Nights of Cabiria (1957)

Night of Cabiria

Nights of Cabiria (1957) : Italian – Federico Fellini

ตามสถิติ Oscar แล้ว ไม่เคยมีหนัง 2 เรื่องของผู้กำกับคนเดียวกันที่ได้ Best Picture 2 ปีติด แต่สาขา Best Foreign Language Film มีผู้กำกับคนหนึ่งที่ได้รางวัลนี้ 2 ปีติดกัน นั่นคือ Federico Fellini ได้กับ La Strada (1956) และ Nights of Cabiria (1957) ทั้งสองเรื่องยังนำแสดงโดย Giulietta Masina (ภรรยาของ Fellini) ซึ่งเธอเพิ่งได้รางวัล Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Cannes กับ Nights of Cabiria ในปีนั้นด้วย

จริงๆแล้ว Nights of Cabiria ไม่ได้เป็นหนังเรื่องถัดจาก La Strada ของ Fellini นะครับ รางวัล Oscar จะนับจากปีที่เข้าฉายในอเมริกาเท่านั้น La Strada สร้างตั้งแต่ปี 1954 แต่ได้ฉายในอเมริกาปี 1956

ผมได้มีโอกาสดูหนังของ Fellini มาหลายเรื่อง จึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์หรือโครงสร้างหนังที่คล้ายๆกัน ผมดู La Dolce Vita (1960) ก่อนที่จะดู Nights of Cabiria เลยเกิดความสับสนเล็กน้อย เพราะโครงสร้างของทั้งสองเรื่องนี่เหมือนกันมาก แต่ต้องถือว่า Nights of Cabiria เป็นต้นแบบของ La Dolce Vita (เพราะ Nights of Cabiria สร้างก่อน) โครงสร้างที่ว่านี้คือการที่ตัวละครได้ไปพบเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ โดยเราสามารถแบ่งเรื่องราวออกเป็นตอนๆได้ชัดเจน มีเปิดเรื่องและปิดเรื่องที่สมมาตรกัน ใน Amarcord ก็มีโครงสร้างคล้ายๆกันนี้ แต่จะไม่ชัดเท่า La Dolce Vita หนังทั้ง 3 เรื่องถือเป็นการ recycle เทคนิคการเล่าเรื่อง แค่เปลี่ยนตัวละคร เรื่องราว สถานที่ดำเนินเรื่อง แต่สัมผัส บรรยากาศ ความรู้สึกยังคงเดิม

ก่อนที่จะทำ Nights of Cabiria เห็นว่า Fellini กำกับ Il bidone (1955) หลังจาก La Strada (1954) สไตล์ที่เรียกว่า Felliniesque เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ตอน La Strada ถือว่าเป็นการลองผิดลองถูก Il bidone มีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น มาถึง Nights of Cabiria ถือว่า Fellini มีประสบการณ์พอสมควรแล้ว เราจึงเห็นสไตล์ที่โดดเด่น ตัวละครมีการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะราวกับพวกเขากำลังเต้นอยู่ วิธีที่ Fellini ใช้ก็คือ ขณะเข้าฉากจะมีเพลงเปิดบรรเลง ให้นักแสดงเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเสียงเพลงนั้น แล้วเสียงพากย์ละ? แบบนี้จะบันทึกเสียงพูดนักแสดงยังไง ตอนถ่าย Fellini ก็บันทึกเสียงนักแสดงไว้นะครับ แต่เอาไว้เป็นแค่ reference เท่านั้น ที่ใช้จริงคือทำการพากย์ทับใหม่หมด เราจึงเห็นหลายครั้งปากไม่ตรงกับเสียง บางครั้งเสียงก็ลอยๆออกมาทั้งที่ตัวละครไม่ได้พูด

ชื่อ Cabiria ยืมมาจากชื่อหนังอิตาลีในตำนานเรื่อง Cabiria (1914) [หนังเรื่องแรกที่ได้ฉายในทำเนียบขาว] ส่วนคาแรคเตอร์ของ Cabiria ก็มาจากการแสดงของ Giulietta Masina ในหนังเรื่อง The White Sheik (1952) [หนังเรื่องที่สองที่ Fellini กำกับ] เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตยามค่ำคืนของโสเภณีคนหนึ่ง (แสดงโดย Masina) ที่เธอได้พบเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย ผมไม่ได้นับนะครับว่ากี่เรื่อง แต่คิดว่าจำนวนคงพอๆกับ La Dolce Vita ที่ 7-8 เรื่อง เห็นว่าตอนถ่าย Il Bidone ทำให้ Fellini ได้มีโอกาสรู้จักโสเภณีจริงๆที่มาแสดงในหนัง จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจคงมาจากตอนนั้นแหละ และเรื่องราวบางส่วนก็ถูกใส่เข้ามาประกอบในหนังด้วย

การจะหาทุนทำหนังไม่ง่ายเลย จะมีผู้สร้างคนไหนจะกล้าออกทุนสร้างหนังที่มีโสเภณีเป็นตัวเอก ก็ไปได้ Dino de Laurentiis ที่เพิ่งได้ร่วมงานกับ Fellini ตอน La Strada ปู่แกเป็นโปรดิวเซอร์ที่ดังมากๆคนหนึ่งที่เราควรรู้จักนะครับ เขาไม่ได้เป็นโปรดิวเซอร์แค่ในอิตาลีเท่านั้น ใน hollywood เขาก็เคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้หนังดังๆอย่าง King Kong remake (1976), Flash Gordon (1980), ที่ดังสุดก็คือแฟนไชร์ Hannibal Lecter เริ่มจาก Manhunter (1986), Hannibal (2001), Red Dragon (2002) ปู่แกเพิ่งเสียไปเมื่อปี 2010 นี่เอง รวมอายุ 91 ปี

ไม่มีนักแสดงคนไหนที่อยากรับบทเป็นโสเภณี จึงเป็นหน้าที่ของศรีภรรยา Giulietta Masina เธอไม่เกี่ยงอยู่แล้วถ้าเป็นหนังที่สามีกำกับ คนที่ดู La Strada มาแล้ว เชื่อว่าคงจะมีภาพ Gelsomina ของเธอที่ติดตา ใน Nights of Cabiria เรายังคงเห็นภาพนั้นอยู่ แต่การแสดงของเธอกลับยกระดับสูงขึ้นไปได้อีก สิ่งที่เหมือนกันของ Cabiria กับ Gelsomina คือภายในจิตใจของทั้งคู่ เหมือนกับหญิงสาวบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่การแสดงออกต่างกัน Cabiria เธอพยายามทำตัวเป็นหญิงแกร่ง ด้วยคำพูด สีหน้า ท่าทาง ที่ต้องเริด เชิด หยิ่ง ไม่เช่นนั้นจะอยู่ในสังคมแบบนั้นไม่ได้ หลายคนคงเชื่อว่า หญิงที่เป็นโสเภณีคงไม่มีความสุขอะไร แต่กับ Cabiria เธอไม่สนใจคำพูดของใครทั้งนั้น เธอมีบ้าน มีเงิน มีเสื้อผ้าสวยๆ มีบัญชีธนาคาร นั่นถือเป็นความสุขแล้ว แต่มีอีกสิ่งที่เธอต้องการมากๆคือความรัก เป็นไปได้หรือเปล่าที่เธอจะเจอคนรักที่รับได้ว่าเธอเป็นโสเภณี

คิ้วของ Cabiria เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากๆ บางครั้งก็จะโค้งๆ บางครั้งก็เป็นเส้นตรง หนาบ้าง บางบ้าง ตอนที่เธอมีความสุข คิ้วของเธอจะดูนุ่มนวลและหางคิ้วจะโค้งลง แต่ขณะที่เธอรู้สึกชีวิตสับสน วุ่นวาย คิ้วจะหนาและเป็นเส้นตรง นี่เป็นความจงใจที่ชัดเจนมากๆ ลองไปเช็คดูนะครับว่าเห็นตรงกันหรือเปล่า

ถ่ายภาพโดย Aldo Tonti และ Otello Martelli คนหลังคือขาประจำของ Fellini นะครับ เรื่องราวส่วนใหญ่ในหนังจะเป็นฉากตอนกลางคืน ทำให้เราเห็นสภาพบรรยากาศรอบๆกรุงโรมสมัยนั้น เห็นว่ากองถ่ายหนังเรื่องนี้ต้องทำตัวเหมือนกองโจร นักแสดงและทีมงานถือไฟฉายเดินหาสถานที่ถ่ายทำ มีที่หนึ่งที่ต้องไปถ่ายกันนอกกรุงโรม บริเวณรอบๆต้องปิดไฟทั้งหมด เพื่อไม่ให้เห็นแสงอื่นเลย เป็นการถ่ายทำที่ลำบากไม่น้อย มีอีกฉากหนึ่งที่ยากไม่แพ้กัน คือการถ่ายฝูงชนที่เบียดเสียดกันอย่างแออัดเพื่อขึ้นไปขอพรแม่พระในโบสถ์ ฉากนี้ผมเห็นแล้วทรมานแทนนักแสดง ไม่รู้ว่าใช้ตัวประกอบเข้าฉากมากแค่ไหน การจะคุมฝูงชนปริมาณขนาดนั้นไม่ง่ายเลย ตากล้องก็ต้องแทรกตัวไปกับนักแสดงด้วย และยิ่งอากาศร้อนๆ คงมีคนเป็นลมไม่น้อยทีเดียว

ตัดต่อโดย Leo Cattozzo นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่มีการใช้เครื่อง Film splicer หรือที่เรียกว่า film joiner เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การตัดและต่อฟีล์มได้สะดวกขึ้น สมัยก่อนจะใช้การตัดและต่อฟีล์มใช้มือคนล้วนๆ ไม่มีเครื่องทุนแรง แต่เจ้า Film Splicer เป็นเครื่องทุ่นแรงที่ใช้ต่อฟีล์ม มีหลายกรรมวิธีในการต่อ เช่น ใช้สารเคมี, ใช้ความร้อน, ใช้เทป ฯ ผมก็ไม่รู้ทำยังไงนะครับ คนที่คิดสร้างเครื่องนี้ขึ้นมาก็ Leo Catozzo นี่แหละ ภายหลังเจ้าเครื่อง Film splicer ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “CIR-Catozzo”, “Pressa Catozzo” และชื่อสุดท้ายคือ “Catozzo”เพื่อให้เกียรติกับผู้สร้าง

การตัดต่อใน Nights of Cabiria หนังใช้มุมมองของ Cabiria ในการเล่าเรื่องทั้งหมด ทำให้เราสัมผัสและรู้สึกอารมณ์ของเธอได้แบบเต็มอิ่ม นี่ทำให้ impact ในตอนจบเราสามารถเข้าใจความรู้สึกของ Cabiria ได้ทันที ใน La Strada มี Anthony Quinn ที่ช่วยแบ่งเบาภาระจาก Masina ไปบ้าง แต่ Nights of Cabiria ตัวละครอื่นคือตัวประกอบ ที่มาแปปเดียวก็จากไป การตัดต่อที่สุดยอดของ Cattozzo  ทำให้เรารู้สึกแบบนี้นะครับ

เพลงประกอบโดย Nino Rota ที่ยังคงยอดเยี่ยม mumbo สไตล์ jazz ฟังแล้วเพลิดเพลิน อยากขยับเท้าเต้นตาม เพลงประกอบของหนังเรื่องนี้มีใจความหลักคือ ความหวัง บางเพลงฟังแล้วอาจจะรู้สึกเศร้าๆ แต่จะไม่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เพลงในฉากจบ ด้วยเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ทุกคนคงคิดว่าหมดหวังแล้วสำหรับ Cabiria แต่พอเพลงนี้ดังขึ้น มันทำให้เรารู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นโลกยังหมุนต่อ เหมือนชีวิตถ้ายังไม่ตายก็ยังต้องก้าวเดินต่อไป

ในบรรดาเพลงประกอบ Nino Rota ของ Fellini ผมชอบ 8 1/2 > Amacord == Nights of Cabiria > La Strada > La Dolce Vita นะครับ

ชีวิตยามค่ำคืนเราจะได้พบเจอกับอะไรบ้าง คนดังที่มีเงินมากมายไม่รู้จะเอาไปทำอะไร, คนจนที่ไม่มีเงินแม้แต่จะเช่าห้องอยู่, โสเภณี, คนเร่ร่อน, ขอทาน, ผับ-บาร์ ฯ ผมคิดว่ากับคนที่เคยใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ค้างคาวมา เห็นบรรยากาศเหล่านี้คงรู้สึกคุ้นเคย ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีชีวิตแบบนั้น ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็คงเป็นคล้ายๆกัน มองย้อนกลับไป เวลานั้นเราอาจมีความสุข สนุกก็จริง แต่มันไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ตลอดเวลา ผมเปรียบสิ่งที่เกิดขึ้นในกลางคืนเหมือนกับมุมมืดที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์ สุรา นารี เงินทอง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะพบสิ่งดีๆที่อยู่ในนั้น (คนที่คิดว่าตัวเองได้พบสิ่งดีๆในการใช้ชีวิตกลางคืน นั่นแสดงว่าคุณกำลังมองเห็นสิ่งผิดๆอยู่) บางคนใช้ความมืดเพื่อหลบซ่อน/หลบหนีจากอะไรบางอย่าง โลกเรามันก็แปลก คนที่อยู่ในที่สว่างมักจะแสวงหาความมืด ส่วนคนที่อยู่ในมุมมืดแท้ๆ กลับพยายามมองหาแสงสว่าง

Cabiria คือตัวละครที่อยู่ในโลกแห่งความมืด เธอเป็นโสเภณี ทำงานตอนกลางคืน เธอไม่ได้หลบซ่อน/หลบหนีจากอะไร หนังไม่บอกเหตุผลเราว่าทำไมเธอถึงทำงานนี้ กระนั้นในโลกที่เธออยู่ เธอก็มองหาแต่สิ่งดีๆ มองหาแสงสว่าง คงเพราะเธอรู้ว่าในโลกแห่งความมืด โอกาสที่จะได้พบกับสิ่งดีๆมีไม่มากแน่นอน เหมือนการได้เจอกับดาราดังต้องถือบังเอิญสุดๆ ความคาดหวังที่จะได้เจอแสงสว่าง ในฉากโบสถ์ (กลางวัน) มีผู้คนมากมายต้องการที่พึ่งทางใจ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมืดมนแค่ไหน แสงสว่างเพียงเล็กน้อยก็สร้างความหวังให้กับพวกเขาได้ ในความมืด ครึ่งหนึ่งที่เคยเป็นดาวเด่น แต่เวลาผ่านไป ไม่มีใครเป็นดาวเด่นค้างฟ้า หญิงสาวที่เคยมีชื่อเสียง ปัจจุบันนอนอยู่ในหลุม ไม่มีเงินเช่าบ้าน ไม่มีข้าวกิน ไม่มีเสื้อผ้าใส ถึงจะเป็นคนในโลกแห่งความมืด แต่ Cabiria ก็มีแสงสว่างในใจ ที่ทำให้เธอรู้สึกตัวเองมีค่า พอใจในสิ่งที่มี เว้นเสียแต่…

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในหนังเรื่องนี้ “มันจะมีชายคนไหนที่พยายามจะฆ่าหญิงที่เขารักเพื่อเงิน 40,000 lira” เพื่อนบ้านตอบ “แค่ 5000 lira ก็ทำแล้ว” (who would try to drown her for 40,000 lira. They’d do it for 5,000.) น่าสงสาร Cabiria การที่เธอว่ายน้ำไม่เป็น มันเหมือนว่า เธอต้องตะเกียกตะกายเพื่อเอาตัวรอดจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก สำหรับ Cabiria เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ฉากตอนเธอถูกสะกดจิต เป็นการนำเอาสิ่งที่อยู่ในใจลึกที่สุดของเธอออกมา มันคือความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ราวกับเด็กน้อยที่อ่อนต่อโลก เชื่อในทุกสิ่งทุกอย่าง ชายคนหนึ่งภายนอกดูดีมีชาติตระกูล เขาทำทุกอย่างโดยไม่หวังผลอะไร และได้ขอเธอแต่งงาน หญิงสาวหลงเชื่อในความตั้งใจ ขณะกำลังไป honeymoon เธอสารภาพและบอกกับเขาว่ามีเงินก้อนหนึ่งที่เก็บไว้ จะเอามาใช้ชีวิตด้วยกัน ชายคนนั้นเลือดขึ้นหน้า สุดท้ายเขาเลือกเงินมากกว่าความรัก … ผมรู้สึกชายคนนี้แม้งโง่บัดซบเลย สนใจแต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้า แต่ไม่มองอนาคตไกลๆ ผู้หญิงเขาทำให้เราถึงขนาดนี้ แต่ดันไปทรยศเธอซะงั้น … ทำไมโลกมันช่างโหดร้ายขนาดนี้ เชื่อว่าใครๆก็คงเห็นใจ Cabiria (อาจจะมีคนสมน้ำหน้าเธอ แต่ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้ แสดงว่าคุณแม้งเลวกว่าผู้ชายที่หลอกเอาเงินเธออีก) ใจผมรู้สึกอ่อนล้ามากๆ นึกว่าจะจบแบบเศร้าๆเสียแล้ว ยังมีต่ออีกนิด ฉากจบจริงๆ นั่นมัน … ทำให้ข้างในผมยิ้มออกมาด้วยความหวัง แบบที่ Cabiria ยิ้มด้วยคราบน้ำตา เปะๆเลยครับ

คำถามที่ว่า “ถ้าแฟนบอกคุณว่าฉันเคยเป็นโสเภณี คุณจะยังรักเธอหรือเปล่า?” น้อยคนคงเคยถามตัวเองแบบนี้ นี่เป็นคำถามต้องห้ามของใครหลายคน สำหรับผมที่เคยใช้ชีวิตกลางคืนมา นี่เป็นคำถามที่ผมมักจะได้ยินอยู่เรื่อยๆ และถามกับตัวเองบ่อยครั้ง คำตอบของคำถามนี้ มีความลึกซึ้งมากๆ และแสดงถึงธาตุแท้ของคนๆนั้นออกมา ไม่มีผู้หญิงปกติคนไหนจะกล้าสารภาพแบบนี้ เช่นกับกับไม่มีผู้ชายปกติคนไหนที่จะยอมรับคำสารภาพแบบนี้ได้ มีแค่ผู้หญิงที่รักเรามากที่สุดเท่านั้น ถึงจะกล้าพูดสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เธอเคยทำมา และผู้ชายจะมีก็แต่คนที่รักและเข้าใจเธอสุดๆเท่านั้นที่จะให้อภัยความผิดนี้ได้ ตอบแบบเอาจริงๆๆ นะครับ ตอบในใจเอง ว่าคุณเป็นคนแบบไหน?

ว่ากันว่าตัวละคร Cabiria เป็นตัวละครที่ Fellini รักและเป็นห่วงมากที่สุด ทำไมนะเหรอครับ (ย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าที่แล้วนะครับ) เมื่อปี 1993 ตอนที่ Fellini ได้รับ Honorary Award จาก Oscar เขามองลงมาจากโพเดียม Masina นั่งอยู่แถวหน้า เขาบอกเธอว่าอย่าร้องไห้ แล้วกล้องก็ตัดไปที่หน้าเธอที่กำลังยิ้มด้วยน้ำตา ภาพนั้นคือ Cabiria ในฉากสุดท้ายนี่เอง

นี่เป็นหนังที่สวยงามมากๆเรื่องหนึ่งของ Fellini นะครับ แต่มักจะเป็นเรื่องที่ถูกมองข้าม รัศมีของหนังเรื่องนี้ถูกกลบด้วย 8 1/2, La Dolce Vita และ La Strada ในคอเลคชั่นของ Fellini ถ้าใครพลาด Nights of Carbiria ไปละก็ ถือว่าน่าเสียดายมากๆ ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับผู้ใหญ่ทุกคนเลย คุณอาจจะมีแนวคิดที่เปลี่ยนไปต่อคนที่มีชีวิตยามค่ำคืน แต่จัดเรต 15+ สำหรับเรื่องราวที่มีความล่อแหลมไม่น้อย

คำโปรย : “Nights of Cabiria ถึงโลกมันจะไม่ได้สวยงาม แต่ก็ไม่ได้มืดมนอย่างที่ใครๆคิด อีกหนึ่ง masterpiece โดย Federic Fellini นำแสดงโดย Giulietta Masina”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบFAVORI

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of