North by Northwest (1959)

North by Northwest

North by Northwest (1959) hollywood : Alfred Hitchcock ♥♥♥♥♡

ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้คือจุดกำเนิดของ James Bond สายลับมาดเท่ห์ ใส่สูทผูกไทค์สาวติด แม้ฉาก Action จะไม่ได้ตื่นตาเหมือนหนังสมัยใหม่ แต่ความเขย่าขวัญสุดระทึกจะทำให้คุณตื่นใจในเทคนิคการนำเสนอ, ผลงานการกำกับของ Alfred Hitchcock เจ้าของฉายา ‘The Master of Suspense’ นำแสดงโดย Cary Grant ประกบคู่กับ Eva Marie Saint

ตอนผมดู North by Northwest ครั้งแรกๆ ก็รู้สึกได้ ว่ามีหลายๆส่วนที่คล้ายกับหนังแฟนไชร์ James Bond มาค้นหาข้อมูลดูก็พบว่า ‘ใครๆก็พูดกัน’ เพราะคนส่วนใหญ่สมัยนี้มักจะได้ดูหนัง James Bond ก่อน North bu Northwest เสมอ, ในมุมมองของคนดูหนัง ใช่ครับ North by Northwest (1959) สร้างขึ้นก่อน Dr.No (1962) หนังเรื่องแรกของแฟนไชร์ James Bond แต่ผู้ให้กำเนิดเรื่องราวของตัวละครนี้ Ian Fleming เขียนนิยายเรื่องแรก Casino Royale ตีพิมพ์ปี 1953 ก่อนหน้า North by Northwest จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเสียอีก, เป็นไปได้ยังไงกับคนที่บอกว่า North by Northwest คือจุดกำเนิดของ James Bond!

แต่ผมเข้าใจสิ่งที่ ‘ใครๆก็พูดกัน’ นะครับ เพราะ North by Northwest เป็นหนังที่ได้วางรากฐาน โครงสร้าง องค์ประกอบของภาพยนตร์ประเภท Action จึงไม่แปลกที่เราจะมองเห็นพื้นฐาน ความเหมือน ในหนัง Action เรื่องถัดๆมา ไม่ใช่แค่ James Bond นะครับ แต่เหมารวมถึงหนัง Action ทุกเรื่องในโลกเลยก็ว่าได้, และเหตุผลที่ Ian Fleming ต้องการดัดแปลงนิยายชุด James Bond ให้กลายเป็นคนแสดง ก็เพราะได้รับชม North by Northwest แล้วเกิดความประทับใจ เขาต้องการให้ James Bond ออกมามีลักษณะเดียวกับหนังเรื่องนี้ ผลลัพท์ออกมาเลยเป็นอย่างที่ ‘ใครๆก็พูดกัน’ (เห็นว่านิยายตั้งแต่เล่ม 7 Goldfinger ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1959 อะไรๆหลายอย่าง ก็ได้อิทธิพลเพิ่มเติมมาจาก North by Northwest เช่นกัน)

เกร็ด: นิยามของ Action Genre คือ การที่ตัวละครหลัก ได้พบกับความท้าทายที่ต้องใช้ความรุนแรง การต่อสู้ การปะทะไล่ล่า ในสถานการณ์ที่คับขัน เป็นอันตราย ที่มักเกิดจากฝั่งตัวร้ายทำอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้น บทสรุปคือชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (นิยามนี้ถ้าเป็นสมัยก่อน ชัยชนะต้องเป็นฝ่ายตัวเอกเท่านั้น!)

จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ เกิดจาก Hitchcock ได้ตกลงว่าจะกำกับหนังให้ MGM เลือกนิยาย The Wreck of the Mary Deare เขียนโดย Hammond Innes ขึ้นมาดัดแปลง มอบหมายหน้าที่ดัดแปลงเป็นบทหนังให้ Ernest Lehman (นักเขียนที่ตลอดชีวิตได้เข้าชิง Oscar 6 ครั้ง แต่ไม่ได้สักรางวัล), ผ่านไปหลายสัปดาห์ Lehman กลับมาบอก Hitchcock ว่าไม่รู้จะดัดแปลงเรื่องราวนี้ออกมายังไง Hitchcock บอกไม่เป็นไร ทำอย่างอื่นก็ได้ แล้วโยนความคิด สิ่งที่ตนอยากทำหลายๆให้ Lehman ฟัง เป็นไอเดียที่รวมๆกันแล้วอาจสร้างเป็นหนังเรื่องหนึ่งได้ อาทิ ฉากไล่ล่าปีนป่ายบน Mount Rushmore, ฆาตกรรมที่สหประชาชาติ ฯ

สำหรับไอเดียคร่าวๆของหนัง Hitchcock จำได้ว่าเคยมีนักข่าวอเมริกันคนหนึ่ง (Otis L. Guernsey Jr.) เคยเล่าให้เขาฟัง เกี่ยวกับกลุ่มของสายลับที่สร้างเจ้าหน้าที่ปลอมขึ้นมาเพื่อเป็นเหยื่อลวงผู้ก่อการร้าย บางทีพระเอกของหนังอาจเกิดความเข้าใจผิด จากผู้ร้ายที่คิดว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่คนนั้น ทำให้เขาต้องออกหนี เดินทางค้นหาความจริง, ไอเดียนี้ของ Guernsey ได้มาจากเรื่องจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปฏิบัติการ Mincemeat ของสายลับอังกฤษ เพื่อใช้ลวงกองทัพของ German ให้เลี่ยงไม่โจมตีเมือง Sicily ด้วยการสร้างหลักฐานปลอม หลอกว่าจะกองทัพอังกฤษกำลังขึ้นบกที่ Sardinia เห็นว่าเรื่องราวของภารกิจนี้ได้ถูกสร้างเป็นหนังแล้วด้วยเรื่อง The Man Who Never Was (1956) กำกับโดย Ronald Neame

ในบรรดาหลายไอเดียที่ Hitchcock โยนให้ Lehman บางครั้งก็เว่อมาก อาทิ ตัวร้ายพยายามฆ่าพระเอกด้วยทอร์นาโด! Lehman ย้อนถาม Hitchcock ว่า ‘แล้วพวกตัวร้ายจะสร้างทอร์นาโดขึ้นมายังไง?’ กับฉากนี้ จากพายุไซโคลนได้กลายมาเป็น เครื่องบินทิ้งฝุ่น (Crop-Duster Plane) [เครื่องบินพ่นยา] แบบที่เราเห็นในหนัง

ตอนที่ Lehman และ Hitchcock เริ่มพัฒนาบท North by Northwest ทั้งสองไม่ได้แจ้งกับทาง MGM ว่าได้ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องราวที่จะสร้างหนังแล้ว โชคดีที่พอเจ้าของสตูดิโอรู้เข้า จึงยอมให้ทั้งสองทำสิ่งที่สนใจ แล้วหาทีมสร้างใหม่ให้กับ The Wreck of the Mary Deare ไปได้ผู้กำกับ Michael Anderson นำแสดงโดย Gary Cooper และ Charlton Heston ฉายปีพฤศจิกายน 1959 หลัง North by Northwest ฉาย 3 เดือนกว่าๆ

ขณะพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ Hitchcock กำลังสร้าง Vertigo (1958) อยู่ และเขาได้เล่าตัวละคร Roger O. Thornhill ให้ James Stewart ฟัง จนเขารู้สึกสนใจมาก ต้องการรับบทนี้ แต่ขณะนั้น Hitchcock มีนักแสดงคนอื่นอยู่ในใจแล้ว (คือ Cary Grant) แต่เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ เขารอให้ Stewart ได้ตบปากรับคำเล่นหนังเรื่องอื่นไปก่อน (เรื่อง Bell, Book and Candle และ Anatomy of a Murder) จนไม่มีเวลาว่างปลีกตัวมาเล่นหนังเรื่องนี้ได้ ถึงค่อยเริ่มกระบวนการสร้างหนัง นี่ทำให้ Stewart ต้องบอกปัดไปโดยปริยาย

เกร็ด: สตูดิโอ MGM หลังจากได้อ่านบท ต้องการให้ Gregory Peck รับบท Thornhill แต่ Hitchcock จะเอา Grant สนคำขอที่ไหนกันละ

เกร็ด2: Roger O. Thornhill ชื่อกลาง O. มาจาก ‘nothing’ จริงๆนะครับ เห็นว่าอ้างอิงมาจากชื่อโปรดิวเซอร์ David O. Selznick ที่ O ไม่ได้เป็นชื่อย่อของอะไรทั้งนั้น

สำหรับ Cary Grant เขาตบปากรับเล่นบทนี้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เข้าใจว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ซึ่งตอนที่หนังถ่ายไปได้ประมาณครึ่งทาง Grant ขึ้นเสียงต่อว่า Hitchcock ‘บทหนังเรื่องนี้มันห่วยมาก ฉันถ่ายหนังมาเกินครึ่งเรื่อง ยังไม่เข้าใจว่าเรื่องราวเป็นยังไง’ ความสับสนนี้แหละที่ Hitchcock ต้องการให้ Grant รู้สึกแสดงออกมา เพราะตัวละครนี้ก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่ากำลังเจออะไรอยู่

ถึงปากจะพูดว่าสับสน แต่ในใจเขาคงไม่ติดใจอะไร เพราะในสัญญาของหนังเรื่องนี้ Grant จะได้เงิน $450,000 เหรียญ กับเวลาการถ่ายทำ 7 สัปดาห์ ซึ่งถ้าหนังถ่ายเกินระยะเวลา เขาจะได้เงินเพิ่มวันละ $5,000 เหรียญ แน่นอนหนังระดับนี้ต้องใช้เวลาเกิน รวมเวลาถ่ายทำทั้งหมด 78 วัน (11 สัปดาห์) ทำให้ Grant ได้เงินเพิ่มอีก $390,000 เหรียญ (รวมกับค่าตัว เทียบกับค่าเงินปัจจุบัน 2016 จะประมาณ 7 ล้านดอลลาร์)

ตัวละครของ Grant ใส่สูทเทา ปกติผู้ชายถ้าไม่ใช่ผู้ดี (แบบประเทศอังกฤษ) การใส่สูทเต็มยศแบบนี้ออกจากบ้านทุกครั้ง แสดงว่าครอบครัวต้องมีฐานะและเข้มงวดมากๆ ซึ่งพอผมเห็นแม่ของ Thornhill ก็ไม่ผิดแน่ ดูเป็นคุณหญิงเสียขนาดนั้น, สีเทาเป็นสีที่ไม่ขาวไม่ดำ อยู่ระหว่างกลาง เป็นสัญลักษณ์แทนความไร้เดียงสา ไม่รู้ ไม่ถูกหรือไม่ผิด, ตัวละครอื่นๆในหนัง เราก็จะเห็นใส่สูทกันหมดนะครับ นางเอกก็มีชุดคลุม (Hitchcock เป็นผู้ดีชาวอังกฤษ เขาใส่สูทมาทำงานด้วย ดังนั้นหนังของเขาแทบทุกเรื่อง ตัวละครมักโดยปริยายกึ่งบังคับ ก็มักจะใส่สูท!) ช่วงท้าย เราจะเห็นพระเอกถอดสูทนอกออก ข้างในเป็นเชิ้ตสีขาว สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความถูกต้อง, หนังของ Hitchcock ทุกเรื่อง เสื้อผ้าที่ตัวละครสวมใส่จะมีความหมายสัญลักษณ์หมดนะครับ ถ้าไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึก ก็แสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวละครนั้น

Eve Kendall รับบทโดย Eva Marie Saint เจ้าของรางวัล Oscar สาขา Best Supporting Actress จาก On the Waterfront (1954), ตัวละครหญิงที่ใช้เสน่ห์ยั่วยวนหลอกหล่อให้พระเอกติดกับ เอาร่างกายเข้าแลก มีคนเปรียบ Eve Marie Saint ว่าคือ Bond Girl คนแรก (ก็แน่ละ สาเหตุที่ James Bond ต้องมี Bond Girl ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวละครนี้), การแสดงของเธอถือว่าใช้ได้เลยนะครับ ผมชอบสุดในฉากงานประมูล ที่พอพระเอกเห็นแล้วว่าแท้จริงเธอเป็นใคร ด้วยน้ำเสียงเชิงเสียดสีริษยา ทำให้เธอทั้งสั่นกลัว หวั่นวิตก และเศร้าเสียใจ หลากหลายอารมณ์ในฉากเดียว น้ำตาหยดนั้นกลั่นออกมาด้วยอารมณ์สุดๆ

ตอนที่ตัวละคร Eve ปรากฎตัวครั้งแรก เธอใส่ชุดคลุมสีดำ (ข้างในสีขาว) แสดงถึงว่าความตั้งใจหวังผลร้าย แต่ข้างในลึกๆเป็นคนดี, ช่วง Mouth Rushmore เธอใส่ชุดสี… ส้ม น้ำตาล ทอง นี่เป็นปริศนามาก เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีความหมายอะไร ทีแรกคิดว่าสีแดง (ถ้าสีนี้การันตี Death Flag) แต่พอเช็คดูไม่ใช่ แฝงความหมายอะไรลองไปคิดดูเองนะครับ, ตอนจบฉากสุดท้าย ทั้ง Eve และ Thornhill ใส่สีขาวทั้งคู่ บริสุทธิ์หมดห่วงแล้ว

James Mason รับบทตัวร้าย Phillip Vandamm ลักษณะของตัวละครนี้ เป็นผู้นำองค์กรอะไรสักอย่าง กลายเป็นที่ต้องการตัวของทางการด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง และวางแผนเตรียมทำอะไรชั่วร้ายสักอย่าง (คำว่า ‘อะไรสักอย่าง’ สามารถมองเป็น MacGuffins ได้ทั้งหมด) ว่าไปตัวละครน่าฉงนสงสัยยิ่งเสียกว่า George Kaplan เสียอีกนะครับ, การแสดงของ Mason ก็มีความลึกลับ น่าฉงนสงสัย แต่ถ้าเป็นเรื่องผู้หญิง นี่ชัดเลยว่าข้างในเป็นคนอ่อนไหว, ผู้ช่วยของเขา Martin Landau (Ed Wood-1994 คนที่รับบท Bela Lugosi) แม้จะไม่มีอะไรเด่นมาก แต่เป็นคนจงรักภักดีมาก ใบหน้าพี่แกหลอนๆโหดๆมาตั้งแต่หนุ่มๆเลย

มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจเสียเลย คือทำไมตัวร้ายถึงมีความเชื่อแน่วแน่มากว่า Roger Thornhill คือ George Kaplan ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เปลี่ยนแปลง

ถ่ายภาพโดย Robert Burks ขาประจำของ Hitchcock, หนังเรื่องนี้มีฉากในตำนานเยอะมาก ผมขอยกมาแค่ 3 ฉากพอนะครับ

เหตุเกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ (United Nations Headquarters) ตั้งอยู่ที่ Roosevelt Island เมือง New York, แน่นอนว่าไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปถ่ายด้านใน (มีหนังเรื่องเดียวจนถึงปัจจุบัน ที่ได้เข้าไปถ่ายข้างในคือ The Interpreter-2005) Hitchcock จึงถ่ายแค่ด้านนอก ส่วนฉากด้านในก็ไปสร้างฉากจำลองถ่ายทำในสตูดิโอ, มีช็อตหนึ่งของฉากนี้ที่ภาพสวยมากๆ เป็น Bird-Eye View ก้มลงมาแนวดิ่ง เห็นว่าใช้ฉากจำลองแล้ววาดภาพ (Glass Painting) แต่ความลึกของฉากนี้แบบว่าสัมผัสได้เลย นี่กลายเป็นมุมโคตรฮิตของหนังที่ถ่ายในเมืองใหญ่ ตึกสูงๆสมัยนี้เลย

ฉากทุ่งข้าวโพด (Cropduster) ที่ถือเป็นโคตรไฮไลท์ของหนัง (ใครๆก็พูดถึง) ฉากนี้ Grant ไม่ได้วิ่งหลบเครื่องบินจริงๆนะครับ ใช้เทคนิค Rear Projection ฉายภาพเครื่องบินร่อนขึ้นบนฉากด้านหลังในสตูดิโอ แล้ว Grant กระโดดหลบในเนินดินที่สร้างขึ้นมา (ไม่ได้เดินทางไปสถานที่จริงด้วยซ้ำ), ส่วนฉากที่เครื่องบินชนกับรถบรรทุก ไม่ได้ชนกันจริงๆนะครับ ใช้โมเดลจำลอง แล้วสร้างฉากขึ้นมาตอนระเบิด

สำหรับอนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์ (Mount Rushmore) อยู่บนเทือกเขา Black Hills ในเขต Keystone รัฐ South Dakota เป็นประติมากรรมแกะสลักหินแกรนิต ใบหน้าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 4 คน ประกอบด้วย George Washington, Thomas Jefferson, Theodore Roosevelt และ Abraham Lincoln, หนังได้รับอนุญาติให้ไปถ่ายที่ Mouth Rushmore แต่ห้ามเข้าไปยุ่งย่าม ปีนป่ายบนรูปแกะสลัก, กับฉากไล่ล่าที่ต้องปีนป่ายนี้ Hitchcock ใช้การบันทึกภาพจริงจากหลายๆมุมมอง แล้วไปฉาย Rear Projection กับฉากจำลองสร้างขึ้นในสตูดิโอที่ Los Angeles เพื่อให้เห็นนักแสดงปีนป่ายขึ้นไปใบหน้าของประธานาธิบดีจริงๆ, การกระทำเช่นนี้ทำให้ Interior Department ส่งเรื่องร้องขอให้ MGM ถอดเครดิตตอนท้ายของหนังออกไป เพราะเข้าใจว่า Hitchcock ทำอะไรที่ขัดต่อข้อตกลงตอนแรก

จมูก Thomas Jefferson ใหญ่มาก

George Washington แบบ Close-Up

Lincoln แบบเท่ห์ๆ

กับฉาก Mount Rushmore ใครๆคงรู้สึกได้ว่ามุมกล้องประหลาดมาก นั่นคือภาพทุกทิศทางที่สามารถถ่ายจากสถานที่จริงได้ ความน่าทึ่งของฉากนี้ คือเราจะเห็น Close-Up ใบหน้าของประธานาธิบดีอย่างใหญ่มากๆ พร้อมๆกับ Long-Shot ของตัวละครที่กำลังปีนป่ายหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต (ตัวเล็กกระจิดริด) นี่ถือเป็น Satire (ล้อเลียน) ประเภทหนึ่งนะครับ การเหยียบย่ำปีนป่ายใบหน้าของบุคคลสำคัญ มองได้คือการย่ำยี หลบหลู่ ไม่เชื่อถือต่อหน่วยงาน รัฐ หรือองค์กรนั้นๆ (ในที่นี้คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา)

ตัดต่อโดย George Tomasini ขาประจำของ Hitchcock, ต้องบอกว่า การตัดต่อของหนังเรื่องนี้เด่นมากๆ (จนได้เข้าชิง Oscar) ด้วยความที่ Hitchcock ขึ้นชื่นเรื่องการตัดต่อแบบ Montage จึงได้ประยุกต์เทคนิคนี้ นำมาสร้างบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกลุ้นระทึกที่ค่อยๆทวีความตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ

ในแต่ละ Sequence ของหนัง การตัดต่อจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1. Establishing Shot เมื่อเริ่มซีนใหม่ทุกครั้ง Hitchcock จะเริ่มต้นจากใช้ภาพมุมกว้าง ให้เห็นภาพรวม (Overview) ของฉากโดยรอบ อาทิ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ เริ่มต้นฉากจะเห็นตึกทั้งหลัง, Mouth Rushmore เราจะเห็นรูปปั้นของ ปธน. ทั้งสีแบบเต็มๆตั้งแต่ครั้งแรกเลย ฯ, การเริ่มต้นด้วย Establishing Shot เหมือนการเกริ่นนำ แนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักสถานที่ และเตรียมการคาดหวังว่ากำลังจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
2. Reverse Shot Pattern นี่ไม่ใช่การฉายภาพย้อนกลับนะครับ แต่เป็นการตัดต่อที่ใช้มุมมองภาพสลับไปมาระหว่าใบหน้าของตัวละคร กับภาพที่ตัวละครเห็น นี่เหมือนการตัดต่อย้อนกลับไปกลับมา ฉากไฮไลท์ของหนังเลยคือ ซีนทุ่งข้าวโพด หนังจะตัดสลับระหว่างใบหน้าของพระเอกที่กำลังมองหาไปรอบๆ กับภาพที่เขาเห็น ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ตัดสลับกัน วนให้เราเห็นว่าสีหน้าความรู้สึก ปฏิกิริยาของเขาต่อสิ่งที่เห็นต่อหน้า นี่สร้างความระทึกให้กับหนังได้ด้วย เพราะเมื่อเร่งความเร็ว ขณะที่เครื่องบินกำลังโฉบเข้ามา ตัดไปเห็นสีหน้า นี่ไม่ปกติแน่ แล้วเริ่มออกวิ่ง ตัดไปตอนกระโดดหลบกระสุน ซีนไคลน์แม็กซ์ของฉากนี้ ขณะที่เครื่องบินร่อนลงมา แล้วพระเอกออกวิ่ง เห็นทั้งสองพร้อมกันในภาพเดียว ผมว่าฉากนี้มีความทรงพลัง ยิ่งกว่าตอนเครื่องบินชนรถบรรทุกน้ำมันอีกนะครับ
3. ช่วงจบฉาก เปลี่ยนซีน ถ้าสังเกตให้ดี เวลาจบ Sequence หนึ่งๆ การเปลี่ยนซีนจะใช้การ Fade-In Fade-Out ซึ่งให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ ไหลลื่น ต่อเนื่อง บอกให้ผู้ชมรู้ว่า นี่จบเรื่องราวหนึ่งแล้วนะ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากในการเล่าเรื่อง คือแต่ละฉากที่ดำเนินไป ผู้ชมจะค่อยๆเรียนรู้ความจริง ความลับต่างๆจะถูกเปิดเผยทีละน้อย จากรายละเอียดหลักฐานชิ้นเล็กๆ ประติดประต่อกันในแต่ละฉาก นี่เป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้ชมเกิดความกระตือรือร้น ใคร่อยากรู้ ค้นหาคำตอบว่าจะอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป, มีฉากหนึ่ง สักประมาณกลางเรื่อง กลางห้องประชุม ใครก็ไม่รู้หน้าตาไม่คุ้น 5-6 คน กำลังอ่านข่าว George Kaplan นี่เป็นหนึ่งในฉากที่เฉลยความจริงครึ่งหนึ่งให้ผู้ชมได้รับรู้ (ผู้ชมรู้ แต่ Thornhill ยังไม่รู้) ซึ่งเราจักได้นำเอาความเข้าใจนี้ เป็นหลักยึดมั่นไว้ แทนความเข้าใจของตัวละคร นี่เกิดเป็นอารมณ์ใหม่ของหนัง ซึ่งพอ Thornhill ได้พบความจริง เราอาจไม่ได้ตื่นเต้นไปกับเขา แต่จะตื่นตากับพฤติกรรมการแสดงออกมา, นี่ต้องชื่นชมทั้งการเขียนบท การกำกับ และการตัดต่อ ที่สามารถชักนำความคิด ความรู้สึกของผู้ชมไปในทิศทางที่ต้องการได้ แบบยอดเยี่ยมมากๆด้วย

ไฮไลท์ของการตัดต่อ ต้องบอกว่าเจ๋งโคตรๆเลยละ กับตอนจบที่ตัดข้ามมันทุกสิ่งอย่าง พอตัวร้ายหนึ่งถูกฆ่า อีกหนึ่งยอมแพ้โดนจับ แทนที่จะให้หนังจะทำให้เราเห็นว่าเรื่องราวดำเนินต่อไปเป็นยังไง Hitchcock ใช้การกระโดดข้ามทั้งหมดทุกสิ้น นำเสนอ Happy Ending แบบไม่ต้องรู้หรอกว่าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น ใครๆคงคาดเดากันเองได้ พระเอกช่วยนางเอกสำเร็จ ทั้งสองแต่งงานกัน ขึ้นรถไฟกำลังจะกลับบ้าน จะนำเสนอฉากพวกนี้ไปทำไม ตัดมาขณะอยู่บนรถไฟเลยสิ้นเรื่อง, นี่ถือเป็นเครดิตของ Hitchcock เลยนะครับ เพราะ Lehman บอกว่าในบทหนังเขาเขียนแค่ ‘the train heads off into the distance’ ไม่ได้มีรายละเอียดมากกว่านี้, Hitchcock เคยให้สัมภาษณ์ บอกว่านี่เป็นฉากตอนจบที่เขาชื่นชอบที่สุดด้วย (finest and naughtiest achievements)

เกร็ด: ขณะตัดต่อหนังเรื่องนี้ ได้ความยาว 136 นาที MGM ได้ขอให้ Hitchcock ตัดหนังออก 15 นาที จะได้ความยาว 2 ชั่วโมงเพื่อฉายได้รอบเพิ่มขึ้น ซึ่ง Hitchcock ได้ให้ Agent ของเขาเช็คสัญญาดูว่าสตูดิโอมีสิทธิ์สั่งได้หรือไม่ พอพบว่าไม่ก็ปฏิเสธที่จะตัดตามคำขอ

เพลงประกอบโดย Bernard Herrmann คอมโพเซอร์ที่ถือว่าเป็นขาประจำที่สุดของ Hitchcock กับหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นระดับตำนาน, เพบประกอบมีทั้งความตื่นเต้น พิศวง สงสัย ฉาก Action ก็ลุ้นระทึก หวาดเสียว เน้นใช้เครื่องเป่าและเครื่องตีประกอบจังหวะ ส่วนพวกเครื่องสาย ไวโอลินจะไม่โดดเด่นสักเท่าไหร่, นี่มีนัยยะการเลือกเครื่องดนตรีด้วยนะครับ เพราะเครื่องดนตรีประเภทเป่า มักแสดงถึงความทรงพลังของดนตรี (เพราะเครื่องเป่าใช้แรงลมที่ต้องใช้แรงปอด นักดนตรีต้องมีพลังอย่างมาก ผิดกับเครื่องสายที่ใช้เทคนิคและฝีมือมากกว่าพลัง) การใช้ประกอบหนัง Action ลักษณะนี้ ให้ความรู้สึกถึงการกระทำ ความรุนแรง และความสมจริงหนักแน่น, มีเซอร์ไพรส์ช่วงท้ายนิดหนึ่ง ที่อยู่ดีๆเสียงพิณดังขึ้น ตามด้วยไวโอลินหวานๆ อ๋อนี่คือตอนจบแบบ Happy Ending สินะ เปลี่ยนอารมณ์ไปเลย

กับคนที่ดูหนังของ Hitchcock มาหลายเรื่อง มักจะรู้สึก องค์ประกอบอะไรหลายๆของหนังเรื่องนี้ มันช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน พระเอกที่ตกอยู่ในสถานการณ์เข้าใจผิด (wrong man) แบบเดียวกับหนังเรื่อง The 39 Steps (1935), หรือฉาก Mouth Rushmore ได้อิทธิพลมาจาก Saboteur (1942) ที่เปลี่ยนสถานที่พื้นหลังเป็น Statue of Liberty, กระนั้นความเหมือนเหล่านี้ก็หาสำคัญไม่ เพราะเทคนิค วิธีการ องค์ประกอบ และรูปแบบการนำเสนอ ทำให้หนังของ Hitchcock ทุกเรื่องมีความเฉพาะตัว ดูยังไงก็เห็นไม่เหมือนหนังเรื่องอื่นแน่นอน

ผมคิดว่าความตั้งใจในหนังเรื่องนี้ของ Hitchcock คือการเปรียบเปรยถึงสงครามเย็น (Cold Wars เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1953) กับช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสับสน มึนงง เหมือนทิศของหนังที่ไม่รู้จะไปทางไหนดี การหลอกลวง ความเข้าใจผิด แท้จริงอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้, ฆาตกรรมที่สหประชาชาติ แสดงถึงความเป็นสากล, ไคลน์แม็กซ์ชองหนังกับการเหยียบย่ำใบหน้าประธานาธิบดี คือการแสดงความไม่เห็นด้วย การประกาศสงคราม เป็นเหมือนการย่ำยีประวัติศาสตร์ของชาติอเมริกา

เกร็ด: microfilm ในช่วงท้ายก็ถือเป็น MacGuffins นะครับ ถึงเราจะเห็นตัวฟีล์ม แต่ก็ไม่รู้ว่ามันฟีล์มอะไร ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไร? แต่รู้ว่าถ้าปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของรัสเซีย อเมริกาอาจได้ลำบากแน่

ชื่อหนังขณะ Working Title คือ In A Northwesterly Direction ตอนช่วงพัฒนาบท Lehman เล่าว่า Hitchcock เป็นคนที่ตั้งชื่อหนังได้พิศดารมาก อาทิ The Man in Lincoln’s Nose จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงถ้าหนังชื่อนี้, สำหรับชื่อหนัง North By Northwest มีคอหนังหลายคนไปสืบค้นและพบว่า อาจจะมาจากบทละคร Hamlet ของ Shakespeare ที่พูดว่า ‘I am but mad north-northwest: when the wind is southerly, I know a hawk from a handsaw.’ แต่ Hitchcock และ Lehman ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Shakespeare แม้แต่น้อย ชื่อหนังนี้มีความหมายตรงไปตรงมา เพราะตัวเอกของหนัง เริ่มต้นการเดินทางจาก New York จากนั้นไป Chicago ต่อด้วย South Dakota และในบทร่าง(ที่ถูกถัดไป) จบลงที่ Alaska เมื่อวาดแผนการเดินทางลงบนแผนที่ ก็จะได้เส้นทางที่เริ่มจากขึ้นเหนือ แล้วล่องไปตะวันตกเฉียงเหนือ, ในอีกความหมายหนึ่งของ North by Northwest แสดงถึงสิ่งหรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ จะไปเหนือหรือตะวันตกเฉียงเหนือดี แบบเดียวกับเรื่องราวของหนัง

ก่อนที่ Dr.No จะถูกสร้าง ในปี 1960 Hitchcock เคยให้ความสนใจจะสร้าง Thunderball หนึ่งในนิยายชุด James Bond ของ Ian Fleming แต่สุดท้ายคงหาข้อตกลงไม่ได้ และตอน Fleming สร้าง Dr. No เห็นว่า Cary Grant ได้รับข้อเสนอให้รับบท James Bond ด้วย แต่เขาบอกปัดไป เพราะตนเองอายุมากแล้ว (ขณะนั้น Grant อายุ 58 แล้ว) บทเลยตกมาเป็นของ Sean Connery

ด้วยทุนสร้าง $4.3 ล้านเหรียญ หนังทำเงิน $9.8 ล้านเหรียญ ถือว่าได้กำไรไม่มาก เข้าชิง Oscar 3 สาขา ไม่ได้สักรางวัล (ปีนั้น Ben-Hur แทบเหมาหมด) ประกอบด้วย
– Best Writing, Story and Screenplay
– Best Art Direction-Set Decoration, Color
– Best Film Editing

กระนั้น ในโพลจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ติดอันดับ 40 จากการจัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time 1998
ติดอันดับ 55 จากการจัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time 2007
ติดอันดับ 28 จากการจัดอันดับ Cahiers du cinéma: Top 100 of all time
และติดอันดับ 53 จากการจัดอันดับ Sight & Sound: Critic’s Poll 2012

เกร็ด: Hitchcock ออกมา Cameo ตั้งแต่ฉากแรกๆของหนังเลยนะครับ เดินขึ้นรสบัสไม่ทัน

ตอนผมดู North by Northwest ครั้งแรก นี่กลายเป็นหนังโปรดเลยละ แต่พอมาดูครั้งสองสาม กลับรู้สึกไม่ได้ชื่นชอบเท่าครั้งแรกๆ นี่อาจเพราะความลี้ลับซับซ้อนของหนัง เมื่อได้ถูกเปิดเผยออกครั้งหนึ่งแล้ว มันจึงดูไม่ค่อยน่าสนใจอีกเท่าไหร่ (แบบเดียวกับ Charade เลย ดูครั้งแรกสนุกมาก ครั้งถัดๆไปไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่) สำหรับการได้ดูครั้งล่าสุดนี้ ไม่ได้ทำให้ผมชื่นชอบมากขึ้นหรือลดลงไปกว่าเดิม แต่มองเห็นเข้าใจอะไรๆมากขึ้น โดยเฉพาะเทคนิค วิธีการเล่าเรื่อง ที่แสดงถึงความสุดยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ เป็นอมตะและคลาสสิก ของทั้งหนังและผู้กำกับ Alfred Hitchcock

ถ้าคุณเป็นคอหนัง Action ชอบหนังแนวสายสืบ (Spy) ระทึกขวัญ Thriller นี่เป็นหนังที่ไม่ควรพลาดเลย, นักประวัติศาสตร์และนักปรัชญา มีอะไรสอดไส้ทั้งสัญลักษณ์ ความหมาย สงครามเย็นให้ได้คิดเยอะทีเดียว, แฟนหนัง Alfred Hitchcock, Cary Grant, Eva Marie Saint, James Mason และเพลงประกอบเพราะๆโดย Bernard Herrmann ต้องหามาดูให้ได้

แนะนำอย่างยิ่งกับนักเรียน คนทำงานสายภาพยนตร์ นี่ถือเป็นหนังเรื่องบังคับที่ควรศึกษา ทำความเข้าใจ ทุกช็อต ทุกภาพ ทุกการตัดต่อ จะเป็นประโยชน์ในสายงานมากๆ

ดู North by Northwest แล้ว หา Dr.No มาดูต่อเลยนะครับ หรือหนังแฟนไชร์ James Bond เรื่องอื่นๆ จะได้อารมณ์ต่อเนื่องมากๆ

จัดเรต PG กับฉาก Action ระทึกขวัญ

TAGLINE | “North by Northwest ของ Alfred Hitchcock อาจไม่ได้มีความตื่นตาเหมือนหนัง Action สมัยใหม่ แต่มีความตื่นใจจากความระทึกขวัญสุดตื่นเต้น ในทุกเทคนิคการนำเสนอ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

1 Comment on "North by Northwest (1959)"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] North by Northwest (1959)  : Alfred Hitchcock ♥♥♥♥♡ […]