Nosferatu (1922)

nosferatu

Nosferatu (1922) German : F. W. Murnau ♥♥♥♡

(16/12/2016) หนังเงียบเรื่องนี้ แม้จะไม่สามารถหลอกหลอนผู้ชมรุ่นใหม่ได้แล้ว แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสนิยมแวมไพร์ ท่านเคาน์แดร็กคูล่า ที่ใครๆสมัยนี้ก็ต้องรู้จัก

ถ้าบ้านไม่ได้อยู่หลังเขา เป็นเด็กเกิดใหม่ หรือเป็นโรคความจำเสื่อม คงไม่มีใครไม่รู้จักแดร็กคูล่า หนึ่งในตัวละครที่มีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็น iconic ระดับโลก ผิวซีดขาว มีเขี้ยวแหลม เล็บยาว ใส่ผ้าคลุมสีดำ ในเทศกาล Halloween คงพบเห็นได้ทั่วไป เด็กๆต่างหวาดผวา เพราะกลัวจะถูกดูดเลือดหมดตัว ผู้ชายจะชอบสังเกตต้นคอสาวๆ คนไหนมีตุ่มแดงสองจุด มักจะถูกแซว ว่าโดนแวมไพร์ดูด…

ผมจำไม่ได้แล้วว่า รู้จักแวมไพร์ หรือเคาน์แดร็กคูล่า ครั้งแรกเมื่อใด แต่จดจำครั้งแรกที่รับชม Nosferatu เมื่อหลายปีก่อนได้ดี ด้วยความคาดหวังว่ามันคงหลอนจับใจ เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ถึงความเป็นภาพยนตร์แดร็กคูล่าเรื่องแรกของโลก แต่ไฉนเมื่อได้รับชม นอกจากไม่รู้สึกอะไรแล้วยังกุมขมับ อะไรว่ะดูไม่เห็นรู้เรื่อง ทั้งๆที่เรื่องราวของแดร็กคูล่าก็เคยเห็นมาหลายครั้ง แต่ไม่สามารถรับชม ทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้ได้

มองย้อนกลับไปก็ชัดเจนนะครับว่า หนังเงียบหลายๆเรื่องมีระดับความยากในการรับชมค่อนข้างสูง แตกต่างกับหนังของ Charlie Chaplin, Buster Keaton หรือ Harold Lloyd ที่คนดูหนังเงียบไม่เป็นก็ยังสามารถรับชมหนังของพวกเขาได้ ขายทั้งความบังเทิง แฝงสาระ และเทคนิคทางภาพยนตร์ที่เหนือชั้น

กับผลงานของ F. W. Murnau มีลีลาการนำเสนอที่ต้องบอกว่า คนสมัยปัจจุบันต้องอาศัยความอดทน และความเข้าใจในภาษาภาพยนตร์ค่อนข้างมาก นี่ไม่รู้คนสมัยนี้โง่ลงหรือเปล่า เพราะคนสมัยก่อนสามารถดูหนังเงียบกันได้เข้าใจดี ไม่เห็นมีปัญหาเหมือนคนยุคเรา (ผมคิดว่าเพราะบริบทของสังคม/ค่านิยม แฟชั่นในปัจจุบัน ที่หนังส่วนใหญ่ไม่ค่อยสอนให้ผู้ชมรุ่นใหม่ คิดวิเคราะห์เป็นเสียมากกว่า เวลาดูหนังเงียบจึงมักมีอคติ ว่าดูยากไม่เข้าใจ ทั้งๆที่มันก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่

แวมไพร์ (Vampire) คือ ผีชนิดหนึ่งตามความเชื่อของชาวยุโรป ยุคกลาง เป็นผีดิบที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่มีฟันแหลมคม ดื่มเลือดของมนุษย์เป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีพ, แวมไพร์มีชีวิตเป็นอมตะ ปรากฏตัวได้แต่เฉพาะเวลากลางคืน เพราะกลางวันแพ้แสงแดด หลบซ่อนอยู่ในโลงหรือในหลุมฝังศพ สามารถแปลงร่างได้หลายแบบ เช่น ค้างคาว, นกฮูก, หมาป่า, หมาจิ้งจอก, กบ, คางคก, แมลงเม่า, งูพิษ เป็นต้น สามารถกำบังกายหายตัวได้ ไม่มีเงาเมื่อกระทบกับแสงหรือสะท้อนในกระจก, สิ่งที่จะกำราบแวมไพร์ได้คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เช่น ไม้กางเขน, น้ำมนตร์ หรือแม้กระทั่งสมุนไพรกลิ่นแรงบางชนิด เช่น กระเทียม, วิธีฆ่าแวมไพร์ อาทิ ตอกลิ่มให้ทะลุหัวใจ เผา หรือ ตัดหัวด้วยจอบของสัปเหร่อ บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของมัน จะกลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย และกลายเป็นสาวกของแวมไพร์ตนที่ดูดเลือดตัวเอง

เรื่องราวของแวมไพร์ มีมากมายที่เป็นนิทานพื้นบ้านและวรรณกรรม ว่ากันว่าที่เก่าแก่ที่สุด มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน, ส่วนวรรณกรรมสมัยใหม่ที่ถือว่าโด่งดัง มีชื่อเสียงที่สุดคือ Dracula เขียนโดย Bram Stoker ตีพิมพ์เมื่อ 26 พฤษภาคม 1897 ถึงขนาดมีการนำไปสร้างภาพยนตร์ ละครเวที อนิเมชั่น เกม ของเล่น ฯ ต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน

ในช่วง 1880s – 1890s เป็นยุคของนักเขียนชื่อดัง อาทิ H. Rider Haggard, Rudyard Kipling, Robert Louis Stevenson, Arthur Conan Doyle, H. G. Wells (น่าจะมีสักชื่อที่คุณควรรู้จักนะครับ) นิยายช่วงนี้มักเป็นเรื่องราวแฟนตาซี เกี่ยวกับผู้คน/สัตว์ประหลาด ที่เข้ามาโจมตี รุกรานจักรวรรดิอังกฤษ (British Empire) เรื่องราว Dracula ของ Bram Stoker ก็เช่นกัน ได้อิทธิพลมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้าน บทความของ Emily Gerard ที่เขียนในปี 1885 เรื่อง Transylvania Superstitions แล้วเก็บนำไปฝัน ว่าตนเองกินเนื้อปูกับมายองเนสมากไป ทำให้ ราชาแวมไพร์ (vampire king) ตื่นขึ้นจากหลุมฝังศพมาตามล่า หลอนหลอนเขา

แต่ใช่ว่านิยายเล่มนี้ตอนวางขายครั้งแรกจะประสบความสำเร็จ คำวิจารณ์ก็ครึ่งๆกลางๆ ยอดขายไม่เคยติดหนังสือขายดีด้วยซ้ำ ช่วงบั้นปลายชีวิตของ Stoker ยากจนมาก ถึงขนาดต้องขอเงินค่าเลี้ยงดู ประทังชีวิตจาก Royal Literary Fund ของอังกฤษ, แต่พอหลังจาก F. W. Murnau ได้แอบสร้างหนังเรื่องนี้ในปี 1922 (หลัง Stoker เสียชีวิตไปแล้วในปี 1912) นิยายกลับค่อยๆได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นขายดีติดอันดับ Bestseller แต่กลับสร้างความไม่พอใจกับภรรยาหม้าย Florence Stoker ถึงขนาดยื่นเรื่องฟ้องร้องศาล ขอให้ทำลายฟีล์มทุกม้วนของหนังเรื่องนี้ (สงสัยเพราะยิ่งมีข่าวฉาว นิยายเลยขายดีขึ้นด้วย)

แต่ Nosferatu: A Symphony of Horror (Nosferatu ภาษาโรมาเนีย แปลว่า แวมไพร์, Nosophoros ภาษากรีก แปลว่า ผู้นำเชื้อโรค Plague-Carrier) ของ Friedrich Wilhelm Murnau หาใช่ฉบับภาพยนตร์แดร็กคูล่าเรื่องแรกของโลกนะครับ
– ในปี 1920 มีภาพยนตร์ของสหภาพโซเวียตชื่อ  Drakula (Дракула)
– และปี 1921 ภาพยนตร์สัญชาติ Hungarian ชื่อ Dracula’s Death

ทั้งสองเรื่อง อ้างว่าดัดแปลงมาจากนิยายของ Stoker (สร้างแบบไม่สนลิขสิทธิ์ เจ้าของนิยายไม่รู้เรื่อง) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สองเรื่องที่ว่ามานี้ฟีล์มได้สูญหายไปแล้ว ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ และหนังไม่ได้ประสบความสำเร็จในวงกว้าง เป็นที่รู้จักเหมือนกับ Nosferatu, เราจึงสามารถถือได้ว่า Nosferatu (1922) คือ แดร็กคูล่าเรื่องเก่าแก่สุด ที่ยังคงหลงเหลือถึงปัจจุบัน

เกร็ดไร้สาระ: คำว่า Nosferatu มีคำว่า rat อยู่ในประโยคด้วย

จุดเริ่มต้นของหนัง ในปี 1922 เมื่อ F. W. Murnau พยายามที่จะขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงนวนิยายจาก Florence Stoker แต่ไม่รู้เพราะตกลงราคากันไม่ได้ หรือเธอไม่ยอมขาย ความดื้อด้านของ Murnau ที่จะสร้าง ทำให้เขาบอกกับนักเขียน Henrik Galeen ให้ทำการปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างจากนิยาย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางข้อกฎหมาย

สิ่งที่เปลี่ยนประกอบ อาทิ
– เรื่องราวพื้นหลัง จากอังกฤษยุค 1890s กลายมาเป็น เยอรมันยุค 1830s ณ เมือง Wisborg (ขณะนั้น เยอรมันยังเป็นประเทศ Prussian และ Transylvania เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ Hungarian)
– เปลี่ยนชื่อตัวละคร (Dracula กลายเป็น Orlok, Jonathan Harker กลายเป็น Thomas Hutter, Mina กลายเป็น Ellen ฯ) และได้ตัดบางตัวละครทิ้งไป
– เพิ่มเรื่องแวมไพร์เป็นผู้แพร่เชื้อโรคระบาด และหนูบนเรือโดยสาร
– ในนิยาย Dracula ถูกฆ่าโดยตอกลิ่มทะลุหัวใจ ไม่ได้ตายเพราะแสงอาทิตย์นะครับ (ถ้าโดนแสงอาทิตย์จะแค่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่ถึงกับเสียชีวิตเพราะเป็นอมตะ)
– ตอนจบ พระเอกไม่กลายเป็นแวมไพร์
ฯลฯ

Galeen เป็นนักเขียนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง dark romanticism เคยเขียนบทหนังเรื่อง The Golem (1915) ที่มีเรื่องราวเป็นสัตว์ประหลาดหน้าตาแปลกประหลาด (เหมือนแดร็กคูล่า) ให้ออกมามีสไตล์ Expressionist ในแบบส่วนตัวของเขา

นำแสดงโดย Max Schreck รับบทเป็น Count Orlok ที่ใครๆก็คงรู้ว่า ได้แรงบันดาลใจมากจาก Count Dracula, ภาพลักษณ์ของตัวละครนี้ คือ สัตว์ประหลาด มีส่วนผสมของหนู ค้างคาว ฯ การเคลื่อนไหวเชื่องช้าเหมือนซากศพเดินได้ เล็บยาวที่เหมือนแม่มด ชอบยกกวัดไกว่ไปมาเหมือนแมงมุมขยุ้มเหยื่อ เวลาปรากฏตัว มักต้องมีหนูกับโลงศพอยู่ใกล้ๆ, ผู้คนสมัยก่อน เห็นภาพอัปลักษณ์ของตัวละครนี้คงหวาดผวา กลัวขนหัวลุก เด็กๆจดจำกลายเป็นภาพหลอน แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของตัวละครนี้คือ เงามืด ที่ค่อยๆย่างกราย เป็นสัญลักษณ์แทนความชั่วร้ายที่แอบซ่อนอยู่ภายใน

ผมเห็นตัวละครนี้ครั้งแรก รู้สึกว่า คนออกแบบมันต้องบ้าแน่ๆ คิด/ทำ/ออกแบบ อะไรได้พิลึกพิลั่น พิศดาร แปลกประหลาดได้ถึงขนาดนี้ ไม่รู้จะยกย่องหรือรู้สึกยังไงดี เพราะจิตใจของคนออกแบบ ย่อมต้องอัปลักษณ์ไม่ต่างกัน, ตัวละครนี้คือภาพที่คอหนังส่วนใหญ่จะจดจำกันได้ แต่ไม่ใช่ภาพที่ผู้คนทั้งโลกจดจำแดร็กคูล่านะครับ (คนส่วนใหญ่จะจำภาพแดร็กคูล่าของ Bela Lugosi ไม่ก็ Christopher Lee มากกว่า)

เนื่องจากหนังเงียบไม่มีเสียง การจะให้ผู้ชมรับรู้ถึงคำสนทนา จะใช้ Title Card หรือตัวอักษรคำบรรยายของหนัง แต่การแสดงความรู้สึก อารมณ์ จะถ่ายทอดออกมาผ่านท่าทาง มือไม้ และสีหน้าของนักแสดง มันอาจดู Overacting ไปมากๆ แต่หนังเงียบส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้นะครับ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจ ภาษากาย จึงจำเป็นต้องแสดงออกให้เป็นสากลมาแบบนั้น

ถ่ายภาพโดย Fritz Arno Wagner และ Günther Krampf (คนหลังไม่ได้รับเครดิต แต่ถือเป็นเบื้องหลังคนสำคัญ), ขณะถ่ายทำ มีกล้องที่ใช้เพียงตัวเดียว และฟีล์มที่ใช้มีจำกัด Murnau เลยตัดสินใจถ่ายทำยึดตามบทหนังของ Galeen อย่างเคร่งครัด (เพราะมีการอธิบาย ตำแหน่งกล้อง, การจัดแสง, ทิศทาง, มุมมอง ฯ อย่างละเอียดชัดเจน)

กับสีของภาพ สังเกตได้ว่ามีลักษณะบ่งบอกช่วงเวลาของหนัง
Amber Tint (สีอำพัน) สำหรับฉากกลางวัน
– Sepia Tint (สีน้ำตาลแก่) สำหรับตอนเช้าตรู่ เป็นสีอุ่น
– Blue Tint (สีน้ำเงิน) สำหรับฉากกลางคืน
Gray-Green Tint (สีเขียวแก่) สำหรับพลบค่ำ

กับช็อตที่สวยงาม และน่าขนหัวลุกที่สุดในหนัง เป็นการเล่นกับเงาของ Count Orlok ที่การออกแบบตัวละครนี้ แค่รูปลักษณ์ก็หลอนแล้ว แต่เห็นเงาย่างกรายหลอนกว่าหลายสิบเท่าเลย

ช็อตนี้ผมก็ค่อนข้างชอบ จะเห็นตึกสองฝั่ง หนึ่งสว่าง หนึ่งมืด และเงากำลังคืบคลาน ย่างกรายเข้าสู่ฝั่งสว่าง

งานออกแบบ เป็นสไตล์ German Expressionist ที่ถึงจะไม่หวือหวาเท่า The Cabinet of Dr. Caligari (1920) หรืออลังการระดับ Metropolis (1927) แต่ก็ยังมีลักษณะทรงที่แปลกประหลาด ผิดมนุษย์มนา อาทิ

ประตูทรงแหลม, สังเกตชุดแต่งกายของ Count Orlok ที่ดูสูงยาว (กระดุมคู่ไม่รู้กี่เม็ด) ยืนตัวตรงแข็งทื่อ ไหล่ลู่แหลมชี้ขึ้นเช่นกัน

ตึกด้านหลัง มีลักษณะหัวแหลม สามเหลี่ยม แสงอาทิตย์ส่องขึ้นระหว่างตึกสองตึก

ชายหาดเป็นสุสาน มีไม้กางเขนเต็มไปหมด นี่เหมือนเป็นสถานที่ที่ ครอบครัว/หญิงสาว เฝ้ารอคอยชายหนุ่มที่ไปสงครามแล้วยังไม่กลับมา (คือน่าจะตายแน่ๆ เลยมีไม้กางเขนเต็มไปหมด)

คนส่วนใหญ่จะคิดว่า German Expressionism จำเป็นต้องมีการออกแบบ สร้างฉากที่มีความหวือหวา อลังการ แปลกประหลาด นั่นไม่จำเป็นเลย, อย่างหนังเรื่องนี้ แทบทั้งหมดเป็นสถานที่จริง มีการเพิ่มเติมเสริมแต่งบ้าง แต่ไม่ถึงกับเยอะ นี่แสดงถึงว่า Expressionist เกิดขึ้นจาก ‘พื้นฐาน’ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวเยอรมัน, ดังที่นักวิจารณ์ชื่อดัง Lotte Eisner ยกย่องหนังเรื่องนี้ว่า ‘เป็นหนังที่มีความเป็น Expressionism สมบูรณ์แบบ โดยไม่มีการเล่นแง่อะไรกับผู้ชม’

“Never again was so perfect an Expressionism to be attained, and its stylization was achieved without the aid of the least artifice.”

ตัดต่อ น่าจะโดย F. W. Murnau, มีการแบ่งเรื่องราวออกเป็น 5 องก์ (น่าจะตามความยาวม้วนฟีล์ม ละไม่เกิน 10-20 นาที) แต่ละองก์จะมีเรื่องราวและไคลน์แม็กซ์ในตัวเอง อาทิ
– องก์แรก เริ่มต้นที่การออกเดินทางของ Hutter จบที่ได้เจอกับ Count Orlok
– องก์สอง ในปราสาทของ Count Orlok เริ่มต้นจากความไม่รู้เดียงสาของ Hutter ได้พบกับความจริง จบที่ตระหนักได้ถึงภัยอันตราย จึงพยายามหลบหนีออกมา
– องก์สาม ตัดสลับระหว่างการเดินทางของ Count Orlock กับ Hutter แข่งกันเวลา ว่าใครจะมาถึง Wisborg ก่อน
– องก์สี่ Hutter มาถึงบ้านก่อน ขณะเดียวกัน Count Orlock ก็มาถึงแล้วเช่นกัน
– องก์ห้า โรคระบาดลามมาถึงในเมือง หญิงสาว Ellen รู้ถึงสาเหตุ และตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

Title Card ตัวอักษรคำบรรยายของหนัง มีลักษณะเหมือนคำอธิบายเวลาเปิดอ่านหนังสือก่อนเข้าเรื่อง มีข้อเสียคือยาวมากๆ (อ่านตามแทบไม่ทัน)

สำหรับเพลงประกอบ ต้นฉบับของหนังเป็นของ Hans Erdmann คอมโพเซอร์ชาวเยอรมัน ที่ว่ากันว่าเป็น Orchestra เต็มวงจัดเต็ม แต่เพราะฟีล์มหนังถูกทำลายลงมาก ทำให้โน๊ตเพลงน่าจะสูญหายไปแล้ว, สำหรับเพลงประกอบที่ได้ยินในหนัง เชื่อว่าส่วนใหญ่คงแต่งขึ้นมาใหม่ ผมยังหาฉบับแนะนำให้ไม่ได้นะครับ ได้ฟังมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่พบที่ถูกใจเสียที

ใจความโดยทั่วไปของหนัง เป็นเรื่องของการต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์, ชายหนุ่มต้องการทำเพื่อหญิงสาว จึงออกเดินทางไปแสนไกล แต่ที่นั่นมีแต่ความชั่วร้ายที่สุดบ้าคลั่ง เมื่อเขาตระหนักได้ก็รีบเดินทางกลับ แต่บางสิ่งก็สายเกินไป และบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง สุดท้าย ผลลัพท์ที่ตอบสนอง จึงเป็นการสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป

ผมไปอ่านเจอ การเปรียบเทียบแวมไพร์ Count Orlok อาจแทนด้วยชาวยิว (หนังสร้างโดยชาวเยอรมัน ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็มีความเป็นไปได้สูงอยู่นะครับ) ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนสัตว์ประหลาด หัวล้าน เล็บยาว คิ้วหนา ฯ นิสัยโลภละโมบ มีเงินมาก, Transylvania สมัยนั้นได้ชื่อว่า ‘the land of phantoms and thieves’ ตัวอักษรที่เขียนในจดหมาย มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ (เห็นว่าคล้าย Yiddish ภาษาของชาวยิว)

โรคระบาดเปรียบได้กับความชั่วร้ายของชาวยิว ที่แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่ว (คือ Count Orlock ไปที่ไหน ก็มีคนตายที่นั่น) หนูคือสัญลักษณ์ของความกลัว สกปรก ที่ไม่มีใครอยากแก้ปัญหา นี่แทนด้วยความรู้สึกของคนเยอรมันต่อชาวยิว (สังเกตจากบนเรือ ไม่มีใครกล้าทำอะไรหนูเลยสักคน) วิธีที่จะจัดการได้ หนังนำเสนอว่าแสงอาทิตย์สามารถฆ่าแวมไพร์ นั่นคือ เผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับรู้ความชั่วร้ายเป็นที่กระจ่างชัด (นำออกสู่แสงสว่าง) แล้วคนพวกนี้จะค่อยๆจางหาย ถูกกำจัด สิ้นลมไปเอง

จริงๆ ถ้าหนังใช้การปักลิ่มหัวใจฆ่าแดร็กคูล่าแบบในนิยาย ผมว่าความหมายจะตรงกว่านะครับ (แต่มันจะเป็นรูปธรรมมากกว่า) คือการทำลาย หัวใจของชาวยิว (คงเพราะ ไม่มีใครรู้ว่าหัวใจของชาวยิวคืออะไร?)

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ เหตุเพราะความเก่าของหนัง ทำให้หลายๆอย่างรู้สึกธรรมดา ไม่ค่อยประทับใจเสียเท่าไหร่ ทั้งๆที่ในสมัยนั้น ผู้ชมคงอกสั่นขวัญหาย ขนหัวลุกพอง สยดสยองจดจำภาพของ Nosferatu ได้ไม่ลืมเลือน, สิ่งที่ผมชื่นชมหนัง คือความสวยงามของเทคนิค ภาษาภาพยนตร์ และ F. W. Murnau ที่ทำให้ผู้ชมตระหนักได้ว่า เขาคือปรมาจารย์ผู้กำกับ นักสร้างสรรค์คนสำคัญของวงการภาพยนตร์

สำหรับผู้คลั่งไคล้ในเรื่องราวแวมไพร์ แดร็กคูล่า ถ้าคุณยังไม่เคยดู Nosferatu ถือว่าเสียชาติเกิดแล้ว, ผมเลือกหนัง Dracula ที่ได้รับการพูดถึงบ่อยครั้งมาฝาก
– Dracula (1931) นำแสดงโดย Bela Lugosi
– Dracula (1958) นำแสดงโดย Christopher Lee
– The Return of Dracula (1958) นำแสดงโดย Francis Lederer
– Nosferatu the Vampyre (1979) กำกับโดย Werner Herzog นำแสดงโดย Klaus Kinski
– Dracula (1992) กำกับโดย Francis Ford Coppola นำแสดงโดย Gary Oldman

แนะนำกับคอหนังเงียบ, อยากเห็นจุดเริ่มต้นของแดร็กคูล่า, แฟนหนัง F. W. Murnau และชื่นชอบ German Expressionism ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศหนัง และภาพที่ดูอัปลักษณ์หลอนๆ

TAGLINE | “Nosferatu ฉบับของ F. W. Murnau แม้จะไม่สามารถหลอกหลอนผู้ชมปัจจุบันได้ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Dracula ที่ยิ่งใหญ่”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE


nosferatu

Nosferatu (1922)

(24/1/2016) Nosferatu, eine Symphonie des Grauens เป็นชื่อภาษา German แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Nosferatu: A Symphony of Horror หรือย่อๆ Nosferatu กำกับโดย F. W. Murnau นำแสดงโดย Max Schreck นี่คือหนัง Dracula เรื่องแรกของโลก เป็นหนังเงียบที่เต็มไปด้วยเทคนิคและบรรยากาศที่จะทำให้เรารู้สึกกลัว Vampire ได้

F.W. Murnau ดัดแปลงหนังเรื่องนี้จากนิยายเรื่อง Dracula ของ Bram Stoker แต่หนังใช้คำว่า Nosferatu แทนคำว่า Dracula จะว่านี่เป็นหนัง Dracula ที่ไม่มีคำว่า Dracula เอ่ยถึงในหนังเลย ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะภรรยาของ Stoker ขู่จะฟ้อง Murnau ถ้านำนิยายเรื่องนี้ไปใช้ ซึ่ง Murnau ก็แก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนชื่อตัวละครทั้งหมด เพราะเขาเป็นชาว German จึงใช้ชื่อเป็นภาษา German ทั้งหมด จะว่า Nosferatu เป็นหนึ่งในหนังที่ดังที่สุดของ Murnau ก็ได้ เพราะหนังเรื่องนี้กับ The Last Laugh ถือเป็นใบผ่านให้ Murnau ได้มีโอกาสไปที่อเมริกาเพื่อสร้างหนังกับสตูดิโอ fox ใน hollywood

Max Schreck เขาคือ Dracula คนแรกของโลก ในหนังเรื่องนี้ Dracula จะมีรูปลักษณ์ต่างจากที่เราเห็นในหนังปัจจุบันมาก ไม่ได้มีเขี้ยว 2 เขี้ยว มีกรงเล็บที่เหมือนเยี่ยว ดูแล้วหลอนมากๆ เชื่อว่าถ้าท่านอยู่คนเดียวปิดไปแล้วเปิดหนังเรื่องนี้แบบไม่เปิดเสียงละก็ หลอนแน่ๆ

หนังผีสมัยใหม่มักจะสร้างบรรยากาศให้อึมครึม จากนั้นจะทำให้ผู้ชมตกใจด้วย jump-shot หรือเสียง effect ที่ทำให้สะดุ้ง แต่ไม่ใช่กับหนังสมัยก่อน โดยเฉพาะหนังเงียบที่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ วิธีที่ Nosferatu ทำคือการสร้างบรรยากาศ ถ่ายภาพช้าๆ แช่ภาพนิ่งๆ แล้วสร้างความรู้สึกผ่านเงาที่ค่อยๆย่างกราย หน้าตาตัวละครที่หลอนอยู่แล้ว เมื่อเจอกับวิธีการนำเสนอแบบนี้ ภาพที่เห็นจะติดตาทันที

ผมเชื่อว่าคนดูสมัยใหม่ ภูมิต้านทานเรื่องความกลัวคงสูงมากๆ เพราะหนัง horror สมัยนี้มีเทคนิคมากมายที่ทำให้คนดูกลัว เมื่อมาดูหนังเรื่องนี้ที่เก่าเกือบร้อยปี ความกลัวเลยไม่มากเท่าไหร่ ผมดูแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่นอกจากจะชื่นชมหนังเรื่องนี้ องค์ประกอบศิลป์ เสื้อผ้า แต่งหน้า เทคนิคการถ่ายทำ การได้ดูหนังเงียบมันเหมือนเราได้ดูการบุกเบิก วิวัฒนาการของหนังในยุคแรกๆ ราวกับเราย้อนเวลาไปเมื่อเกือบร้อยปีก่อน เห็นภาพวิถีชีวิตของคน ตึกรามบ้านช่องที่ปัจจุบันคงไม่เหลือซากแล้ว ภาพในหนังมันคือประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกเอาไว้ให้รุ่นเราๆและรุ่นต่อไปได้ชม

ถ่ายภาพโดย Fritz Arno Wagner และ Günther Krampf ต้องยอมรับว่างานถ่ายภาพของหนังเรื่องไม่ธรรมดาเลย โดยเฉพาะการเล่นกับแสงเงาที่สร้างอารมณ์ได้ ถึงดูแล้วอาจจะแค่วางกล้องไว้เฉยๆแล้วให้ตัวละครเดินเข้าฉาก แต่ทิศทาง การวางทิศทาง มุมกล้อง เป็นหน้าที่ของผู้กำกับภาพ นอกจากนี้ยังมีการซูมเข้าซูมออก (คงยกกล้องเดินไปมาหรือใช้รถลาก) Fritz Arno Wagner ได้ฉายาว่า master of the dark, moody lighting ส่วน Günther Krampf เขาค่อนข้างเป็นคนที่ถูกลืม จนได้ฉายาว่า phantom of film history เพราะหนังหลายเรื่องที่เขาถ่ายภาพ จะลืมใส่เครดิตชื่อเขาลงไปด้วย ทั้งสองถือว่าเป็นตากล้องแนวหน้าของ German ยุคนั้นเลย

ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนฉาก จะไม่ใช้การตัดเปลี่ยนฉากธรรมดา แต่มักจะเฟด ซูมเข้าซูมออกเป็นวงกลม ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาทำในขั้นตอน production หรือ post-production ซึ่งถ้าเป็น production ผมคิดว่ววิธีนั้นไม่ยากมาก คือใช้กล้องที่สามารถหมุนปิดเปิดหน้ากล้องให้เห็นเป็นแบบในหนังได้ แต่ถ้าแก้ตอน post-production ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำได้ยังไง

เห็นว่าต้นฉบับที่ฉายมีการประพันธ์เพลงประกอบไว้ แต่งโดย Hans Erdmann แต่น่าเสียดายที่ sheet score ของหนังเรื่องนี้สูญหายหรือถูกทำลายไปพอสมควร เพลงประกอบที่เราได้ยินจากในหนัง เป็นเพลงที่ประพันธ์ขึ้นใหม่โดย James Bernard เขาทำเพลงประกอบให้กับหนัง horror หลายเรื่อง เลยได้รับโอกาสทำเพลงให้ Nosferatu

ผมดูหนังเรื่องนี้ใน Youtube นะครับ มีแปลข้อความจากภาษา German เป็นภาษาอังกฤษให้ด้วย ผมสังเกตว่าหนังพยายามทำเหมือนเปิดหนังสืออ่าน คือมีคำอธิบายเป็นข้อความยาวๆขึ้นมาให้เราอ่าน ไม่ใช่แค่คำพูดของตัวละคร มีตัวอักษร Act I,II,III,IV,V และ End Act แต่ละ Act ไม่ยาวมากประมาณ 10-20 นาที (ที่เป็นแบบนั้นคงเพราะฟีล์มหมดม้วน) หนังยาว 94 นาทีเท่านั้น

มีสัญลักษณ์บางอย่างในหนังที่อาจจะไม่ชัดเจนเท่าไหร่ มีนักวิเคราะห์คิดไว้ว่า dracula/vampire นั้นเป็นตัวแทนของความเกลียดชังต่อ homo-sexual, AIDS, disease เพราะหนังเรื่องนี้มีการพูดถึงโรคระบาด plague และเลือด blood ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตรงๆเลย ตัวละครในหนังเมื่อพูดถึง dracula ต่างมีความหวาดกลัว ซึ่งชัดเจนมากว่าคนสมัยก่อนมองคนที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้ยังไง หนังเกี่ยวกับ dracula ในปัจจุบันอาจจะนำเสนอจุดนี้ไม่ชัดแล้ว หรืออาจจะมีเหตุผลแฝงอื่นๆที่แทรกเข้ามา เช่นเดียวกับ mutant (ใน X-Men) ที่เหตุผลแฝงก็คล้ายๆกันนี้เช่นกัน

ใครเคยดู Dracula เวอร์ชั่นไหนๆแล้ว ผมบอกเลยว่าเรื่องราวก็ไม่ได้ต่างกันมาก อาจแค่เปลี่ยนชื่อตัวละครเท่านั้น ทำให้ความสนุกในการลุ้นติดตามเนื้อเรื่องของ Nosferatu นั้นแทบจะไม่มีเลย แต่การได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนการได้บริโภคอาหารต้นตำรับ ความสวยงามคือการได้เห็นความพยายามและวิวัฒนาการในการนำเสนอ ณ จุดเริ่มต้นนั้น รสชาติมันดิบ เหมือนอาหารที่ไม่ถูกปรุงแต่ง แต่ยังมีเอกลักษณ์ของที่เฉพาะตัว มีวิธีการนำเสนอที่ทำให้คนดูรู้สึกได้ว่าเป็นหนังที่ไม่ธรรมดา ผมแนะนำให้คนที่ชอบดูหนังทุกท่านได้ลองดูนะครับ ชั่วโมงครึ่งไม่ต้องอดทนนานมาก อาจจะผิดหวังตอนจบนิดหน่อยแต่ให้คิดว่า สมัยนั้นทำได้เท่านี้มันสุดยอดมากๆ เชื่อว่าดูแล้วจะชื่นชมมากกว่าตำหนิข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆในหนังนะครับ

คำโปรย : “Nosferatu หนัง Dracula เรื่องแรกของโลกสร้างโดย F.W. Murnau นำแสดงโดย Max Schreck นี่เป็นหนัง Dracula ที่แตกต่างจากเรื่องอื่นมาก แต่มีความสวยงาม ยิ่งใหญ่ และหลอนๆในสิ่งที่หนังเงียบสามารถทำได้ที่สุดแล้ว”
คุณภาพTHUMB UP
ความชอบSO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of