Nightcrawler (2014)

Nightcrawler

Nightcrawler (2014) hollywood : Dan Gilroy ♥♥♥♥

Jake Gyllenhaal ออกท่องรัตติกาลทำงานเป็นแร้งข่าว แสวงหาเหยื่อผู้โชคร้ายเพื่อฉีกกัดกินเนื้อจนอิ่มหนำแล้วจากไป ทิ้งเศษซากกระจัดกระจายเละเทะไปทั่วแบบไม่สนอะไรทั้งนั้น, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

คำเปรียบเทียบภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ตรงสุดคงคือ Chinatown (1974) ผสมกับ Taxi Driver (1976) [และ Drive (2011)] ในกลิ่นอายของ Thriller, Neo-Noir โดยพระเอกมีลักษณะ Anti-Hero กระทำสิ่งผิดนอกเหนือกฎหมาย แต่กลับได้รับการยกย่องสรรเสริญในทัศนคติของโลกเสรีทุนนิยม

ตั้งแต่ฉากแรกของหนัง ผู้ชมจะรับรู้ได้ทันทีว่าเขาคืออาชญากรนอกกฎหมาย การกระทำทุกสิ่งอย่างสะท้อนความไร้จิตสำนึกศีลธรรม อันเป็นผลพวงอิทธิพลจากการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งเครือข่ายไร้พรมแดนนี้มีสิ่งหนึ่งมิได้ชี้แนะนำสั่งสอนไว้ ‘อะไรคือความมีมนุษยธรรม?’

ใครมีโอกาสรับชม Nightcrawler ในโรงภาพยนตร์ดิจิตอลคุณภาพคมกริบ ต้องถือว่าโชคดีมากๆ เพราะ Landscape Shot ยามค่ำคืนบนท้องฟ้า/ท้องถนนของ Los Angeles มีความสวยงามชัด สมจริงระดับ Masterpiece หรือถ้าบ้านใครมีโทรทัศน์จอใหญ่ๆ 40-50 นิ้วขึ้นไป คงเกิดอาการ ‘ฟิน’ อย่างที่สุดเป็นแน่

ถึงผมจะไม่มีโอกาสนั้น แต่แค่เห็นในจอคอมพิวเตอร์เล็กๆ ก็สามารถทำให้ตราตะลึงเกิดความพึงพอใจมากๆ โดยเฉพาะ Opening Credit สร้างสัมผัสบรรยากาศอันน่าพิศวงหลงใหล ใครจะไปคิดว่าในความสวยสดงดงามนี้ กลับแฝงด้วยภยันตรายที่ค่อยๆคืบคลานย่างกรายเข้ามาอย่างช้าๆ

Daniel Christopher Gilroy (เกิดปี 1959) นักเขียน/ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California น้องชายของผู้กำกับ Tony Gilroy และแฝดของนักตัดต่อ John Gilroy, ตัวเขาตั้งแต่เด็กติดพ่อที่เป็นนักเขียนบทละครเวที Frank D. Gilroy เลยมีความสนใจด้านการเขียน จบสาขาวรรณกรรมภาษาอังกฤษที่ Dartmouth College ร่วมเขียนบทหนังเรื่องแรก Freejack (1992) กำกับโดน Geoff Murohy, ผลงานเด่นอาทิ The Fall (2006), Real Steel (2011), ร่วมกับพี่ชายเขียนบท The Bourne Legacy (2012), และกำกับเองเรื่องแรก Nightcrawler (2014)

Gilroy มีแนวคิดเกี่ยวกับโปรเจค Nightcrawler ตั้งแต่ปี 1988 ได้แรงบันดาลใจจาก Photo-Book ชื่อ Naked City ของช่างภาพ Weegee (ชื่อจริง Arthur ‘Usher’ Fellig) รวบรวมภาพถ่ายตอนกลางคืนเมือง New York City เมื่อทศวรรษ 1940s ซึ่งวิธีการของเขาคือออกถ่ายภาพยามค่ำคืน แล้วนำไปเร่ขายตามสำนักพิมพ์/นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น, Gilroy พัฒนา Treatment หนังเรื่องนี้ให้มีสัมผัสของ Chinatown (1974) แต่เมื่อมีภาพยนตร์กึ่งๆชีวประวัติของ Weegee เรื่อง The Public Eye (1992) เลยนำโปรเจคนี้ขึ้นหิ้งไว้ชั่วคราว

สองปีถัดมา Gilroy ย้ายมาทำงานที่ Hollywood, Los Angeles มีโอกาสได้รับรู้พบเจอกับอาชญากรรมท้องถิ่นมากมายที่เกิดขึ้นยามค่ำคืน

“I suddenly became aware of and intrigued by the idea that it must be a powerful force for a TV station, when they realize their ratings go through the roof when they show something with the potential for violence, like a police chase”.

ไม่นานนักรู้จักกับอาชีพ Stringer (นักข่าวชั่วคราว/Part Time) พัฒนาเรื่องราวโดยให้มีลักษณะ Modern-Day ของ Weegee

Gilroy ใช้เวลาหลายปีทีเดียวกว่าจะพัฒนาเรื่องราวให้เป็นรูปเป็นร่าง ตอนแรกคิดว่าพระเอกควรฮีโร่คนดีแบบทั่วๆไป แต่ก็มิอาจสรรสร้างเรื่องราวที่เหมาะสมได้ เลยเปลี่ยนเป็น Anti-Hero รับแรงบันดาลใจจาก The King of Comedy (1983), To Die For (1995), The Talented Mr. Ripley (1999) ฯ

หลังจากพัฒนาบทหนังเสร็จสิ้น ส่งไปให้พี่ชาย Tony Gilroy ตรวจทานตอบกลับว่า ‘absolutely compelling’ และด้วยความสนใจที่จะกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตนเอง จึงได้รับการส่งเสริมผลักดันอย่างที่สุด

เรื่องราวของ Lou Bloom (รับบทโดย Jake Gyllenhaal) ระหว่างการดิ้นรนเอาตัวรอดในค่ำคืนบนท้องถนนของ Los Angeles พบเห็นรู้จักกับอาชีพ Stringers นักข่าว Photojournalist ที่กำลังบันทึกภาพเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนแบบสดๆร้อนๆ สอบถามพบว่านำไปขายยังสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น จึงเกิดความสนใจลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่จนเริ่มจับทางได้ กลายเป็นแร้งข่าวออกท่องรัตติกาล

Jacob Benjamin Gyllenhaal (เกิดปี 1980) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Los Angeles, California ตระกูล Gyllenhaal สืบเชื้อสายราชวงศ์ Kingdom of Sweden แม่ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์/นักเขียนบท Naomi Foner ส่วนพ่อคือผู้กำกับ Stephen Gyllenhaal และมีพี่สาว Maggie Gyllenhaal เป็นนักแสดงเช่นกัน เติบโตในครอบครัวที่ให้อิสระและส่งเสริมความสนใจด้านงานศิลปะ, เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงเด็กในเรื่อง City Slickers (1991) เดินตามหลังพี่สาวเข้าเรียน Columbia University สาขาปรัชญาตะวันออก แต่ไม่ทันจบลาออกมาทุ่มเทให้กับการแสดง เริ่มมีชื่อเสียงจาก Rocket Boys (1999), Donnie Darko (2001), Brokeback Mountain (2005), Prisoners (2013), Nightcrawler (2014), Stronger (2017) ฯ

รับบท Louis ‘Lou’ Bloom ชายหนุ่มผู้มีชีวิตเติบโตในทศวรรษแห่งเทคโนโลยี เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างผ่านอินเตอร์เน็ต กำลังออกค้นหาความสนใจของตนเอง มุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จนได้พบกับอาชีพ Stringers ที่สนองทั้งความต้องการ รสนิยมส่วนตัว ทำให้อะดรีนาลีนเดือดพร่าน กับการแข่งขันที่ไม่ใช่แค่คู่แข่งทางอาชีพ แต่ยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ/รถพยาบาล ถ้าไปถึงเหตุการณ์ก่อนใคร บันทึกภาพกระชากใจผู้ชม จักสามารถเรียกค่าลิขสิทธิ์ราคาสูงๆทำเงินได้มากมายมหาศาล

Bloom เป็นคนที่จมลึก ปลักอยู่ในแนวคิดของโลกทุนนิยม แต่เงินทองไม่ใช่สาระสำคัญในชีวิตเขา ประสิทธิผลลัพท์อันเกิดจากชิ้นงาน ทำให้ลูกค้า/ผู้ชมมีความพึงพอใจสูงสุด นั่นต่างหากคือดัชนีชี้วัดความสำเร็จ

ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนย่อมต้องได้เคยพบเจอ แต่ไม่ใช่กับตัวละครนี้ที่ทุกอย่างต้อง Perfect สมบูรณ์แบบ, ฉากทุบกระจกด้วยความเกรี้ยวกราด น่าจะถือเป็นครั้งแรกของความผิดพลาดในชีวิต แลกมาด้วยแผลเย็บ 14 เข็ม นั่นเจ็บจริงนะเนี่ย!

Gyllenhaal เป็นตัวเลือกแรกของ Gilroy ในการรับบท Lou ซึ่งขณะนั้นกำลังถ่ายทำ Prisoners (2013) อยู่ที่ Atlanta เมื่อพูดคุยอ่านบทจึงเกิดความสนใจโดยทันที

“This character was beautifully written. The dialogue is pretty extraordinary. Just even the style of the script was an amazing read”

เพราะอีกโปรเจคต่อจากนั้นของ Gyllenhaal ล้มเลิกกลางคัน ทำให้มีเวลาเหลือเข้ามาช่วยงานหนังเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ไปๆมาๆได้รับเครดิตเป็นโปรดิวเซอร์ ช่วยเลือกนักแสดง, คัดคลิปของ Stringers ที่จะนำไปใช้จริง, และเมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้กำกับ

“I saw Lou as a coyote, a nocturnal predator who is driven by its never ending hunger.”

ทำให้ Gyllenhaal ตัดสินใจลดน้ำหนักลงกว่า 20-30 ปอนด์ ไม่กินอะไรเลยนอกจากสลัด เคี้ยวหมากฝรั่ง ออกวิ่ง/ปั่นจักรยาน วันละ 8 ชั่วโมงจนผอมแห้ง สร้างภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างติดตาผู้ชมทีเดียว

การเคลื่อนไหวของตัวละคร แทบไม่มีการสูญเสียเวลา/โมเมนตัม แน่วแน่นิ่งราวกับเป็นคนมีสติเต็มเปี่ยมทุกอณูขุมขน แต่นั่นทำให้เขาดูเหมือนหุ่นยนต์ที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ถูกโปรแกรมเขียนสั่งงาน เวลาพูดก็ราวกับอ่านคู่มือแนะนำการใช้ นี่ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไรนะครับ ตรงกันข้ามแสดงถึงความ ‘Perfect’ เข้ากับตัวละครมากๆ จะว่านี่เป็นบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Gyllenhaal เลยก็ว่าได้ (ได้เข้าชิงทุกสถาบันยกเว้น Oscar)

เกร็ด: เห็นว่า Gyllenhaal จดจำบทพูดของตนเองได้ทั้งเรื่อง ว๊าว!

เกร็ด 2: Gyllenhaal ยังขับรถเองทุกฉากอีกด้วย ไม่ต้องใช้สตั๊น เข้าโค้งเหยียบมิด ฉวัดเฉวียนแบบไม่กลัวตาย (เพราะเขาอยู่ในตัวละครตลอดเวลาเข้าฉาก)

Rene Russo (เกิดปี 1954) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน ภรรยาของผู้กำกับ Dan Gilroy เขียนบทนี้ให้โดยเฉพาะ หลายคนคงคุ้นหน้ากับ Frigga แม่ของ Thor (2011), รับบท Nina Romina โปรดิวเซอร์ข่าวเช้าของสถานี KWLA 6 ที่มีเรตติ้งต่ำสุดใน Los Angeles เธอจึงต้องการเรียกกระแสด้วยการนำภาพข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นล่าสุดสดๆร้อนๆ เพื่อให้ผู้ชมทานข้าวเช้าไม่ลง กลายเป็น Talk of the town พูดคุยกันแม้แต่ในที่ทำงาน ก็ไม่รู้สำเร็จหรือเปล่านะ แต่เจ้าตัวมีความพึงพอใจ ไคลน์แม็กซ์ เมื่อเห็นผลงานของ Lou Bloom ต่อไปคงได้เป็นคู่ขากันแน่ๆ

Riz Ahmed (เกิดปี 1982) แรปเปอร์ นักแสดงสัญชาติอังกฤษ ผลงานล่าสุด Bodhi Rook เรื่อง Rogue One (2016), รับบท Rick คนไร้บ้านฐานะยากจน ได้งานเป็นผู้ช่วยของ Lou Bloom ในการออกทำข่าว เพราะความที่เป็นคนฉลาดน้อย ไม่ทันคน จึงถูกกดขี่จากนายจ้าง แต่เมื่อเริ่มเรียนรู้มีประสบการณ์ทำงานจึงเรียกร้องสิทธิ์ของตนเอง แต่กลับไม่รู้จักประมาณตน ผลสุดท้ายจึงถูก…

ถ่ายภาพโดย Robert Elswit ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน ขาประจำของ Paul Thomas Anderson คว้า Oscar: Best Cinematography เรื่อง There Will Be Blood (2007) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Magnolia (1999), Good Night, and Good Luck (2005), Mission: Impossible – Ghost Protocol (2011) ฯ

หนังใช้เวลาเพียง 27 วันเสร็จทันตามกำหนดอย่างเหลือเชื่อ ตระเวนถ่ายทำเหมือนกองโจร (Guerrilla Unit) จากประมาณ 80 สถานที่ยามค่ำคืนใน Los Angeles ส่วนใหญ่จะใช้แสงไฟจากท้องถนน ยกเว้นฉากอุบัติเหตุใหญ่ๆ ถึงมีการจัดแสงเพิ่มความสว่างเข้าไปให้เห็นชัดขึ้น

ความตั้งใจของ Gilroy ต้องการนำเสนอ Los Angeles ออกมาในลักษณะ

“an untamed spirit, a wildness, a timelessness, landscape of primal struggle and survival”.

เน้นใช้เลนส์ Wide เพื่อเพิ่มความกว้างและลึก ให้สัมผัสเหมือนผืนป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยอันตราย สัตว์ร้ายออกเพ่นพ่าน พวกมันต่างต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาทางมีชีวิตรอด

ถือเป็นผลพลอยได้จากเทคโนโลยีกล้องดิจิตอลที่ได้พัฒนาไปมาก สามารถถ่ายภาพแสงน้อยตอนกลางคืนได้มีความคมชัด เก็บรายละเอียดได้สมจริงกว่ากล้องฟีล์มแต่ก่อนมาก ซึ่งการที่ฉากส่วนใหญ่ของหนังเต็มไปด้วยความมืดมิด สะท้อนความชั่วร้ายภายในของตัวละคร Lou Bloom ออกมา

สำหรับฟุตเทจข่าวที่นำมาใช้ ส่วนใหญ่เป็นผลงานลิขสิทธิ์จาก Stringer ตัวจริง The Raishbrook Brothers ซึ่งยังให้การช่วยเหลือที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้กับหนังอีกด้วย (Technical Advisers), ล่าสุดพวกเขาทำซีรีย์ฉาย Netflix เรื่อง Shot in the Dark (2017)

ผมหาเครดิตของภาพนี้ไม่ได้ น่าจะเป็น Street Graffiti แต่นัยยะสะท้อนตัวละครของ Gyllenhaal คือผู้ชายที่จับขา ส่วน Russo คือหญิงสาวที่บินถลา เปิดการแสดงโชว์ในโลกแห่งสวนสนุก

ภาพวาด Portrait ของ Felipe Espinosa (1836 – 1863) ฆาตกรชื่อดังสัญชาติ Mexican-American ช่วงฤดูร้อนปี 1863 ฆ่า 32 คนใน Colorado Territory ได้รับการกล่าวขวัญว่าคือ Serial Killer ของประเทศอเมริกา

นัยยะของภาพนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของตัวละครอย่างยิ่งเลย แม้ Lou Bloom จะไม่เคยฆ่าใครด้วยมือ แต่ถือว่าการกระทำของเขาไร้มนุษยธรรมเฉกเช่นเดียวกับชายคนนี้

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่อง The Court Jester (1955) กำกับโดย Melvin Frank, Norman Panama นำแสดงโดย Danny Kaye

ฉากที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุดในหนัง เป็นการปรับโฟกัสขณะที่ตัวละครของ Gyllenhaal นั่งอยู่บนแท่นผู้ประกาศข่าว ตอนแรกภาพฝั่งซ้ายด้านไกลจะคมชัด แต่เมื่อตัวละครนั่งลงมองกล้อง มีการปรับโฟกัสให้ภาพบนจอด้านขวาคมชัดแทน, นัยยะของฉากนี้คือการแปรสภาพจากชีวิตจริง กลายมาเป็นภาพในจอโทรทัศน์ (นี่เป็นช่วงที่ตัวละครตัดสินใจปักหลักยึดทำอาชีพนี้แล้ว)

ถ้าเป็นหนังสมัยก่อน ฉากลักษณะนี้คงใช้เทคนิค Deep-Focus ด้วย Split-Focus Diopter แต่กล้องถ่ายภาพสมัยนี้ล้ำหน้ากว่ามาก สามารถปรับ Auto-Focus ได้เอง จนนี่กลายเป็นเทคนิคคลาสสิกแห่งยุคไปแล้ว

ตัดต่อโดยแฝดของผู้กำกับ John Gilroy นอกจากผลงานร่วมกับพี่น้องของตนเองแล้ว ที่ดังๆอาทิ Pacific Rim (2013), Suicide Squad (2016) ฯ

Opening Credit ทำเป็น Slice show ประมวลภาพทิวทัศน์เมือง Los Angeles จากระยะไกลๆ เห็นภูเขา พระจันทร์ ท้องฟ้า ลงมาถนนหนทาง สวนสนุก รูปภาพ ก่อนลงเอยที่พระเอกกำลังตัดรั้วลวดหนามนำไปขาย, ซึ่งระหว่างเรื่องก็จะมีหลายครั้งที่แทรกใส่ภาพทิวทัศน์ลักษณะนี้เพิ่มเติมเข้าไป เพื่อให้ผู้ชมยังคงได้รับสัมผัสมุมกว้างของเมืองแห่งนี้อยู่

ไดเรคชั่นของหนัง หลายครั้งเป็น 1 ฉากต่อ 1 ช็อต เลือกมุมกล้องเดียวที่เห็นครอบคลุมทุกสิ่งอย่าง และเนื่องจากเป็นแนว Film Noir/Neo-Noir พระเอก Lou Bloom จะปรากฎตัวอยู่ทุกฉาก เล่าเรื่องในสายตาของเขาทั้งหมด

เพลงประกอบโดย James Newton Howard นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน ที่ขึ้นชื่อเรื่องเล่นของใหญ่ อาทิ The Sixth Sense (1999), King Kong (2005), Batman Begins (2005), Blood Diamond (2006), I Am Legend (2007), The Dark Knight (2008), The Hunger Games Series (2012-2015) ฯ กระนั้น Newton Howard ยังไม่เคยได้ Oscar จากการเข้าชิง 8 ครั้ง

สำหรับหนังเรื่องนี้ เลือกใช้เครื่องดนตรีสังเคราะห์เสียง Synthesis ผสมกับวงออเครสต้า เพื่อสะท้อนความรู้สึกของ Lou Bloom ออกมาสู่บทเพลง (เข้าสัมผัสของ Film Noir) ราวกับผู้ชมได้เข้าไปอยู่ในห้วงอารมณ์ของตัวละครจริงๆ

เสียงของเครื่อง Synthesis ให้สัมผัสที่ล่องลอยเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย บทเพลง Driving at Night ให้สัมผัสคล้ายกับ Taxi Driver (1976) บางครั้งเหมือนไร้จุดหมาย แต่แค่เขากำลังรอคอยอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้น เพื่อชีวิตจะได้กลับมามีเป้าหมายอีกครั้ง

‘เหยี่ยวข่าว’ แปลว่านักข่าว, คนที่หาข่าวได้รวดเร็วเป็นพิเศษ แต่การจะเปรียบเทียบกับตัวละคร Lou Bloom ผมขอเรียกว่า ‘แร้งข่าว’ น่าจะตรงกว่า เพราะพฤติกรรมของสัตว์ตัวนี้ มันชอบจิกกัดกินเศษซากสัตว์ตาย รุมทึ้งจนอิ่มหนำ แล้วบินสะบัดจากไปอย่างไร้มารยาท

เรื่องราวของ Lou Bloom สามารถมองได้ว่าเป็นทัศนคติของ American Dream ในรูปแบบร่วมสมัย ตัวละครมีความเพ้อฝัน เชื่อมั่นในทุนนิยม โหยกระหายความสำเร็จ กระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อมุ่งหวังที่ผลสัมฤทธิ์ อะไรจะเกิดขึ้นระหว่างทางช่างหัวมัน จริยธรรมเป็นกฎกรอบที่ค่อยไปถูกกำหนดว่ากันภายหลัง

หนังยังสะท้อนดาบสองคมของโลกอินเตอร์เน็ต สร้างประโยชน์ให้เราสามารถเรียนรู้จัก กระทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตนเอง แต่ขณะเดียวกันบางสิ่งอย่างในความเป็นมนุษย์ก็จักขาดหายไป เพราะมันไม่มีที่ไหนจดบันทึกไว้ จริยธรรมคืออะไร? มโนธรรมวัดกันตรงไหน? เหล่านี้เป็นนามธรรมที่ใช้ความรู้สึกตัดสิน สืบทอดจากประสบการณ์ ปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่น ต่อให้มีคำอธิบายยาวเหยียดเป็นร้อยๆหน้าก็อ่านไม่รู้เรื่อง

ถึงโดยส่วนตัวจะเห็นด้วยว่า การนำเสนอภาพรุนแรงจะทำให้ผู้คนเกิดจิตสำนึก ตระหนักกลัวในภยันตรายที่เกิดขึ้นในสังคม แต่การได้มาของภาพข่าวเป็นอะไรที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง เพราะมันคือการละเมิด … บลา บลา บลา … เอาว่ามันผิดกฎหมายแน่ๆ แต่สำหรับนักข่าวทั้งหลายต่างเรียกว่าสิ่งนั้นว่า ‘เสรีภาพสื่อ’ มันใช่จริงๆนะเหรอ?

เมืองไทยเรามีประเด็นหนึ่งที่น่าจะยังคงโต้เถียงกันอย่างเผ็ดมัน สื่อสมควรถูกควบคุมหรือไม่? เพราะสามัญสำนึกของคนเรามีไม่เท่ากัน การจะตัดสินสิ่งควรไม่ควรนำเสนอในปัจจุบันถือว่าไร้บรรทัดฐานอย่างสิ้นเชิง ความเห็นส่วนตัวต่อประเด็นนี้คือ ‘สมควร’ ที่จะมีอะไรสักอย่างมารองรับเป็นกฎกรอบทางจริยธรรม นี่ไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพหรือควบคุม แต่คือเพิ่มตอบโต้กับความไร้สามัญสำนึกของแร้งข่าวบางตัว, กระนั้นปัญหาของระเบียบตัวนี้ เพราะความหวาดกลัวของสื่อที่จะถูกสอดส่องควบคุมบงการ จากกลุ่มผู้มีอิทธิพลอำนาจเหนือกว่า ซึ่งนี่เป็นสิ่งลิดรอดสิทธิเสรีภาพของสื่อจริงๆ … ฮืม ก็ไม่ใช่รู้จะเชียร์ฝั่งดี คือมันจำเป็นต้องมี แต่ถ้าเนื้อหามันเxยๆก็อย่าเพิ่งรีบเลยดีกว่า

ผู้กำกับ Gilroy คงใช้เวลาอย่างยิ่งในการสอดแทรกอะไรหลายๆอย่างเข้าไปในหนังเรื่องนี้ จนทำให้มีความลึกล้ำคมคายที่ต่อให้หวนกลับมารับชมไม่ว่าจะทศวรรษไหนต่อจากนี้ (หรือตราบใดที่ยังมีวงการโทรทัศน์อยู่) จักมีความคลาสสิกเหนือกาลเวลา และการแสดงของ Gyllenhaal จักกลายเป็นสัญลักษณ์ด้านมืดของโลกยุคเทคโนโลยีสื่อสารและทุนนิยม ผลพวงจากการเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างด้วยตนเอง หมดสิ้นซึ่งจิตสำนึกมโนธรรมของมวลมนุษย์

ด้วยทุนสร้าง $8.5 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ในอเมริกา $32.3 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $50.3 ล้านเหรียญ ถือว่ากำไรพอสมควร, แม้เสียงตอบรับจะดีล้นหลาม แต่กลับได้เข้าชิง Oscar แค่สาขาเดียวเท่านั้นคือ Best Original Screenplay ขณะที่ Gyllenhaal ถูก SNUB มองข้ามอีกครั้ง

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ หลงใหลในหลายๆแนวคิดที่หนังนำเสนอมา ส่วนผสมของ Anti-Hero, Film Noir, โลกทุนนิยม ฯ ประมวลมาเป็นการแสดงอันสุดยอดเยี่ยมของ Jake Gyllenhaal สมจริงไร้ที่ติ

นี่เป็นหนังที่น่ามีภาคต่อมากๆ เพราะตอนจบค้างปลายเปิดทิ้งไว้ อะไรๆก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้เท่าไหร่ เพราะความสลับซับซ้อนหลายชั้นของเรื่องราวได้รับการขมวดปมหมดแล้ว ถ้ามีภาคต่อมันต้องเป็นอะไรที่เหนือล้ำกว่าแค่การวิพากย์เสียดสีสังคม … มันคืออะไรละ?

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เมื่อคุณเห็นการกระทำของตัวละคร พยายามให้เกิดสองคำถามนี้ขึ้นในใจ
– อะไรคือจรรยาบรรณ/สามัญสำนึก?
– ระหว่างผลลัพท์กับวิธีการ อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต/การทำงาน?

แนะนำกับคอหนัง Thriller, Neo-Noir, นักเรียน/นักข่าวที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชน ศึกษาเรียนรู้ค้นหากระบวนการคิดที่ผิดของตัวละคร, ตากล้อง ชื่นชอบการถ่ายภาพ, แฟนๆนักแสดง Jake Gyllenhaal ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง บ้าคลั่ง ผิดต่อหลักสามัญสำนึกของมนุษย์

TAGLINE | “Nightcrawler บันทึกภาพอันตราตรึงของ Jake Gyllenhaal กลายเป็นแร้งแห่งรัตติกาล ฉีกกัดกินเศษซากเนื้อจนอิ่มหนำแล้วจากไป”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of