Fragment of an Empire

Fragment of an Empire (1929) USSR : Fridrikh Ermler ♥♥♥♥

ทหารนายหนึ่ง (รับบทโดยโคตรนักแสดง Fyodor Nikitin) สูญเสียความทรงจำ ‘Shell Shock’ ระหว่างสงครามกลางเมือง Russian Civil War (1917-23) หลังจากสามารถรื้อฟื้น หวนระลึกสิ่งต่างๆ พบเห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงอันน่าอึ่งทึ่ง ชวนเชื่อความยิ่งใหญ่ภายใต้ลัทธิ Leninism

Fridrikh Ermler was one of the greatest masters in the history of Soviet and world cinema. This was acknowledged by such filmmakers as Eisenstein, Chaplin, and Pabst … Why he is unknown in the West is a mystery.

If influence is the criterion for determining the significance of a film director, then Fridrikh Ermler is perhaps the most important director in Soviet film history.

Denise J. Youngblood จากหนังสือ Movies for the Masses (1992)

ผมเคยเขียนถึง The Turning Point (1945) ภาพยนตร์รางวัล Palme d’Or ของผกก. Fridrikh Ermler จดจำได้ลางๆว่าไม่ค่อยชื่นชอบสักเท่าไหร่ แต่การรับชม Fragment of an Empire (1929) มันคนละเรื่องเลยนะ! สร้างความขนลุกขนพอง สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ไม่น้อยกว่า Battleship Potemkin (1925) หรือ Mother (1926) ถ้าไม่เพราะหอภาพยนตร์นำฉบับบูรณะมาฉายเทศกาลหนังเงียบ ประเทศไทย ครั้งที่ ๗ วันที่ ๖ มิถุนายน ค.ศ. ๒๕๖๓ คงอาจไม่มีโอกาสรับรู้จักโคตรๆหนังเงียบเรื่องนี้

(แต่ผมไม่ได้ถ่อไปถึงศาลายาหรอกนะครับ มันไกลเกิ้น แทนที่จะหาจัดกลางเมืองแบบครั้งก่อนๆ Siam, House Samyan ยังอาจสร้างความสนใจ อำนวยความสะดวกผู้ชมได้มากกว่านี้!)

ความยิ่งใหญ่ของ Fragment of an Empire (1929) คือการนำเสนอเรื่องราวที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อน หรือซุกซ่อนนัยยะเชิงสัญลักษณ์อันลึกล้ำ (อย่างหนังของ Sergei Eisenstein, Vsevolod Pudovkin, Oleksandr Dovzhenko ล้วนสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าในการขบครุ่นคิดวิเคราะห์ยิ่งนัก!) ออกไปในเชิงหนังกระแสหลัก (Mainstream) แต่สามารถนำเอาเทคนิคตัดต่อ ‘Soviet Montage’ มาปรับประยุกต์ใช้ได้อย่างน่าประทับใจ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยกย่องสรรเสริญก็คือนักแสดงนำ Fyodor Nikitin โดยปกติแล้วหนังเงียบสหภาพโซเวียต มักไม่ค่อยขายการแสดงสักเท่าไหร่ เพราะไปมุ่งเน้นลีลาตัดต่อเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเอาจริงๆผกก. Ermler ก็มีแนวคิดเช่นนั้น เคยประกาศกร้าว “No feelings!” “No transformations!” “Down with Stanislavsky!” “Long live Meyerhold!” รวมถึง “A film worker should be like a cabinetmaker”. แต่ตรงกันข้ามกับความเชื่อของ Nikitin หลงใหลคลั่งไคล้ทฤษฎีการแสดงของ Konstantin Stanislavski (บุคคลผู้ได้รับการยกย่อง The Godfather of ‘method acting’) ถึงขนาดแอบปลอมตัวเข้าไปในคลินิกจิตเวช ศึกษาพฤติกรรมผู้ป่วย ‘Shell Shock’ นำมาปรับใช้กับการแสดง ถ่ายทอดอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมาได้อย่างโคตรๆทรงพลัง


Fridrikh Markovich Ermler ชื่อเกิด Vladimir Markovich Breslav (1898-1967) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Rēzekne, Russian Empire ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพมาจาก Latvia ในชีวิตไม่เคยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานใดๆ แต่ถูกบังคับเกณฑ์ทหารเข้าร่วมกองทัพ Czarist เมื่อปี ค.ศ. 1917 พบเห็นความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ จึงเปลี่ยนมาเลือกข้างกองทัพแดง (Red Army ของ Bolsheviks) เคยถูกจับทรมานโดยพวกการ์ดขาว (White Guard), หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง Russian Civil War (1917-23) ได้กลายเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์

หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง Ermler ครุ่นคิดจะดำเนินตามความฝันวัยเด็กอยากเป็นนักแสดง แต่ค้นพบว่าตนเองไม่มีพรสวรรค์ใดๆด้านนี้ เลยเปลี่ยนความสนใจมาเป็นงานเบื้องหลัง ในตอนแรกเข้าศึกษายัง Leningrad Institute of Screen Arts กลับพบว่าครูยังทำการสอนด้วยแนวคิดรูปแบบเก่าๆ, จนกระทั่งได้เข้าร่วมสถาบัน Cinema Experimental Workshop (KEM) ซึ่งมีเป้าหมายปฏิวัติวงการภาพยนตร์สมัยนั้น ด้วยสโลแกน “No feelings!” “No transformations!” “Down with Stanislavsky!” “Long live Meyerhold!” เปรียบเทียบทีมงานเบื้องหลังดั่งช่างไม้ทำตู้เตียง (Cabinetmaker) เชื่อว่าภาพยนตร์คืองานฝีมือ (Craft) ไม่ใช่ศาสตร์ศิลปะ (Art)

หลังจากเริ่มสร้างหนังสั้น ตามด้วยร่วมสร้างหนังยาวสองเรื่อง มาจนถึงผลงานฉายเดี่ยวครั้งแรก The Parisian Cobbler (1927) พยายามนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาสังคมยุคสมัยนั้น โดยไม่รู้ตัวสามารถจุดประกายแนวหนัง (genre) มีคำภาษารัสเซีย ‘bytovoi’ หรือแนว ‘slice of life’ ได้รับความนิยมจนถึง ค.ศ. 1934

สำหรับ Обломок империи อ่านว่า Oblomok imperii แปลว่า Fragment of an Empire, ผู้กำกับ Ermler ต้องการนำเสนอเรื่องราวของบุคคลที่สูญเสียความทรงจำ แล้วพยายามค้นหาตัวตนเอง เริ่มต้นชีวิตใหม่ ก้าวข้ามผ่านปมเลวร้ายจากอดีต ซึ่งเป็นผลกระทบสงคราม/การปฏิวัติ Russian Revolution (1917-23) ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับบุคคล(จุลภาค)และสภาพสังคม(มหภาค)

I wanted to make a film about a man who had lost his memory and who was trying to find his way back to himself. I wanted to show how difficult it is to rebuild a life after trauma. I also wanted to explore the themes of war and its effects on individuals and societies.

Fridrikh Ermler

ผมอ่านเจอว่าผกก. Ermler ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจาก The Cabinet of Dr. Caligari (1920) ที่แม้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในรัสเซีย แต่วิธีการนำเสนอสไตล์ German Expressionism มีการจัดแสงและออกแบบฉากที่สามารถสร้างบรรยากาศตึงเครียด อึดอัด รู้สึกไม่สบายใจ เลยครุ่นคิดอยากนำเอาเทคนิคเหล่านั้นมาปรับประยุกต์ใช้ในผลงานของตนเองบ้าง

I was very impressed by The Cabinet of Dr. Caligari. The film was so different from anything I had ever seen before. I was particularly interested in the way Wiene used lighting and set design to create a sense of unease and tension. I wanted to use these same techniques in my own films.

นอกจากนี้ผกก. Ermler ยังเคยได้รับการเสี้ยมสอนเทคนิคภ่ายภาพและตัดต่อ จากเพื่อนผู้กำกับ Dziga Vertov ถึงวิธีถ่ายทำโลกความเป็นจริง แล้วนำมาสร้างจังหวะ ความต่อเนื่อง เพื่อให้ภาพยนตร์มีความลื่นไหลดูเป็นธรรมชาติ

I learned a lot from Vertov. He taught me how to use montage to create a sense of rhythm and flow in my films. He also taught me how to use the camera to capture the real world in all its complexity.


เรื่องราวของนายทหาร Filimonov (รับบทโดย Fyodor Nikitin) สูญเสียความทรงจำจากอาการ ‘Shell Shock’ เนื่องจากสงครามกลางเมือง Russian Civil War (1917-23) แล้ววันหนึ่งในปี ค.ศ. 1928 พบเห็นหญิงสาวหน้าตาคุ้นๆ อยู่บนขบวนรถไฟเคลื่อนพานผ่าน ทันใดนั้นความทรงจำเคยเลือนหายก็เริ่มหวนกลับคืนมา

เมื่อ Filimonov สามารถรื้อฟื้นความทรงจำ จึงตัดสินใจขึ้นรถไฟเดินทางกลับบ้านเกิด Saint Petersburg แต่พอมาถึงกลับพบว่าทุกสิ่งอย่างได้ปรับเปลี่ยนจนแทบไม่หลงเหลืออะไร แม้แต่ชื่อยังกลายเป็น Leningrad ค่อยๆเรียนรู้ ปรับตัวเข้ากับวิถีของโลกยุคสมัยใหม่ และในที่สุดก็พบเจอหญิงสาวบนขบวนรถไฟนั้น คืออดีตภรรยาแต่งงานใหม่กับหัวหน้าคนงาน (Soviet Apparatchik)


Fyodor Mikhailovich Nikitin (1900-88) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Lokhvytsia, Poltava Governorate (ปัจจุบันคือประเทศ Ukraine) ในครอบครัวขุนนาง/ชนชั้นสูง ได้รับการศึกษาอย่างผู้ดีมีสกุล จากนั้นเดินทางไปร่ำเรียนการแสดง State Institute of Theatrical Arts ที่กรุง Moscow ก่อนมีผลงานละครเวที Moscow Art Theatre, ร่วมงานภาพยนตร์ผู้กำกับ Fridrikh Ermler ทั้งหมดสี่ครั้ง Katka’s Reinette Apples (1926), The Parisian Cobbler (1927), The House in the Snow-Drifts (1928), Fragment of an Empire (1929), เคยได้รับรางวัล Stalin Prizes สองครั้งจากเรื่อง Ivan Pavlov (1949) และ Mussorgsky (1950)

รับบท Filimonov อดีตนายทหาร (ไม่ได้มีการระบุว่ามาจากฝั่งฝ่ายไหน) ยังคงหลอกหลอนจากการสู้รบสงครามกลางเมือง ทำให้ล้มป่วย ‘shell shock’ จนสูญเสียความทรงจำ, หลายปีต่อมาเมื่อสามารถหวนระลึกความหลัง เดินทางกลับบ้านเกิด Saint Petersburg พบเห็นการเปลี่ยนแปลงจดแทบจำอะไรไม่ได้สักสิ่งอย่าง ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะสามารถปรับตัว เรียนรู้จักวิถีโลกสมัยใหม่ และบังเกิดความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในอุดมการณ์สังคมนิยม

เพราะทัศนคติต่อภาพยนตร์ vs. การแสดง ที่แตกต่างตรงกันข้ามระหว่างผกก. Ermler และ Nikitin ทำให้ทั้งสองเกิดความขัดแย้งนับครั้งไม่ถ้วนตลอดการถ่ายทำ!

  • ผกก. Ermler ไม่ต้องการให้นักแสดงทำอะไรเกินตัว เพียงขยับเคลื่อนไหว ดำเนินไปตามคำสั่ง ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆออกมา การสวมบทบาทตัวละครคือเรื่องไร้สาระ!
  • แต่ Nikitin ก็โคตรจะดื้อรั้น ดึงดัน พยายามสรรหาวิธีสร้างความซับซ้อนทางอารมณ์ ด้วยการแสดงความอึดอัดอั้นผ่านทางสีหน้า ท่วงท่า ภาษากาย เพื่อผู้ชมสามารถจับต้องสิ่งที่อยู่ภายในตัวละครได้อย่างทรงพลัง

ความขัดแย้งของทั้งสอง รุนแรงจนต่างฝ่ายต่างปฏิเสธร่วมงานกันอีก! แต่การแสดงของ Nikitin ช่วยเสริมสร้างมิติทางอารมณ์ให้กับหนัง ผู้ชมรู้สึกหลอกหลอนภาพสงคราม สัมผัสถึงอาการอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง และโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพจากหน้ามือ-หลังมือ ถือเป็นการแสดงที่เข้มข้น หนักแน่น ทรงพลัง เอ่อล้นด้วยอุดมการณ์ ชวนให้ถึงนึกโคตรนักแสดงชาวเยอรมัน Conrad Veidt (โด่งดังจาก The Cabinet of Dr. Caligari (1920)) อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

Nikitin creates a character of great depth and complexity. He is a kind and compassionate man who is also haunted by the memories of the war. He is torn between his loyalty to the Red Army and his love for Anna. Nikitin’s performance is one of the reasons why Fragment of an Empire is considered to be one of the greatest Soviet films ever made.

นักวิจารณ์ David Robinson

ถ่ายภาพโดย Yevgeni Shneider (1897-1947) ผู้กำกับ/ตากล้องชาวรัสเซีย

งานภาพของหนังเต็มไปด้วยลูกเล่น เทคนิคภาพยนตร์มากมาย โดดเด่นกับทิศทาง มุมกล้อง องค์ประกอบภาพ โดยเฉพาะการจัดแสงในลักษณะ ‘expressionist lighting’ ถือว่ารับอิทธิพลเต็มๆจาก The Cabinet of Dr. Caligari (1920) แต่ทุกช็อตฉากถ่ายทำยังสถานที่จริง ไม่ได้มีการออกแบบลวดลายพื้นหลังตามสไตล์ German Expressionism

สำหรับคนที่เคยศึกษาทฤษฎีการตัดต่อ ‘Soviet Montage’ น่าจะสังเกตรายละเอียดการถ่ายภาพ มักมีระยะประชิดใกล้ โคลสอัพใบหน้าตัวละคร รวมถึงสัตว์-สิ่งของต่างๆ เพื่อสำหรับตัดสลับภาพที่ต้องการเปรียบเทียบ สื่อแทนนัยยะความหมาย

สิ่งที่ผมรู้สึกน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของหนัง คือการร้อยเรียงภาพทิวทัศน์ ตึกรามบ้านช่อง ท้องถนนหนทางเมือง Saint Petersburg เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อเป็น Leningrad (1924-91) [ก่อนหวนกลับมาใช้ Saint Petersburg ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (1991-ปัจจุบัน)] จุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชม (ยุคสมัยนั้น) พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองหลวง ที่แทบจะไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมภายหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง, การรับชมในปัจจุบัน ภาพพบเห็นคือประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีก่อน ปัจจุบันน่าจะแทบไม่หลงเหลืออะไรๆแล้วกระมัง (นอกจากอนุสาวรีย์ ประตูชัย ฯ สถานที่สำคัญๆที่ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง)


ฟีล์มม้วนแรกของหนัง (จากทั้งหมดหกม้วน) นำเสนอการถอยร่นของการ์ดขาว (White Guard) ระหว่างสงครามกลางเมือง Russian Civil War (1917-23) มีการทอดทิ้งศพทหารไว้ข้างสถานีรถไฟ (ไม่มีการระบุชื่อสถานี เพียงบอกว่า Outpost No.2) ทั้งซีเควนซ์ถ่ายทำตอนกลางคืน เหมือนว่ามีการปรับความเข้มแสง (Low Key) ให้ปกคลุมด้วยความมืดมิดจนแทบมองไม่เห็นอะไร … เพื่อสื่อการสูญเสียความทรงจำของตัวละคร ตกอยู่ในความมืดมิด หวนระลึกอะไรไม่ได้สักสิ่งอย่าง

หนึ่งในทหารการ์ดขาว เหมือนว่าแสร้งตายเพื่อหลบหนีทหาร นอนรวมอยู่กับศพข้างสถานีรถไฟ ได้รับการช่วยเหลือจาก Filimonov เมื่อฟื้นตื่นพบเห็นแม่สุนัขกำลังให้นมลูกๆ เกิดความหิวกระหาย จึงคืบคลานเข้าไปแก่งแย่งดูดนม … ผมตีความฉากนี้ถึงการสูญเสีย ‘ความเป็นมนุษย์’ เพราะสงครามถือเป็นสิ่งไร้มนุษยธรรม ทหารหาญได้รับการปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ ถูกเข่นฆ่าไม่ต่างจากหมู-หมา-กา-ไก่

War is a terrible thing. It dehumanizes people and turns them into animals. I have seen it with my own eyes. Men who were once kind and gentle have become killers. They have lost all sense of compassion and mercy. They have become machines of destruction.

Fridrikh Ermler

ชายคนนี้น่าจะคือทหารมียศของกองทัพแดง (Red Army) สังเกตว่ากล้องถ่ายมุมเงย แสดงถึงการมีอำนาจ สามารถกำหนดโชคชะตานายทหารการ์ดขาว แม้เขายินยอมไว้ชีวิตอีกฝ่าย แต่กลับเข่นฆาตกรรมแม่สุนัขอย่างเลือดเย็น โดยไม่ได้มีความจำเป็นเลยสักนิด!

ทีแรกผมก็จดจำชายคนนี้ไม่ได้ แต่เมื่อลองเปรียบเทียบก่อน-หลังโกนหนวด ก็พบว่าคือบุคคลเดียวที่แต่งงานใหม่กับ(อดีต)ภรรยาของ Filimonov ซึ่งภายหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองก็ได้กลายเป็น Soviet Apparatchik มีตำแหน่งในพรรคคอมมิวนิสต์ เบื้องหน้าพยายามสร้างภาพภายนอกให้ดูดี แต่ลับหลังปฏิบัติต่อภรรยาเยี่ยงขี้ข้ารับใช้

นัยยะของตัวละครนี้ ต้องการสื่อให้เห็นว่าทหารมียศในกองทัพแดง หรือเป็นสมาชิก Soviet Apparatchik ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถยึดถือปฏิบัติตามอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ยังลุ่มหลงในอำนาจบาดใหญ่ ชอบที่จะวางตัวอยู่เหนือบุคคลอื่น

หลายปีถัดมา ค.ศ. 1928 วันหนึ่ง Filimonov ได้พบเห็นหญิงสาวบนขบวนรถไฟ เกิดความรู้สึกมักคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เมื่อกลับเข้ามาในห้องพัก จู่ๆสารพัดภาพใบหน้าเธอปรากฎขึ้น แทรกสลับขบวนรถไฟวิ่งพานผ่านไปอย่างรวดเร็วไว นี่เป็นความพยายามทำให้เหมือนการฉายภาพ ‘flash’ ปรากฎแวบขึ้นในความทรงจำ

ภาพแฟลชของหญิงสาวที่ปรากฎขึ้นซ้ำๆ ยังไม่เพียงพอให้ Filimonov บังเกิดความเข้าใจใดๆ แต่มันทำให้เขาสับสน หวาดกังวล จิตใจว้าวุ่นวาย พบเห็นจักรเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ จึงทำการหมุนกลไก ภาพตัดสลับระหว่างบริเวณหัวเข็มและปลายกระบอกปืน … จริงๆมันยังมีภาพจากมุมมองอื่นๆ ตัดสลับใบหน้า Filimonov แต่ที่ผมเลือกมาแค่สองช็อตนี้เพราะต้องการให้เห็นภาพสุดท้ายที่นำ(สองภาพแรก)มาซ้อนทับกัน ซึ่งถือเป็นไคลน์แม็กซ์ซีนนี้ (ก่อนหยุดหมุนจักร) สื่อนัยยะว่าสองสิ่งอย่างราวกับเป็นอันหนึ่งเดียวกัน!

กล่าวคือการที่ Filimonov ได้จับจ้องหัวเข็มจักรเย็บผ้า ขยับเคลื่อนไหวซ้ำไปซ้ำมา ทำให้หวนระลึกถึงภาพปลายกระบอกปืน เหมือนตนเองเคยทำการกราดยิงบางสิ่งอย่าง

วินาทีที่ Filimonov ทำการล้มโต๊ะ! กล้องถ่ายภาพแกนหลอดด้ายเคลื่อนไหลออกห่าง จากนั้นตัดภาพรถลากปืนกลกำลังเคลื่อนเข้าหา นี่เช่นกันคือลักษณะการเปรียบเทียบช็อตต่อช็อต แสดงให้เห็นเศษเสี้ยวความทรงจำของตัวละคร ค่อยๆหวนกลับคืนมาทีละนิด

นี่คือเหรียญเกียรติยศ Order of the Red Banner ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้กับทหารรัสเซียยุคสมัยนั้น วีรบุรุษผู้อุทิศตน เสียสละเพื่อประเทศชาติ ขณะเดียวกันมันก็เป็นสัญลักษณ์ปม Trauma ที่ทำให้ตัวละครรู้สึกหลอกหลอน สูญเสียความทรงจำกับหายนะจากสงคราม

I wanted to show the heroism of the ordinary man. Filimonov is a simple soldier who does his duty, even though he doesn’t remember why he’s fighting. I awarded him the Order of the Red Banner because it is the highest award that could be given to a soldier. I also wanted to show the price of victory. Filimonov’s amnesia is a symbol of the trauma that many people experienced during the war.

Fridrikh Ermler

เมื่อพบเห็นเหรียญเกียรติยศ ทำให้ Filimonov หวนระลึกความทรงจำระหว่างที่ตนเองเคยเป็นทหาร เข้าร่วมสู้รบสงครามกลางเมือง ภาพแรกพยายามคืบคลานไปตามลำแสงสว่าง ดูแล้วน่าจะกำลังหลบหนีทหาร มาจนถึงไม้กางเขนตรึงชายสวมหน้ากาก (สงครามโลกครั้งหนึ่ง เลื่องชื่อในการใช้แก๊สพิษเข่นฆ่าทหารหาญ) ครุ่นคิดว่าคือพระเยซูคริสต์ แต่ระหว่างกำลังอธิษฐานขอพร กลับถูกรถถังศัตรูพุ่งเข้ามาย่ำเหยียบ … สื่อตรงๆเลยว่า ไม่มีพระเจ้าในสนามรบ!

ไฮไลท์ของการหวนระลึกความทรงจำ คือฉากที่ Filimonov ถูกหัวหน้าสั่งให้ไปเข่นฆ่าศัตรู ทั้งสองฝ่ายต่างก้าวย่างเดินตามลำแสงสว่าง จนกระทั่งเมื่อถึงจุดเผชิญหน้า แทนที่จะเข้าต่อสู้ห่ำหั่น กลับพูดคุยสนทนากันอย่างออกรส สร้างความไม่พึงพอใจให้ผู้บังคับบัญชาการทั้งสองฝั่ง ถึงขนาดสั่งโจมตีด้วยระเบิด ตูมตาม … นั่นน่าจะคือเหตุการณ์ทำให้ Filimonov สูญเสียความทรงจำ

การนำเสนอเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกับ Filimonov หลายคนอาจรู้สึกว่ามันมีความเหนือจริง (Surreal) จับต้องไม่ได้สักเท่าไหร่ นั่นเพราะหนังพยายามนำเสนอเศษเสี้ยวความทรงจำ ไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมดที่ตัวละครหวนระลึกได้ พื้นที่ส่วนใหญ่เลยปกคลุมด้วยความมืดมิด ‘Low Key’ เพียงเส้นทางและตัวละครที่ดูขาวสว่าง ความทรงจำอันเลือนลาง (มันเป็นลักษณะตรงกันข้ามกับภาพเงา ‘silhouette’ ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่า ‘invert color’ ได้หรือเปล่า)

ภาพแรกน่าจะเป็นตอนที่ Filimonov เริ่มต้นสูญเสียความทรงจำ (จากถูกผู้บังคับบัญชาโจมตีด้วยระเบิด ระหว่างพูดคุยสนทนากับทหารที่ควรเป็นศัตรู) ส่วนภาพหลังคือวินาทีที่เขาสามารถรื้อฟื้นความทรงจำ ลุกขึ้นมาหวนระลึกความหลังได้ทุกสิ่งอย่าง

เมื่อสามารถรื้อฟื้นความทรงจำ Filimonov เดินทางกลับบ้านเกิด Saint Petersburg แต่ทุกสิ่งอย่างกลับผิดแผกแปลกตา แทบไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิม เกิดอาการสับสน หวาดกังวล ‘cultural shock’ ร้อยเรียงภาพมุมเงยตึกระฟ้าสูงใหญ่ (ผมขี้เกียจแคปหลายๆรูปมาแปะติดปะต่อกัน ลองไปสังเกตเอาเองดูแล้วกัน) และจะมีขณะหนึ่งตั้งกล้องระหว่างรถรางสองขบวนเคลื่อนสวนทาง สามารถสื่อถึงอดีต-ปัจจุบัน ทุกสิ่งอย่างได้ผันแปรเปลี่ยนไป

Filimonov พยายามออกติดตามหาภรรยา แต่ว่าเธออยู่แห่งหนไหน? จากก้าวย่าง → กลายเป็นรีบเร่ง → ตามด้วยออกวิ่งเร็วๆ → และกล้องขยับเคลื่อนฉวัดเฉวียน ซึ่งจะมีการตัดสลับข้อความ (Title Card) ขึ้นคำว่า куда แปลว่า Where? ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ … เป็นการใส่อารมณ์กับตัวอักษรได้อย่างน่าประทับใจไม่น้อย

เพราะไม่รู้จะไปติดตามหาภรรยาจากแห่งหนไหน Filimonov เลยเดินทางไปยังบ้านของหัวหน้าเก่า แต่ขณะนั้นถูกปลดออกจากโรงงาน ใช้ชีวิตจมอยู่กับอดีต ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาตัวรอดอยู่ได้อย่างไร … Mise-en-scène ซีเควนซ์นี้มีความน่าสนใจทีเดียว

  • เมื่อ Filimonov เดินทางเข้ามาหัวหน้าเก่า ทั้งสองยืนระดับความสูงเดียวกัน
  • แต่แล้วหัวหน้าเก่าก็นั่งลงตรงเก้าอี้โซฟา (ตำแหน่งศีรษะต่ำกว่า Filimonov) เล่าถึงการสูญเสียอำนาจ ถูกปลดจากโรงงาน ปัจจุบันมีความต่ำต้อยด้อยค่า
  • Filimonov ที่ก็ไม่รู้จะทำอะไรยัง จึงคุกเข่าลงกับพื้น (ตำแหน่งศีรษะต่ำกว่าหัวหน้าเก่าที่นั่งเก้าอี้โซฟา) อ้อนวอนร้องขอความช่วยเหลือ

ภาพวาดหญิงเปลือยในบ้านของหัวหน้าเก่า ช็อตนี้ไม่ได้สื่อถึงความหมกมุ่นมักมากของภรรยา แต่หมายถึงสภาพอันเปลือยเปล่าของพวกเขา หลังถูกบีบออกจากการเป็นหัวหน้าโรงงาน ทำให้สูญเสียชื่อเสียง รายได้ ตอนนี้เพียงดำรงชีวิต ทอดถอนหายใจไปวันๆ

มองอย่างผิวเผินภาพช็อตนี้มีถึงสามระดับ ชั้นล่างห้องโถงพนักงานรับประทานอาหาร ชั้นกลางหัวหน้าเล่นปิงปอง และเบื้องบน(น่าจะ)เจ้าของโรงงานกำลังเดินหมากรุก (สัญลักษณ์ของการวางแผน เดินหมาก กำหนดทิศทางบริหาร) แต่การใช้เทคนิค ‘deep focus’ เพื่อให้ทั้งสามชั้นมีความคมชัดระดับเดียวกัน เคลือบแฝงนัยยะเสมอภาคเท่าเทียมของระบอบสังคมนิยม … แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆนะหรือ??

ความฉงนของผมก็คือการจัดแสง ชั้นล่างห้องโถงพนักงานมีความสว่างเจิดจร้า ตรงกันข้ามชั้นบนสุดที่มีคนกำลังเล่นหมากรุกกลับปกคลุมด้วยความมืดมิด แต่ในบริบทนี้ยังสามารถสื่อถึงเบื้องหน้า-เบื้องหลัง การให้ความสำคัญกับคนหมู่มาก (ชนชั้นบริหารแม้อยู่เบื้องบน แต่ก็มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับประชาชนชั้นล่าง)

Filimonov ได้พบเจอกับอดีตทหารนายหนึ่งที่เคยให้ความช่วยเหลือ (เมื่อตอนต้นเรื่อง) มาตอนนี้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ลุกขึ้นยืนกล่าวสุนทรพจน์อะไรสักอย่าง (น่าจะพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อนสมาชิกให้รับ Filimonov เข้าทำงานในโรงงาน) ซึ่งจะมีการซ้อนภาพใบหน้า แสดงถึงสภาวะผู้นำ ทั้งๆเจ้าตัวไม่น่าจะใช่หัวหน้า แต่ระบอบสังคมนิยม ทุกคนล้วนมีสิทธิ์เสียง เสมอภาคเท่าเทียม ในการพูด-แสดงออก ประชาชนคือเจ้าของประเทศชาติ!

แม้เข้าทำงานในโรงงานมาสักใหญ่ แต่ Filimonov ยังคงยึดติดกับรูปแบบแนวคิดเก่าๆ เวลามีปัญหาพยายามมองหาหัวหน้า ใครคือเจ้านาย? ใครคือผู้ควบคุมดูแลทุกสิ่งอย่าง? คำตอบที่เข้าได้รับจากชายคนนี้ ทำการยื่นมือเข้าหา จากนั้นร้อยเรียงภาพเครื่องจักรกล ผู้คน แรงงาน ภาคส่วนต่างๆ (ที่มีการใช้มือกระทำบางสิ่งอย่าง) เพื่ออธิบายว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศแห่งนี้ สามารถดำเนินไปด้วย’มือ’ของพวกเราทุกคน

วินาทีที่ Filimonov เกิดความตระหนัก เข้าใจว่าใครคือเจ้านาย มีการปรับโฟกัสใบหน้าจากเบลอเป็นคมชัด นี่ผมไม่ค่อยแน่ใจว่ายุคสมัยนั้นมีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับเทคนิคนี้แล้วหรือไร แต่นัยยะสามารถสื่อถึงการปรับเปลี่ยนมุมมอง โลกทัศนคติของตัวละคร ในที่สุดก็เข้าถึงอุดมการณ์แท้จริงของระบอบสังคมนิยม

วินาทีที่ Filimonov บังเกิดความเข้าใจในวิถีสังคมนิยม ทำให้หวนระลึกถึงรอยแผลเป็นของเหรียญเกียรติยศ กลายเป็นสิ่งที่เขารู้สึกรังเกียจขยะแขยง ต่อต้านขึ้นมาโดยทันที จากนั้นร้อยเรียงภาพกลับหัว Czar Nicholas II จากนั้นเป็นภาพสัตว์ร้าย ตัวตลก หมีสวมมงกุฎ ฯ เพื่อเป็นการล้อเลียนเสียดสี และท้ายสุดก็คือการนำ Order of the Red Banner มาขายทิ้งร้านของเก่า ไม่ได้มีมูลค่าอะไรใดๆอีกต่อไป

เนื่องจากผมขี้เกียจเขียนแล้วเลยกระโดดมาช็อตสุดท้ายของหนัง เป็นการ “Breaking the Fourth Wall” ให้ตัวละครหันมาสบตาหน้ากล้อง ทำเหมือนพูดคุยสนทนากับผู้ชม ให้เกิดความตระหนักว่าทุกสิ่งอย่างเพิ่งกำลังเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น! ยังมีอีกมากมายหลายสิ่งอย่างที่ต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สหภาพโซเวียตก้าวสู่ระบอบสังคมนิยมอย่างสมบริบูรณ์

Is it the end?
We still have a lot of work to do, comrades.

ตัดต่อโดย … (ไม่มีเครดิต)

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของนายทหาร Filimonov ตั้งแต่สูญเสียความทรงจำช่วงระหว่างสงครามกลางเมือง Russian Civil War (1917-23) แล้วกระโดดข้ามมา ค.ศ. 1928 เมื่อได้พบเจอหญิงสาวคนหนึ่งบนขบวนรถไฟ ทำให้ค่อยๆรื้อฟื้นเหตุการณ์ในอดีต (จะมองว่าเป็นการหวนระลึกความทรงจำ หรือภาพหลอนจากอดีตก็ได้เช่นกัน) เมื่อตระหนักรับรู้แล้วว่าฉันคือใคร จึงออกเดินทางกลับบ้านเกิด Saint Petersburg เพื่อติดตามหา(อดีต)ภรรยา

  • อารัมบท, สงครามกลางเมืองรัสเซีย
    • พวกการ์ดขาวกำลังถอยร่น ถูกไล่ล่าโดยกองทัพแดง
    • มีนายทหารคนหนึ่งแสร้งว่าเสียชีวิต เหมือนต้องการหลบหนีทหาร
    • พบเจอกับ Filimonov สูญเสียความทรงจำจากอาการ ‘Shell Shock’
  • ค.ศ. 1928 ความทรงจำที่ฟื้นคืนกลับมา
    • Filimonov พบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งบนขบวนรถไฟ
    • ทำให้เขาสามารถรื้อฟื้นความทรงจำ หวนระลึกความหลัง
    • จึงตัดสินใจออกเดินทางกลับบ้านเกิด Saint Petersburg
  • ความเปลี่ยนแปลงของ Saint Petersburg สู่ Leningrad
    • เมื่อเดินทางมาถึง Saint Petersburg ทำให้ Filimonov เกิดอาการ ‘Cultural Shock’ จดจำอะไรไม่ได้สักสิ่งอย่าง
    • ออกติดตามมาพบเจอหัวหน้าโรงงานเก่า เขียนจดหมายแนะนำ
    • เดินทางมาโรงงานใหม่ เรียนรู้การทำงาน วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป
    • จนในที่สุดก็สามารถยินยอมรับความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น
  • เผชิญหน้า(อดีต)ภรรยา และหนทางเลือกเดิน
    • Filimonov ตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง เอ่อล้วนด้วยอุดมการณ์เพื่อสังคมนิยม
    • ไคลน์แม็กซ์ Filimonov พบเจอ(อดีต)ภรรยา ถึงได้รับรู้ว่าแต่งงานใหม่กับหัวหน้าคนงาน (Soviet Apparatchik)

ในบรรดาโคตรหนังเงียบของสหภาพโซเวียต ผมครุ่นคิดว่า Fragment of an Empire (1929) มีความเด่นชัดและครบครันในทฤษฎีตัดต่อ ‘Soviet Montage’ สามารถใช้ศึกษา อ้างอิง ทำความเข้าใจรายละเอียดต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องปีนป่ายบันไดสูงนักเหมือนอย่าง Battleship Potemkin (1925) หรือ Mother (1926) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลยังอ่อนด้อยประสบการณ์รับชมภาพยนตร์


ชื่อหนัง Fragment of an Empire (1929) ในแง่มุมหนึ่งสามารถสื่อถึงตัวละคร Filimonov เพราะการสูญเสียความทรงจำ ทำให้เขาราวกับเป็นบุคคลจากอดีต เศษเสี้ยวที่หลงเหลือของจักรวรรดิรัสเซีย (Russian Empire) เมื่อพบเห็นการเปลี่ยนแปลงของสหภาพโซเวียต (Soviet Union) จึงเกิดอาการสับสน ตื่นกังวล ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ซึมซับ ปรับตัวเข้ากับวิถียุคสมัยใหม่

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่มนุษย์จะก้าวข้ามผ่านปมเลวร้าย(Trauma)จากอดีต เฉกเช่นเดียวกับบุคคลเคยยึดถือมั่นต่อพระเจ้าชาห์ (Tarist) เมื่อรัสเซียเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ย่อมต้องมีฝั่งฝ่ายต่อต้าน ไม่เห็นด้วย นำสู่สงครามกลางเมือง การ์ดขาว vs. กองทัพแดง ผู้ชนะถึงได้รับสิทธิ์นำพาประเทศก้าวสู่ยุคสมัยใหม่

ชัยชนะของกองทัพแดง นำพารัสเซียก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถปรับตัวเข้ากับระบอบสังคมนิยม ดูอย่างอดีตหัวหน้าโรงงาน, (อดีต)ภรรยาของ Filimonov รวมถึงสามี(ใหม่)ของเธอ ภายนอกแสร้งแสดงออกเพื่อให้ได้รับการยินยอมรับจากผู้คน แต่ลับหลังยังคงโหยหาอาลัย ปฏิบัติกับคนใกล้ตัวด้วยวิธีการแบบเก่าก่อน (Tarist) ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายใน

ตอนจบของหนังตามคำพูดของ Filimonov โลกยุคสมัยใหม่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะสามารถล้มล้างวิถีความเชื่อ/วิธีคิดรูปแบบเก่าๆ ภาพยนตร์จึงเป็นสื่อสำหรับเสี้ยมสอน ชวนเชื่อ (propaganda) สร้างค่านิยมใหม่ๆให้กับผู้ชม(ยุคสมัยนั้น)

แต่ผกก. Ermler ไม่ได้ต้องการให้ Fragment of an Empire (1929) เป็นหนังชวนเชื่อแบบยัดเยียด บีบบังคับให้เห็นพ้องคล้อยตาม พยายามนำเสนอเรื่องราวให้ผู้ชมสามารถขบครุ่นคิด บังเกิดความเข้าใจด้วยตนเอง

I believe that film can be used for propaganda, but it should also be used to educate and inspire people. I want my films to make people think, not just to tell them what to think.

แม้ว่าผกก. Ermler ไม่เคยสูญเสียความทรงจำแบบเดียวกับตัวละคร แต่เขาเคยถูกบังคับเกณฑ์ทหารฝั่งฝ่าย Tarist พบเห็นความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะของจักรวรรดิรัสเซีย จึงย้ายมาอาสาสมัครกองทัพแดง แล้วโดนการ์ดขาวจับกุม ถูกทัณฑ์ทรมาน นั่นถือเป็นประสบการณ์เลวร้าย ความทรงจำหลอกหลอน ไม่ต่างจากอาการ ‘Shell Shock’ สักเท่าไหร่

สิ่งที่ทำให้ผกก. Ermler สามารถก้าวข้ามผ่านความทรงจำอันเลวร้าย (Trauma) นั่นคือการได้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จ พบเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์ ท้องทุ่งนา Saint Petersburg สู่ตึกระฟ้า Leningrad ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสามารถเปรียบดั่งยารักษาอาการ ‘Shell Shock’ (ของผกก. Ermler) และต้องการโน้มน้าวบุคคลที่ยังเป็นเศษเสี้ยวจากอดีต ‘Fragment of an Empire’ ถึงเวลาที่พวกวัตถุโบราณทั้งหลาย ต้องยินยอมรับสภาพความจริง เปิดรับปรับตัวเข้าสู่โลกยุคสมัยใหม่ได้แล้ว

แซว: รับชมหนังเรื่องนี้ ชวนให้ผมนึกถึงประเทศสารขัณฑ์(ขณะนี้)ที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ระบอบเดิมใกล้ถูกล้มล้าง อนาคตใหม่เชื่อว่ากำลังจะมาถึง


เมื่อหนังออกฉายไม่เพียงได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ แต่บรรดาผู้กำกับดังๆอย่าง Sergei Eisenstein ยังกล่าวยกย่องให้เป็น “a masterpiece of Soviet cinema”

Fragment of an Empire is a masterpiece of Soviet cinema. It is a film that is both visually stunning and emotionally powerful. Ermler’s direction is masterful, and Nikitin’s performance is unforgettable. The film is a powerful indictment of war and violence, and a moving meditation on the nature of memory and identity. It is a film that is as relevant today as it was when it was first made.

Sergei Eisenstein

แม้ยุคสมัยนั้นสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตจะไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่ แต่เมื่อหนังเดินทางมาถึงก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นคือคำสรรเสริญของผู้กำกับ/นักแสดง Charlie Chaplin พบเห็นอิทธิพลใน Modern Times (1936) และรวมถึง The Great Dictator (1940) พอสมควรเลยละ!

I have been greatly impressed by the work of Fridrikh Ermler, particularly his film Fragment of an Empire. It is a powerful and moving film that shows the devastating effects of war on ordinary people. I believe that Ermler is one of the most talented filmmakers working today, and I look forward to seeing his future work.

Charlie Chaplin

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะคุณภาพ 2K นำโดย Robert Byrne (ประธานคณะกรรมการ San Francisco Silent Film Festival) ร่วมกับ Peter Bagrov (อดีตนัก Archivist จาก Gosfilmofond) เอาฟีล์ม 35mm จากคลังเก็บ EYE Filmmuseum, Amsterdam ผสมเข้ากับฟุตเทจพบเจอเพิ่มเติม Swiss Film Archive แล้วเสร็จสิ้นปี ค.ศ. 2018 สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Flicker Alley

ส่วนตัวชื่นชอบประทับใจหนังอย่างมากๆ ประทับใจความแพรวพราวในลีลาตัดต่อ, การแสดงโคตรๆสมจริงของ Fyodor Nikitin, บันทึกภาพ Saint Petersburg/Leningrad เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูล, ส่วนประเด็นชวนเชื่อก็ออกไปทางประชาธิปไตย มากกว่าสังคมนิยมเสียด้วยซ้ำ! ปฏิเสธต่อต้านบุคคลที่ยังมีทัศนคติเผด็จการ ปลูกฝังแนวคิดเสมอภาคเท่าเทียมในทุกๆระดับ

เอาจริงๆผมแอบรู้สึกว่า Fragment of an Empire (1929) เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับนำมาศึกษาทฤษฎีตัดต่อ ‘Soviet Montage’ มากยิ่งกว่า Battleship Potemkin (1925) หรือ Mother (1926) เสียอีกนะ! เพราะมันความชัดเจน หลากหลาย เข้าใจง่าย ไม่ต้องปีนป่ายบันไดสูงนักสำหรับบุคคลยังอ่อนด้อยประสบการณ์รับชมภาพยนตร์

จัดเรต 15+ กับอาการ Shell Shock ลักษณะชวนเชื่อ

คำโปรย | Fragment of an Empire แม้เพียงเศษเสี้ยวของสหภาพโซเวียต แต่สามารถชวนเชื่อค่านิยมยุคสมัยใหม่ได้อย่างทรงพลัง
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | น่าประทับใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: