further. I had to render those gestures stylized. What I really wanted to avoid was local color.

I did the same kind of work on their voices. I had to take into account the situation of the Vietnamese who live in France. Here I am giving them a film which has no local color. They don’t find their Vietnam, specifically, when they go to watch it. And yet, they all admitted that the film was profoundly Vietnamese.

Trần Anh Hùng

เกร็ด: นักแสดงที่รับบท Mùi ตอนโต(อายุ 20 ปี) คือ Trần Nữ Yên Khê ศรีภรรยาของผกก. Trần Anh Hùng ซึ่งเธอยังร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ อาทิ Cyclo (1995), The Vertical Ray of the Sun (2000) ฯ


ถ่ายภาพโดย Benoît Delhomme (เกิดปี 1961) ตากล้องสัญชาติฝรั่งเศส สำเร็จการศึกษาจาก École nationale supérieure Louis-Lumière จบออกมาเป็นผู้ช่วยตากล้อง Bruno Nuytten ถ่ายทำภาพยนตร์ Jean de Florette (1986), Manon des Sources (1986), ฉายเดี่ยวกับ The Scent of Green Papaya (1993), Cyclo (1995), Family Resemblances (1996), Artemisia (1997), The Proposition (2008), 1408 (2007), The Boy in the Striped Pajamas (2008), The Theory of Everything (2017), At Eternity’s Gate (2018) ฯ

งานภาพของหนังรับอิทธิพลจากผลงานของผู้กำกับ Robert Bresson อีกเช่นเดียวกัน! โดดเด่นในการเก็บรายละเอียด สิ่งเล็กสิ่งน้อย ผ่านมุมมองสายตาเด็กหญิง Mùi หลายครั้งจึงดูเหมือนแอบถ่าย/ถ้ำมอง ลอดผ่านสิ่งข้าวของ วับๆแวมๆ ซึ่งนั่นช่วยทำให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล

ผกก. Trần Anh Hùng เดินทางกลับเวียดนามครั้งแรกในรอบ 16 ปี (ตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนาม) ตั้งใจสำรวจหาสถานที่ถ่ายทำในกรุงโฮจิมินห์ แต่กาลเวลาได้ทำให้ทุกสิ่งอย่างผันแปรเปลี่ยน (เรื่องราวมีพื้นหลังทศวรรษ 50s-60s แต่ปีที่ถ่ายทำคือ 90s) เลยตัดสินใจหวนกลับฝรั่งเศส สร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Studios de Bry ตั้งอยู่ Bry-sur-Marne, Val-de-Marne

This was an extremely mental film, and it gives a mental image of Vietnam. It’s not a documentary. So the only thing I had to do was resist, in a sense, the reality that I discovered because that reality in front of me risked destroying the script that I had written. I had to return, or pull back into a mental state, the indices of reality. It was only by doing this that I managed to produce something that was extremely Vietnamese.

Trần Anh Hùng

มะละกอ (đu đủ) พบได้ทั่วไปทางตอนใต้ของเวียดนาม เป็นผลไม้ที่นิยมใช้ในเทศกาลตรุษญวน Tết Nguyên Đán (แปลตรงตัว Festival of the First Day) เฉลิมฉลองการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ มีลักษณะเหมือนกับประเพณีตรุษจีน (เพราะเวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของจีนนานนับพันปี) จัดขึ้นวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติ (ก็ตรงกับวันตรุษจีนนั่นแหละ!)

เอาจริงๆผมไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ว่าเด็กหญิง Mùi หลงใหลอะไรในมะละกอ กลิ่นหอมหวน น้ำยางหล่นไหล รสสัมผัส เมล็ดภายใน? อาจเพราะเธอมองผลไม้ชนิดนี้ไม่ต่างจากตนเอง (เด็กหญิง Mùi = มะละกอดิบ ตัวแทนหญิงชาวเวียดนาม) คนส่วนใหญ่สนใจเพียงรสชาติภายนอก ทอดทิ้งแกนใน เมล็ดเหล่านี้แม้กินไม่ได้ แต่มันคือต้นกำเนิดชีวิตใหม่

ชายสูงวัยคนนี้ เหมือนจะมีความจงรักภักดี ติดตามคุณยายไปทุกแห่งหน คอยสอบถามสารทุกข์สุขดิบจากเด็กหญิง Mùi แต่เอาจริงๆพฤติกรรมไม่แตกต่างจาก Stalker ต้องการครอบครอง อยากได้เธอมาเป็นเจ้าของ ไม่ยินยอมปลดปล่อยอีกฝ่ายให้หลุดรอดจากเงื้อมมือตนเอง

ในตอนแรกเด็กหญิง Mùi พลั้งพลาดทำแจกันหล่นแตก ด้วยความไม่รู้ประสีประสาจึงได้รับการยกโทษให้อภัย … พยากรณ์ความตายของบิดา

ครั้งสองมีการกล่าวอ้างว่าหญิงสาว Mùi ทำแจกัน(ของคู่หมั้นนายจ้าง)ตกแตก แม้ไม่มีถ่ายซีนนั้นให้เห็น แต่ครั้งหนึ่งระหว่างทาลิปสติก เกือบทำแจกัน(ใบที่สอง)ตกแตก นั่นแสดงถึงความไม่ยี่หร่าต่อเจ้าของแจกัน … บอกใบ้ว่าท้ายที่สุดเธอคนนั้นย่อมต้องจากไป

คู่หมั้นนายจ้างเต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด เขวี้ยงขว้างสิ่งข้าวของ ก่อนทำลายแจกันของตนเอง (แล้วถอดแหวนวางลงบนเปียโน) นี่สื่อตรงๆถึงหัวใจแตกสลาย สูญเสียชายคนรัก

In teaching Mui to read and write, the husband gives weapons to the wife to liberate herself. But this is just a possibility. Because, in the ending scene, Mui – after monologuing directly to the camera lens let out a cry and closed his eyes… the fetus moved in Mui’s belly. With this fetus, does the above-mentioned cycle begin again and the traditional relationship model is recreated?

Trần Anh Hùng

การอ่าน-เขียนหนังสือ ทำให้ภรรยาสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในมุมของผู้กำกับ Trần Anh Hùng เปรียบดั่งเมธาอาวุธสำหรับปลดแอกตนเองให้ได้รับอิสรภาพ แต่นั่นแค่เพียงความเป็นไปได้หนึ่งเท่านั้น เพราะการเคลื่อนเลื่อนกล้องจากครรภ์ของ Mùi พบเห็นภาพเบลอๆของชีวิต และสิ้นสุดเลื่อนขึ้นเห็นรูปปั้นเทพเจ้าเบื้องบนศีรษะ ราวกับว่านั่นโชคชะตาฟ้าลิขิต เบื้องบนกำหนดไว้ มนุษย์ไม่มีวันดิ้นหลุดพ้น (ในบริบทนี้ไม่ใช่เทพเทวดาฟ้าดิน แต่คือผู้นำประเทศชาติ บุคคลมีอำนาจดูแลประชาชน)

ตัดต่อโดย Nicole Dedieu, Jean-Pierre Roques

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาเด็กหญิง Mùi ตั้งแต่เดินทางมาถึงบ้านนายจ้าง เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลายครั้งจึงดูเหมือนแอบถ่าย/ถ้ำมอง ลอดผ่านสิ่งข้าวของ โดยปกติมักไม่ค่อยมีคำอธิบายเหตุการณ์ใดๆ ผู้ชมต้องคอยสังเกตความเป็นไปต่างๆด้วยตนเอง นานๆครั้งถึงได้ยินเสียงแม่บ้านที่คอยสอนงาน เล่าถึงเบื้องหลังครอบครัว สำหรับช่วยเติมเต็มความครุ่นคิดจินตนาการ

  • การมาถึงของเด็กหญิง Mùi
    • Opening Credit เด็กหญิงกำลังมองหาบ้านนายจ้าง ในที่สุดก็เดินทางมาถึง
    • เรียนรู้งานจากแม่บ้าน ทำอาหาร ปัดกวาดเช็ดถู
    • พบเห็นกิจวัตรประจำวันของสมาชิกในครอบครัว
  • การจากไปของบิดา
    • เช้าวันหนึ่งบิดาหายตัวออกไปจากบ้าน ลักขโมยเงินเก็บ เครื่องประดับหมดสิ้น
    • พบเห็นปฏิกิริยาของสมาชิกในครอบครัว และด้วยเงินทองหร่อยหรอ เลยต้องกินอยู่อย่างประหยัด
    • พอสถานะการเงินกลับมามั่นคง บิดาก็หวนกลับมาในสภาพล้มป่วยหนัก
    • มารดาจึงจำต้องขายของสะสมเก่า นำเอาเงินมาจ่ายค่าหมอ ทำการฝังเข็ม แต่ก็ไม่เป็นผลอะไร

องก์สามของหนังจะเป็นการ ‘Time Skip’ กระโดดไปข้างหน้า สิบปีต่อมา Mùi เติบโตเป็นสาวแรกรุ่น ถูกส่งไปทำงานบ้านหลังใหม่ แม้ยังคงมีความอยากรู้อยากเห็น เพิ่มเติมคือความทะเยอทะยาน เพ้อใฝ่ฝัน ใช้มารยาเสน่ห์(ปลายจวัก) จนในที่สุดก็ได้เลื่อนสถานะ แต่งงานครองคู่รักนายจ้าง

  • สิบปีให้หลัง
    • หลังจากลูกๆย้ายออกไปมีครอบครัว มารดาจึงตัดสินใจส่ง Mùi ไปทำงานบ้านหลังใหม่
    • ณ บ้านหลังใหม่ Mùi เป็นสาวรับใช้ที่มีความขยันขันแข็ง ขณะเดียวกันก็สังเกตกิจวัตรประจำวันของนายจ้างและคู่หมั้น
    • วันหนึ่งระหว่างทั้งสองออกไปนอกบ้าน Mùi แต่งชุดอ่าวหญ่าย ทาลิปสติก เพ้อใฝ่ฝันอยากมีชีวิตเช่นนั้น บังเอิญนายจ้างหวนกลับมาพบเห็น ต่างฝ่ายต่างเริ่มไม่สามารถควบคุมตนเอง
    • นายจ้างตัดสินใจเลิกราคู่หมั้น แล้วมาแต่งงานกับ Mùi สอนให้รู้จักอ่านเขียน และกำลังจะมีบุตรร่วมกัน

ไฮไลท์การตัดต่อ คือการแทรกภาพสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ใช้เปรียบเทียบคู่ขนานกับเรื่องราวของมนุษย์ นี่ชวนให้ผมนึกถึง Pather Panchali (1955) กำกับโดย Satyajit Ray ทำให้หนังมีสัมผัสธรรมชาติ ใส่ใจรายละเอียดรอบข้าง ลักษณะของกวีภาพยนตร์

นอกจากนี้การตัดต่อยังพยายามทำออกมาให้สอดคล้องจังหวะของบทเพลง ช่วงแรกๆมีความช้าเนิบ เพราะความไม่รู้เดียงสา ว่าฉันกำลังจะพบเจออะไร แต่เมื่อเด็กสาวเริ่มสามารถปรับตัวเข้ากับกิจการงานบ้าน หนังจะมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วขึ้น(ทีละนิด) และองก์สามถือว่าโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน แคล่วคล่องว่องไว แสดงถึงประสบการณ์ เชี่ยวชำนาญ รับรู้ความต้องการของตนเอง

I wanted to give a rhythm to the movie, a rhythm that I hope represents a certain manner of living in Vietnam, and through that rhythm to reveal the soul of the country.

Trần Anh Hùng

เพลงประกอบโดย Tôn-Thất Tiết (เกิดปี 1933) คีตกวีสัญชาติ Vietnamese-French เกิดที่ Huê เดินทางสู่ Paris ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 เพื่อมาร่ำเรียนการแต่งเพลงยัง Conservatoire de Paris เคยเข้าคลาสของ Jean Rivier และ André Jolivet รับอิทธิพลการผสมผสานเพลงบทเพลงพื้นบ้านเข้ากับดนตรีตะวันตก (Eastern & Western) จบออกมามีผลงานประพันธ์ซิมโฟนี ออร์เคสตรา บัลเล่ต์ เพลงประกอบภาพยนตร์, เมื่อปี ค.ศ. 1993 ก่อตั้งสมาคม France-Vietnam Music Association เพื่อโปรโมทบทเพลงพื้นบ้าน (Traditional Music) ในประเทศเวียดนาม

งานเพลงของ Tôn-Thất Tiết สามารถแบ่งออกเป็นครึ่งแรก(องก์หนึ่งและสอง) คละคลุ้งด้วยกลิ่นอายเครื่องดนตรีพื้นบ้านเวียดนาม (Traditional Vietnamese) พบเห็นบิดาบรรเลง Đàn nguyệt (ด่านเวียต) เครื่องดนตรีประเภทสาย (เครื่องดีด) ลักษณะคล้ายกีต้าร์ แต่มีเพียง 2 เส้น, ส่วนขลุ่ยไม้ไผ่มีคำเรียก Sáo หรือ Sáo Trúc

ส่วนองก์สามหลังจาก Mùi ย้ายมาทำงานกับนายจ้างคนใหม่ ครานี้ได้ยินเสียงดนตรีตะวันตก บรรเลงเปียโน (และไวโอลินกรีดกราย) บทเพลงคลาสสิกดังๆอย่าง Debussy: Clair de Lune, Chopin: Prélude No. 23-24

แม้ไม่ได้มีท่วงทำนองติดหู แต่งานเพลงของ Tôn-Thất Tiết มีลักษณะเหมือนสร้อยบทกวี คอยเติมเต็มสัมผัสทางอารมณ์ ให้สอดคล้องเหตุการณ์ขณะนั้นๆ … บทเพลงเป็นสิ่งช่วยสร้างอรรถรสในการรับชม และเสริมความเข้าใจเรื่องราวบังเกิดขึ้น

I don’t use music as an illustration but as a tool to communicate with the viewer. The music comes when the viewer’s emotions are ripe. And importantly, the music must match the rhythm and atmosphere of the movie, they work together to create a very special space when enjoying.

Trần Anh Hùng

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือการใช้ ‘Sound Effect’ เต็มไปด้วยเสียงของธรรมชาติ สรรพสัตว์น้อย-ใหญ่ ทั้งที่มองเห็น-ไม่เห็น นั่นรวมถึงสัญญาณไซเรน (เคอร์ฟิว) และเครื่องบินผ่านศีรษะ นี่ไม่ใช่แค่การสร้างบรรยากาศเวียดนามยุคสมัยนั้น ยังพยายามเชื่องโยงความสัมพันธ์ระหว่างภายในครอบครัว (จุลภาค) และสังคมภายนอก/ประเทศชาติ (มหภาค)

  • สัญญาณไซเรนในช่วงเคอร์ฟิว สื่อถึงการใช้อำนาจของรัฐควบคุมประชาชน = ลูกหลานปฏิบัติตามคำสั่งบิดา
  • เสียงเครื่องบินผ่านศีรษะ ในตอนแรกผมครุ่นคิดถึงภยันตรายย่างกรายเข้ามา (ความสัมพันธ์นาย-บ่าว ขัดต่อหลักจริยธรรมทางสังคมสมัยนั้น) ขณะเดียวกันยังสามารถสื่อถึงการเอื้อมมือไขว่คว้า ต้องการครอบครองเทพบุตรสุดหล่อของสาวใช้ Mùi

ครึ่งแรก (องก์หนึ่งและสอง) นำเสนอเรื่องราววุ่นๆวายๆของบรรดาเพศชาย (ทั้งสามีและลูกๆ) พฤติกรรมของพวกเขาต่างไม่เคยสนใจใยดี หนำซ้ำยังพยายามกลั้นแกล้ง กดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ วางอำนาจบาดใหญ่ (ตามวิถีสังคมปิตาธิปไตย) สตรีเพศไม่ต่างจากคนรับใช้ ต้องคอยปัดกวาดเช็ดถู ดูแลงานบ้านการเรือน ปรนเปรอปรนิบัติ(สามี) คอยทำทุกสิ่งอย่างอยู่เบื้องหลัง(ช้างเท้าหลัง)เพื่อครอบครัว

การจากไปของบิดา เสาหลักของบ้าน แม้วันๆไม่เห็นทำอะไร เอาแต่นั่งๆ นอนๆ เล่นดนตรี มีความขี้เกียจคร้าน แต่กลับทำให้ครอบครัวตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอน ขาดที่พึ่งพิง ไม่ใช่แค่มารดา ยังลูกๆทั้งสามเรียกร้องถามหา … นี่แสดงถึงรากฐานครอบครัว/สังคม จิตวิญญาณของประเทศเวียดนาม เติบโตขึ้นจากแนวคิดปิตาธิปไตย

องก์สามของหนัง มองผิวเผินเหมือนการได้รับอิสรภาพ ความรักทำให้หญิงสาวปลดแอกจากการเป็นคนรับใช้ แต่ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ฉันท์สามี-ภรรยา คือบ่วงบาศ โซ่ตรวน อันจะทำให้สถานะของเธอปรับเปลี่ยนเป็นมารดา นั่นคือการเวียนวนหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น

When meeting love, the gestures of service and service change their meaning and content, becoming gestures of sacrifice and dedication. Love frees women from being servants, while at the same time imprisoning them in the relationship of serving men like never before. The complexity and ambivalence in the relationship between service and love are the issues that The Scent of Green Papaya wants to raise.

Trần Anh Hùng

คู่หมั้นสาวสวย vs. คนรับใช้ Mùi หลายคนอาจเปรียบเทียบถึงชนชั้นสูง-ต่ำ (จริงๆมันต้อง Middle Class vs. Working Class), สาวสมัยใหม่ ระริกระรี้แรดร่าน vs. หญิงสมัยเก่า เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้, ผกก. Trần Anh Hùng ให้เหตุผลของการเลือกของฝ่ายชาย (ไม่ได้สะท้อนรสนิยมของเขาเอง) คือหวาดกลัวการสูญเสียอำนาจ

two methods of seduction in a sexual relationship. On one side is Khuyen’s Europeanized fiancee and her Western seduction style, based on force correlation and provocation. On the other side is Mui and the Oriental seduction, based on the permeation and relationships between men and women that avoid each other to become necessary for each other. Ultimately, a woman’s choice of traditional silk may be due to the desire to return to the source or because of fear of radical changes.

สิ่งที่หนังพยายามนำเสนอ คือวังเวียนวน วงจรอุบาทว์ วัฏจักรชีวิตหญิงชาวเวียดนาม ภายใต้วิถีสังคมปิตาธิปไตย

  • เด็กหญิง Mùi คือช่วงเวลาฝึกฝน เรียนรู้ ทำความเข้าใจสิ่งต่างๆรอบข้าง
  • หญิงสาว Mùi ใช้มารยาเสน่ห์(ปลายจวัก)ในการเกี้ยวพาราสี ปลดแอกจากการเป็นคนรับใช้ แต่งงาน มีบุตร ครุ่นคิดว่าอนาคตคงสุขสบาย
  • มารดาพอหมดความสวยสาว ถูกสามีเฉดหัว ไม่สนใจใยดี (หนีออกจากบ้าน/คบชู้นอกใจ) แต่ยังต้องทำทุกสิ่งอย่างเพื่อครอบครัว บุตรชาย-สาว อดกลั้นต่อความเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมาน
  • ยายวัยชรา หลังสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ทำได้เพียงสวดมนต์อธิษฐาน เฝ้ารอคอยวันตาย ไม่สามารถกระทำสิ่งอื่นใด

มารดาของผู้กำกับ Trần Anh Hùng ไม่เคยเป็นสาวใช้ หรือมีสภาพหมดอาลัยเหมือนคุณยาย แต่วิถีชีวิตของเธอคือช้างเท้าหลัง ไร้อำนาจ สิทธิ์เสียง เพียงศิโรราบต่อบิดา นั่นเป็นสิ่งที่เขารับรู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง

The nature of the relationship with my mother is affectionate and sympathetic. The nature of the relationship with the father is authority: the father is the one in charge of the family, the one who whips, and not just figuratively.

ฝรั่งเศสคือดินแดนแห่งเสรีชน คนหัวก้าวหน้า อิสรภาพในการครุ่นคิดแสดงออก เสมอภาคเท่าเทียมระหว่างบุรุษ-สตรี เหล่านี้ล้วนสร้างอิทธิพลให้กับ Trần Anh Hùng พอมองย้อนกลับมาดูตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติที่จากมา บังเกิดความขัดแย้งภายใน ต้องการสำแดงบางอย่างให้ชาวเวียดนาม ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก ออกจากกบในกะลาคลอบ

มะละกอดิบ สัญลักษณ์แทนโชคชะตาหญิงชาวเวียดนาม ในสังคมปิตาธิปไตย ยังไม่ทันหง่อมก็ถูกตัดมาทำเป็นอาหาร ขูดๆสับๆ ได้เท่าไหร่เท่านั้น เหลือก็โยนทิ้งขว้างอย่างไร้เยื่อใย … เอาจริงๆผมไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ แต่มันอาจคือวัฒนธรรมการบริโภคของชาวเวียดนาม ชอบมะละกอสดๆดิบๆ ไม่กินแบบสุกๆหรือเก็บไว้ในตู้เย็น กระมั้งนะ

The image of a green papaya speaks metaphorically of the main theme of the fate of Vietnamese women, a traditional relationship between women and men, the service relationship. A service accepted with an extraordinary spiritual power that one can encounter in Vietnamese mothers. An unacceptable regime, if considered materialistically.


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes ในโปรแกรมฉาย Un Certain Regard เสียงตอบรับถือว่าดียอดเยี่ยม (ยุคสมัยนั้น Un Certain Regard ยังไม่ใช่สายการประกวด เลยไม่มีการมอบรางวัลใดๆ) สามารถคว้ารางวัล Caméra d’Or สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรก (Best First Feature Film)

จริงๆแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นในประเทศฝรั่งเศส ออกทุน-จัดจำหน่ายโดยสตูดิโอสัญชาติฝรั่งเศส แต่เพียงเพราะพูดภาษาเวียดนาม จึงได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศเวียดนามส่งเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film ถือเป็นครั้งแรกครั้งเดียว(ของเวียดนาม)เข้าถึงรอบห้าเรื่องสุดท้าย แต่พ่ายให้กับ Belle Époque (1992) จากประเทศสเปน [เอาจริงๆไม่มีลุ้นเพราะปีนั้นสายแข็งโคตรๆ เพราะยังมี Farewell My Concubine (1993) และ The Wedding Banquet (1993))

ปัจจุบันหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ แต่ฉบับ DVD/Blu-Ray ของค่าย Kino Lorber วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2011 คุณภาพถือว่าดียอดเยี่ยม

ส่วนตัวมีความหลงใหลคลั่งไคล้ The Scent of Green Papaya (1993) ประทับใจในลีลาการนำเสนอ มีความละเมียด เต็มไปด้วยรายละเอียด สัมผัสกวีภาพยนตร์ เกือบจะได้กลายเป็นหนังโปรดเรื่องใหม่ ถ้าไม่เพราะองก์สุดท้าย ‘Time Skip’ ดูเร่งรีบร้อน รวบรัดตัดตอน ไอ้เด็กเวรเยี่ยวใส่กระโถนมันหายหัวไปไหน? ค้างๆคาๆโน่นนี่นั่นมากเกินไป ดวงตาอันบริสุทธิ์ของเด็กหญิง แปรสภาพสู่ความยั่วเย้ายวน แย่งผัวชาวบ้าน ได้รับอิสรภาพชีวิต … เห้อ!

จัดเรต pg กับบรรยากาศชายเป็นใหญ่ คบชู้นอกใจ

คำโปรย | ความตลบอบอวลของ The Scent of Green Papaya มันอาจหอมหวนสำหรับชาวเวียดนาม แต่สำหรับ Trần Anh Hùng กลับเหม็นหืน กล้ำกลืน รู้สึกสงสารเห็นใจ
คุณภาพ |
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: