October (1928)

October

October (1928) USSR : Sergei Eisenstein, Grigori Aleksandrov ♥♥♥

ถึงจะเป็นภาพยนตร์บันทึกประวัติศาสตร์ 26 ตุลาคม 1917 วันที่กองทัพแดง Bolshevik ปฏิวัติรัสเซีย โค่นล้มทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของ Tsar Nicholas II ลงได้สำเร็จ แต่หนังเงียบเรื่องนี้เต็มไปด้วยสิ่งสัญลักษณ์มากมายจนมีความเป็น Avant-Garde มากกว่า Historical เสียอีก

Strike (1925) กับ Battleship Potemkin (1925) สองผลงานแรกแจ้งเกิดระดับโลกของ Sergei Eisenstein แม้จะดูยาก แต่ยังพอมีเรื่องราวให้สามารถสัมผัสเข้าถึงได้ แต่สำหรับ October: Ten Days That Shook the World คงเพราะความ ‘intellectual’ ของ Eisenstein ก้าวล้ำถึงจุดเกินกว่าคนทั่วไปจะมีปัญญารับรู้ซึ้งเข้าใจ … คือผมก็พอดูรู้เรื่องอยู่บ้างนะ แต่ค่อนข้างสองจิตสองใจชอบไม่ชอบ

ในทัศนะความคิดเห็นส่วนตัว ภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์ควรนำเสนอข้อเท็จจริงในลักษณะ ‘Realism’ หรือไม่ก็เป็นการแสดงทัศนคติในมุมมองของผู้กำกับต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, แต่กรณีของ October เป็นหนังแนว Historical ด้วยลักษณะของ Avant-Garde ร้อยเรียงภาพเชิงสัญลักษณ์แทนการเล่าเรื่องด้วยเหตุการณ์ รูปปั้นพระเยซูสวมหน้ากาก, พระศิวะ, พระพุทธรูป, มังกร, และเทวรูปอื่นๆ นี่คือ Intellectual Montage ที่แม้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยกับประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัสเซีย แต่ในทัศนคติของผู้กำกับเห็นว่า ต่างเพิกเฉยต่อเหตุการณ์วันสิ้นโลกที่กำลังบังเกิดขึ้น

คือมันก็ไม่ผิดอะไรนะครับกับการนำเสนอเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ ในลักษณะอุปมาอุปไมย Metaphor ถือเป็นอีกระดับขั้นหนึ่งของงานศิลปะชั้นสูง ที่มีลีลาชั้นเชิงลึกล้ำซับซ้อน แต่คงค่อนข้างเฉพาะเจาะกลุ่มผู้มีรสนิยมชอบการครุ่นคิดวิเคราะห์ค้นหาความหมาย กับคนที่ไม่ประทับใจหนังคงปฏิเสธส่ายหัวหัวชนฝา

หนึ่งในผู้กำกับชื่อดังของรัสเซีย ที่ไม่โอเคกับภาพยนตร์เรื่องนี้เลยก็คือ Vsevolod Pudovkin

“How I would have loved to have such a forceful failure at some point. From this day forward we shall work differently”.

Sergei Mikhailovich Eisenstein (1898 – 1948) นักทฤษฎี ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติรัสเซีย ได้รับการยกย่องว่าคือ “Father of Montage.” เกิดที่ Riga, Latvia (ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Russia Empire) ในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อเป็นวิศวกรต่อเรือทำให้เด็กชาย Sergey วาดฝันโตขึ้นตามรอย เข้าเรียน Institute of Civil Engineering แต่ภายหลังเปลี่ยนใจมาสาย School of Fine Arts, ในช่วงปฏิวัติรัสเซีย 1917 สมัครเข้าร่วม Red Army โค่นล้มระบบ Tsarist เมื่อสำเร็จลุล่วงสมัครงานคณะละครเวที Proletkult Theatre, Moscow ทำงานเป็นนักออกแบบสร้างฉาก เครื่องแต่งกาย ไต่เต้าจนได้เป็นผู้กำกับ/ผู้จัดการ ไม่นานนักเริ่มสนใจในสื่อภาพยนตร์ เริ่มจากกำกับหนังสั้น Glumov’s Diary (1923) เขียนบทความ The Montage of Film Attractions (1924) แล้วสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Strike (1925) เพื่อสนองแนวคิดนี้

“An attraction (in our diagnosis of theatre) is any aggressive moment in theatre, i.e. any element of it that subjects the audience to emotional or psychological influence, verified by experience and mathematically calculated to produce specific emotional shocks in the spectator in their proper order within the whole. These shocks provide the only opportunity of perceiving the ideological aspect of what is being shown, the final ideological conclusion”.

คำอธิบายเปรียบเทียบง่ายๆของทฤษฎี Montage ในวิสัยทัศน์ของ Eisenstein คือสมการคณิตศาสตร์ A + B = C นำภาพสองช็อตมาวางเรียงต่อเนื่องจะทำให้เกิดเป็นอีกความหมายหนึ่ง อาทิ
– น้ำ + ตา = การร้องไห้
– ประตู + หู = การแอบฟัง
– ปาก + นก = การร้องเพลง

เกร็ด: กับคนที่เคยศึกษาทฤษฎี Montage จะรับรู้ว่าจริงๆแล้วมันมี 3 แนวคิด
1) Kuleshov Effect, อธิบายง่ายๆด้วยสมการ A + B = C แต่จะมีลักษณะ ตัวละคร + เหตุการณ์ = ความรู้สึก/ความหมาย
2) Eisenstein Montage, การตัดต่อควรมีเหตุผลในตัวเอง ความขัดแย้งระหว่าง 2 ช็อต จะเกิดขึ้นเป็นความหมายใหม่ขึ้นมา
3) Pudovkin Montage, การสร้างความหมายเกิดจากการเรียงชิดกันของช็อต หรือสมการ A + B = AB ไม่ได้สร้างความหมายใหม่ขึ้นมา แต่เสริมอธิบายกันและกัน

วิธีการของการตัดต่อ Montage (methods of montage) มีทั้งหมด 5 รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ประกอบด้วย
1. Metric Montage การกำหนด’ปริมาณ’ตายตัว เช่นว่า ช็อตนี้ขนาด 3 วินาที ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพจะสั้น-ยาว กว่า 3 วินาที ก็หาได้มีความสลักสำคัญอะไรไม่
2. Rhythmic Montage การตัดต่อที่สร้างจังหวะความ’ต่อเนื่อง’ของเหตุการณ์ อาทิ ไคลน์แม็กซ์สามเส้าของ The Good, The Bad, and The Ugly (1966), ฉาก Odessa Steps เรื่อง Battleship Potemkin (1925), ฯ
3. Tonal Montage สร้างสัมผัสทาง’อารมณ์’ให้เกิดขึ้น อาทิ ตัดต่อภาพด้วยความรวดเร็วฉับไว ผู้ชมจะรู้สึกตื่นเต้นลุ้นระทึก, ค่อยๆให้ภาพธรรมชาติผืนน้ำเคลื่อนไหลเปลี่ยนผ่านอย่างเนิบนาบเชื่องช้า แบบตอน A Dead Man Calls for Justice เรื่อง Battleship Potemkin (1925) ฯ
4. Overtonal Montage ส่วนผสมของทั้ง Metric, Rhythmic, Tonal ด้วยปริมาณตายตัว มีความต่อเนื่อง ก่อให้เกิดสัมผัสอารมณ์ขึ้นตอบสนอง (จริงๆรูปแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับ Tonal Montage แต่จะเน้นความ Abstract ที่มีมากกว่า)
5. Intellectual Montage การแทรกใส่ภาพที่แม้จะอาจไม่สอดคล้องใดๆกับเรื่องราว แต่มีความหมายนัยยะแฝงเร้นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมักมีลักษณะเกี่ยวกับศาสนา สิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ต้องใช้สติปัญญาครุ่นคิดทำความเข้าใจ

ขณะที่ Eisenstein กำลังเตรียมงานผลงานถัดไป The General Line เริ่มต้นปี 1927 ได้ถูกร้องขอจากคณะกรรมการ October Revolution Jubilee Committee ของ Presidium of the Central Executive Committee of the USSR ดึงตัวให้มาสร้างภาพยนตร์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี การปฏิวัติรัสเซีย 1917 ซึ่งดูเหมือนว่าคณะกรรมการผู้จัดจะเรียนรู้ความผิดพลาดจากตอน Battleship Potemkin (ที่เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี การปฏิวัติรัสเซียครั้งแรก 1905) มอบหมายงานแบ่งเค้กไม่ใช่แค่ผู้กำกับคนเดียวเท่านั้น ประกอบด้วย
– The End of St. Petersburg (1927) มอบหมายให้ Vsevolod Pudovkin
– Moscow in October (1927) กำกับโดย Boris Barnet
– และ The Great Way (1927) ให้ผู้กำกับ Esfir Shub

ร่วมงานกับ Grigori Aleksandrov ที่นอกจากเป็นนักแสดงขาประจำแล้ว (พบเจอกันตั้งแต่ตอนทำงานที่ Proletkult Theatre) กลายเป็นผู้ช่วย เขียนบท และตั้งแต่เรื่องนี้มอบเครดิตกำกับร่วมให้

Grigori Vasilyevich Aleksandrov (1903 – 1983) นักแสดง ผู้กำกับสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Ekaterinburg, Russian Empire (ปัจจุบันคือประเทศ Russia) ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ทำงานเป็นเด็กรับใช้ที่ Ekaterinburg Opera Theater ไต่เต้าจนกลายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ สนใจด้านดนตรี เล่นไวโอลิน เข้าเรียน Ekaterinburg Musical School จบออกมามุ่งสู่ Moscow ได้งาน Proletcult Theatre รู้จักสนิทสนมกับ Sergei Eisentein ร่วมงานด้วยกันมาตลอดตั้งแต่หนังสั้น Glumov’s Diary (1923) จนถึงเดินทางไป Hollywood และ Mexico หวนกลับมาสหภาพโซเวียตปี 1932 ได้รับคำสั่งจาก Joseph Stalin สร้างหนังเพลงจนโด่งดัง อาทิ Jolly Fellows (1934), Circus (1936), Volga-Volga (1938), Tanya (1940) ฯ

เรื่องราวเริ่มต้นที่ February Revolution หรือ February Bourgeois Democratic Revolution of 1917 มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาเพื่อคานอำนาจ Tsar Nicholas II แต่อะไรๆหลายๆอย่างยังคง ‘same old story’ สงคราม ความอดอยากของประชาชนยังมิได้รับการแก้ไข
– เมษายน, Vladimir Lenin เดินทางมาถึงสถานีรถไฟ Finland พร้อมผู้ให้การสนับสนุนมากมาย และประกาศยกเลิกสนับสนุนรัฐบาลเฉพาะกาล
– กรกฎาคม, ระหว่างการชุมนุม Nevsky Prospekt, Sadovaya Street ประชาชน/กรรมกรแรงงาน ถูกทหารรัสเซียกราดยิงเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็น มีการยกสะพานขึ้นเพื่อมิให้การจราจลลุกลามบานปลาย ที่สำนักงานใหญ่ของ Bolshevik ประชุมได้ข้อสรุปจะโค่นล้มชนชั้นผู้นำ และรัฐบาลเฉพาะการนำโดย Alexander Kerensky ประกาศจับ Lenin ที่ได้หายตัวไปเพื่อวางแผนลุกฮือก่อการจราจล
– ตุลาคม, กรรมาธิการของ Bolshevik ลงมติโหวตให้ Lenin ทำการลุกฮือขึ้นก่อการจราจล
– 24 ตุลาคม, Lenin ออกเดินทางจากที่หลบซ่อนมุ่งสู่ Smolny เพื่อเข้าควบคุมและประกาศการลุกฮือขึ้นก่อจราจลในวันถัดไป
– 25 ตุลาคม, เรือรบ Aurora และประชาชน/กรรมกรแรงงานเข้ายึดควบคุมสะพาน (ที่เคยถูกยกเมื่อตอนชุมนุม Nevsky Square) รัฐมนตรีกลาโหมเรียกกองทัพอันประกอบด้วยทหาร Cossacks และกองพันหญิง (Women’s Death Battalion) เพื่อปกป้องพระราชวังของ Tsar ค่ำวันนั้นมีการประชุมรัฐสภาใหญ่จากทั่วประเทศ ลงมติโหวตสนับสนุนหลัง Bolshevik ให้ขึ้นมามีอำนาจแทน Kerensky (เหมือนจะขึ้นรถหนีไปแล้ว) ขณะเดียวกันกลุ่มกำลังของคณะปฏิวัติรวมตัวกันหน้า Winter Palace และเมื่อเรือรบ Aurora ยิงปืนใหญ่เป็นสัญญาณ กรีฑาทัพเข้ายึดพระราชวังฤดูหนาว ประกาศให้ทุกคนจำนนยอมพ่ายแพ้
– 26 ตุลาคม, เช้าวันใหม่ รัฐบาลใหม่ของสหภาพโซเวียตได้เริ่มต้นขึ้น

สำหรับนักแสดงยังคงเลือกใช้บริการจากคณะ Proletkult Theatre (ที่ Eisenstein เคยทำงาน) และมือสมัครเล่นที่อยากมีส่วนร่วมในภาพยนตร์ แต่ครานี้หนังมีหลายตัวละครถือว่าบทบาทสำคัญมากๆ ซึ่งผู้กำกับทำการคัดเลือกโดยให้บุคคลหน้าเหมือนที่สุด
– Vasili Nikandrov (รับบท Vladimir Lenin) เดิมเป็นคนงานในโรงงานผสมปูนซีเมนต์ (ผู้กำกับ Boris Barnet ดึงตัว Nikandrov ให้มารับบทบท Lenin อีกครั้งในหนังเรื่อง Moscow in October)
– นักศึกษามหาวิทยาลัย Nikolai Popov (รับบท Aleksandr Kerensky)

เดิมนั้น Leon Trotsky หนึ่งในแกนนำหลักก่อตั้ง Bolshevik มีบทบาทสำคัญมากในหนังและการปฏิวัติรัสเซียครั้งนี้ แต่เพราะการขึ้นมามีอำนาจของ Joseph Stalin ที่แนวคิดอะไรหลายๆอย่างตรงกันข้ามขัดแย้ง ทำให้ถูกขับไล่จากพรรค เนรเทศนอกสหภาพโซเวียต และถูกลอบสังหารเสียชีวิตปี 1940 ก่อนหนังออกฉายจึงถูกใบสั่ง (จาก Stalin) ให้ตัดเรื่องราวของ Trotsky ออกไปเลยยิ่งดี

ถ่ายภาพโดย Eduard Tisse ขาประจำคนโปรดของ Eisenstein ไปไหนไปด้วย ร่วมงานกันจนถึงผลงานเรื่องสุดท้าย, ส่วนหนึ่งของหนังใช้ภาพจาก Archive Footage และหลายๆช็อตถ่ายติดรูปปั้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งเหนือธรรมชาติ สะท้อนเข้ากับการตัดต่อแบบ Intellectual Montage

ลำดับภาพไม่มีเครดิต แต่ย่อมต้องเป็น Eisenstein เองนะแหละ, สองผลงานก่อนหน้านี้ วิธีการเล่าเรื่องจะแบ่งออกเป็นตอนๆ ความยาวเท่ากับหนึ่งม้วนฟีล์ม (15-20 นาที) แต่หนังเรื่องนี้ได้ทำลายกฎเกณฑ์ข้อนั้นลง (ทำลาย Metric ของตนเองลง) เปลี่ยนมาใช้ Title Card ขึ้นชื่อวัน/เดือนของเหตุการณ์ปฏิวัติ และจะไม่ยึดแบ่งตามความยาวม้วนฟีล์มอีกต่อไป

ข้อความเกริ่นเริ่มต้นของหนัง

“We can pride ourselves in having started the establishment of the Soviet state, thus opening a new epoch of the world history”.

– Vladimir Lenin

ภาพแรกๆของหนังรูปปั้นของ Alexander III (ครองราชย์ 1881 – 1894) ในรัชสมัยของพระองค์ไม่มีการสงครามใดๆจนได้รับฉายา The Peacemaker แต่เพราะถือเป็นสัญลักษณ์ของ Tsarist ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงถูกปีนป่ายทำลายแยกชิ้นส่วน นัยยะสื่อถึงเรื่องราวของหนัง การปฏิวัติโค่นล้มอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศรัสเซีย

เกร็ด: ในประวัติศาสตร์จริงๆแล้ว การรื้อถอนทำลายรูปปั้นบริเวณ Church of Christ เกิดขึ้นเมื่อปี 1918 ภายหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จลุล่วง ด้วยคำกล่าวของรัฐบาลใหม่

“On the Destruction of Monuments Erected in Honor of the Tsar and his Servants”.

ผู้ชมสมัยนั้นที่จดจำลำดับเหตุการณ์นี้ได้ จักเกิดความเข้าใจว่าฉากนี้เป็นการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จริงๆ

ความล้มเหลวของรัฐบาลเฉพาะกาลก็เพราะแบบนี้ละครับ คนส่วนใหญ่ที่ขึ้นมามีอำนาจต่างออกอาการเหลิงเถลิง ก้มหัวให้พระเจ้า Tsar น้อยองศากว่าตั้งฉากกับพื้นเสียอีก แทนที่บริหารประเทศให้ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ กลับมีแต่ถดถอยหลังลงคูคลองเรื่อยๆ จน Bolshevik ต้องหาทางโค่นล้มทั้งระบอบชนชั้นลงเลย จะได้ไม่ต้องก้มหัวให้ใครที่ไหนอีก

การปราศัยของ Lenin ยังสถานีรถไฟ Finland ด้านหลังคือนาฬิกา สัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกว่า เวลาของรัฐบาลเฉพาะกาลใกล้หมดลงแล้ว มุมเงยขึ้นแสดงถึงพลังอำนาจ และลมพัดแรงเหลือเกิน นัยยะถึงประเทศกำลังก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนทิศทางลมครั้งสำคัญ

ฉากการชุมนุมที่ Nevsky Prospekt, Sadovaya Street ไฮไลท์อยู่ที่การตัดต่อ ขณะฝูงชนแตกกระจายเพราะถูกทหารกราดยิง ภาพตัดไปที่กระบอกปืนและคนยิงรัวๆเร็วๆหลายครั้ง (ให้สัมผัสคล้ายๆการกราดยิงปืนกล) แล้วตัดกลับมาพบเห็นความโกลาหล นี่คือลักษณะของ Metric Montage ที่มีการกำหนดปริมาณของภาพและระยะเวลาไว้อย่างชัดเจน

เป็นช็อตที่ใช้คลิปอธิบายตรงกว่าเห็นแค่ภาพนิ่ง ประกอบเสียงเพลงและ Sound Effect จะยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น

ไม่หมดเพียงเท่านี้ หญิงสาวและเจ้าม้าผู้โชคร้ายถูกทหารรัสเซียเข่นฆ่าตาย ยังได้กลายเป็นสัญลักษณ์ขณะสะพานถูกยกขึ้น (แบ่งแยกระหว่าง ประชาชนชั้นแรงงาน-ชนชั้นผู้นำประเทศและ Tsar) ทรงผมของเธอค่อยๆเคลื่อนไหลลง (หลอนยิ่งกว่า The Ring) แต่น่ากลัวกว่านั้นคือศพม้าห้อยต่องแต่งลงจากสะพาน และรูปปั้น Pharaoh มองเห็นอย่างไร้เยื่อใยเย็นชา

ลักษณะของม้าที่ห้อยต่องแต่งลงมาจากบนสะพาน มีความคล้ายกับการเสียชีวิตของ Vakulinchuk เรื่อง Battleship Potemkin (1925) ที่เป็นตัวแทนของแพะรับบาป ผู้โชคร้ายกลายเป็นโจกท์ของสังคม อันก่อให้เกิดการรวมตัวเรียกร้อง และกลายเป็นผู้นำการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ, ม้า/รถม้า คือสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไปข้างหน้า ของชีวิต/ประเทศชาติ เมื่อมันถูกฆ่าและห้อยต่องแต่ง มองได้ว่าคือการหยุดนิ่งอยู่กับที่ ในตำแหน่งแบ่งแยกของสองฝั่งสะพาน/คนสองกลุ่ม

ผู้นำของรัฐบาลเฉพาะการขณะนั้น Alexander Kerensky ถูกเปรียบเข้ากับนกยูงรำแพนหาง ที่ก็ไม่ใช่ตัวเป็นๆด้วยนะ Robot Peacock เคลื่อนไหวด้วยกลไกตามคำสั่งของผู้อื่น

นกยูงเป็นสัตว์ที่ชอบอวดขนหางงามสง่า แต่ก็แค่ความสวยงามเท่านั้นแหละ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรอย่างอื่น นี่เป็นการเปรียบเทียบเชิงล้อเลียนตัดสลับกับ Kerensky ขณะรอเข้าพบรับคำสั่งจาก Tsar Nicholas II

ช็อตถัดๆไปยังมีการเปรียบเทียบต่อกับ Napoléon Bonaparte จักรพรรดิของฝรั่งเศส เคยที่จะได้ยึดครอง Russian Empire ส่วนหนึ่ง แต่ภายหลังก็เพราะมิอาจควบคุมบงการอะไรได้เลยต้องหนีหางจุกตูดกลับประเทศไป นี่สะท้อนกับ Kerensky ช่วงหลัง ที่พอรับรู้ตัวว่าคุม Bolshevik ไม่อยู่แล้ว ก็เผ่นแนบขึ้นรถหนีออกจากประเทศไปเลย

ขวดเหล้าสี่ขวดประกบกัน เทียบกับอาณาเขตดินแดนของประเทศที่แตกแยก เมื่อสามารถทำสงครามหรือหาวิธีรวบรวมให้กลายเป็นหนึ่งเดียว เอาฝาขวด/มงกุฏครอบ ก็สามารถกลายเป็นผู้นำ/พระราชาได้โดยทันที

ถือเป็นฉากเชิงสัญลักษณ์ อธิบายวิธีการ หลักการ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำปกครองประเทศในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

Sequence ที่ถือเป็นตัวอย่างของ Intellectual Montage ร้อยเรียงนำภาพของเทวรูปต่างๆของหลากหลายศาสนามาประติดประต่อกัน เพื่อสื่อความหมายถึง บรรดาสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหลายที่ประชาชนนับหน้าถือตา พวกท่านมิได้ทำอะไรให้บังเกิดขึ้นกับประเทศรัสเซียเลยเลยแม้แต่น้อย สงบนิ่งเฉยก้มมองดูอย่างหยาบคายไร้ตัวตนสิ้นดี

นี่สะท้อนถึงทัศนคติของผู้กำกับ Eisenstein แม้พ่อมีเชื้อสาย Jews แล้วเปลี่ยนตามแม่มาเป็น Orthodox Christian แต่ภายหลังบอกว่า ตนเองเป็นพวกนอกรีต Atheist ไม่เชื่อว่าพระเจ้าจริง, และยังสื่อถึงทัศนคติแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ในยุคแรกๆ ที่ปฏิเสธความเชื่อเรื่องพระเจ้าอีกด้วย (เพราะระบอบ Tsarist อ้างอิงแนวคิด/หลักศรัทธา จากพระเป็นเจ้ามากทีเดียว)

ซึ่งหลังจากช็อตนี้รูปปั้นของ Alexander III ที่เคยถูกแยกชิ้นส่วนออกจากกันตอนตั้นเรื่อง กลายเป็น Reverse Shot หวนกลับมาประติดกันใหม่ นัยยะถึงการกลับมามีอำนาจอีกครั้งของ Tsar Nicholas II เปรียบเสมือนผู้ชักหุ่นเชิดของรัฐบาลเฉพาะกาล ภายใต้การนำของ Alexander Kerensky

ตอนที่ Kerensky ตัดสินใจขึ้นรถหนีออกนอกประเทศ มีสองสามภาพ Montage ที่แทรกใส่เข้ามา
– ธงอเมริกันหน้ารถ นั่นคือสถานที่ที่เขาลี้ภัยไปอยู่หลังถูกโค่นล้มอำนาจ
– ตูดม้า … อันนี้ความหมายตรงๆเลย วิ่งหนีหางจุกตูด

กองทัพสองหน่วยที่รับอาสาปกป้อง Winter Palace ประกอบด้วยทหารของ Cossacks และกองพันหญิง (Women’s Death Battalion) หลายช็อตที่เกี่ยวกับทั้งสองหน่วยนี้ มักถ่ายติดหรือตัดสลับ Montage ภาพรูปปั้น เพื่อสะท้อนบางสิ่งอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเขา

นัยยะของการเปรียบทหารสองเหล่านี้กับรูปปั้น ราวกับพวกเขาคือคนรับใช้ Tsar ไร้ตัวตนความคิดจิตวิญญาณของตนเอง, มันจะมีช็อตหนึ่งที่หญิงสาวจับจ้องมองรูปปั้นชายหญิงจูบกัน มันทำให้เธอเกิดอารมณ์ (ทางเพศ) ตัดสินใจทิ้งอาวุธยอมจำนน เรื่องอะไรจะมาเสียสละยอมตายเพื่อสิ่งไร้ค่า

การบุกเข้าไปในพระราชวังฤดูหนาวของกองทัพทหารแดง ที่ใช้ตัวประกอบกว่า 11,000 คน (ในความเป็นจริงเห็นว่าเป็นแสนๆคนเลยนะ) จะมีช็อตที่คนหนึ่งปีนรั้วข้ามประตู เท้าเหยียบเหล็กที่เป็นรูปมงกุฎ ความหมายก็ตรงตัว คือการโค่นทำลายล้มล้างระบอบ Tsarist

และภาพช็อตนี้ชายคนนั้นเคียงข้างรูปปั้นพญาอินทรี สัญลักษณ์ของอิสรภาพเสรี โบยบินสู่โลกกว้างที่ไร้ซึ่งสิ่งใดๆควบคุมครอบงำกั้นขวาง

แซว: ว่ากันว่าการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ สร้างความเสียหายให้ Winter Palace มากเสียกว่าตอนทหารแดงบุกเข้ายึดเมื่อตอนปฏิวัติรัสเซีย 1917 จริงๆเสียอีก

ห้องเก็บไวน์ สถานที่สร้างความสำเริงสำราญใจของ Tsar และเหล่าชนชั้นผู้นำบริหารประเทศ เมามายลุ่มหลงอยู่ในอำนาจบารมี เหตุที่ต้องมายิงกันในห้องนี้ เพื่อนัยยะการจบสิ้นยุติของพวกคนเหล่านั้น

ในโลกยุคสมัยถัดจากนี้ แม้แต่เด็กน้อยก็สามารถขึ้นนั่งบนบังลังก์กษัตริย์ได้ เพราะความเท่าเทียมเสมอภาคของมนุษย์ทุกคนในแนวคิดคอมมิวนิสต์ ไม่มีใครถืออภิสิทธิ์ชนชั้นสูงส่งกว่าผู้อื่น

ช่วงท้ายของหนังหลังจากเล่าเรื่องระดับ เดือน -> วัน -> มาจนถึงชั่วโมง ซึ่ง Eisenstein ใช้การตีความวินาทีเริ่มต้นกรีฑาทัพสู่พระราชวังฤดูหนาว คือตอนเวลาเที่ยงคืน 00:00 (ในความเป็นจริงคือเริ่มต้นสามทุ่มสี่สิบ ยึดสำเร็จตอนตีสอง) และช่วงท้ายเมื่อการปฏิวัติสำเร็จลุล่วง ภาพนาฬิกามากมายมีความหมายถึงการเกิดใหม่ของโลก ‘Birth of a new world.’

สำหรับเพลงประกอบฉบับดั้งเดิมประพันธ์โดย Edmund Meisel (คงเป็นที่ถูกใจของ Eisenstein มากๆจาก Battleship Potemkin) ฉบับนี้น่าจะยังพอหารับฟังได้ใน Kino-Version แต่มีอีกฉบับหนึ่งเมื่อปี 1966 โดย Dimitri Shostakovich (1906 – 1975) คีตกวีชื่อดังสัญชาติรัสเซีย ประพันธ์เพลงประกอบใหม่ให้หนังทั้งหมด รวมถึงเพิ่มใส่เสียง Sound Effect อาทิ ผู้คนตะโกนโหวกเหวก, เสียงปืน, แก้วแตก ฯ ควบคุมโดย Grigori Aleksandrov (ตอนนั้น Eisenstein เสียชีวิตจากไปแล้ว)

October (1928) นำเสนอประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ในรูปแบบภาษาภาพยนตร์ที่ก็ต้องถือว่าปฏิวัติวงการเช่นกัน ด้วยเป้าหมายเสี้ยงสอนปลูกฝังชักชวนเชื่อ ให้กับคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสภาคภูมิใจในความเป็นสหภาพโซเวียต ยกย่องนับถืออดีตท่านผู้นำ Vladimir Lenin (เสียชีวิตเมื่อปี 1924) และร่วมกันนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญรุดหน้าก้าวทันโลก

ในทัศนะของผู้กำกับ Eisenstein มองเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซีย 1917 เปรียบได้กับจุดสิ้นสุดของโลกยุคเก่า (Tsarist) และการก้าวมาถึงของโลกยุคสมัยใหม่ (Socialist)

“October is a reel about the end of things, about another world, and at the same time it depicts the old world through its trappings…”

ซึ่งตัวเขาเองได้มีโอกาสเข้าร่วมกับกองทัพทหารแดง ไม่รู้เป็นหนึ่งในแสนที่เข้าไปเหยียบย่างพระราชวังฤดูหนาวในค่ำคืนวันโค่นล้มอำนาจด้วยหรือเปล่านะ แต่ด้วยเหตุนี้ทำให้ Eisenstein สามารถถ่ายทอดเรื่องราวด้วยอารมณ์ความรู้สึก ทัศนะความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ฝั่งใส่ Time-capsule ไว้กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้

แซว: ชื่อหนังในประเทศคือ Oktyabr หรือ October (ชื่อเดือนตุลาคมที่มีการปฏิวัติรัสเซีย) แต่พอนำออกฉายยังประเทศอเมริกา มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Ten Days That Shook the World ทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสิบวันก่อนหน้าการปฏิวัติแม้แต่น้อย

แซวต่อ: จริงๆแล้วนี่เป็นชื่อหนังสือ Ten Days That Shook the World (1919) เขียนโดย John Reed (1887 – 1920) นักข่าวสัญชาติอเมริกัน ที่เกาะติดรายงานข่าวการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ให้กับนิตยสาร The Masses และกลับมารวบรวมเรียบเรียงเป็นเล่มวางขาย แต่รายละเอียดก็ไม่ใช่สิบวันที่เขาทำข่าวนะครับ จริงๆคือสิบวันสิบคืนที่เจ้าตัวเขียนหนังสือเล่มนี้จนเสร็จ –”

แซวต่ออีก: หนังสือเล่มนี้ได้รับคำยกย่องชื่นชมจาก Vladimir Lenin ในความซื่อตรงต่อเหตุการณ์จริงที่ Reed ได้พบเห็นและเขียนออกมา ทั้งยังแนะนำให้ทั่วโลกได้อ่าน และเข้าใจปัญหาแท้จริงของกรรมกรชนชั้นแรงงาน

แซวอีกครั้งน่า: กระนั้นหนังสือเล่มนี้กลับไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของ Joseph Stalin สักเท่าไหร่ เพราะเรื่องราวของ Leon Trotsky เป็นตราบาปฝังใจตนเองอยู่ช่วงขณะนั้น (กล่าวคือ มองอะไรกับชายคนนี้ก็เห็นในแง่ร้ายไปเสียหมด)

หนังใช้เวลาเขียนบท 3 เดือน ถ่ายทำ 6 เดือน สร้างเสร็จทันออกฉายเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 1927 แต่กว่าจะถึงสายตาสาธารณะชนมีการตัดต่อใหม่โดยคำขอของ Stalin ให้ทิ้งเรื่องราวของ Trotsky จนล่าช้าไปถึงเดือนมีนาคม 1928

เพราะความที่หนังลึกล้ำซับซ้อนดูยากจนเกินไป ทำให้เสียงวิจารณ์ขณะออกฉายค่อนข้างแตกเป็นสองฝั่ง และไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่เมื่อเทียบกับ Battleship Potemkin (1925) กาลเวลาได้ยกขึ้นหิ้งไว้เป็นหนึ่งในหนังสือเรียนวิชาภาพยนตร์ ให้เกิดข้อคำถามถกเถียงในหมู่นักศึกษา ประวัติศาสตร์กับ Avant-Garde เป็นสิ่งคู่ขวัญกันได้หรือเปล่า?

ส่วนตัวบอกไม่ถูกว่าชื่นชอบหรือรังเกียจหนังดี ก้ำกึ่งระหว่างความหลงใหลในมิติอันลึกล้ำซับซ้อน แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์ที่ควรเป็น ก็เลยขอวางตัวกลางๆ SO-SO ไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าครุ่นคิดหาเหตุผลตัดสินใจได้ก็อาจมาปรับคะแนนนิยมใหม่

แนะนำคอหนังเงียบ ที่สนใจประวัติศาสตร์ ปฏิวัติรัสเซีย 1917 แต่ในรูปแบบนำเสนอ Avant-Garde, นักคิด นักปรัชญา ชื่นชอบการวิเคราะห์ค้นหาความหมายเชิงสัญลักษณ์ Metaphor, คลั่งไคล้ผู้กำกับ Sergei Eisenstein, Grigori Aleksandrov ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กำกับ นักตัดต่อ นักเรียนภาพยนตร์ทั้งหลาย ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ ช็อตต่อช็อตได้ยิ่งดีมีประโยชน์แน่

จัดเรต 15+ กับภาพความรุนแรงในเชิงสัญลักษณ์

TAGLINE | “ประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัสเซีย October 1917 ในมุมมองของผู้กำกับ Sergei Eisenstein ช่างมีความลึกล้ำซับซ้อน High-Art ยิ่งนัก”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of