Napoléon (1927)

Napoléon

Napoléon (1927) French : Abel Gance 

หนังเงียบสุดอลังการความยาว 330 นาที (5 ชั่วโมงครึ่ง) เรื่องราวชีวประวัติของ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte) จากวัยเด็ก โตขึ้นเป็นทหาร กลายเป็นพลเอก แม่ทัพ แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส, กษัตริย์แห่งอิตาลี และผู้อารักขาสมาพันธรัฐแห่งแม่น้ำไรน์ หนึ่งในผู้นำมหาราชที่โลกจารึกไว้

แต่หนังเรื่องนี้จบแค่ตอน นโปเลียนได้ประดับยศเป็นพลเอก และเตรียมรบทำสงครามกับอิตาลีเท่านั้นนะครับ ไม่ได้ไปถึงตอนสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ

ความตั้งใจแรกเริ่มของผู้กำกับ Abel Gance ต้องการสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติของนโปเลียนทั้งหมด 6 ภาค ตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เรื่องนี่เป็นปฐมภาค เล่าเรื่องช่วงชีวิตแรกๆ เริ่มจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ เป็นทหารและไต่เต้าขึ้นไปจนกลายเป็นพลเอก, น่าเสียดายที่ขณะสร้างหนังก็พบปัญหามากมายทั้งเรื่องเงินทุน และขณะนั้นวงการภาพยนตร์ได้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านยุคสมัย (จากหนังเงียบเป็นหนังพูด) ทำให้สร้างหนังสำเร็จได้เพียงภาคแรกภาคเดียวเท่านั้น ไม่มีภาคต่อ (คือตั้งใจจะสร้างเป็นหนังเงียบทั้ง 6 ภาค แต่ตอนนั้นไม่มีใครสร้างหนังเงียบกันเลย ก็เลยจบลงเพียงเท่านี้)

Napoléon (1927) เป็นเรื่องที่มีการตัดต่อหลายฉบับมาก ว่ากันว่าฉบับแรกสุดความยาวกว่า 9 ชั่วโมง (เฉพาะฟีล์มอย่างเดียวยาว 12,800 เมตร = 12 กิโลเมตร) ตัดต่อเหลือ 4 ชั่วโมงเพื่อฉายรอบปฐมทัศน์ในโรงภาพยนตร์ที่ปารีส, ซึ่งหลังจากฉายแล้ว ก็ยังตัดต่ออีกหลายฉบับ เพื่อใช้ออกฉายอเมริกา/ยุโรปประเทศอื่นๆ ทำให้ความยาวหนังสั้นลงเรื่อยๆ, ฉบับฉายอเมริกาครั้งแรกปี 1929 ความยาวเพียง 1 ชั่วโมง 51 นาที เท่านั้น

ฉบับที่ผมได้ดูนี้ คิดว่าคือฉบับที่มีการ Restoration แล้วตัดต่อใหม่ครั้งล่าสุด ซึ่งมีการใส่ฟุตเทจที่ค้นพบเพิ่มเติมเข้าไป ก็ไม่รู้ฉบับปีไหนนะครับ มีความยาว 330 นาที (5 ชั่วโมงครึ่ง) นี่น่าจะถือว่าเป็นฉบับสมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบันแล้ว ตอนหาหนังดูก็ตรวจสอบความยาวให้ตรงกันก่อนละ จะได้ไม่เสียเที่ยว

คงมีคนเห็นความยาวหนังแล้วท้อใจไม่อยากดู ผมเคยแนะนำเทคนิคการดูหนังเงียบนานๆให้ไปแล้วนะครับ คือ ใช้การเร่งความเร็ว (Fast Forward) จะสัก 2 หรือ 3 เท่าก็ได้ นี่ทำให้จากความยาว 5 ชั่วโมง ผมเสียเวลาดูหนังเรื่องนี้แค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น (ไม่แนะนำให้เร่งความเร็วเกินกว่านี้ เพราะจะดูไม่ทัน และเสียงเพลงฟังไม่ได้ด้วย), กับหนังเงียบสามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะสมัยก่อนความเร็วในการฉายหนังเงียบจะแค่ 15 fps เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่ 25 fps จะรู้สึกได้เลยว่าหนังช้ามากๆ การเร่งความเร็วสัก 2-3 เท่า ก็จะได้เท่ากับการเคลื่อนไหวปกติ ไม่ทำให้อรรถรสในการรับชมเสียไปเท่าไหร่

ซึ่งหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมเกิดความรู้สึก อยากดูแบบธรรมดาไม่เร่งความเร็วเหลือเกิน เพราะคุณภาพมันคุ้มค่า ควรค่าอย่างยิ่งที่จะดูแบบใจเย็นๆ เรื่อยๆ เพื่อซัมซับ สัมผัสกับบรรยากาศของหนังตลอด 5 ชั่วโมง, คือถ้าคุณมีเวลา ไม่เร่งรีบ ก็ดูไปเถอะครับ 5 ชั่วโมง คุ้มค่าแน่นอน

นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte) [1769 – 1821] เกิดที่เมือง Ajaccio บนเกาะ Corsica เดิมเป็นเกาะของสาธารณรัฐเจนัว (Genoa) ซึ่งถูกฝรั่งเศสซื้อเกาะไป เมื่อปี 1768, ครอบครัวของเขาถือเป็นตระกูลผู้ดี ทำให้ได้เข้ารับการศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส โตขึ้นไต่เต้าขึ้นเป็นนายพลในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ดำรงตำแหน่งกงสุลเอกของฝรั่งเศส ตั้งแต่ปลายปี 1799 และได้กลายเป็นจักรพรรดิของฝรั่งเศสระหว่างปี 1804-1814 และ 1815 (ได้ครองราชย์ 2 สมัย) มีพระนามว่า นโปเลียนที่ 1 (Napoleon I) ทำสงครามมีชัยและปกครองดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป อาทิ ราชอาณาจักรสเปน, ราชอาณาจักรเนเปิลส์, ราชอาณาจักรอิตาลี, ราชอาณาจักรฮอลแลนด์ (เนเธอร์แลนด์), ราชอาณาจักรสวีเดน ฯ ยกตัวเองเป็นกษัตริย์แห่งอิตาลี (King of Italy) เมื่อปี 1805-1814 และผู้อารักขาสมาพันธรัฐแห่งแม่น้ำไรน์ (Protector of the Confederation of the Rhine) เมื่อปี 1806-1813

Napoléon

ผมขอยกเรื่องความพ่ายแพ้และการตายของนโปเลียน ไปเขียนในหนังเรื่องอื่นนะครับ ยังมีหนังดีๆอีกหลายเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อคารวะผู้นำสุดยิ่งใหญ่คนนี้ อาทิ
– Waterloo (1929) หนังเงียบกำกับโดย Karl Grune นำแสดงโดย Charles Vanel รับบทนโปเลียน
– Conquest (1937) นำแสดงโดย Charles Boyer รับบทนโปเลียน และ Greta Garbo รับบท Countess Marie Walewska (ภรรยาคนที่ 2 ของนโปเลียน)
– Désirée (1954) นำแสดงโดย Marlon Brando รับบทนโปเลียน ได้เข้าชิง Oscar 2 สาขา
– Napoléon (1955) นำแสดงโดย Raymond Pellegrin มี Erich von Stroheim รับบท Ludwig van Beethoven และ Orson Welles รับบท Hudson Lowe
– War and Peace (1956) กำกับโดย King Vidor นำแสดงโดย Audrey Hepburn, Henry Fonda และ Herbert Lom รับบทนโปเลียน ได้เข้าชิง Oscar 3 สาขา
– War and Peace (1966) หนัง russia กำกับโดย Sergei Bondarchuk นำแสดงโดย Ludmila Savelyeva, Sergei Bondarchuk และ Vyacheslav Tikhonov รับบทนโปเลียน **หนังได้รางวัล Grand Prix จากเทศกาลหนังเมือง Cannes, คว้า Oscar และ Golden Globe Award สาขา Best Foreign Language Film
– Waterloo (1970) กำกับโดย Sergei Bondarchuk นำแสดงโดย Christopher Plummer, Orson Welles รับบท King Louis XVIII และ Rod Steiger  รับบทนโปเลียน

จริงๆยังมีอีกหลายเรื่องนะครับ แต่ผมตั้งใจจะดูและเขียนถึง 7 เรื่องนี้เท่านั้น (ตัวหนาไว้ให้เห็นความน่าสนใจ)

Abel Gance (1889-1981) ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ เขียนบท และนักแสดง สัญชาติฝรั่งเศส เริ่มเข้าวงการตั้งแต่ยุคหนังเงียบ มีผลงานเลื่องชื่อ 3 เรื่องคือ J’accuse (1919), La Roue (1923) และ Napoléon (1927), ในยุคหนังพูด Gance ก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่กลับไม่มีผลงานที่ดีพอให้พูดถึงเสียเท่าไหร่, Gance ชอบเอาเวลาว่างๆ มานั่งตัดต่อ Napoléon ใหม่ ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เหมือนจะทำให้หนังสมบูรณ์แบบให้ได้ ซึ่ง Gance หวนกลับมากำกับหนังเกี่ยวกับนโปเลียนอีกเรื่องชื่อ Austerlitz (1960) มีนักแสดงดังๆมารับเชิญมากมายอาทิ Orson Welles, Vittorio de Sica, Jean-Louis Trintignant แต่ผมไม่ขอพูดถึงหนังเรื่องนั้นดีกว่า

นำแสดงโดย Albert Dieudonné (1889-1976) นักแสดง นักเขียน และผู้กำกับ สัญชาติฝรั่งเศส เคยร่วมงานกับ Abel Gance ทั้งหมด 5 เรื่อง, การรับบทนโปเลียน ถือว่าสร้างชื่อเสียงให้กับ Dieudonné เป็นที่สุด ได้รับการยกย่องในเรื่องความสมจริง แววตาที่เปรียบเสมือนนกอินทรี เต็มเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล และมีความโหดเหี้ยม หนักแน่น ยึดมั่นในอุดมการณ์, นโปเลียนฉบับนี้ต้องถือว่าเป็นต้นแบบให้กับนักแสดงที่รับบทนี้ในหนังเรื่องถัดๆมา จำเป็นอย่างยิ่งต้องศึกษาไว้เป็นแบบอย่าง

ในประวัติศาสตร์ นโปเลียนแต่งงาน 2 ครั้ง
– ครั้งแรกเมื่อปี 1796 เมื่อครั้งยังเป็นนายพลก่อนออกปฏิบัติการในอียิปต์ แต่งงานกับ Joséphine de Beauharnais ขณะนั้นนโปเลียนอายุ 26 ปี และเธออายุ 32 ปีเป็นแม่ม่ายลูกติด ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศส ในตอนที่นโปเลียนขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ แต่เนื่องจากนางมีอายุมากแล้วจึงไม่สามารถมีโอรสธิดาให้กับนโปเลียนได้ ซึ่งการที่องค์จักรพรรดิไร้ซึ่งผู้สืบทอดบัลลังก์ดังกล่าวถูกมองว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของจักรวรรดิ การสมรสครั้งนี้จึงจบลงด้วยการหย่าร้าง

– ปี 1810 ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส (โดยฉันทะ) กับ Archduchess แห่งออสเตรีย Marie Louise อายุ 19 โหลน (great niece) ของ Marie Antoinette มีเหตุผลเพื่อเป็นการสานสัมพันธไมตรีและหลีกเลี่ยงสงครามออสเตรีย, ได้ให้กำเนิดพระราชโอรสหนึ่งพระองค์ Napoleon Francis Joseph Charles (1811–1832) ที่ต่อมาได้กลายเป็น นโปเลียนที่ 2 แต่อายุไม่ยืนเท่าไหร่

เรื่องราวในหนังจะมีช่วงที่ นโปเลียนได้แต่งงานกับ Joséphine de Beauharnais (รับบทโดย Gina Manès) ขณะที่เป็นพลเอก ก่อนออกปฏิบัติการทำสงครามกับอิตาลี, Gina Manès (1893-1989) ถือเป็นอีกหนึ่งนักแสดงฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคหนังเงียบ มีผลงานดังๆอย่าง Cœur fidèle (1923) กำกับโดย Jean Epstein, Thérèse Raquin (1928) กำกับโดย Jacques Feyder (เรื่องนี้สูญหายไปแล้ว) น่าเสียดายที่เมื่อเข้าสู่ยุคหนังพูด ชื่อของ Manès ก็ค่อยๆเลือนหายไป

ถ่ายภาพโดย Jules Kruger, ในยุคหนังเงียบ ที่การถ่ายภาพส่วนใหญ่จะตั้งกล้องไว้เฉยๆ แต่หนังเรื่องนี้มีลีลา การเคลื่อนไหว ที่มีความหลากหลาย น่าทึ่ง และมีจำนวนนับไม่ถ้วน อาทิ Extensive Close-Ups, Hand-Held, Point-of-View Shot, ถ่ายภาพใต้น้ำ, kaleidoscopic, ซ้อนภาพหลายชั้น, แบ่งภาพออกเป็น 2×2, 3×3, เล่นกับโทนสี เช่น แดง (ฉากสงคราม,ต่อสู้,ความตาย) น้ำเงิน (ฉากกลางคืน,หลังสงคราม) ม่วง (ฉาก Erotic) น้ำตาล เหลือง ขาว ฯ นี่เพื่อแสดงอารมณ์ของซีนนั้นๆที่ต่างออกไป

กับการแบ่งภาพออกเป็น 3 หน้าจอ นี่เป็นช็อตที่ทำให้ผมอ้าปากค้างเลย สงสัยอย่างมากว่าทำได้ยังไง ใช้กล้อง 3 ตัวถ่ายคนละมุมแล้วเอาฟีล์มมาตัดต่อกัน หรือกล้อง 3 ตัวถ่ายฟีล์มเดียว (น่าจะเป็นแบบแรกนะ เพราะมันมีช็อตที่ทั้ง 3 ภาพไม่ได้จากมุมเดียวกันด้วย) นี่เป็นการเปิดประสาทสัมผัส มุมมองการรับรู้ของผู้ชมให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เหมือนตอนดูหนังฟีล์ม 60-70mm), ผมไม่แน่ใจ ภาพ 3 หน้าจอนี้พบเห็นได้เฉพาะกับฉบับ remaster ใหม่ล่าสุดหรือเปล่า เพราะในอีกฉบับที่ผมพบ ไม่มีงานภาพแบบนี้นะครับ, นึกภาพไม่ออก ผมใส่ตัวอย่างหนังเรื่องนี้มาให้ นี่เป็น Trailer ที่เจ๋งมากๆเรื่องหนึ่ง ใครยังไม่เคยเห็นหรือดูหนังมาก่อน รับรองได้ว่า อ้าปากค้างแน่นอน

กับการซ้อนภาพ หนังใส่ความหมายเชิงสัญลักษณ์เข้าไปด้วย อาทิ
– ใบหน้าของนโปเลียนซ้อนด้วยภาพนกอินทรี (ตัวที่เขาเลี้ยงสมัยเด็ก) สายตาของเขาและนกซ้อนทับกันพอดี นี่หมายถึง วิสัยทัศน์ อุดมการณ์ ของนโปเลียน เปรียบได้กับนกอินทรีตัวนี้
– ตอนที่นโปเลียนตกหลุมรัก Joséphine เขามองลูกโลกทั้งใบ ที่ปรากฎภาพซ้อนเป็นหน้าเธอ, ฉากนี้ผมหัวเราะลั่นเลย เพราะมันหมายความว่า ‘เธอคือโลกทั้งใบของฉัน’

อีกหนึ่งฉากไฮไลท์ ที่ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เห็นในยุคหนังเงียบ คือ Horse Chase ไล่ล่ากันบนหลังม้า ถึงงานภาพจะดูสั่นๆ แต่เห้ย! เจ๋งมากๆ มุมกล้อง ตัดต่อ การถ่าย ยังกับหนังสมัยใหม่, โลดโผนอันตรายสุดคือ ถ่าย Tracking Shot ขณะม้าวิ่ง (นี่คงถ่ายบนรถที่ขับขนานกันไป) ผสมผสานกับการตัดต่อที่รวดเร็ว เกิดความลุ้นระทึกยังกับหนัง Action สมัยนี้

นี่เป็นหนังเรื่องแรกๆในยุคสมัยนั้น ที่ใช้การถ่ายทำ on location ยังสถานที่จริง ซึ่งในหนังก็บอกกันหน้าด้านๆ (บน Title Card) เลยว่า บ้านของนโปเลียนหลังที่เห็น คือบ้านของเขาจริงๆ (ปัจจุบันก็น่าจะยังอยู่นะครับ)

การตัดต่อ (ไม่รู้จะให้เครดิตใครดี มีหลายเวอร์ชั่น ก็เลยมีหลายคนตัด) เต็มไปด้วยเทคนิค ลีลาเร้าใจ, หนังจะค่อยๆเร่งความเร็วขึ้นในช่วงไคลน์แม็กซ์ของแต่ละซีน (เรียกว่า fast cutting) เร็วถึงขนาดมองไม่ทันว่าภาพอะไร แต่เราจะเข้าใจอารมณ์ว่าทำเพื่ออะไร, สำหรับคำบรรยาย (Title Card) ก็มีลักษณะรูปแบบหลากหลาย ทั้งคำพูดทั่วๆไป, ข้อความจากจดหมาย หรือป้ายประกาศติดอยู่

ไฮไลท์ที่โดดเด่นมาก ครั้งหนึ่งกับการตัดสลับระหว่าง 2 เหตุการณ์ ขณะนโปเลียนล่องเรือแล้วเกิดมรสุมในทะเล กับฉากในรัฐสภา (กำลังประชุมอะไรสักอย่าง) แล้วเกิดความวุ่นวายของประชาชนที่ลุกฮือ โต้เถียง เปรียบได้กับการเกิดมรสุมในห้องประชุม, มีภาพช็อตหนึ่ง เคลื่อนกล้องโคลงเคลงเหมือนเรือถูกคลื่นซัดไปมา ภาพที่เห็นทั้งในทะเลและในห้องประชุม เป็นช็อตที่ผมเห็นแล้วขนลุก ทรงพลังมากๆ ความหมายก็ตรงไปตรงมา เป็นการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ อุปมาอุปไมย (แบบ Montage) ว่าสองเหตุการณ์นี้มีความคล้ายคลึงกัน

เกร็ด: ด้วยเทคนิคและลีลาการนำเสนอของ Napoléon เมื่อตอนกลับมาฉายในฝรั่งเศสช่วงยุค 50s ว่ากันว่ากลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด French New Wave เลยนะครับ

ปกติหนังเงียบก็คือเงียบนะครับ ไม่มีเพลงประกอบ แต่ในหนังจะมีเพลงหนึ่งตอนต้นเรื่องที่เราจะเห็นตัวละครในหนังร้อง นั่นคือ La Marseillaise เพลงชาติฝรั่งเศสในปัจจุบัน, ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เพลงนี้เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) แต่งโดย Claude Joseph Rouget de Lisle เมื่อปี 1792 หลังจากที่ฝรั่งเศสประกาศสงครามกับประเทศออสเตรีย ชื่อเดิมคือ Chant de guerre pour l’Armée du Rhin (War Song for the Rhine Army), ภาพที่เราเห็นในหนังเรื่องนี้ คือการตีความจุดเริ่มต้นของเพลงนี้ แม้ไม่ได้ยินเสียง แต่เชื่อว่าชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่จะรู้ เข้าใจและร้องตามได้ (เชื่อว่าทุกฉบับที่มีเพลงประกอบบรรเลงด้วย ฉากนี้จะเล่น La Marseillaise แน่นอน)

สำหรับคนที่อาจนึกไม่ออก ผมแนบเพลงนี้มาให้ฟังด้วย เป็นการบันทึกเพลงชาติ La Marseillaise บนแผ่นฟีล์มครั้งแรก (ถือเป็นการ Synchronized เสียงให้ตรงกับภาพครั้งแรกๆด้วย) ขับร้องโดยนักร้องโอเปร่า Jean Noté เมื่อปี 1907 เชื่อว่าถ้าคุณดูหนังบ่อยๆ ย่อมต้องเคยได้ยินแน่นอน

สำหรับฉากจบของหนัง นั่นคือภาษาภาพยนตร์นะครับ ถ้าคุณดูหนังมาเยอะ จะสามารถอ่านตามและเข้าได้ทันทีว่าแต่ละภาพที่ใส่มามีความหมายอะไร ผมไม่ขออธิบายทั้งหมด แต่จะชี้ให้เห็นว่า มันคือความฝันของนโปเลียน (จะเห็นตานักแสดงเหมือนจะเรืองแสง) แผนที่คือดินแดนที่ต้องการครองครอง, ภาพซ้อนหญิงสาวคือคนที่เขารัก, ตัวเลขสมการคณิตศาสตร์ คือการคำนวณ วางแผน กลยุทธ์, ไฟ/ท้องทะเล คือการต่อสู้, นกอินทรี คือ วิสัยทัศน์ ฯ รู้เท่านี้แล้วลองประมวลให้กลายเป็นภาษา จากคลิปที่ผมใส่มาให้ดูนี้นะครับ น่าจะพอเข้าใจได้ว่าสื่อถึงอะไร, ต้องบอกว่านี่เป็นตอนจบที่สวยงาม ยอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่มากๆ แสดงถึงความอัจฉริยะของผู้กำกับโดยแท้

นโปเลียน เป็นชื่อที่ใครๆน่าจะรู้จัก เพราะถ้าพูดถึงประเทศฝรั่งเศส นอกจาก หอไอเฟล, ภาพวาดโมนาลิซ่า แล้วก็มีนโปเลียนนี่แหละที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด (ยิ่งกว่า King Henry IV เสียอีก), น่าจะเป็นหนังสือเรียน โลกของเรา วิชาสังคมศึกษา ตอน ม.3 (ไม่รู้สมัยนี้ยังมีวิชานี้อยู่หรือเปล่านะ) ที่ทำให้ผมรู้จักชื่อนโปเลียนครั้งแรก แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าท่านผู้นี้ไฉนมีความยิ่งใหญ่ประการใด ไฉนถึงได้รับการกล่าวถึง ยกย่องจากผู้คนมากมายเช่นนี้, กับหนังเรื่องนี้ก็ไม่เชิงอธิบายเหตุผล สิ่งที่ผมอยากรู้ทั้งหมด แต่จักได้เห็นแนวคิด วิสัยทัศน์ อุดมการณ์ ที่เป็นพื้นฐานตัวตนของนโปเลียน ที่ทำให้เขากลายเป็นผู้นำทหารของฝรั่งเศส, ถ้าคุณอยากรู้จักผู้นำสุดยิ่งใหญ่คนนี้ นี่เป็นหนังเรื่องแรกในคอลเลคชั่น ที่ผมขอแนะนำเลย

ชั่วโมงแรกของหนังผ่านไป อาจไม่มีอะไรน่าสนใจนัก จนกระทั่งครั้งหนึ่งเมื่อนโปเลียนถูกประกาศหมายจับมีค่าหัว และเขาได้เดินทางเข้าไปยังบาร์แห่งหนึ่ง แต่ละคนพูดถึง ‘อิตาลีเป็นประเทศแม่ของฉัน’ อีกคนพูด ‘เยอรมันต่างหาก’ อีกโต๊ะพูด ‘อังกฤษโว้ย!’ แล้วอยู่ดีๆนโปเลียนก็พูดขึ้นมาโดยไม่สนว่าใครๆต่างรอจับเขาอยู่ ‘ฝรั่งเศสต่างหากคือแผ่นดินแม่ของพวกเรา’ วินาทีนั้น เหมือนทุกคนในร้านนิ่งเงียบ จิตใจลังเลไม่แน่ใจ แต่รู้ลึกๆว่าที่เขาพูดนั้นถูกต้อง, วินาทีนั้นผมมองหนังเปลี่ยนไปทันที นี่สินะคือสิ่งที่ทำให้นโปเลียนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่

ผมว่ามันคงน่าสนใจมากๆเลย ถ้ายุโรปรวมตัวกันเป็นประเทศเดียว ตามความฝันของนโปเลียน เพราะดินแดนแห่งนี้มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ (ใหญ่กว่าออสเตรเลียก็ไม่เท่าไหร่) แต่มีประเทศมากถึง 50 ประเทศ (ตัวเลขเปะๆไม่ทราบแน่นอน เพราะบางประเทศก็นับ บางประเทศไม่นับ) ความแตกต่างของเชื้อชาติ สีผิวก็มีไม่มาก ไฉนผู้คนกลับมีความหลากหลายทางแนวคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ฯ ได้ขนาดนี้, ในแง่สังคม วัฒนธรรมมันอาจจะดี เพราะแต่ละประเทศสามารถธำรงไว้ซึ่งสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างขึ้น สืบต่อถึงลูกหลาน แต่ในแง่เศรษฐกิจและความยั่งยืนยงของประเทศอาจไม่ดีเท่าไหร่ เพราะทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศมีจำนวนจำกัด ทำให้ขาดอำนาจต่อรองในระดับโลก (นั่นทำให้ยุโรปจำต้องมี EU เกิดขึ้น ที่รวมเอาทั้ง 50 ประเทศเป็นหนึ่งเดียว เพื่อต่อรองการค้า เศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่นๆ) บางอย่าง ‘แยกหมู่เรารอด’ แต่ส่วนใหญ่ ‘รวมกันเราอยู่’ มากกว่า

ผมอ่านเจอในเกร็ดของนโปเลียนว่า Ludwig van Beethoven มีความตั้งใจแรก ประพันธ์ Symphony No. 3 in E♭ major (Heroic Symphony) เพื่ออุทิศให้นโปเลียน โดยจุดเริ่มต้นของเพลงนี้มาจากความชื่นชอบใน French Revolution และคนที่เป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติครั้งนั้นคือนโปเลียน, แต่ตอนที่นโปเลียนประกาศตัวเองเป็นจักรพรรดิในปี 1804 ลูกศิษย์ของ Beethoven ได้เล่าให้ฟังว่า อาจารย์ได้แอบปลอมตัวเข้าไปในงานเลี้ยง แล้วฉีกหน้าปกโน๊ตเพลงที่มีชื่อตนเองออก แล้วเปลี่ยนไปอุทิศเพลงให้ Prince Joseph Franz Maximilian Lobkowitz, เหตุผลก็คือ Beethoven มองนโปเลียนว่า ‘ได้เปลี่ยนจากคนธรรมดาสามัญกลายเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ กลายเป็นกษัตริย์จอมเผด็จการ (Tyrant) ที่เอาแก่ตัวเห็นแก่ใจ ไม่น่านับถืออีกต่อไป’, ผมเอาเพลงนี้มาให้ฟังด้วยนะครับ ลองพิจารณาดูว่า ตรงกับเรื่องราวนโปเลียนในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า (ผมว่าตรงเปะเลยนะ)

ผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ในลีลาการเล่าเรื่อง และเทคนิคที่ตระการตา (เห็นสมัยนี้ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นตระการใจ) แต่ปัญหาของหนังคือ เรื่องราวมันไม่จบ ค้างคาไว้ในแบบที่ไม่มีวันได้เห็นฉบับสมบูรณ์ นี่ทำให้ผมไม่อาจหลงรัก หรือประเมินค่าแนวโน้มความยิ่งใหญ่ของหนังได้ เฉกเช่นเดียวกับหนังเงียบเรื่อง Greed (1924) ที่มีหลายฉากสูญหาย จนได้รับการเปรียบเทียบ ยกย่องเสมือน Holy Grail สิ่งล้ำค่าที่สุด อันได้สูญหายไปตลอดกาล

ความยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้ถือว่าล้ำค่า เหนือกาลเวลา เหนือคำบรรยาย เรียกว่าไม่มีที่ติ เป็น Masterpiece สมบูรณ์แบบ, ถึงฉบับที่ผมดูนี้อาจจะไม่ใช่ความตั้งใจของผู้กำกับโดยตรง แต่เปรียบกับ Holy Grail ก็ถือว่าตรงที่สุดแล้ว เพราะเท่าที่เห็น ยังสัมผัสได้ถึงความสุดยอด ยอดเยี่ยม แล้วต้นฉบับ 9 ชั่วโมงแท้ๆนั่น มันคงจะถึงขั้นระดับ ‘พระเจ้าสร้าง’ เลยละ

Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดังของอเมริกา ให้คำปิดท้ายหนังเรื่องนี้ว่า

What Griffith began, Gance concluded 12 years later. “Napoleon” is the last great silent epic.

สิ่งที่ D.W.Griffith ให้กำเนิดขึ้นกับหนังเงียบ (จาก The Birth of A Nation-1915) 12 ปีถัดมา Gance กับ Napoléon คือบทสรุปส่งท้าย กับหนังเงียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แนะนำกับนักประวัติศาสตร์ เรื่องราวชีวประวัติของ นโปเลียน โบนาปาร์ต (อาจไม่ได้ความรู้เท่าไหร่ แต่ยังถือว่าน่าสนใจ), ตากล้อง ช่างถ่ายภาพ นักเรียนและคนทำงานสายภาพยนตร์ ที่เป็นหนังที่ “ต้อง” ดูให้ได้เลยละ, แฟนหนังเงียบสัญชาติฝรั่งเศส ชื่นชอบการแสดงเยี่ยมๆของ Albert Dieudonné และ Gina Manès ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความเร็วในการตัดต่อที่ดูรุนแรงในหลายฉาก

TAGLINES | “Napoléon อีกหนึ่ง Holy Grail ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะเรื่องราวที่ค้างคา แต่คุณภาพเป็นเลิศ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of