Mulholland Drive (2002)

Mulholland Drive

Mulholland Drive (2001)

คุณจะรับคำท้า กล้าหาคำตอบหรือไม่ ถ้าบอกว่า นี่คือหนังที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก และยังไม่มีใครในโลกให้คำตอบได้ว่า เกิดอะไรขึ้นอย่างแท้จริงในหนัง กับผลงานของผู้กำกับชาวอังกฤษ David Lynch นำแสดงโดย Naomi Watts ที่ทำให้เธอดังผลุแตกหลังจากอยู่ในวงการมากว่า 10 ปี

เดิมทีแล้วหนังเรื่องนี้ David Lynch มีความตั้งใจจะสร้างให้มันเป็น tv-series เป็นตอน pilot ที่มีตอนจบเปิดกว้างสำหรับเรื่องยาว แต่เมื่อนำไปให้กับโปรดิวเซอร์ชม กลับได้รับผลตอบรับที่แย่จนโดนยกเลิกผลิต Lynch ดิ้นรนอยู่สักพัก เลยเอาหนังกลับมาปรับปรุงใหม่ เขียนบทเพิ่ม ถ่ายทำต่อจนกลายเป็นฉบับหนังฉายโรงได้

ผมเคยดูหนังของ David Lynch เรื่องหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว The Elephant Man เป็นหนังที่แปลกประหลาดมากๆ ผมไม่ชอบหนังเรื่องนั้นเท่าไหร่ ดูแล้วรู้สึกกลัวจนไม่อยากดูหนังเรื่องอื่นที่สร้างโดยผู้กำกับคนนี้นัก ส่วน Mulholland Drive ผมได้ดูเมื่อเกือบสิบปีก่อนโน่น จำรายละเอียดของหนังไม่ได้แล้ว แต่มีฉากที่จำขึ้นใจเลย คือฉาก Lesbian ของ Naomi Watts เป็นฉาก Lesbian เรื่องแรกที่ผมได้ดู (เลยจำขึ้นใจ) กลับมาดูครั้งนี้ เห็นอะไรน่าสนใจหลายอย่างทีเดียว Lynch เป็นคนที่มีความละเอียดอ่อน ละมุ่นละไมในการสร้างหนังมาก เขาเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ทุกอย่างในหนัง เล่าเรื่องแบบใจเย็นค่อยเป็นค่อยไปมาก (แต่ไม่ช้าแบบ Tarkovsky) และมีแนวคิดที่แปลกประหลาด หนังอย่าง Mulholland Drive ก็ถือว่ามีความแปลกพิศดาร บ้าบิ่น และกล้ามากที่จะทำหนังให้คนไม่ชอบ และไม่เข้าใจ แน่นอนว่าเขาไม่แคร์อยู่แล้ว ขนาดว่ามีคนขอให้เขาอธิบายหนังเขาก็ไม่ทำ ปล่อยให้คนดูตีความไปต่างๆนานา

เชื่อว่าคงมีคนบางกลุ่ม ดูหนังจบ วิเคราะห์หนังแล้วไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าหนังมันคืออะไกันแน่ ก็จะไปโทษ Lynch ว่า ทำหนังมั่วๆอะไรออกมา ใครพูดแบบนี้แสดงว่าเขาไม่เห็นความละเอียดอ่อนของหนังเลยนะครับ ผู้กำกับระดับ David Lynch มีความเป็นศิลปินสูงมาก เขาไม่ทำอะไรที่ไม่สามารถตีความได้ออกมาแน่ๆ Roger Ebert นักวิจารณ์หนังชื่อดัง ขนาดว่าเอาหนังเรื่องนี้ไปฉายให้กับนักเรียนทำหนัง เปิดสัปดาห์สัมมนาหนังเรื่องนี้เพื่อให้คนหลากลายมาวิเคราะห์หนัง แต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้ เขาจึงให้คำนิยามที่เป็นข้อสรุปของหนังเรื่องนี้ เป็นความอลม่านในความสวยงาม ที่คนดูไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องทั้งหมด แต่สัมผัสและรู้สึกได้ว่ามันยอดเยี่ยม

นำแสดงโดย Naomi Watts สิบกว่าปีที่อยู่ในวงการมา เธอเป็นนักแสดงสัญชาติอังกฤษ เล่นหนังเรื่องแรกที่ออสเตรเลีย ผ่านมา 10 กว่าปีถึงตอนนั้นก็ยังไม่ดังเท่าไหร่ จะว่าเธอโชคดีที่ได้มาเล่นหนังของ David Lynch แต่กว่าจะได้ฉายก็ลุ้นอยู่นาน เพราะเวอร์ชั่น tv-pilot ถูกยกเลิก และเธอต้องมาถ่ายเพิ่มหลังจากนั้นหลายฉากทีเดียว ฉาก lesbian กับ Laura Harring ที่เล่นเป็น Rita/Camille นั้นเพิ่มเข้ามาตอนหลัง เพื่อเพิ่มด้านมืดให้กับตัวละครของเธอ เห็นว่าตอน casting นั้น Lynch เลือกทั้งสองจากภาพถ่าย และเรียกให้มาสัมภาษณ์แยกกัน Lynch ชอบ Watts มาก ให้สัมภาษณ์ที่เลือกเธอ เพราะเธอเป็นคนที่มีความสามารถสูงมากๆ เธอสามารถเล่นเป็นใคร เป็นอะไรก็ได้ มีตัวเลือกที่คุ้มค่าระดับ full package “I saw someone that I felt had a tremendous talent, and I saw someone who had a beautiful soul, an intelligence—possibilities for a lot of different roles, so it was a beautiful full package.”

หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร David Lynch ให้คำนิยามหนังของเขาว่า “A love story in the city of dreams” ตั้งแต่ต้นเรื่องยันกลางเรื่อง จะรู้สึกว่าหนังมี 2 เหตุการณ์คู่ขนาน ตัดสลับกันไปมา เรื่องหนึ่งคือหญิงสาวผู้ใฝ่ฝันจะเป็นดาราดัง ด้วยทักษะการแสดงที่ยอดเยี่ยม เธอต้องเป็นได้แน่ แต่กระนั้นนั่นอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดที่เธออยากเป็น การได้เจอกับหญิงสาวคนหนึ่งที่สูญเสียความจำจากรถชน การได้ช่วยเหลือหญิงสาวคนนี้ทำให้เธอเริ่มเข้าใจความต้องการของตนที่แท้จริง เหตุการณ์ที่ 2 คือ ผู้กำกับชื่อดังคนหนึ่ง ที่กำลังคัดเลือกนักแสดงในหนังเรื่องถัดไปของเขา แต่กลับถูกมัดมือมัดเท้าจากโปรดิวเซอร์ และคนที่มีอำนาจเหนือเขาให้เลือกนักแสดงที่เขาไม่ต้องการ จุดเชื่อมกันของทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ คือ ผู้กำกับได้เจอกับหญิงสาว ผมมองว่าถ้าหนังมีเรื่องราวประมาณนี้ และลากต่อไปจนจบ ก็อาจจะเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง พล็อตอาจจะเชยสักนิดๆ แต่เทคนิคการเล่าเรื่องและการกำกับถือว่าละเมียดละไมมากๆ ช่วงต้นเรื่องผมสังเกตเห็นการยิ้มกว้างที่ฝืนธรรมชาติมากๆ ราวกับพวกเขาอยู่ในโลกแห่งความฝัน ตัวละครผู้กำกับ ดูแล้วคล้ายกับมาจากสิ่งที่ Lynch เคยเจอเข้ากับตัวจริงๆ หรือถ้าไม่เคยเจอ เขาใส่ความอยากที่จะทำถ้าเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ (ที่ผมไม่แน่ใจเพราะไม่รู้ว่า ฉากพวกนี้อยู่ในเวอร์ชั่น tv-pilot หรือเปล่า การเสียดสีที่รุนแรงขนาดนี้ มันคงทำให้โปรดิวเซอร์ที่ให้ทุนสร้างอาจถึงขั้นไม่พอใจอย่างมาก จนไม่ยอมให้ฉาย) ก็นะ เหตุการณ์พวกนี้มันย่อมมีจริงๆอยู่แล้ว เมืองไทยก็มี (นึกถึง…คู่กรรม)

แต่หนังมันไม่ได้จบแบบนี้ จุดที่ทำให้เรื่องราวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เห้ย!นี่มันอะไร อยู่ดีๆหนังก็ปลุกเราให้ตื่น กับภาพของนางเอกที่ลุกขึ้นจากเตียงในสภาพทรุดโทรม ย่ำแย่ยังกะคนติดยา คนรอบข้างเปลี่ยนไป สถานที่ บรรยากาศหนังเปลี่ยนไป ณ จุดนี้เชื่อว่าใครๆก็คงคิด มันคือความฝันเหรอ? นี่มันจากสวรรค์ตกลงสู่นรกเลยนะครับ ใครชอบก็จะชอบมาก ใครไม่ชอบก็จะเกลียดเลย ทำไมทำกับตัวละครแบบนี้ หนังดำเนินต่อไม่มีอะไรในเรื่องราวครึ่งแรกที่เป็นความจริงแม้แต่น้อย แม้แต่เพื่อนสาวที่ถึงขนาด lesbian กัน ชื่อเธอเปลี่ยนไป นิสัยเปลี่ยนไป ราวกลับว่าทุกอย่างมันกลับสลับตารปัตรกันสิ้นเชิง ไปจนกระทั่งตอนจบที่ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับหนังกันแน่ เรื่องราวแท้จริงมันเป็นอย่างไร

คำถามพวกนี้ เชื่อว่าถาม 10 คน คำตอบที่ได้อาจจะต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่คือจุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกเรียกว่า “หนังที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก” Lynch ออกมาพูดเลยว่า นี่เป็นภาพในความคิดที่ถูกนำเสนอออกมาได้ตรงที่สุดที่เขาต้องการแล้ว ถือเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับผมในการที่จะเข้าใจหนังเรื่องนี้ จึงตัดสินใจที่จะเสียเวลานั่งคิดวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนัง ซึ่งเมื่อแก้ปมได้ปมหนึ่ง ย้อนกลับมาดู จะเจออีกปมหนึ่ง แล้วไอ้ตัวละครนี้มันเกี่ยวเนื่องอะไรกัน มันมีฉากเล็กๆน้อยๆมากมายที่ทำให้สับสน ผมไม่รู้นะครับว่าบทสรุปที่ได้จะใกล้เคียงตามที่ผู้กำกับคิดมากน้อยแค่ไหน

ผมใช้วิธีการแตกหนังเรื่องนี้ออกเป็นส่วนๆ เหมือนเรามองหนังทั้งเรื่องเป็นจิ๊กซอว์ที่ประกอบเสร็จแล้ว และผมก็แกะมันออกทีละชิ้น ผมเปรียบชิ้นหนึ่งของจิ๊กซอว์เหมือน 1 เหตุการณ์ 1 การกระทำ 1 ตัวละคร แยกมันออกมาส่วนๆ จากนั้นตั้งสมมติฐานขึ้นมา มองหาสิ่งที่น่าจะเป็น “จริง” ที่สุดในหนัง เลือกมา 1 เหตุการณ์ แล้วใช้การไล่ย้อนกลับไปมองหาว่า อะไรที่สนับสนุนเหตุการณ์นั้นบ้าง

เหตุการณ์ที่ผมมองว่า จริงที่สุดในหนัง คือ นางเอกในขณะที่เธอตื่นขึ้นในสภาพทรุดโทรมเหมือนคนติดยา ผมเริ่มต้นจากตรงนี้ นั่นแสดงว่าทุกฉากที่มีเธอออกมาก่อนหน้านี้เป็นความฝันทั้งหมด เหตุผลสนับสนุนคือตอนต้นเรื่องก่อนที่ชื่อหนังจะขึ้น มันจะมีฉากหมอนซูมเข้าไป นั่นอาจจะหมายถึงตัวละครตัวนี้ที่กำลังจะนอนฝัน ส่วนเหตุการณ์หลังจากการตื่นขึ้น แทบทั้งหมดคือความจริง จากจุดนี้มาดูกันว่าอะไรเป็นจริงบ้าง เราจะรู้ว่าเธอชื่อ Diane Selwyn ไม่ใช่ Betty Elms (ชื่อในฝัน) ส่วนตัวละครที่เป็น lesbian กับเธอ ในฝันชื่อ Rita ตัวจริงชื่อ Camilla Rhodes จากหลายๆฉากเรารู้ว่าในความจริง Diane ทั้งรักทั้งอิจฉา Camilla มาก เพราะ Camilla ได้เล่นหนัง มีชื่อเสียง ได้เป็นแฟนกับผู้กำกับ มีในสิ่งที่เธออยากมี ได้ทำในสิ่งที่เธออยากทำ ย้อนกลับไปเรื่องราวในความฝัน ผมเคยอ่านทฤษฎีของ Sigmund Freud ประมาณว่า ฝันคือภาพสะท้อนของความคิดความต้องการของมนุษย์ Diane เธอฝันอยากเป็นหญิงสาวที่เก่ง ดี มีความสามารถ เธอเลยฝันตัวเองขึ้นมาเป็นตัวละคร Betty Elms ส่วน Camilla ในฝันก็กลายเป็น Rita หญิงสาวที่เธอหลงใหล ที่ทำให้เธอเสียความทรงจำก็เพื่อให้ตัวเองดีเด่นกว่า Camilla ในความฝัน ฉาก lesbian คือ ความต้องการลึกๆในจิตสำนึกของ Diane ว่าอยากให้ Camilla เป็นของๆเธอ ในความฝันเราจะเห็นตัวละครที่ชื่อ Camilla Rhodes ด้วย แต่เธอกลับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรดี ร้องเพลงไม่เพราะ หน้าตาไม่สวย

กุญแจคืออะไร? จะตอบคำถามนี้ เราต้องข้ามไปในฉากที่ Diane พบกับชายคนหนึ่ง และขอให้เขาฆ่า Camilla ช่วงท้ายๆหนังเลยนะครับ จากย่อหน้าที่แล้วเราต้องมองว่าเหตุการณ์นี้คือความจริงไม่ใช่ความฝัน เหตุผลที่ Diane ต้องการฆ่า Camilla ค่อนข้างชัดนะครับ ว่าเธอแปลเปลี่ยนจากความรักเป็นอิจฉา ฉากก่อนหน้านั้นที่เธอกับผู้กำกับสวีทกันออกนอกหน้าอย่างหน้าเกลียด กว่าจะประกาศได้ว่าทั้งคู่จะแต่งงานกัน นั่นคือจุดแตกหักเลย ด้วยเหตุนี้ในฉากความฝันเราจึงเห็นเรื่องราวของผู้กำกับมีความซวยซ้ำซวยซ้อนที่สุดเลย และ Rita ก็ไม่เจอกับผู้กำกับในฝันด้วย … ในเหตุการณ์งานเลี้ยง ช่วงต้นๆ Diane ได้เล่าความจริงว่าเธอพบกับ Camilla ยังไง เจอกันตอนหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้กำกับหนังเรื่องนั้นเห็น Camilla แล้วชอบมากๆ แต่ไม่เห็นหัว Diane เลย เธอเล่าต่อว่าเป็นใครมาจากไหน เงินมาจากไหน จากป้าของเธอที่เพิ่งเสียไป กลับมาที่เรื่องกุญแจ ชายที่รับปากจะฆ่า Camilla ให้ พูดประโยคสุดท้ายคือ เมื่อฆ่าสำเร็จแล้วเขาจะส่งกุญแจนี่ให้ แล้วหนังตัดข้ามไปฉากที่ Diane จ้องมองกุญแจนี้ในห้องของเธอ ไม่ให้เราเห็นว่า Camilla ตายจริงหรือเปล่า จุดนี้เราต้องเข้าใจวิธีการพูดของหนังนะครับ หนังนำผลลัพท์ออกมาเลยไม่แสดงให้เราเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นเทคนิคที่ทำให้คนดูงงแบบไม่ทันตั้งตัว ถ้าคุณไม่ตั้งใจดูก็จะมึนอยู่นั่นแหละ เอาว่าให้สรุปว่า Camilla ตายนะครับ และการตายของเธอมันกลายเป็นความรู้สึกผิดให้กับ Diane ทนไม่ได้จนต้องเอาปืนจ่อปากฆ่าตัวตาย … แล้วกุญแจอีกดอกละ เรื่องราวของกุญแจดอกนั้นและกล่องมันอยู่ในช่วงความฝันของ Diane นะครับ เมื่อใช้ทฤษฎีความฝันของ Freud มาอธิบาย เราจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความจริงกับความฝัน กุญแจในหนัง ปรากฏในกระเป๋าของ Rita พร้อมกับเงิน (ความจริงคือ Diane เห็นกุญแจและเป็นเจ้าของเงิน) ป้าของ Betty ยังไม่ตายและนั่นคือ Apartment ของเธอ (ความจริง ป้าของ Diane ตายแล้ว แต่เธอไม่อยากให้ป้าตายจึงฝันให้เธอไม่ตาย) ส่วนกล่องในฝัน ในความจริงมันไม่มีนะครับ ช่วงความจริงหนังไม่ได้บอกว่ากุญแจเอาไว้ไขอะไร แต่ในความฝัน มันมีกล่องให้ไข จำการมาของกล่องได้ไหมเอ่ย อยู่ดีๆกล่องมันก็โผล่ออกมาในกระเป๋าของ Betty ขณะกำลังจะไข Betty หายไป คนที่ไขออกคือ Rita ข้างในกล่องมันคือความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ผมวิเคราะห์ดู พบว่า กล่องคือความลับของหนังเรื่องนี้ เป็นปริศนาที่บอกใบ้คนดูว่า ไอ้ที่เล่ามานั่นนะไม่จริงนะ การเปิดกล่องออก ซูมเข้า มันทำให้นางเอกตื่นจากความฝัน ณ จุดนั้นคือจุดจบของฝัน และเริ่มต้นความจริง

มาไล่เก็บประเด็นเล็กๆน้อยๆกันนะครับ มีชาย 2 ตัวละครตอนต้นเรื่องที่คุยกันในร้าน ถามว่าทำไมต้องมาที่ร้านนี้ ชายอีกคนหนึ่งบอกว่า เขามีความฝัน ณ ที่แห่งนี้ และด้านหลัง … นี่เป็นวิธีการสร้างความสับสนให้กับคนดูมากๆ ใช่ว่านี่ควรเป็นฉากฝันของ Diane ไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมดันมีตัวละครอื่นที่แทบจะไม่เกี่ยวอะไรกันเลยโผล่มาได้ยังไง จริงๆคือมีครับ ถ้าใครสังเกตช่วงท้ายตอนที่ Diane กำลังจ้างชายคนหนึ่งฆ่า Camilla ตัวละครนั้นมันโผล่มาแวบหนึ่งยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ผมมองหาว่าออกมาตอนไหนในเรื่องอีกไหม ไม่เลยออกมาแค่นั้นเอง สังเกตอย่างละเอียดจะพบว่า ณ ขณะที่ Diane สนทนากับกับชายนักฆ่า เธอหันไปสบตากับชายคนนี้ มันทำให้เธอคิดเป็นตุเป็นตะ คิดไปไกลเลย เพราะความหวาดกลัว กลัวว่าคนอื่นจะมารู้ความลับที่เธอต้องการจ้างนักฆ่าให้ฆ่าใครคนหนึ่ง มีประโยคว่า “กลัวจนขี้ขึ้นสมอง” ผมขอปรับเป็น “กลัวจนเอากลับไปฝัน” เหตุการณ์ในฝันคือ ชายคนนั้นฝันเห็นฝันเห็นชายคนหนึ่ง เขาทำอะไรบางอย่างที่เลวร้ายมาก …

แล้วไอ้ลุงป้าต้นเรื่องที่ยิ้มแฉ่งๆนั่นอะไรกัน มาโผล่อีกทีท้ายเรื่องกลับหลอนมากๆ ผมคิดว่านั่นเป็นตัวละครในจิตสำนึกของนางเอกนะครับ อาจจะมีตัวตนจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตอนต้นเรื่องการเจอกันของ Diane กับลุงป้า เป็นฉากในฝัน ทั้งสองตอนลงจากเครื่องพร้อมเธอ เราไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกันมาก่อนหน้านั้น แต่ก่อนชื่อหนังขึ้นที่เป็นการเต้น จะมีภาพเบลอๆของ Diane และสองลุงป้าโผล่มาด้วย นั่นอาจหมายถึงสิ่งที่เธอวาดฝันว่าอยากจะเป็น รอยยิ้มที่กว้างเว่อเกิน เปรียบเสมือนความฝัน การกลับมาของทั้งสอง สะท้อนว่าสิ่งที่เธอฝันมาตลอดมันไม่เป็นจริง เหมือนความฝันนั้นกลับมาหลอกหลอนตัวเธอ การยิ้มหัวเราะ กลายเป็น เยอะเย้ย ถากถาง สมน้ำหน้า ฉากนี้มันหลอนสุดๆเลยละครับ จะแปลกอะไรที่เธอจะทนไม่ได้จนต้องเอาปืนจ่อปากฆ่าตัวตายในที่สุด

แล้วฉากในโรงละครละ… จะอธิบายฉากนี้ผมแนะนำให้ไปหาหนังเรื่อง Persona ของ Ingmar Bergman ดูนะครับ คงขอข้ามไปไม่อธิบาย

ผมเริ่มขี้เกียจเล่าแล้วละครับ ขอสรุปเลยแล้วกัน ใครสงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ถามมาได้เลย สิ่งที่ผมมองเห็นในหนังเรื่องนี้คือ “ครึ่งแรกเป็นเรื่องราวในความฝันของหญิงสาวคนหนึ่ง”  “ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องราวความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนนี้” วิธีการที่ทำให้ผมเข้าใจหนัง คือ ผมมองหา “ความจริง” ก่อน เพราะ “ความฝัน” มันเป็นภาพสะท้อนของความจริง ที่ทำให้คนดูไขว้เขว มีส่วนไม่จริงอยู่มาก หลายส่วนถูกแต่งแต้ม เปลี่ยนแปลง กลับตารปัตร เหมือนเราดูหนังคนละเรื่อง ซึ่งเมื่อเราหาความจริงของหนังเจอแล้ว ย้อนกลับไปดูช่วงความฝัน ก็จะเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราว ตัวละครอย่างชัดเจนมากๆ ตัวละคร/เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริง พอไปโผล่ในฝันก็เปลี่ยนไป บางตัวละคร/เหตุการณ์ที่จินตนาการขึ้นเองขึ้นก็มี ต้องใช้การสังเกตอย่างละเอียดเราถึงจะพบว่า ใครคือใคร อะไรคืออะไร อันเกิดขึ้นจริงอันไหนไม่เกิดขึ้นจริง ใครมีตัวตนจริงใครไม่มีตัวตนจริง

อีกสิ่งสำคัญที่ผมพบคือ “ฉากความฝันทั้งหมดนี้เป็นความฝันของ Diane คนเดียว” ไม่มีส่วนผสมอื่น การตัดต่อเราจะรู้สึกว่าตัดไปมาหลายเรื่องราวเหลือเกิน จนเขวไปว่า มันอาจจะเป็นความฝันสลับความจริงหรือเปล่า หรือมันเป็นความฝันคนอื่น ไม่ใช่เลยนะครับ ผมยืนยันว่าครึ่งแรกเป็นฝันของ Diane คนเดียว (มันคล้ายๆกับ Wild Strawberries ที่นำเสนออดีตที่ไม่ใช่ภาพที่ตัวเองเห็น แต่เป็นความคิด มุมมองของตนเองต่อคนอื่น) หลายตัวละครเธอจินตนาการขึ้นเอง เช่น บอสใหญ่ที่นั่งในรถเข็นในห้องกว้างๆโล่งๆคอยสั่งคนอื่น, ฉากห้องประชุม, ฉากผู้กำกับใช้ไม้กอล์ฟฟาดรถคันอื่น, ฉากผู้กำกับจับได้ว่าแฟนมีชู้, ผู้กำกับไปพบกับคาวบอย, นักฆ่าตามหาสาวผมดำ, นักฆ่าฆ่าชายเจ้าของ black book,เลขาอ้วนและภารโรง พวกนี้คือฝันของ Diane ผมคิดว่าเธอจินตนาการขึ้นมาทั้งหมด

กำกับภาพโดย Peter Deming นี่เป็นหนังที่มีการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆยิบย่อยได้ครบถ้วนมากๆ ไม่ใช่แค่วิธีการถ่ายที่ค่อยๆเคลื่อนภาพเข้าไป แต่ยังรายละเอียดพวกแววตา สีหน้า หนังมี 2 โทนสี ที่ชัดเจนมากๆ กับฉากในความฝัน มันจะดูสว่างสดใส รู้สึกเหมือนลอยได้ แต่กับความเป็นจริงภาพจะหม่นเข้มๆ ซึมเศร้า หดหู่

ตัดต่อโดย Mary Sweeney ผมมองว่านี่เป็นหนังที่มีการตัดต่อที่พิศวงมาก กว่าที่จะเข้าใจว่าทำไมถึงต้องเล่า 2 เหตุการณ์คู่ขนานไปเรื่อยๆ จนถึงจุดเชื่อมระหว่างสองเหตุการณ์ เมื่อนั้นความจริงก็จะเริ่มปรากฏ เมื่อปรากฏแล้วเราจะไม่เห็นเส้นคู่ขนานนั้นอีก จะเป็นเส้นตรงเส้นสุดท้ายและเป็นบทสรุปของเรื่องราว Sweeney ทำงานกับ Lynch หนักมาก ตั้งแต่ตัดต่อฉบับ pilot-series ที่เป็นต้นฉบับเดิม น่าเสียดายที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรถูกเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน อะไรเกิดขึ้นบ้างและมันกลายเป็นหนังเวอร์ชั่นนี้ได้ยังไง

เพลงประกอบโดย Angelo Badalamenti บรรยากาศของเพลงนี้มันออกจะมืดมนหลอนๆนะครับ เป็นส่วนผสมของ Orchestra กับเครื่องดนตรี electronic มีคนเรียนดนตรีสไตล์นี้ว่า noir jazz เห็นด้วยกับ noir นะครับ อารมณ์มันจะหม่นๆแบบนี้ แต่ jazz นี่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ตั้งแต่ที่ผมฟังเพลงประกอบหนังมา หนังเรื่องนี้น่าจะมีดนตรีที่มืดมัวที่สุดแล้ว ฉากสว่างๆในหนังมันทำให้เรารู้สึกลอยได้ก็จริง แต่มันก็มีอารมณ์หลอนๆปนมา คงเป็นอีกนัยหนึ่งที่ผู้กำกับแฝงไว้นะครับว่าฉากพวกนั้นมันคือความฝัน ไม่ใช่ควรจริง ผมมาฟังเพลงประกอบใน youtube เกิดอีกความรู้สึกหนึ่งคือ ฟังแล้วมันเหมือนฝันร้าย แต่เอะอะไรกันคือฝันร้ายในหนัง เรื่องราวความฝันต้นเรื่อง หรือความจริงที่นางเอกใช้ชีวิตเหมือนฝันร้าย

ผมชอบเพลงนี้มาก ในหนังมันรู้สึกว่าเพลงนี้ไม่เพราะ แต่ผมหยุดฟังไม่ได้แหะ คือมันมีเสน่ห์ที่ผิดปกติมาก เสียงร้องแหลมปี๊ดๆ แต่มีเสน่ห์สุดๆเลย

ผมใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ดูหนังไปเกือบๆ 2 รอบ กว่าจะตีความได้ประมาณนี้นะครับ ตอนดูหนังจบผมก็ไม่ได้คิดว่าหนังมันจะซับซ้อนขนาดนี้ ไปตามหาบทความของนักวิจารณ์อ่าน เลยเห็นความท้าทาย ตัดสินใจไม่อ่านต่อแล้วมานั่งวิเคราะห์ทีละจุดเอง กลับไปเช็คๆดูหลายที่ก็มีแนวคิดที่คล้ายๆกันนะครับ นี่เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังมีบางที่เชื่อว่าตัวละครในฝันนั้นมีอยู่จริง เป็นเหมือน parallel universes ไม่รู้คิดไปไกลระดับนั้นได้ยังไงเหมือนกัน

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับคอหนังที่ชื่นชอบความท้าทายนะครับ นี่ไม่ใช่หนังแนวสืบสวนสอบสวน แต่ทำให้คนที่ได้ดูกลายเป็นคนสืบสวนหนังเอง กับคนดูทั่วไปก็ดูได้ เชื่อว่าพอถึงช่วงมึนๆจนจบ ก็คงปล่อยไปไม่ได้คิดต่ออะไร แต่ถ้าท่านมีโอกาสคิดต่อ ก็จะเห็นว่านี่ไม่ใช่หนังธรรมดาๆเลย หนังอาจจะไม่มีคำตอบให้กับคุณว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็สามารถชื่นชมและสัมผัสกับการเล่าเรื่อง ความสวยงามและความซับซ้อนที่เหนือชั้นสุดๆ

โดยรวมแล้วผมโอเคกับหนังนะ แต่ก็ไม่ได้ชอบเท่าไหร่ ความซับซ้อนคือความท้าทาย แต่เมื่อแก้ปัญหาได้แล้ว หนังก็ไม่หลงเหลืออะไรที่ทำให้หลงรักมัน แต่ผมเห็นความสุดยอดของผู้กำกับ David Lynch ชื่นชม ทึ่ง! ที่สามารถคิด สร้างหนังที่มีความซับซ้อนได้ขนาดนี้ แม้คนที่ถึงจะดูไม่เข้าใจ แต่ยังสามารถเห็นความสวยงามของหนังได้

หนังเรต 18+ กับฉาก lesbian สุดสวยงาม ฉากนี้ผมยังคงจำได้ติดตา มันสวยมากๆ แฝงความรุนแรงด้วยนิดหน่อย

คำโปรย : “Mulholland Drive หนังเกี่ยวกับความฝันและความจริง โดย David Lynch นี่คือหนังที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of