Ninotchka (1939)

Ninotchka

Ninotchka (1939) hollywood : Ernst Lubitsch ♥♥♥♥

วินาทีที่ตัวละครของ Greta Garbo หลุดหัวเราะออกมาครั้งแรก มันช่างเป็นภาพประวัติศาสตร์ของเจ้าหญิงน้ำแข็ง หลอมละลายจิตใจผู้ชม และด้วยสัมผัสของ Lubitsch แช่แข็งความทรงจำนั้นไว้ชั่วนิรันดร์

Garbo Laughs! หนึ่งในคำโปรยของหนังที่ทำให้แฟนๆ Greta Garbo สมัยนั้น ใคร่อยากรับรู้เห็น เพราะโดยปกติเธอไม่ค่อยหลุดหัวเราะในภาพยนตร์จนกระทั่งผลงานก่อนหน้า Camille (1936) ผู้สร้างเลยเล็งเห็นเป็นจุดขาย ร้องขอให้เธอแสดง Comedy เต็มตัวเป็นครั้งแรก

แซว: นี่เป็นคำโปรยที่ล้อกับ Garbo Talk! เมื่อเธอแสดงหนังพูดเรื่องแรก Anna Christie (1930)

ความโดดเด่นของ Ninotchka คงต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับ Ernst Lubitsch ครั้งแรกของวงการภาพยนตร์ Hollywood ทำการเสียดสีล้อเลียนการเมือง โดยเลือกสหภาพโซเวียต ระบอบคอมมิวนิสต์ ภายใต้การปกครองของ Joseph Stalin (ก่อนหน้า Charlie Chaplin จะติดตามมาด้วย The Great Dictator และ Lubitsch สร้าง To Be or Not to Be ที่ต่างทำการเสียดสีล้อเลียน Nazi, Germany)


จุดเริ่มต้นของ Ninotchka เกิดจากความครุ่นคิดของ Melchior Lengyel ชื่อจริง Lebovics Menyhért (1880 – 1974) นักเขียนแนวเสียดสีล้อเลียน สัญชาติ Hungarian ก่อนหน้านี้มีผลงานละครเวที นวนิยายดังๆหลายเรื่อง จนกระทั่งอพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1937 มีอีกผลงานเด่นๆคือ To Be or Not to Be (1942)

สตูดิโอ M-G-M เมื่อตกลงลิขสิทธิ์กับ Lengyel มอบหมายให้ Gottfried Reinhardt และ S.N. Behrman พัฒนาบทภาพยนตร์ โดยขอให้ลดประเด็นความขัดแย้งระหว่าง ระบอบทุนนิยม vs. คอมมิวนิสต์ ลงกว่าเดิมพอสมควร และติดต่อได้ผู้กำกับคือ Ernst Lubitsch

Ernst Lubitsch (1892 – 1947) ผู้กำกับสัญชาติ German เกิดที่ Berlin, German Empire เชื้อสาย Ashkenazi Jewish พ่อเป็นช่างตัดเสื้อ (Tailor) ได้รับการคาดหวังให้สานต่องาน แต่ทอดทิ้งครอบครัวแล้วเข้าสู่วงการละครเวที เป็นสมาชิกของ Deutsches Theater เริ่มจากเป็นนักแสดง ไม่นานผันตัวไปทำงานเบื้องหลัง กำกับภาพยนตร์ยุคหนังเงียบอยู่หลายเรื่องจนได้เดินทางสู่ Hollywood โดยคำชักชวนของ Mary Pickford และสามารถเอาตัวรอดในยุคเปลี่ยนผ่านสู่หนังพูดได้ไม่ยากนัก, ผลงานเด่นๆ อาทิ Rosita (1923) [แจ้งเกิดที่ Hollywood], The Patriot (1928), The Love Parade (1929), Trouble in Paradise (1932), Ninotchka (1939), The Shop Around the Corner (1940), To Be or Not to Be (1942), Heaven Can Wait (1943) ฯ เข้าชิง Oscar สามครั้งไม่เคยได้รางวัล ภายหลังรับมอบ Honorary Award เมื่อปี 1947 ก่อนเสียชีวิตเพียงไม่กี่เดือน

หลังหมดสัญญาสตูดิโอ Paramount Pictures เรื่อง Bluebeard’s Eighth Wife (1938) เพราะความอยากร่วมงาน Greta Garbo จึงยอมตกลงเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M เพื่อกำกับ Ninotchka (และให้ทุนสร้างโปรเจคถัดไป The Shop Around the Corner) แต่ก็ไม่ประทับใจบทของ Gottfried Reinhardt & S.N. Behrman จึงนำสามนักเขียนขาประจำ Charles Brackett, Billy Wilder และ Walter Reisch มาขัดเกลาเนื้อเรื่องราวให้สอดคล้องตามใจ

เกร็ด: จริงๆแล้ว Lubitsch คือแกนนำหลักในการพัฒนาบท แต่เลือกไม่รับเครดิต (เหตุผลจริงๆเพราะระเบียบของ Writers Guild of America ไม่ให้ผู้กำกับแย่งเครดิตนักเขียนบท … กระมังนะ)

เจ้าหน้าที่แห่งสหภาพโซเวียตสามคน เดินทางสู่กรุงปารีส เพื่อขายเครื่องประดับ สิ่งของฟุ่มเฟือย ยึดจากชนชั้นสูงช่วงระหว่างการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 เรื่องราวไปเข้าหู Grand Duchess Swana (รับบทโดย Ina Claire) ตระหนักว่านั่นคือเพชรพลอยของตนเอง เลยส่งชู้รัก Count Leon d’Algout (รับบทโดย Melvyn Douglas) หาวิธีแย่งฉกชิงเอาคืน นั่นสร้างความหวาดหวั่นกลัวให้ทางการรัสเซีย เลยส่งอีกตัวแทน Nina Ivanovna ‘Ninotchka’ Yakushova (รับบทโดย Greta Garbo) เดินทางมาให้ความช่วยเหลือ 

แต่กลับกลายเป็นว่า Ninotchka ค่อยๆตกหลุมรัก Count Leon d’Algout เกิดความลุ่มหลงใหลในแสงสี ความงดงามตาของกรุงปารีส ค้นพบความแตกต่างระหว่างประเทศทุนนิยม vs. คอมมิวนิสต์ เมื่อต้องหวนกลับไปสหภาพโซเวียต จิตใจเธอก็ยังคงครุ่นคำนึงโหยหา พยายามหลงลืมแต่ยิ่งจดจำ และที่สุดนั้น…


Greta Garbo ชื่อจริง Greta Lovisa Gustafsson (1905 – 1990) นักแสดงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Södermalm, Stockholm วัยเด็กเป็นคนเพ้อฝัน ไม่ชอบโรงเรียน แต่มีศักยภาพผู้นำ ตอนอายุ 15 ระหว่างทำงานในห้างสรรพสินค้าชื่อ PUB ได้เป็นนางแบบขายหมวก ถูกแมวมองชักชวนมาถ่ายทำโฆษณาเสื้อผ้าหญิง แล้วเข้าตาผู้กำกับ Erik Arthur Petschler แสดงหนังสั้นเรื่องแรก Peter the Tramp (1922), นั่นเองทำให้เธอตัดสินใจเข้าเรียนต่อ Royal Dramatic Theatre’s Acting School, Stockholm เริ่มมีชื่อเสียงจากผลงานของ G. W. Pabst เรื่อง Die freudlose Gasse (1925), เซ็นสัญญากับ Louis B. Mayer มุ่งหน้าสู่ Hollywood ผลงานเด่นๆช่วงหนังเงียบคือ Torrent (1926), The Temptress (1926), Flesh and the Devil (1926), A Woman of Affairs (1928), ก้าวข้ามผ่านยุคหนังพูด Mata Hari (1931), Grand Hotel (1932), Queen Christina (1933), เข้าชิง Oscar: Best Actress ทั้งหมด 3 ครั้ง Anna Christie (1930) กับ Romance (1930)**เข้าชิงปีเดียวกัน, Camille (1936), Ninotchka (1939)

เกร็ด: Greta Garbo ติดอันดับ 5 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฝั่ง Female Legends

รับบท Ninotchka ตัวแทนจากสหภาพโซเวียต ถูกส่งมาเพื่อมาแก้ปัญหาทางกฎหมาย เครื่องประดับเพชรพลอยที่กำลังจะขายทอดตลาด เป็นคนมีความเยือกเย็นชา หน้านิ่ง ไม่ครุ่นคิดทำสิ่งไร้สาระ กระทั่งมีโอกาสพานพบเจอ Count Leon d’Algout พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้พบเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเมื่อวินาทีนั้นมาถึง โลกทั้งใบในสายตาเธอก็ปรับเปลี่ยนแปลงไป

ความล้มเหลวไม่ทำเงินของ Conquest (1937) จนถูกตีตรา ‘Boxoffice Poison’ (แต่จริงๆ Garbo ในยุค Talkie หนังทำเงิน-ไม่ทำเงิน แทบจะสลับกันเรื่องต่อเรื่อง) นั่นทำให้สตูดิโอ M-G-M พยายามหาโปรเจคที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ นำเสนอมุมมองใหม่ให้เธอ ซึ่งฉากหนึ่งที่ตราตรึงมากเรื่อง Camille (1936) เล็งเห็นว่าหนังแนว Comedy คงสร้างความสนใจไม่น้อย

Garbo มีความหวาดสะพรึงกลัวต่อการแสดงหนัง Comedy มองฉากเมาปลิ้นเป็นสิ่งหยาบคายอย่างที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเพราะส่วนหนึ่งอยากร่วมงานกับ Ernst Lubitsch เลยยินยอมตอบตกลง

ครึ่งแรกเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนง ยึดถือมั่นคงในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ กดน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทำตัวเยือกเย็นชา หน้านิ่งเดินตรง ขยับเคลื่อนไหวไม่ต่างจากหุ่นยนต์ แต่เมื่อถูกหลุดหัวเราะออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบ รอยยิ้มสุขสำราญใจ แม้ขณะเมาปลิ้นขี้เล่น ค่อยๆถูกกลืนกินโดยระบอบทุนนิยม

ไม่ใช่ว่า Garbo สามารถเล่นตลกหรืออย่างไรนะ แต่คือคาแรกเตอร์ของเธอเหมาะสมกับ Comedy อย่างมากทีเดียว ผู้ชมที่เป็นแฟนคลับย่อมเคยพบเห็นทั้งสองบทบาท ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง จากภาพยนตร์อื่นๆก่อนหน้า แต่เมื่อนำมาคลุกเคล้ารวมกันเรื่องนี้ กลายเป็นความขัดย้อนแย้งที่กลมกล่อม ดื่มด่ำ ประมวลประสบการณ์ทำงานทั้งชีวิตออกมาเลยก็ว่าได้

เกร็ด: ปกติแล้ว Garbo จะไม่เข้าร่วมรับชมรอบพรีวิวหนัง แต่เหมือนเธออยากรับรู้เสียงตอบรับจากผู้ชม เลยต่อแถวเข้าซื้อตั๋วที่ Long Beach, California รออยู่นานถึง 15 นาที ถึงเริ่มมีคนจดจำได้เข้ามาขอลายเซ็นต์


Melvyn Douglas ชื่อจริง Melvyn Edouard Hesselberg (1901 – 1981) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Macon, Georgia บิดาเป็นนักแต่งเพลง แสดงคอนเสิร์ตเปียโน ครูสอนดนตรี เชื้อสาย Jews อพยพจาก Latvia (สมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Russia Empire) เติบโตขึ้นแม้ไม่ได้ติดตามรอยเท้าด้านดนตรีเหมือนพ่อ แต่มีความสนใจด้านการแสดง รับใช้ชาติสมัครทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ค่อยๆได้รับความสำเร็จในละครเวที Boradway ตามด้วยภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ The Old Dark House (1932), Captains Courageous (1937), A Woman’s Face (1941), ประกบ Garbo สามครั้ง As You Desire Me (1932), Ninotchka (1939), Two-Faced Woman (1941), และคว้า Oscar: Best Supporting Actor ถึงสองครั้ง Hud (1963) และ Being There (1979)

รับบท Count Léon d’Algout ผู้ดีชาวฝรั่งเศส ชู้รักคอยเกาะกิน Grand Duchess Swana สนเพียงเงินทอง ความสะดวกสบายในชีวิต กระทั่งพานพบเจอ Ninotchka ลุ่มหลงใหลในความผิดแปลกประหลาด แตกต่างสุดขั้ว พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ กระทั่งพวกเขาตกหลุมรักกันและกัน

มีนักแสดงหลายคนที่ M-G-M แสดงความสนใจ อาทิ Spencer Tracy, Cary Grant, Mischa Auer, Robert Montgomery, William Powell ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงมาลงเอยกับ Melvyn Douglas

หนวดตลกๆของ Douglas ทำให้ดูเหมือนผู้ดีเพลย์บอย ร้อยเล่ห์กล สนจะเกาะกินคนรวย จนกระทั่งเดินสวนกลางถนน พานพบเจอ Ninotchka สีหน้าสายตาแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มหลงใหล พิศวงอลเวงใจ ต้องการทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้เธอเรียนรู้จักคุณค่าแห่งอิสรภาพเสรี

มันไม่ใช่ว่าเคมีของ Douglas เข้าคู่ Garbo ได้หรอกนะ ผมมองความแตกต่างสุดขั้วที่เติมเต็มกันและกัน แถมส่วนใหญ่เป็นฝ่ายชายต้องคอยประคบประหงมเอาใจ เพียงช่วงท้ายเท่านั้นถึงแสดงความรักอย่างดูดดื่มออกมา … ก็ด้วยเหตุนี้ การประกบคู่อีกครั้งของพวกเขา Two-Faced Woman (1941) จึงประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!


ถ่ายภาพโดย William H. Daniels ตากล้องส่วนตัวของ Greta Garbo และขาประจำผู้กำกับ Erich von Stroheim ผลงานเด่นๆ อาทิ Foolish Wives (1922), Greed (1924), Flesh and the Devil (1926), Queen Kelly (1928), Ninotchka (1939), เข้าชิง Oscar: Best Cinematography ทั้งหมด 4 ครั้ง Anna Christie (1930), The Naked City (1949)**คว้ารางวัล, Cat on a Hot Tin Roof (1959), How the West Was Won (1962)

หนังทั้งเรื่องสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Metro-Goldwyn-Mayer ณ Hollywood ทำให้สามารถขยับเคลื่อนไหวกล้องได้อย่างอิสระ จัดแสง-เงา อลังการกับออกแบบฉาก ภาพวาดพื้นหลัง Glass Painting (หอไอเฟล) และบางครั้งถ่ายทำด้วย Rear Projection

แม้จะย้ายมาสตูดิโอ แต่ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ ‘Lubitsch’s Touch’ ยังคงพบเห็นในทุกๆอณูของภาพยนตร์ คำพูดอุปมาอุปไมยอะไรก็ไม่รู้แต่แฝงนัยยะความหมายลึกซึ้ง ไดเรคชั่น มุมกล้อง ตัดต่อ และการเลือกใช้เพลงประกอบ อุดมไปด้วยความล่อแหลม เรื่องต้องห้าม จิกกัดขนบวิถีสังคม ถ้าสามารถทำความเข้าใจได้จะหัวร่อกับความขัดแย้ง เจ๋งเป้งเพราะมันท้าทายสันชาติญาณ/สติปัญญาในการครุ่นคิด

ยกตัวอย่าง ‘Lubitsch’s Touch’ หลังจาก Count Léon d’Algout ชักชวนสามเกลอรัสเซียรับประทานอาหาร มันเกิดอะไรขึ้นในห้องก็ไม่รู้ละ หนังถ่ายทำเฉพาะตรงโถงทางเดิน พบเห็นพนักงานเปิดประตูเดินเข้าออก จากนั้นหญิงสาวขายบุหรี่คนหนึ่งเดินเข้าไป ได้ยินเสียงเจี้ยวจ้าวดังออกมา แล้วอยู่ดีๆเธอก็เดินออกมา แล้วไปชักชวนเพื่อนๆอีกสามคนเข้าไป … ซีนนี้จะไปถูกตบมุกเมื่อ Ninotchka ถามหาบุหรี่ ปรากฎว่าพวกเธอทั้งสามเปิดประตูเข้ามาพร้อมกัน

“Comrades, you must have been smoking a lot”.

– Ninotchka

แซว: คำว่า Smoke ไม่ได้แปลว่าสูบบุหรี่เท่านั้นนะครับ ศัพท์แสลงสำหรับคนอยู่ในวงการจะรับรู้ว่าสามารถสื่อถึง Oral Sex

ผมชื่นชอบนัยยะเวลาเที่ยงคืนมากๆเลยนะ คือช่วงเวลาที่คนครึ่งค่อน Paris อาศัยอยู่เคียงข้าง ร่วมรัก หลับนอน เหมือนเข็มนาฬิกาสั้น-ยาว ประกบครองคู่กัน … มีอีกหลายครั้งทีเดียวของหนังที่จับจ้องมองเวลา สามทุ่ม เที่ยงวัน พฤหัสห้าโมงเย็น สื่อนัยยะอย่างไรลองไปครุ่นคิดต่อเอาเองนะครับ

แซว: ทีแรกผมครุ่นคิดว่าเวลาเที่ยงคืน อาจต้องการสื่อถึง Cinderella ทอดทิ้งรองเท้าแก้วไว้ให้เจ้าชายติดตามหา

ผมว่ามันเป็นหมวกที่ตลก เสื่อม และตกเทรนด์แฟชั่นอย่างมาก เห็นว่าทำขึ้นจากภาพวาดร่างของ Grabo มอบหมายให้ช่างตัดเย็บ/ออกแบบเสื้อผ้าขาประจำ Adrian ชื่อจริงของ Adrian Adolph Greenburg (1903 – 1959) ผลงานเด่นๆ อาทิ Queen Christina (1933), The Great Ziegfeld (1936), Camille (1936), Marie Antoinette (1938), The Wizard of Oz (1939) ฯ

หมวกมีลักษณะทรงสูง โด่ง แลดูเหมือนลึงค์ (อวัยวะเพศชาย) ซึ่งสะท้อนถึงโลกทัศนคติ/ความครุ่นคิดของเธอที่ปรับเปลี่ยนไป (ก่อนหน้านี้สวมใส่หมวกแบน ครอบศีรษะ) และภายในหมกมุ่นไปด้วยความรัก Sex เกี่ยวกับผู้ชาย

ชุดเดรสราชินีของ Ninotchka เมื่อใส่ไปดินเนอร์แล้วเมารั่ว สังเกตว่ามีสีขาว โปร่งใส ระยิบระยับ สะท้อนถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเธอ (ต่อโลกภายนอก) และลักษณะเปิดบ่า เกาะอก จิตใจเปิดออกรับมุมมองความครุ่นคิด โลกทัศนคติใหม่ๆ เกิดความลุ่มหลงใหลในโลกทุนนิยมเสรี

หนึ่งในซีนที่ผมรู้สึกว่าเจ๋งมากๆของหนัง (เรียกว่า ‘Lubitsch’s Touch’ ได้เช่นกัน) เพราะความมึนเมา Ninotchka รับรู้ตนเองขณะนั้นว่า ถ้าเดินทางกลับสหภาพโซเวียตคงถูกจับ หลังชนผนังกำแพง ปิดตา โดนยิงเป้าอย่างแน่นอน! ซึ่งซีนนี้พยายามลอกเลียนแบบเหตุการณ์นั้น แล้วเปลี่ยนจากเสียงปืนมาเป็นเปิดจุกแชมเปญ วินาทีดังขึ้นทำให้เธอทรุดนั่งลงกับพื้นราวกับตายแล้วเกิดใหม่ จากนั้นลุกขึ้นมาเฉลิมฉลองอิสรภาพ/ความรักของทั้งคู่

หน้าคุ้นๆ Bela Lugosi รับบท Commissar Razinin แม้ออกเพียงฉากเดียว แต่ก็สร้างความหวาดเสียวให้ตัวละคร ไม่แปลกเลยที่สามเกลอจะแสดงความหวาดสะพรึงกลัวต่อผู้การคนนี้ … แต่ค่าตัวของ Lugosi สูงสุดลำดับ 4 ของหนัง

สังเกตว่าพื้นหลังข้างนอก หิมะกำลังตก สะท้อนถึงช่วงเวลาเยือกเย็นชาที่สุดภายในจิตใจของ Ninotchka (และสหภาพโซเวียต) พยายามร่ำร้องขอ Commissar Razinin ไม่ต้องการออกเดินทางไปยังแห่งหนไหน เพราะจะทำให้หวนระลึกถึงช่วงเวลาอบอุ่นที่สุดในชีวิตยังกรุงปารีสขึ้นมา (แต่ก็พูดบอกความจริงกับผู้การไม่ได้อยู่ดี)

มันเกิดอะไรขึ้นตอนจบกับ Kopalski ถึงออกมาเดินเตร่หน้าร้าน ปรากฎขึ้นข้อความลักษณะนี้ … ถ้าใครสังเกตตอนกล้องค่อยๆเลื่อนลงมา ป้ายชื่อคำว่า Kopalski พบว่าไฟไม่ติด น่าจะสื่อถึงถูกขับไล่ออกจากกลุ่ม

นี่เป็นแก๊กของสามเกลอ พวกเขาทั้งสามต่างถูกกลุ่มนักเขียน/ผู้กำกับ กลั่นแกล้งในลักษณะแตกต่างกัน
– Iranoff คือคนรับหน้าเมื่อตอน Ninotchka เดินทางมาถึงฝรั่งเศสครั้งแรก
– Buljanoff ทำไข่แตกในกระเป๋า ระหว่างรวมกลุ่มเลี้ยงรุ่นยังห้องของ Ninotchka ที่สหภาพโซเวียต
– Kopalski ซึ่งยังไม่โดนกลั่นแกล้งอะไร เลยถูกพรรคพวกเพื่อนขับไล่ออกจากร้านในฉากจบนี้

แซว: ภาพลักษณ์ของสามเกลอ แลดูคล้าย
– Iranoff แลดูคล้าย Felix Dzerzhinsky
– Buljanoff แลดูคล้ายLeon Trotsky
– หนวดของ Kopalski แลดูคล้าย Vladimir Lenin .

ตัดต่อโดย Gene Ruggiero (1910 – 2002) สัญชาติอเมริกัน อดีตเลยเคยเป็นแคดดี้แต่ถูกขับไล่ออก จับพลัดจับพลูได้ทำงานแผนกตัดต่อสตูดิโอ M-G-M ไม่ได้ชื่นชอบงานใหม่สักเท่าไหร่ เอาเวลาว่างไปออกรอบตีกอล์ฟ กระทั่ง Ninotchka (1939) เพราะไม่มีใครยอมตัดต่อหนังของ Lubitsch เลยกลายเป็นตำนานโดยทันที ผลงานเด่นๆ อาทิ The Shop Around the Corner (1940), Oklahoma! (1955), Around the World in 80 Days (1956) ** คว้า Oscar: Best Film Editing

ไม่ใช่ว่าหนังของ Lubitsch ตัดต่อยากหรืออย่างไรนะ แต่เขามีไดเรคชั่นที่เฉพาะตัว (นั่นคือ Lubitsch’s Touch) น้อยคนจะสามารถทำความเข้าใจได้ (ในยุคสมัยนั้น)

สำหรับ Ninotchka โดดเด่นมากในการดำเนินเรื่องลักษณะ ‘ส่งไม้ต่อ’ เริ่มจากแนะนำสามเกลอ ตัดสินใจเช่าห้องพักในโรงแรมหรู -> บริกรพบเห็นเครื่องเพชรที่สามเกลอนำมาขาย -> รีบเดินทางไปแจ้งข่าวต่อ Grand Duchess Swana (เจ้าของเครื่องเพชร) เลยส่งตัว Count Léon d’Algout -> ระหว่างกำลังจะขายเพชร Count Léon d’Algout เข้ามาต่อรองสามเกลอ -> การมาถึงของ Ninotchka -> สวนทางพบเจอ Count Léon d’Algout …

เพลงประกอบโดย Werner R. Heymann (1989 – 1961) นักแต่งเพลงสัญชาติ German เชื้อสาย Jews หลังจากโด่งดังในยุโรป อพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกาในช่วงนาซีเรืออำนาจ ผลงานเด่นๆ อาทิ Ninotchka (1939), The Shop Around the Corner (1940), One Million B.C. (1940), That Uncertain Feeling (1941), To Be or Not to Be (1942), Knickerbocker Holiday (1944) ฯ

ครึ่งแรกของหนังแทบจะไม่ได้ยินเพลงประกอบใดๆ คงเพื่อสะท้อนความจริงจัง ไร้จิตวิญญาณของ Ninotchka แต่เมื่อเธอหัวเราะ ยิ้มร่า ท่วงทำนองอันเริงร่า หวานแหวว โรแมนติก ค่อยๆบรรเลงคลอประกอบขึ้นมา (เริ่มต้นฉากทดลองสวมหมวก) ก่อนค่อยๆแปรสภาพเป็นความเจ็บปวด โหยหาอาลัยเมื่อต้องจากร้างรา และเมื่อหวนกลับมาพบเจออีกครั้ง โลกทั้งใบช่างสว่างสดใส


Ninotchka สามารถเรียกได้ว่า ภาพยนตร์ชวนเชื่อ ‘Propaganda’ ของโลกเสรีทุนนิยม ต้องการชี้ชักนำผู้ชมให้เห็นคุณค่าแห่งอิสรภาพ ประชาธิปไตย สามารถครุ่นคิดทำอะไรก็ได้ตามใจ ย่อมดีกว่าระบอบเผด็จการ คอมมิวนิสต์ ถูกควบคุมครอบงำ เต็มไปด้วยความหวาดสะพรึงกลัวการโดนลงโทษทัณฑ์ อ้างความเสมอภาคเท่าเทียม ผลประโยชน์ส่วนรวม แต่ทุกคนกลับมีชีวิตอดๆอยากๆ แถมยังต้องปฏิเสธความต้องการพึงพอใจจากภายใน

ชาวรัสเซียในศตวรรษ 20 ภายใต้การปกครองของ Vladimir Lenin ติดตามด้วย Joseph Stalin เมื่อได้มีโอกาสก้าวออกมาพบเจอโลกภายนอก มักเกิดอาการที่เรียกว่า ‘Cultural Shock!’ พบเห็นความแตกต่างตรงกันข้ามทุกสิ่งอย่างที่เคยรับล่วงรู้ ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ จำนวนไม่น้อยเกิดความลุ่มหลงใหลในภาพมายา ระบบเสรีทุนนิยม จนค่อยๆถูกกลืนกินกลายเป็นส่วนหนึ่ง มิอาจหวนกลับคืนสู่โลกความเป็นจริงยังประเทศของตนเองได้

แรกเริ่มของ Ninotchka เมื่อเดินทางมาถึงฝรั่งเศส ยังคงยึดถือมั่นในวิถีชีวิตที่เคยถูกควบคุม ครอบงำ มีมา แต่ค่อยๆรับเรียนรู้ ก้าวออกจากกะลา ในที่สุดก็สามารถเข้าใจ อิสรภาพเสรี ความรักคืออะไร … แต่เฉกเช่นกัน เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาฟรีๆ

Ernst Lubitsch เกิดที่ Berlin เชื้อสาย Jews อพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุคสมัยหนังเงียบ (ขณะนั้นยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักประโยค) ค่อยๆเรียนรู้จักคุณประโยชน์แห่งโลกเสรี ครุ่นคิดเห็นต่างตรงกันข้ามกับคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต (รวมไปถึง Nazi เรืองอำนาจใน Germany) สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ชัดเจนถึงทัศนะ ความตั้งใจ ชักชวนให้ผู้ชมขบขัน เสียดสีล้อเลียนความงี่เง่า เบาปัญญา ฮาจนตกเก้าอี้ของฝั่งฝ่ายตรงกันข้าม

ความสุดโต่ง ‘ชวนเชื่อ’ ของหนัง บอกเลยว่าเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยชื่นชอบประทับใจสักเท่าไหร่ มองเป็นการ ‘Bully’ พยายามกลั่นแกล้งทำลายศัตรูฝั่งตรงข้าม อ้างว่าประชาธิปไตย โลกเสรี คือสิ่งถูกต้องแห่งสากลจักรวาล เผด็จการ คอมมิวนิสต์ ไม่ต่างกับตัวตลก เต็มไปด้วยความโฉดชั่วร้าย

เหรียญมีสองด้าน โลกมีสองฝั่ง หยิน-หยาง ขาว-ดำ ประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีฝั่งไหนถูกต้องดีแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเราสามารถเปิดอกทำความเข้าใจมุมมองทั้งสองฝ่าย จะพบเห็นข้อดี-ข้อเสีย ความถูก-ผิด ยิ่งใหญ่-ล้มเหลว การไม่สามารถวางตัวเป็นกลางในความครุ่นคิดเห็นมากกว่า คือสิ่งน่าหวาดสะพรึงกลัวที่สุดในโลกนี้


ด้วยทุนสร้างประมาณ $1.365 ล้านเหรียญ ออกฉายหลังจากการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรปเพียงเล็กน้อย ทำให้ถูกแบนในสหภาพโซเวียต และหลายๆประเทศคอมมิวนิสต์ แต่ถือว่าประสบความสำเร็จทำเงินได้ $2.279 ล้านเหรียญ

เข้าชิง Oscar สี่สาขา แทบทั้งหมดพ่ายให้กับ Gone With the Wind (1939)
– Best Picture
– Best Actress (Greta Garbo)
– Best Writing, Original Story
– Best Writing, Screenplay

เกร็ด: ในบรรดาผลงานกำกับของตนเอง มีสามเรื่องที่ Ernst Lubitsch โปรดปรานที่สุด ประกอบด้วย Trouble in Paradise (1932), Ninotchka (1939) และ The Shop Around the Corner (1940)

ส่วนตัวชอบครึ่ง-ไม่ชอบครึ่ง แต่ลุ่มหลงใหลในเสียงหัวเราะของ Greta Garbo หลอมละลายไปกับรอยยิ้ม ท่าทางที่ปรับเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน และยังคงคลั่งไคล้ใน ‘สัมผัสของ Lubitsch’ คมคาย ลุ่มลึกล้ำ รู้สึกเฉลียวฉลาดขึ้นมาทุกครั้งเวลารับชม

จัดเรต PG กับการล้อเลียน เสียดสี เสียงหัวเราะที่บางทีหมิ่นเหม่ ส่อเสียด

คำโปรย | เสียงหัวเราะของ Greta Garbo และสัมผัสของ Ernst Lubitsch ทำให้ Ninotchka ตราตรึงเหนือกาลเวลา
คุณภาพ | รึ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of