Nazarin (1959)

nazarin

Nazarin (1959) Mexican : Luis Buñuel ♥♥

ชะตากรรมของบาทหลวง Padre Nazario (Nazarin) ไม่ต่างอะไรกับบาทหลวงใน Diary of a Country Priest (1951) ของ Robert Bresson มากนัก ด้วยความตั้งมั่นแน่วแน่ในศรัทธา ความเชื่อและพระเจ้า แต่กลับถูกความเข้าใจผิด ได้รับปฏิบัติเหมือนคนนอกรีต ตกนรกทั้งเป็น กระนั้นนี่เป็นหนังของ Luis Buñuel จะมีหรือความตั้งใจดีที่แฝงอยู่

ถือเป็นความบังเอิญ ที่ผมได้ดูหนัง 2 เรื่องติด แล้วมีใจความใกล้เคียงกันอย่างมาก เหตุที่ผมหยิบ Diary of a Country Priest (1951) และ Nazarin (1959) ไม่ถือว่าบังเอิญนะครับ เพราะนี่คือหนังเรื่องโปรดของผู้กำกับ Andrei Tarkovsky กับใจความที่คล้ายกัน ย่อมแสดงถึงรสนิยมของผู้กำกับดัง… ว่าไปก็มีอีกเรื่องที่ผมดูไปแล้ว คือ Winter Light (1963) ของผู้กำกับ Ingmar Bergman นี่ก็อีกเรื่องโปรดของ Tarkovsky เป็นแนว Catholic Film สอนศาสนา แฝงแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต

ไว้ผมจะพูดถึงรสนิยมของ Andrei Tarkovsky ในบทความรวมหนังโปรดของเขานะครับ

Luis Buñuel หลังอพยพจากฝรั่งเศสไปอยู่ที่ Hollywood หลายปี ก็ไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ ปี 1946 จึงตัดสินใจอพยพไปอยู่ Mexico และเริ่มต้นตั้งตัวใหม่ที่นั่น กระนั้นในยุค Mexican Golden Age (ช่วงกลางยุค 40s) Buñuel ทำหนังไม่ประสบความสำเร็จเลย จะเรียกว่าช่วงตกอับของเขาก็ว่าได้ กว่าที่จะเริ่มกลับมามีชื่อเสียงระดับนานาชาติก็ช่วงต้นยุค 50s ที่หนังเรื่อง Los olvidados (1950) ทำให้เขาคว้ารางวัล Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Cannes ตัวแรกได้สำเร็จ จากนั้นชีวิตเขาก็รุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ

Nazarin เป็นผลงานที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักเสียเท่าไหร่ของ Buñuel แต่ก็สามารถคว้ารางวัล International Prize จากเทศกาลหนังเมือง Cannes (จะว่าคือที่ 3 ถัดจาก Palme d’Or และ Grand Prix ก็ได้ แต่ปัจจุบันรางวัลนี้ยกเลิกไปแล้ว) ดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันของ Benito Pérez Galdós เป็นบทภาพยนตร์โดย Luis Buñuel และ Julio Alejandro

เรื่องราวของบาทหลวงคาทอลิก Padre Nazario (รับบทโดย Francisco Rabal) ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจนๆ ใช้ชีวิตแบบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณาปราณี โดยยึดหลังคำสอนของศาสนาเป็นที่พึ่ง แต่เพราะความดีเกินไปของเขา ทำให้หญิงสาวสองคนเอาเปรียบน้ำใจ ทำให้ชื่อเสียงมัวหมอง กลายเป็นที่ติฉินท์นินทาของสังคม จนถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในวิถีความเชื่อ ออกเดินทางจาริก แสวงบุญไปตามชนบทของ Mexico

หนังเรื่องนี้สามารถมองเรื่องราวได้ 2 แบบ ขึ้นอยู่กับผู้ชมว่าจะตีความอย่างไร
1) เป็นหนังแฝงคุณธรรมการใช้ชีวิตอย่างลึกซึ้ง โดยมีศาสนาเป็นที่พึ่ง ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากยังไง ถ้าจิตใจตั้งมั่นในศรัทธา ความเชื่อ ก็สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ทุกอย่าง
2) เป็นหนังแนวเสียดสี ล้อเลียน นำเสนอความชั่วร้ายของมนุษยต่อคนที่ยึดมั่นในความดีเป็นที่สุด ไม่มีใครในสังคมยอมรับเข้าใจ ถูกทำร้ายทั้งกายและใจ เหมือนตกนรกทั้งเป็น

เพราะความที่ นี่เป็นหนังสไตล์ Buñuel ความตั้งใจของเขา ไม่มีหรอกข้อ 1) [แต่ถ้าคุณจะคิดไปอย่างนั้นก็ตามสบายนะครับ] เขาจงใจสร้างตัวละครที่ดีเลิศประเสริฐศรี นำมาปู้ยี้ปู้ยำให้เลวทรามตกต่ำยิ่งกว่าหมาข้างถนน ดูสิว่าสุดท้ายแล้วจะยังสามารถเป็นคนดีในสังคมที่โคตรบัดซบนี้อยู่ได้ไหม… หนังไม่เชิงให้คำตอบตอนจบนะครับ เปิดกว้างให้ผู้ชมไปคิดตัดสินใจเอาเอง

นำแสดงโดย Francisco Rabal (1926-2001) หรือ Paco Rabal นักแสดงสัญชาติสเปน ที่อพยพย้ายออกมาเมื่อตอนเกิด Spanish Civil War เริ่มต้นสายการแสดงจากการเป็นนักแสดงละครเวที เป็นตัวประกอบ แล้วมาเข้าตา Luis Buñuel ได้รับบทนำในหนังของเขาถึง 3 เรื่อง เริ่มจาก Nazarín (1959), Viridiana (1961), Belle de jour (1967) ที่ทำให้ชีวิตรุ่งโรจน์ มีชื่อเสียงระดับโลก และเคยได้รางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes จากเรื่อง The Holy Innocents (1984)

กับหนังเรื่องนี้ Rabal รับบทบาทหลวง Nazarin ที่มีความแน่วแน่ในศรัทธา ความเชื่อต่อพระเจ้า มีความสุขุม ใจเย็น รอบรู้ แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่แสดงอาการโกรธ โมโห ฉุนเฉียวออกมา แม้ใจจะไม่อยากให้อภัย แต่ปากเขาก็พูดออกมา

For the first time in my life, I find it hard to forgive. But I forgive you. It is my Christian duty. But I also scorn you! And I feel guilty, not knowing how to separate scorn from forgiveness.

ตัวละครนี้มองมุมหนึ่งคือ คนดีแท้ แต่พอคิดว่านี่เป็นหนังของ Buñuel ผมคิดว่าอาจไม่จำเป็นนะครับ มันมีฉากที่น่าจะตีความได้ว่า Threesome อยู่ ลองมองหาดูเองนะครับว่าฉากไหน (ใบ้ให้ว่าตอนซบไหล่) ถ้าเป็นเช่นนั้น หมอนี่เป็นพวก มือถือสากปากถือศิล

สำหรับสองนักแสดงสาวประกบ Nazarin ประกอบด้วย Marga López รับบท Beatriz และ Rita Macedo รับบท Andara คนแรก(น่าจะ)รับบทเป็นโสเภณี ส่วนคนหลังรับบทเป็นหญิงหม้าย (แต่งงานแล้วผัวทิ้ง) ทั้งสองครั้งหนึ่งเคยทำอะไรไม่ดีไว้กับบาทหลวง แต่เมื่อได้พบเจอกันอีก ก็อยากออกเดินทางติดตาม อยู่กับบาทหลวงคนนี้อย่างใกล้ชิด, คนทั่วไปเห็นเข้า คงรู้ได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจิตใจของพวกเธอจะบริสุทธิ์ แต่มันก็สร้างความเสื่อมเสียที่รุนแรง

กระนั้น หนังของ Buñuel ย่อมต้องไม่ใช่อะไรที่ดีเลิศประเสริฐศรี หญิงสาวทั้งสอง ตอนจบเฉลยออกมาเลยว่า แท้จริงจิตใจของพวกเธอหาได้บริสุทธิ์ใจแม้แต่น้อย หนึ่งเพื่อต้องการหลบหนีจากความผิดที่ตนก่อ (แบบไม่สำนึกด้วยนะ) สองเพราะเธอตกหลุมรักบาทหลวง ต้องการครอบครองเขา (แต่เอาศรัทธา ความเชื่อในพระเจ้าเป็นข้ออ้าง) นี่เป็นเหตุผลสนับสนุนว่า ฉาก Threesome ที่ผมเอ่ยไปด้วยนะครับ เพราะมันมีความเป็นไปได้อยู่นี้อยู่ จึงสามารถตีความฉากนั้นเป็นแบบนี้ได้

ถ่ายภาพโดย Gabriel Figueroa ชาว Mexican ถือว่าเป็นตากล้องยอดฝีมือ แต่กับหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงเท่าไหร่, ครึ่งแรกถ่ายภายใน (indoor) ทั้งหมด และครึ่งหลังถ่ายภายนอก (outdoor) เสียส่วนใหญ่, ความยากจนคือพื้นฐานชีวิตของชาว Mexican ในยุค 50s ผู้คนเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด ไม่มีศาสนาเป็นที่พึ่งพิงทางใจ

ฉากหนึ่งในครึ่งหลัง ในหมู่บ้านที่ห่าลง (plague-ridden village) บาทหลวงพยายามช่วยหญิงสาวคนหนึ่ง เพื่อให้เธอจากโลกนี้โดยสงบ แต่เธอกลับไม่สนใจฟังคำพระ เอาแต่ครวญครางหาสามี, เห็นว่าฉากนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากบทสนทนา Dialogue Between a Priest and a Dying Man เขียนโดย Marquis de Sade ขณะถูกจองจำใน Château de Vincennes (ป้อมปราการหลวงของฝรั่งเศส) เมื่อปี 1782

ตัดต่อโดย Carlos Savage, หนังแบ่งออกเป็น 2 องก์ ครึ่งแรกดำเนินเรื่องโดยใช้ บ้านเช่า เป็นศูนย์กลางดำเนินเรื่อง นำเสนอเรื่องราวของผู้อยู่อาศัยทั้งหลาย อันประกอบด้วย บาทหลวง, โสเภณี, หญิงสาวชั้นล่าง (ที่เป็นหม้ายผัวทิ้ง) จบองก์นี้ด้วยไฟ คือการทำลายล้าง, ครึ่งหลังเป็นแนว Road Movie มีบาทหลวงเป็นจุดศูนย์กลาง ออกเดินจาริกแสวงบุญไปยังเมืองต่างๆ พบกับเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆมากมาย และจับพลัดจับผลูไปถึงหมู่บ้านของสองสาว (ที่เคยให้การช่วยเหลือกันเมื่อตอนองก์แรก) ทำให้ได้เดินทางต่อไปด้วยกัน จบที่สุดท้ายทั้งสามก็แยกจากกัน ไปทางใครทางมัน

เพลงประกอบโดย Rodolfo Halffter จริงๆถือว่าไม่มีนะครับ มีแค่ช่วง Opening Credit กับตอนจบอีกนิด, ผมค่อนข้างชอบเสียงรัวกลองตอนจบ ที่เหมือนเสียงหัวใจเต้นระทึกสั่นรัว กับการตัดสินใจสุดท้ายของบาทหลวง ว่าจะรับน้ำใจ ยังคงเชื่อมั่น หรือปฏิเสธและหมดศรัทธาในพระเจ้า

ใจความของหนังเรื่องนี้ ผมขอคัดลอกมาจาก Diary of a Country Priest (1951) เลยก็แล้วกัน, นำเสนอเรื่องราวของฮีโร่คนหนึ่ง ผู้มีความประสงค์ดี และตั้งใจทำแต่สิ่งดีๆ แต่คนรอบข้างกลับมองถูกเป็นผิด เห็นผิดเป็นชอบ พูดจาว่ากล่าวติฉินนินทา คนทั่วไปคงทนไม่ได้และพยายามแก้ตัว แต่คนที่ดีแท้ เขาไม่จำเป็นต้องแก้ต่างอะไร ความดีเป็นของจริง ไม่ต้องให้ใครมาพิสูจน์ หรือเราต้องโอ้อวด เปิดเผยให้ผู้อื่นเห็น, มีต่างนิดหน่อยตรง ไม่ใช่แค่กล่าวติฉิน แต่ทำร้ายทั้งกายใจ และจากที่ไม่พูดแก้ต่าง เป็นให้อภัยได้ทุกสิ่ง

Mexico เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้มาก เพราะความป่าเถื่อน ล้าหลัง ไร้อารยธรรม (ในสมัยนั้น) ที่ผมคิดว่าหนังถ่ายทอดออกมุมมองของประเทศนี้ออกมาได้ตรงมากๆ ผู้คนเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด ไม่มีศาสนาเป็นที่พึ่งพิงทางใจ, คริสตจักรใน Mexico คงแทบไม่ต่างอะไรกับ Spain ที่ Buñuel เกิดและเติบโตขึ้นมา แต่ความเจริญยังถือว่าตามหลังอยู่มาก นี่แหละเป็นสถานที่ชั้นเลิศในการสร้างตัวละครเชิงศาสนา ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ลองมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ดูสิ จะได้เห็นว่ามันไร้ค่าแค่ไหน เพราะศาสนาเป็นสิ่งที่แสดงอารยธรรมของมนุษย์ เมื่อมาอยู่ในสถานที่ไร้อารยธรรม ผู้คนยอ่มไม่เห็นประโยชน์ ความสำคัญ มันจะมีศาสนาไปทำไมเมื่อฉันยังเอาตัวเองไม่รอดเลย

การผจญภัยสอนศาสนาของบาทหลวง อาจถือว่าเขาแทบไม่ได้พบอะไรที่เป็นสิ่งดีในจิตใจของมนุษย์เลย พบแต่ความชั่วร้าย เห็นแก่ตัว ซึ่งคนที่เหมือนจะสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเองสู่ศาสนาได้ หญิงสาว 2 คน ที่ร่วมเดินแสวงบุญกับบาทหลวง สิ่งที่พวกเธอต้องการ หาใช่หนทางสู่ศรัทธา สรวงสวรรค์แต่อย่างไร มันมีความหลงใหล (ตกหลุมรัก) ลุ่มหลง ผลประโยชน์อื่น (หลบซ่อนตัว) ที่แอบแฝงอยู่ในตัวละครเหล่านั้น, ผมขอเปรียบเทียบ Mexico กับป่า แล้วมีมนุษย์คนหนึ่งพยายามเข้าไปสอนอารยธรรมให้สัตว์ป่าเป็นเหมือนมนุษย์ มีลิงป่ากับชะนีสองสายพันธุ์ที่ยอมรับฟัง แต่ไม่ใช่เพราะพวกมันอยากมีอารยธรรม แต่เพราะมนุษย์สอนให้รู้จักวิธีกินกล้วยจนอิ่มท้องพึงพอใจ จึงยอมรับฟังคำพร่ำสอน แต่ให้ตายเถอะ ใครๆก็รู้ได้ว่าลิงป่ากับชะนีไม่มีวันจะมีอารยธรรมเหมือนมนุษย์ได้ เพราะสัตว์ป่าก็คือสัตว์ป่า พร่ำสอนไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เบื่อเมื่อไหร่หรือมีอะไรน่าสนใจกว่าก็จะจากมนุษย์คนนี้ไป … อธิบายแบบนี้ จินตนาการตามได้หรือเปล่าเอ่ย!

กับฉากจบ ว่าไปนั่นคือครั้งแรกของบาทหลวงในหนัง ที่ปกติเอาแต่จะพูดขอคนอื่น (เหมือนขอทาน) แต่วินาทีนั้นมีคนเสนอให้ด้วยใจโดยไม่ต้องขอ นี่ทำให้เขาเข้าใจคำว่า Charity ในที่สุด, จะเป็นผู้ให้ได้ ต้องเคยเป็นผู้รับ เช่นกันกับจะเป็นผู้รับได้ ต้องเคยเป็นผู้ให้ ถึงจะเข้าใจความหมายของ Charity อย่างถ่องแท้

ถ้าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นโดย Robert Bresson หรือ Ingmar Bergman ผมการันตีได้ว่า อาจได้รับการยกย่องเทียบเคียงกับ The Passion of Joan of Arc (1927) หรือ Diary of a Country Priest (1951) เป็นหนึ่งในหนัง Catholic ยอดยี่ยมที่สุดในโลก, แต่เมื่อหนังสร้างโดย Luis Buñuel ใครกันจะบังอาจกล้าอ้างคำพูดประโยคนี้ เพราะรู้ทั้งรู้ในใจ หมอนี่ไม่เชื่อใน ความดี ความถูกต้อง ว่าไปเขาไม่เชื่อในอะไรเลยนอกจากตัวเอง ทำหนังโดยใช้สันชาติญาณ อะไรที่เลวร้าย ชั่วร้าย คิดขึ้นได้ในจิตใจมนุษย์ มันไม่มีอะไรที่ควรจะปกปิดความชั่วร้ายเหล่านั้นไว้ ทุกอย่างต้องนำเสนอถ่ายทอดออกมา, ถ้า Bresson และ Bergman เปรียบได้กับ พระเจ้าของคนทำหนังศาสนา Buñuel จะคือซาตานผู้บ่อนทำลายคุณธรรมจริยธรรมให้สิ้นซาก

ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นหนัง Buñuel ที่คุณภาพปานกลาง มีความโดดเด่นแค่ความสองแง่สองง่ามของหนัง ที่กับคนไม่เคยดูหนังของ Buñuel หรือไม่รู้จักเขามาก่อน ได้ดูแล้วอาจได้เกิดความเข้าใจผิดต่อใจความสำคัญเป็นแน่ นี่อาจเป็นสิ่งที่หลายคนรู้สึกทึ่งว่า ทำออกมาได้ยังไง แต่ผมกลับรู้สึกผิดหวัง เพราะหนังของ Buñuel มันต้องเลวกว่านี้ ไม่ใช่กึ่งดีกึ่งเลว

แนะนำกับผู้ชื่นชอบหนังแนวศาสนา (มองในแง่ดีของหนังไปเลยก็ได้นะครับ อย่าไปมองว่ามัน blasphemous อย่างเดียว), คนชอบแนวเสียดสี ประชดประชัน การผจญภัยแสวงบุญ และแฟนหนัง Luis Buñuel ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับประเด็นความรุนแรง ล่อแหลมมากมายในหนัง

TAGLINE | “Nazarin เป็นหนังสองแง่สองง่ามของ Luis Buñuel ที่มาตรฐานระดับกลาง ไม่มีอะไรน่าจดจำ”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | WASTE

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Top 10 Andrei Tarkovsky Favorite Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] ← Nazarin (1959) […]