
One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975)
: Miloš Forman ♥♥♥♥♡
ในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง หัวหน้าพยาบาล Louise Fletcher ปกครองผู้ป่วยด้วยความเข้มงวดราวกับเผด็จการ สร้างความไม่พึงพอใจให้ Jack Nicholson พยายามเรียกร้อง ชักชวนเพื่อนพ้องให้ลุกขึ้นมาสำแดงอารยะขัดขืน สุดท้ายกลับทำให้เขาตกอยู่ในความขมขื่น, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
Cuckoo นอกจากแปลว่า นกดุเหว่า หรือนกกาเหว่า ยังหมายถึง คนโง่ สติฟั่นเฟือน, One Flew Over the Cuckoo’s Nest จึงไม่ใช่แค่นกเขาบินข้ามเขา (อ้างอิงถึงเพลงกล่อมเด็ก) ยังหมายถึงการแสดงออกของคนหัวขบถ กระทำสิ่งต่อต้านสังคม พยายามบินหนีจากการถูกควบคุมขัง ในมุมมองของระบบ/สถาบัน มักตีตราพวกเขาเหล่านั้นว่าคือคนบ้า!
ชื่อไทย บ้าก็บ้าวะ คงทำให้หลายคนเข้าใจว่าหนังเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวช แสดงอาการบ้าคลั่ง สติฟั่นเฟือน, แต่ความที่ผู้สร้างคือ Miloš Forman เพิ่งอพยพลี้ภัยจากประเทศบ้านเกิด Czechoslovakia ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ พันธมิตรสหภาพโซเวียต เราจึงสามารถเปรียบเทียบโรงพยาบาลจิตเวช และหัวหน้าพยาบาล Mildred Ratched (รับบทโดย Louise Fletcher) คือผู้นำเผด็จการ ปกครองประชาชน/ผู้ป่วยด้วยความเข้มงวดกวดขัน ปฏิเสธโอนอ่อนผ่อนปรน ใครสำแดงอารยะขัดขืนย่อมถูก xxx ให้พ้นภัยทาง
ความสำเร็จเมื่อตอนออกฉาย One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) เป็นสิ่งเกินความคาดหมาย เพราะไม่มีสตูดิโอไหนอยากออกทุนสร้าง แต่กลับสามารถทำรายรับสูงสุดอันดับสองของปี (รองจาก Jaws (1975)) และกวาดห้ารางวัลใหญ่สุด (Big Five) ของสถาบัน Academy Award ประกอบด้วย Best Picture, Best Director, Best Actor, Best Actress และ Best (Adapted) Screenplay เป็นเรื่องที่สองในประวัติศาสตร์ถัดจาก It Happened One Night (1934) ก่อนตามด้วย The Silence of the Lambs (1991) นี่การันตีเรื่องคุณภาพ หนึ่งในภาพยนตร์(อเมริกัน)ยอดเยี่ยมตลอดกาล!
หวนกลับมารับชมคราวนี้ผมเพิ่งตระหนักถึงเหตุผลแท้จริงของ Chief Bromden (รับบทโดย Will Sampson) เหตุไฉนแสร้งบ้าใบ้ ทำตัวใสซื่อ ทึ่มทื่อ? ไม่ใช่แค่หลบซ่อนตัวจากคดีฆาตกรรม แต่นัยยะเชิงสัญลักษณ์ที่ผกก. Forman ซุกซ่อนไว้นั้น สื่อถึงบุคคลเคยปิดหูปิดตา ไม่เคยสนใจปัญหาการเมือง แล้ววันหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Randle Patrick McMurphy (รับบทโดย Jack Nicholson) จึงลุกขึ้นมาดำเนินตามความฝัน พังทลายกำแพง โบยบินออกจากรัง
ก่อนอื่นต้องกล่าวถึงต้นฉบับนวนิยาย One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1962) แต่งโดย Ken Kesey (1935-2001) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ La Junta, Colorado สำเร็จการศึกษาสาขาสื่อสาร University of Oregon เคยทำงานรับจ้างชั่วคราว (Part Time) ในโรงพยาบาลจิตเวช Menlo Park VA Medical Center (California) ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับผู้ป่วย ถึงกระนั้นเจ้าตัวชื่นชอบสังเกต เฝ้ามอง พบเห็นพฤติกรรมแปลกๆบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังเคยเป็นอาสาสมัครทดลองยา Mescaline, LSD ให้โปรเจค MKUltra (CIA Mind Control Program)
เมื่อตอนที่ Kesey เริ่มต้นเขียนนิยายเล่มนี้ ค.ศ. 1959 เป็นช่วงกลุ่มเคลื่อนไหวของขบวนการสิทธิพลเมือง Civil Rights Movement (1955-68) กำลังมีการต่อสู้เรียกร้องสิทธิความเสมอภาคเท่าเทียม เกิดการเดินขบวน ปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ สร้างแรงบันดาลใจเปรียบเทียบสิ่งบังเกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น ไม่ต่างจากชีวิตผู้ป่วยโรงพยาบาลจิตเวช
นวนิยายเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ Chief Bromden ผู้มีเชื้อสายอินเดียนแดง (Native American) ไม่เคยพูดคุยสนทนากับใคร แต่ชอบสังเกต เฝ้ามองเหตุการณ์ต่างๆบังเกิดขึ้นในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้ (สามารถเทียบแทนตัวผู้เขียน Kesey อย่างตรงไปตรงมา) พบเห็นหัวหน้าพยาบาล Ratched ปกครองผู้ป่วยด้วยความเข้มงวดจริงจัง ขณะที่ Randle McMurphy ตัวแทนประชาชน (คนปกติทั่วไป) ไม่พึงพอใจต่อการใช้อำนาจเด็ดขาดเบ็ดเสร็จ ลุกฮือขึ้นมาสำแดงอารยะขัดขืน เรียกร้องสิทธิความเสมอภาคเท่าเทียม
สำหรับชื่อนวนิยาย นำจากบทเพลงกล่อมเด็ก (Nursery Rhyme) เมื่อครั้น Chef Bromden หวนระลึกถึงคุณย่าเคยร้องให้ฟังตอนเขายังเด็ก (ในหนังไม่มีการพูดถึงเลยนะ!)
Vintery, mintery, cutery, corn,
Apple seed and apple thorn,
Wire, briar, limber lock
Three geese in a flock
One flew East
One flew West
And one flew over the cuckoo’s nest
เกร็ด: นวนิยายเล่มนี้ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ติดอันดับ 100 Best English-language Novels from 1923 to 2005 (2005) ไม่ระบุอันดับ
Kirk Douglas หลังจากมีโอกาสอ่านนิยายเล่มนี้ เกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ จ่ายเงินค่าสิขสิทธิ์ $20,000 เหรียญ สำหรับดัดแปลงภาพยนตร์และละคอนเวที, มอบหมายให้ Dale Wasserman เข้ามาดูแลในส่วนโปรดักชั่น Broadway นอกจาก Douglas รับบท McMurphy, ยังมี Joan Tetzel รับบทหัวหน้าพยาบาล Ratched และ Gene Wilder รับบท Billy Bibbit, ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ Cort Theatre วันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 น่าเสียดายไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ เพียง 82 รอบการแสดง
ในส่วนของการดัดแปลงภาพยนตร์ ระหว่างมองหาผู้กำกับ Douglas มีโอกาสรับชม The Firemen’s Ball (1967) เลยติดต่อหา Miloš Forman ขณะนั้นยังอาศัยอยู่ Czechoslovakia พูดคุยกันอย่างมั่นเหมาะ ส่งหนังสือไปให้อ่านทางจดหมาย แต่พอดิบพอดีกองทัพสหภาพโซเวียตและพันธมิตร Warsaw Pact บุกเข้ามายึดประเทศ ปิดฉากช่วงเวลา Prague Spring ศุลกากรทำการยึดจดหมายทั้งหมด โปรเจคเลยถูกขึ้นหิ้งเอาไว้ … จริงๆคือไม่มีสตูดิโอไหนให้ความสนใจด้วยละ
จนกระทั่งบุตรชาย Michael Douglas ช่วงระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย University of California, Santa Barbara ได้เข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวของนักศึกษา ต่อต้านสงครามเวียดนาม พอมีโอกาสอ่านนวนิยายเล่มนี้จึงร้องขอบิดา “Let me run with this.” สรรหาทุนตั้งต้นได้ $2 ล้านเหรียญ
มีผู้กำกับหลายคนที่อยู่ในความสนใจของ Douglas Jr. อาทิ Richard Rush, Hal Ashby ฯ จนกระทั่งนักเขียนบท Lawrence Hauben แนะนำให้รับชม The Firemen’s Ball (1967) จึงติดต่อหา Miloš Forman ขณะนั้นอพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกา เพิ่งเสร็จสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ Taking Off (1971)
Our first screenwriter, Lawrence Hauben, introduced me to the work of Miloš Forman. His 1967 film The Firemen’s Ball had the sort of qualities we were looking for: it took place in one enclosed situation, with a plethora of unique characters he had the ability to juggle.
Michael Douglas
เกร็ด: Douglas Jr. ไม่เคยรับรู้ว่าก่อนว่าบิดาเคยเลือก Forman มาเป็นผู้กำกับโปรเจคนี้, เฉกเช่นเดียวกันผกก. Forman ไม่รับรู้ว่านวนิยายดังกล่าวคือเล่มเดียวกัน (เพราะตอน Douglas Sr. ส่งหนังสือให้ ยังไม่มีโอกาสได้อ่าน)
Jan Tomáš ‘Miloš’ Forman (1932-2018) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติ Czech เกิดที่ Čáslav, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บิดา-มารดาเป็นสมาชิกกลุ่มต่อต้านนาซี (Czech Resistance) เด็กชายไม่รู้ประสีประสาพบเห็นทั้งสองถูกทหารเยอรมัน (Gestapo) ควบคุมตัวออกจากบ้าน ไม่เคยหวนกลับมา เลยต้องไปอาศัยอยู่กับลุงป้าที่ Náchod ต่อมาได้รับเลี้ยงโดยครอบครัวบุญธรรม ส่งเข้าโรงเรียนประจำรวมรวมเด็กกำพร้าสงคราม (War Orphans) ทำให้มีโอกาสรู้จักเพื่อนผู้กำกับ Ivan Passer, Jerzy Skolimowski และ(ว่าที่)ปธน. Václav Havel
ตั้งแต่เด็ก Forman ใฝ่ฝันอยากเป็นโปรดิวเซอร์ละคอนเวที โตขึ้นเข้าเรียนเขียนบท Academy of Performing Arts in Prague (AMU) ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ(ละคอนเวที) Alfréd Radok เก็บหอมรอมริดจนสามารถซื้อกล้องฟีล์ม ถ่ายทำสารคดี Audition (1964), ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Black Peter (1964), มีชื่อเสียงโด่งดังกับ Loves of a Blonde (1965), ก่อนผลงานถัดมา The Firemen’s Ball (1967) ถูกแบนห้ามฉายในประเทศบ้านเกิด จึงออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา Taking Off (1971) คว้ารางวัล Grand Priz (ที่สอง) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes
เมื่อตอนที่ Douglas Jr. ติดต่อหาผกก. Forman เห็นว่ากำลังมีปัญหาสุขภาพจิต คงเครียดหนักเรื่องการปรับตัวใช้ชีวิต อาศัยอยู่ในห้องพักโรงแรม Chelsea Hotel, New York ปฏิเสธพบเจอหน้าใคร แต่พอได้อ่านนวนิยาย One Flew Over the Cuckoo’s Nest บินตรงสู่ Hollywood เพื่อพูดคุยโปรเจคนี้ อธิบายโดยละเอียดว่าแต่ละฉากจะนำเสนออะไรยังไง
To me [the story] was not just literature but real life, the life I lived in Czechoslovakia from my birth in 1932 until 1968. The Communist Party was my Nurse Ratched, telling me what I could and could not do; what I was or was not allowed to say; where I was and was not allowed to go; even who I was and was not.
Miloš Forman
บทหนังของ Lawrence Hauben และ Bo Goldman ค่อนข้างจะซื่อตรงต่อต้นฉบับนวนิยาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนไปก็คือมุมมองนำเสนอจาก Chief Bromden มาเป็นบุคคลที่สาม (Third Person) ไม่จำเพาะเจาะจงตัวละครไหน ซึ่งช่วยสร้างความลึกลับให้ตัวละครนี้ (การนำเสนอผ่านมุมมอง Chief Bromden ทำให้ผู้ชมรับรู้ตั้งแต่แรกว่าตัวละครนี้ไม่ได้บ้าใบ้ แต่พอเปลี่ยนมุมมองการนำเสนอ การตีความเลยแตกต่างออกไป)
เรื่องราวของนักโทษ R.P. McMurphy (รับบทโดย Jack Nicholson) ถูกจับกุมข้อหาใช้ความรุนแรง ข่มขืนหญิงสาวอายุสิบห้า (ใช้ข้ออ้างครุ่นคิดว่าเธออายุสิบแปด) ศาลตัดสินให้ไปใช้แรงงานหนัก กลับแสดงอาการคลุ้มคลั่งอยู่บ่อยครั้ง ผู้คุมเลยส่งตัวให้โรงพยาบาลจิตเวช ทำการวินิจฉัยว่าเขาเป็นคนวิกลจริตหรือเปล่า?
ณ โรงพยาบาลจิตเวช Oregon State Hospital ได้อยู่แผนกผู้ป่วยอาการไม่หนัก สามารถพูดคุย เล่นไพ่ ดูโทรทัศน์ ออกกำลังกายกลางแจ้ง และเข้ากลุ่มบำบัด (Group Therapy) แต่แทบทุกฝีก้าวล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของหัวหน้าพยาบาล Ratched (รับบทโดย Louise Fletcher) ผู้มีความเข้มงวดกวดขัน มาดนิ่งๆแต่ร้ายนัก ไม่ยินยอมโอนอ่อนผ่อนปรนตามคำร้องขอ McMurphy ที่ต้องการจะรับชมการแข่งขันเบสบอล World Series จนนำมาซึ่งการลุกฮือของผู้ป่วยจิตเวช เธอจึงแก้ปัญหาด้วยการ xxx
John Joseph Nicholson (1937-) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Neptune City, New Jersey มารดาเป็นนักเต้น Showgirl ขณะนั้นอายุเพียง 17 ไม่รับรู้ใครคือบิดา ฝากให้ปู่-ย่าเลี้ยงดูแลโดยบอกว่าตนเองคือพี่สาว, โตขึ้นสมัครเข้าร่วม California Air National Guard (เพื่อเลี่ยงไม่ไป Korean War) หลังปลดประจำการเดินทางสู่ Hollywood ฝึกฝนการแสดงกับกลุ่มละคอนเวที Players Ring Theater ได้รับบทสมทบซีรีย์โทรทัศน์, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Cry Baby Killer (1958), แจ้งเกิดกับ Easy Rider (1969), Five Easy Pieces (1970), Chinatown (1974), One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), The Shining (1980), Terms of Endearment (1983), A Few Good Men (1992), As Good as It Gets (1997), About Schmidt (2002) ฯ
รับบท Randle Patrick ‘Mac’ McMurphy (หรือ R.P. McMurphy) อดีตทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี หลบหนีจากค่ายกักกัน (Prisoner of War) ปลดประจำการเพราะขัดขืนคำสั่งหัวหน้า พอหวนกลับมาต้องโทษข่มขืนหญิงสาวอายุสิบห้า แสร้งบ้าเพราะไม่อยากทำงานหนัก ก่อนถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช สำแดงอารยะขัดขืนต่อหัวหน้าพยาบาล พยายามหลบหนีอยู่หลายครั้งจนท้ายที่สุด …
แม้ว่า Kirk Douglas เคยหมายมั่นปั้นมือ ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงเพราะอยากเล่นบทบาทนี้ด้วยตนเอง (ก็ได้เล่นฉบับละคอนเวที) แต่เมื่อตอนโปรเจคภาพยนตร์เดินหน้า ตัวเขาก็อายุย่างหกสิบ แก่เกินแกงไปมาก เลยต้องมองหานักแสดงคนอื่นๆอย่าง Gene Hackman, James Caan, Marlon Brando, Burt Reynolds ฯ
Nicholson คือคนหนึ่งที่ช่วงต้นทศวรรษ 60s แก่งแย่งลิขสิทธิ์นวนิยายกับ Douglas Sr. แต่ตอนนั้นยังไม่มีชื่อเสียง แถมผู้แต่ง Ken Kesey ไม่ชอบหน้าสักเท่าไหร่ เลยครุ่นคิดว่าตนเองคงหมดโอกาส และเห็นว่า Douglas Jr. เมื่อตอนเข้ามาคุมบังเหียรโปรเจค ก็มองไม่เห็นศักยภาพสักเท่าไหร่ จนกระทั่งนักแสดงคนอื่นๆบอกปัดปฏิเสธ เลยส้มหล่นใส่อย่างคาดไม่ถึง
บทบาทก่อนหน้านี้ของ Nicholson มักเพียงพานผ่านสถานการณ์อันบ้าคลั่ง แต่ยังคงความเป็นมนุษย์มนาอยู่มาก ผู้ชมสมัยนั้นจึงยังมองเห็นความฟั่นเฟือนซ่อนเร้นอยู่ภายใน, One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) คือครั้งแรกที่ทำการปลดปล่อยตนเอง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมิอาจอดกลั้นฝืนทนต่อความอยุติธรรมของหัวหน้าพยาบาล Ratched จึงระเบิดระบายอารมณ์อัดอั้น ครั้งแรกคว้ารางวัล Oscar: Best Actor อย่างแทบจะไร้คู่แข่ง
ไม่ต้องถึงระดับจิตแพทย์ก็น่าจะมองกันออกว่า McMurphy ไม่ใช่คนบ้า ไม่ได้แสร้งบ้า แค่ว่าไม่สามารถอดรนทนต่อการใช้อำนาจเด็ดขาด เผด็จการ ในทางการแพทย์อาจเข้าข่ายโรคบุคลิกภาพต่อต้านสังคม (Anti-Social Personality Disorder (ASPD)) แต่นั่นหาใช่เรื่องเลวร้ายถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช สามารถใช้ชีวิตร่วมกันคนปกติทั่วไป
ไฮไลท์การแสดงของ Nicholson มีอยู่หลากหลายฉากทีเดียว นั่นเพราะสไตล์การทำงานของผกก. Forman นิยมให้นักแสดงทำการดั้นสด (Improvised) มันจึงมีความท้าทาย และได้สำแดงศักยภาพแท้จริงออกมา ยกตัวอย่าง สอบถามผู้อำนวยการถึงภาพถ่ายตกปลา (ทำให้หนังได้ออกทะเลจริงๆ), “It’s the Chief, man, it’s the Chief!”, พากย์สดเบสบอล, แสร้งบ้าหลังถูกช็อกไฟฟ้า ฯ
เกร็ด: ถึงตัวละครนี้แม้หลุดโผ AFI: 100 Years… 100 Heroes and Villains แต่ยังติดชาร์ทนิตยสาร Empire: 100 Greatest Movie Character of All Time (2015) อันดับ #61
Estelle Louise Fletcher (เกิดปี ค.ศ. 1934) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Birmingham, Alabama ทั้งบิดา-มารดาต่างหูหนวก ใช้ภาษามือในการสื่อสาร เรียนการพูดจากป้าที่ยังแนะนำให้รู้จักการแสดง โตขึ้นเข้าศึกษายัง University of North Carolina จบออกมาเดินทางสู่ Los Angeles กลางวันทำงานแผนกต้อนรับ กลางคืนฝึกฝนด้านการแสดง, เข้าสู่วงการจากบทสมทบซีรีย์โทรทัศน์หลายเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องแรก Thieves Like Us (1974), แจ้งเกิดโด่งดังกับ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) หลังจากนั้นก็แทบจะกลายเป็น Typecast ไปเลยก็ว่าได้
รับบทหัวหน้าพยาบาล Mildred Ratched ประจำอยู่ Oregon State Hospital คือผู้มีอำนาจสูงสุดในหอผู้ป่วยใน เป็นคนเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ เข้มงวดกวดขัน ไม่ประณีประณอม โอนอ่อนผ่อนปรน ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แถมอุปนิสัยเย่อหยิ่ง จองหอง ครุ่นคิดว่าตัวเองถูกต้องเสมอ เลยเต็มไปด้วยอคติต่อ R.P. McMurphy ที่พยายามเรียกร้องโน่นนี่นั่น สำแดงอารยะขัดขืน ท้ายที่สุดจึงโต้ตอบเอาคืนอย่างสาสม
มีนักแสดงหลายคนที่ได้รับการติดต่อ อาทิ Anne Bancroft, Angela Lansbury, Jane Fonda, Jeanne Moreau, Geraldine Page, Colleen Dewhurst, Ellen Burstyn, Shelley Duvall, Lily Tomlin, จนกระทั่งผกก. Forman มีโอกาสรับชมภาพยนตร์ Thieves Like Us (1974) จึงตัดสินใจว่าต้อง Louise Fletcher เรียกตัวมาหลายทดสอบหน้ากล้องหลายครั้งในรอบหนึ่งปี ก่อนเซ็นสัญญาสัปดาห์สุดท้ายก่อนเริ่มโปรดักชั่นถ่ายทำ
ภาพลักษณ์ของ Fletcher ช่างเต็มไปด้วยลับลมคมใน ใบหน้านิ่งๆ น้ำเสียงเย็นชา ท่าทางไม่ยี่หร่า มวยผมสองข้างรูปทรงเหมือนเขาปีศาจ สวมใส่ชุดพยาบาลที่แลดูเหมือนชุดทหาร แค่นี้ก็สร้างความตราตรึง หวาดสะพรึง ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขาม
การแสดงของ Fletcher เล่นน้อยแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆของการเสแสร้ง สร้างภาพ โดยเฉพาะการแสยะยิ้ม เยาะเย้ย เริดเชิดเมื่อแต้มต่อเหนือกว่า McMurphy แม้ไม่ได้แสดงออกอย่างบ้าคลั่งเหมือน Nicolson แต่ทุกสิ่งอย่างดูเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ และมีความทรงพลังตราตรึงอย่างมากๆ
Louise Fletcher’s, despite the Oscar, is not enough appreciated. This may be because her Nurse Ratched is so thoroughly contemptible, and because she embodies so completely the qualities we all (men and women) have been taught to fear in a certain kind of female authority figure–a woman who has subsumed sexuality and humanity into duty and righteousness. Dressed in her quasi-military nurse’s costume, with its little hat and its Civil War-style cape, she is dominatrix and warden, followed everywhere by the small, unspeaking nurse who is her acolyte.
Because we respond so strongly to her we hardly see Fletcher’s performance. But watch her preternatural calm, her impassive “fairness,” her inflexible adherence to the rules, as in the scene where she demands McMurphy get a majority vote in order to turn on the World Series on TV–this despite the fact that a majority of the patients don’t understand what they are voting on. At the end, when McMurphy’s final fate is decided upon, note how the male administrator tentatively suggests he be sent back to the prison farm, but Ratched firmly contradicts him: “We must not pass our responsibilities on to someone else.”
นักวิจารณ์ Roger Ebert
ตลอดการถ่ายทำ Fletcher ไม่สามารถเข้าร่วมคลุกคลี สังสรรค์เฮฮากับนักแสดงคนอื่นๆ (เพื่อให้ได้ความสมจริงในการแสดง) ใครๆจึงต่างมองเธอราวกับนางมารร้าย ด้วยเหตุนี้หลังจากถ่ายทำคิวสุดท้ายของตนเองเสร็จสิ้น เธอก็ได้ปลดเปลื้อง ถอดเสื้อผ้า เหลือกางเกงในตัวเดียว สร้างเสียงหัวเราะเจี๊ยวจ้าว บ่งบอกว่าฉันไม่ใช่ “a cold-hearted monster”
แต่เพราะบทบาทนี้แทบทำให้ Fletcher กลายเป็น Typecast ไม่สามารถสลัดคราบพยาบาลปีศาจ Ratched ออกไปได้ ถือเป็นโชคชะตากรรมเดียวกับ Anthony Perkins รับบท Norman Bates จากเรื่อง Psycho (1960) เล่นหนังเรื่องไหนมักได้รับบทตัวร้ายเสมอๆ
เกร็ด: ความโฉดชั่วร้ายของหัวหน้าพยาบาล Mildred Ratched แน่นอนว่าต้องติดอันดับตัวร้าย (Villians) ยอดเยี่ยมตลอดกาลจากหลายๆสำนัก
- AFI: 100 Years…100 Heroes & Villains (2003) ฟากฝั่งผู้ร้าย (Villian) ติดอันดับ #5
- Empire: 100 Greatest Movie Villains of All Time (2018) ติดอันดับ #13
ถ่ายภาพโดย Haskell Wexler (1922-2015) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois ในครอบครัวเชื้อสาย Jews สำเร็จการศึกษาจาก University of California, Berkeley อาสาสมัครเป็นลูกเรือ Merchant Marine ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปลดประจำการทำงานบริษัทของบิดา Allied Radio ก่อนเปิดสตูดิโอถ่ายภาพของตนเอง รับงานฟรีแลนซ์ช่างภาพ ผลงานเด่นๆ อาทิ America America (1963), Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966), In the Heat of the Night (1967), The Thomas Crown Affair (1968), One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1973) ฯ
Wexler มีส่วนร่วมกับหนังประมาณครึ่งเรื่องก่อนถูกไล่ออก เพราะเข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวายกับวิธีการทำงานของผกก. Forman มากเกินไป (เหตุผลเพราะ Wexler ต้องการไต่เต้าขึ้นเป็นผู้กำกับ เลยแสดงความคิดเห็นต่างๆนานาจนเกินขอบเขตความเหมาะสม)
การถ่ายภาพส่วนที่เหลือจึงเปลี่ยนมาใช้บริการ Bill Butler ชื่อจริง Wilmer C. Butler (เกิดปี ค.ศ. 1921) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cripple Creek, Colorado แล้วมาเติบโตยัง Mount Pleasant, Iowa สำเร็จการศึกษาวิศวกรรม University of Iowa ทำงานเป็นวิศวกรในสถานีวิทยุที่ Gary, Indiana ก่อนย้ายมา Chicago ช่วยออกแบบเสาสัญญาณโทรทัศน์ การถ่ายทอดสด จนมีโอกาสรับรู้จักผู้กำกับ William Friedkin ร่วมถ่ายทำสารคดี The People vs. Paul Crump (1965), จากนั้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์ Fearless Frank (1967), The Rain People (1969), เป็นตากล้องกองสอง Deliverance (1972), The Godfather (1973), โด่งดังจาก The Conversation (1974), Jaws (1975), One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), Grease (1978), Rocky 2 & 3 & 4, Child’s Play (1988), Anaconda (1997) ฯลฯ
งานภาพของหนังอาจดูไม่ค่อยมีลูกเล่นภาพยนตร์อะไร แต่สไตล์ของผกก. Forman (มีคำเรียก Forman School) พยายามทำออกมาเหมือนสารคดี (documentary-like) กล้องสามตัวบันทึกภาพพร้อมกัน (โดยเฉพาะฉากการบำบัดแบบกลุ่ม (Group Therapy)) บ่อยครั้งให้อิสระนักแสดงดั้นสดบทพูด (Improvised) สำแดงปฏิกิริยาออกมาโดยไม่รับรู้ตัว … แนวทางการกำกับนี้ทำให้นักแสดงต้องสวมบทบาท อยู่ในตัวละคร (In-Character) ตลอดเวลาถ่ายทำ
โดยปกติแล้วผกก. Forman ไม่อนุญาตให้นักแสดงพบเห็นฟุตเทจถ่ายทำ เพื่อไม่ให้นักแสดงหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เสร็จสิ้นไปแล้ว แต่นั่นใช้ได้เฉพาะกับนักแสดงสมัครเล่นไม่มีอะไรให้ต้องวิตกกังวล ผิดกับบรรดานักอาชีพเต็มไปด้วยความพะว้าพะวัง การแสดงของฉันใช้ได้หรือไม่ เป็นเหตุให้โปรดิวเซอร์ Douglas Jr. ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยต่อรอง นำฟุตเทจถ่ายทำเสร็จมาฉายให้นักแสดงเรียกความมั่นใจกลับคืนมา … นั่นคือบทเรียนให้ผกก. Forman ค่อยๆปรับตัวเข้าวิถีการทำงานของ Hollywood
If I really wanted to make films in Hollywood. I’d have to change my whole style of working.
Miloš Forman
สีขาวถือเป็นโทนหลักของหนัง เข้ากับเสื้อผ้าผู้ป่วย และชุดพยาบาล, เหตุผลที่โรงพยาบาลนิยมใช้ชุดขาว เพราะความสะอาด สุขอนามัย ถือเป็นสัญลักษณ์แทนความบริสุทธิ์ รักษาผู้ป่วยด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ยกเว้นในห้องผ่าตัดเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือฟ้าอ่อน เพื่อไม่ให้รบกวนการมองเห็นของแพทย์
หนังปักหลักถ่ายทำอยู่ยัง Oregon State Mental Hospital (Salem, Oregon) และมีออกไปขับรถ/ขึ้นเรือที่ท่า Depoe Bay, นักแสดงมารวมตัวกันตั้งแต่ 4 มกราคม ค.ศ. 1975 เพื่อทำการปรับตัว ศึกษาวิถีชีวิต กิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยจิตเวช (ตัวประกอบบางคนก็เป็นผู้ป่วยจิตเวชจริงๆ) ก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่นสัปดาห์ถัดมา 13 มกราคม – 13 เมษายน ค.ศ. 1975
ผมแอบแปลกใจเล็กๆกับเสียงแรกได้ยิน แทนที่จะเป็นกุ๊กกู (Cuckoo) ของนกกาเหว่า กลับคือเสียงนกอินทรี? อาจเพราะมันคือเสียงแห่งอิสรภาพ ดังกึกก้องกังวาล เข้ากับภาพแรกของหนังได้ดีกว่า … เสียงกุ๊กกู คนส่วนใหญ่คงมีภาพจำนาฬิกาปลุก (Cuckoo Clock) จากคำกล่าวอ้างของ Orson Welles (ภาพยนตร์ The Third Man) ประดิษฐ์คิดค้นโดยชาว Swiss

จุดเริ่มต้นน่าจะเกิดจากการดั้นสดขณะนี้ของ Nicholson ในห้องทำงาน Dr. John Spivey (รับบทโดย Dean Brooks ผู้อำนวยการจริงๆประจำ Oregon State Hospital) พบเห็นภาพถ่ายตอนไปตกปลา พูดแซวขึ้นมา เลยมีการเพิ่มซีเควนซ์พาผู้ป่วยหลบหนี ขึ้นรถโดยสาร ล่องเรือตกปลา
แซว: บทบาทในภาพยนตร์เรื่องนี้ของ Jack Nicholson มันช่างมีความละม้ายคล้าย The Shining (1980) อย่างฉากนี้ชวนนึกถึงตอนสัมภาษณ์งาน ใช้ชีวิตอยู่สถานที่ปิด ก่อนค่อยแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา

ในขณะที่ตัวละครอื่นๆสวมใส่ชุดเดิมแทบไม่พบเห็นความเปลี่ยนแปลง McMurphy จะมีการปรับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวไปเรื่อยๆ เริ่มจากตอนมาถึงโรงพยาบาล ก็จัดเต็มชุดนอก เสื้อเชิ้ต เสื้อแจ็กเก็ต หมวกไหมพรม กางเกงยีนส์ → ช่วงวันแรกๆยังแค่ถอดเสื้อนอก เปลี่ยนเป็นเสื้อคอกลม → วันถัดมาเริ่มพบเห็นสวมใส่เสื้อนอกสีขาวของผู้ป่วยจิตเวช (อาจสื่อถึงการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง) → และวันสุดท้ายหลังการผ่าตัดสมอง สภาพเหมือนผัก หลงเหลือเพียงชุดผู้ป่วยจิตเวช (สูญเสียอัตลักษณ์ ตัวตนเอง)



พื้นหลังของหนัง/นวนิยายคือปี ค.ศ. 1963 นั่นทำให้ World Series ที่ตัวละคร McMurphy กล่าวถึงนี้คือการแข่งขันระหว่างคู่ปรับตลอดกาล New York Yankees vs. Los Angees Dodgers ซึ่งปีนั้น The Dodger ชนะสี่เกมรวดอย่างไม่มีใครคาดคิดถึง

“I tried, didn’t I?” รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางยกขึ้น แต่คำกล่าวและการแสดงออกของ McMurphy เคลือบแฝงข้อคิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ เสี้ยมสอนว่าก่อนจะยินยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่ทำอะไร อย่างน้อยเราควรพยายามทดลองดูเสียก่อน ได้ไม่ได้ สำเร็จหรือไม่ค่อยว่ากันอีกที
คำกล่าวนี้เป็นสะท้อนถึงความต้องการจะรับชม World Series อย่างน้อยเขากล้าที่จะเอ่ยปาก สอบถาม เรียกร้องของหัวหน้าพยาบาล Ratched แม้ผลลัพท์จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ถือว่าได้พยายามทำบางสิ่งอย่าง!
แซว: เมื่อตอนถ่ายทำ Jack Nicholson สามารถยกก๊อกน้ำนี้ขึ้นได้สำเร็จ แต่ก็แลกกับแผลถลอกหลายตำแหน่งทีเดียว

การสั่งห้ามรับชม World Series ของหัวหน้าพยาบาล Ratched สามารถมองในแง่การเซนเซอร์ (ของรัฐบาลคอมมิวนิสต์) ตัดขาดจากโลกภายนอก ทุกสิ่งอย่างต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด แต่นั่นไม่ได้ทำให้ประชาชนสูญเสียความกระตือรือล้น McMurphy ทำการ(ดั้นสด)พากย์เบสบอล จึงถือเป็นการสำแดงอารยะขัดขืน ต่อต้านการใช้อำนาจของเบื้องบน
ปล. ตอนฉายภาพจอโทรทัศน์ นอกจากภาพสะท้อนใบหน้าของ McMurphy สังเกตผนังด้านหลังอาบฉาบด้วยเงาของลวดตาข่าย = กรงขัง


McMurphy แอบหลบหนีออกจากโรงพยาบาลจิตเวช ขับรถโดยสารมาถึงท่าเรือ นำพาผองเพื่อนออกหาปลา มาจนถึงกลางทะเลขับเวียนวงกลมไปมา ไม่มีใคร(นอกจาก McMurphy)รับรู้ว่าเรือลำนี้ขับยังไง … สำหรับผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงบุคคลไม่เคยเรียนรู้จักโลกกว้าง (อย่างผกก. Forman ที่ทั้งชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์) เมื่อมีโอกาสได้รับอิสรภาพ ย่อมไม่รู้จะทำอะไรยังไง ดำเนินไปยังทิศทางไหน เคว้งคว้างล่องลอย ท้ายที่สุดก็เวียนวงกลม หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น
ดั้งเดิมนั้นซีเควนซ์นี้ไม่มีอยู่ในบทหนัง พอตัดสินใจเพิ่มเข้ามาเลยวางโปรแกรมถ่ายทำเอาไว้ช่วงวันท้ายๆ และภาพนี้จากเฮลิคอปเตอร์ขณะเรือหมุนวงกลม เห็นว่าถ่ายทำอยู่หลายสิบเทคจนทำให้หลายคนรวมถึง Nicholson ออกอาการเมาเรือ … กว่าจะพบเห็นฟองคลื่นเป็นวงกลมได้คงเหนื่อยน่าดู
ปล. เหมือนจะเป็นความบังเอิญที่ตอนจบภาพยนตร์ Night Moves (1975) ของผกก. Arthur Penn ก็ฉายภาพเรือแล่นวงกลมกลางทะเล!

หญิงสาวซ้ายมือก็คือ Anjelica Huston บุตรสาวของ(ผู้กำกับ) John Huston เพิ่งแต่งงานกับ Jack Nicholson เมื่อปี ค.ศ. 1973 (ถึงปี ค.ศ. 1990) นี่คงเป็นช่วงฮันนีมูน เลยมารับเชิญ/รอคอยสามีอยู่ตรงท่าเรือ

ช่วงตอนต้นเรื่องระหว่างกิจกรรมกลุ่มบำบัด (Group Theraphy) มักมีการร้อยเรียงภาพปฏิกิริยาใบหน้าของนักแสดงแต่ละคน ตัดสลับกลับไปกลับมา แต่หลังจาก McMurphy พาพวกเขาออกท่องโลกกว้าง ก่อบังเกิดสัมพันธภาพ ความเป็นผองเพื่อนพี่น้องระหว่างกัน ก็ขนาดว่า Chief Bromden ยินยอมร่วมเล่นบาสเกตบอล และภาพนี้รวมหลายๆคนนั่งอยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน
ความตลกร้ายของซีนนี้ก็คือ แม้พวกเขากลายเป็นเพื่อนพ้องร่วมเฟรมเดียวกัน แต่ทว่า McMurphy เพิ่งเรียนรู้ว่าสมาชิกส่วนใหญ่คืออาสาสมัคร สามารถเข้าๆออกๆโรงพยาบาลได้โดยอิสระ ไร้ซึ่งพันธนาการเหนี่ยวรั้ง เช่นนั้นแล้วเหตุไฉนยินยอมก้มหัวศิโรราบต่อเผด็จการ/หัวหน้าพยาบาล Ratched เพื่ออะไรกัน?

Chief Bromden นำแสดงโดย William Sampson Jr. (1933-87) ลูกครึ่งอินเดียนแดง Muscogee Nation ชนเผ่าจาก Southeastern Woodlands, ก่อนมีโอกาสเป็นนักแสดง ทำงานขายรถ และนักขี่ม้าพยศ (Rodeo) ค้นพบโดยโปรดิวเซอร์ Michael Douglas บนเครื่องบิน รูปร่างสูงใหญ่ถึงขนาด Jack Nicholson สามารถนั่งตักได้สบายๆ … หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ก็มีงานแสดงไหลมาเทมา
ทำไมตัวละครนี้ต้องมีเชื้อสายอินเดียนแดง? คำตอบก็เพื่อเป็นการย้อนรอยเรื่องราวของหนัง เข้ากับยุคสมัยบุกเบิกประเทศ เมื่อครั้งคนขาวอพยพมาถึงสหรัฐอเมริกา ปฏิบัติต่อคนพื้นเมืองไม่ต่างจากทาส/สัตว์ร้าย ทำการไล่ล่า เข่นฆ่า กวาดล้างเผ่าพันธุ์ นั่นคือวิถีของเผด็จการ (Tyrannical) พวกเขาพยายามต่อสู้ แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงปิดหูปิดตา แสร้งบ้าใบ้ ยินยอมจำนนต่อโชคชะตากรรม

ผกก. Forman อธิบายใน Director’s Commentary ว่าฉากนี้ไม่ได้มีการช็อกไฟฟ้านักแสดงแต่อย่างไร ทั้งหมดคือการแสดงของ Nicholson ซึ่งมีโอกาส(ร่วมกับ Fletcher)พบเห็นการช็อกไฟฟ้าผู้ป่วยจิตเวชจริงๆ จึงสามารถทำการแสดงระดับ Masterclass ออกมาได้อย่างโคตรๆสมจริง ออกอาการเกร็งจนใบหน้าเปลี่ยนสีแดงฉาน!
โดยปกติแล้วการช็อกไฟฟ้า (Electroconvulsive Therapy, ECT) มักเป็นการรักษาวิธีสุดท้ายสำหรับโรคซึมเศร้า จิตเภท อาการฟุ้งพล่าน และอาการเคลื่อนไหวน้อยหรือมากเกิน แต่ในบริบทของหนังดูราวกับเป็นการลงโทษ ทัณฑ์ทรมาน McMurphy เสียมากกว่า ซึ่งสะท้องถึงการใช้ความรุนแรงโต้ตอบกับบุคคลหัวขบถ ต่อต้านสังคม ให้เกิดความเข็ดหลากจำ ไม่กล้ากระทำสิ่งเป็นภัยคุกคามต่อสังคมอีกต่อไป

ผมก็ไม่รู้ผกก. Forman พูดบอกอะไรกับทีมนักแสดง พอพบเห็น Nicholson เดินออกมาจากห้องช็อกไฟฟ้า สายตาเหม่อลอย ก้าวย่างตุปัดตุเป๋ ปฏิกิริยาใบหน้าของพวกเขาต่างดูตกตะลึง คาดไม่ถึง แล้วเมื่อเปิดเผยความจริง แสดงอาการโล่งอก คลายกังวล หลอกกันได้สนิทใจ

เรื่องราวของเด็กหนุ่มติดอ่าง Billy Bibbit (รับบทโดย Brad Dourif ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor) ใฝ่ฝันอยากร่วมรักหญิงสาว ได้รับความช่วยเหลือจาก McMurphy ทำให้มีโอกาสขึ้นครู เสียความบริสุทธิ์ เช้าวันถัดมาสามารถพูดคล่องปรื๋อ เลิกติดอ่างอีกต่อไป
แต่การมาถึงของหัวหน้าพยาบาล Ratched ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรม กดดัน ครอบงำ บอกว่าจะฟ้องมารดา จนชายหนุ่มเกิดอาการอ้ำอึง สีหน้าซีดเผือก พูดจาติดๆขัดๆ เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเกรง (มีความเป็นไปได้ว่า Billy อาจเคยถูกมารดาใช้ความรุนแรง (Abusive)) และเมื่อไม่สามารถหาหนทางออก จึงหลบหนีปัญหาด้วยการกระทำอัตวินิบาต
สิ่งบังเกิดขึ้นกับ Billy ถือเป็นโศกนาฎกรรม แต่ขณะเดียวกันสำแดงความไร้สามัญสำนึกของเผด็จการ ใช้ข้ออ้างศีลธรรมโน่นนี่นั่น เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับตนเอง โดยไม่สนความรู้สึกของบุคคลที่อยู่ภายใต้ แล้วพอหายนะบังเกิดขึ้นก็โยนขี้ให้ผู้อื่น ป้ายสีความผิดใส่ McMurphy ปฏิเสธเผชิญหน้ากับความจริง!

โศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้นกับ Billy ต้องมีผู้ชดใช้ และบุคคลโชคร้ายก็คือ McMurphy เพราะพยายามบีบคอหัวหน้าพยาบาล Ratched เลยถูกส่งเข้าห้องผ่าตัดสมอง (Lobotomy) วิธีรักษาผู้ป่วยจิตเวชซีมเศร้า วิตกกังวล หรือจิตเภทที่มีอาการอย่างรุนแรง เพื่อลดการตอบสนองทางอารมณ์ โดยการตัดส่วนเชื่อมต่อของเส้นประสาทในสมองกลีบหน้าผาก (Perfrontal Cortex) แต่การทำเช่นนี้มักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพอย่างรุนแรง เฉื่อยชา หรือสูญเสียความสามารถในการรับรู้ ทำให้ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว
ผมมองการกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากโทษประหาร ตายทั้งเป็น (ยังมีลมหายใจ แต่ไร้ชีวิต) คือโทษทัณฑ์ขั้นสูงสุดของพวกหัวขบถ ต่อต้านสังคม จักถูกทำให้กลายเป็นทุพพลภาพ ไม่สามารถลุกขึ้นมากระทำการใดๆได้อีก

ผมเพิ่งมาตระหนักว่า McMurphy และ Chief Bromden คือตัวละครที่สามารถเติมเต็มกันและกัน
- McMurphy ไม่สามารถยกก็อกน้ำ แต่ทว่า Chief Bromden ทำได้สบายๆ
- McMurphy โยนลูกบาสไม่เคยลง เลยส่งให้ Chief Bromden โยนเบาๆก็ทำแต้มได้
- McMurphy เป็นคนหัวขบถ ต่อต้านสังคม แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ผิดกับ Chief Bromden ปิดหูปิดตา แสร้งบ้าใบ้ ก้มหัวศิโรราบต่อระบบ
- ความตายของ McMurphy สามารถมองว่าคือการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ, ขณะที่ Chief Bromden โยนก็อกน้ำ พังทลายกำแพง แล้วก้าวออกเดินสู่อิสรภาพ (ทางกายภาพ)

มันมีบทความที่ทำการเปรียบเทียบ R.P. McMurphy = Jesus Christ พระผู้ไถ่ที่เข้ามาชี้แนะนำหนทางออกให้มนุษยชาติ สำแดงอารยะขัดขืนต่อต้านระบบ และยินยอมเสียสละตนเอง เพื่อเป็นต้นแบบอย่างให้ผู้อื่นสามารถดำเนินตามรอยเท้า ก้าวสู่อิสรภาพ โบยบินออกจากรัง ดำเนินสู่สรวงสวรรค์ … เสียงเครื่องดนตรีมีความหลอกหลอก แต่ภาพสุดท้ายของหนังนี้ดูไม่ค่อยเหมือนสรวงสวรรค์สักเท่าไหร่

เครดิตตัดต่อมีถึงสามคน Richard Chew (Star Wars, Risky Business), Sheldon Kahn (A River Runs Through It) และ Lynzee Klingman (Ghostbusters, Out of Africa)
ฉบับภาพยนตร์ไม่เชิงว่านำเสนอผ่านมุมมองตัวละครหนึ่งใด (จะมองว่าเป็น Third Person ก็ยังได้) แต่เรื่องราวเริ่มต้นที่การมาถึงและ(ตาย)จากไปของ R.P. McMurphy พบเห็นเหตุการณ์วุ่นๆวายๆในหอผู้ป่วยจิตเวช Oregon State Hospital ค่อยๆสะสมความเก็บกด อัดอั้น เมื่อถึงขีดสุดจึงระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง
- การมาถึงของ R.P. McMurphy
- Opening Credit + กิจวัตรยามเช้าในโรงพยาบาลจิตเวช
- การมาถึงของ McMurphy ทักทายเพื่อนสมาชิก ก่อนเข้าพบผู้อำนวยการโรงพยาบาล เรียนรู้เหตุผลที่ถูกส่งตัวมายังสถานที่แห่งนี้
- กิจกรรมกลุ่มบำบัดที่เต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ
- McMurphy พยายามเสี้ยมสอน Chief Bromden เล่นบาสเกตบอล
- ยามค่ำคืนเล่นไพ่กับเพื่อนผู้ป่วย พยายามร้องขอให้หัวหน้าพยาบาล Ratched ลดความดังของเสียงเพลง
- ข้อเรียกร้อง World Series
- วันถัดมากิจกรรมกลุ่มบำบัด McMurphy พยายามเรียกร้องรับชมการแข่งขัน World Series แต่แทบไม่มีใครโหวตเห็นด้วย
- ยามค่ำคืนแอบเล่นไพ่ในห้องน้ำ McMurphy พยายามยกอุปกรณ์จ่ายน้ำแต่ไม่สำเร็จ
- วันถัดมา McMurphy ร้องขอให้เปิดโหวตรับชมการแข่งขัน World Series อีกครั้ง แต่หัวหน้าพยาบาล Ratched กลับเรียกร้องเสียงข้างมากจากผู้ป่วยทั้งหมด
- McMurphy พยายามโน้มน้าวสมาชิกคนอื่นๆ จนกระทั่ง Chief Bromden ยินยอมยกมือขึ้น แต่หัวหน้าพยาบาล Ratched กลับไม่ยินยอมอนุญาต เพราะสิ้นสุดช่วงเวลากลุ่มบำบัด
- ล่องเรือตกปลา
- McMurphy เข้าพบเจอผู้อำนวยการ พูดคุยถึงปัญหา พยายามวินิจฉัยอาการของอีกฝ่าย
- วันถัดมา McMurphy แอบขึ้นรถโดยสาร เดินทางสู่ท่าเรือ ออกไปตกปลาในอ่าว Depoe Bay
- คณะแพทย์วินิจฉัยอาการป่วยของ McMurphy มีเพียงหัวหน้าพยาบาล Ratched เสนอแนะให้เก็บเขาไว้ในหอผู้ป่วยจิตเวช
- อาการคลุ้มคลั่งของ McMurphy
- กิจวัตรประจำวันดำเนินไป เล่นบาสเก็ตบอลกลางแจ้ง ตามด้วยวารีบำบัด
- ระหว่างกลุ่มบำบัด McMurphy เพิ่งรับรู้ว่าเพื่อนผู้ป่วยส่วนใหญ่คืออาสาสมัคร และตนเองจะไม่ได้หวนกลับเข้าคุก
- เกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นๆวายๆ เป็นเหตุให้ McMurphy ถูกส่งเข้าช็อกไฟฟ้า ขณะเดียวกันเรียนรู้ว่า Chief Bromden ไม่ใช่คนบ้าใบ้
- ระหว่างกิจกรรมกลุ่มบำบัด McMurphy เพิ่งกลับมาจากช็อกไฟฟ้า แสร้งบ้าชั่วขณะ
- ค่ำคืนเปิดบริสุทธิ์
- ค่ำคืนนั้น McMurphy วางแผนหลบหนีออกจากโรงพยาบาล พยายามชักชวน Chief Bromden แต่อีกฝ่ายตอบปฏิเสธ
- McMurphy แอบนำพาสองสาวโสเภณีเข้ามาในหอผู้ป่วย
- ทำการเปิดบริสุทธิ์ Billy Bibbit
- โบยบินออกจากรัง
- เช้าวันถัดมาหัวหน้าพยาบาล Ratched พบเห็นเหตุการณ์บังเกิดขึ้น
- Billy กระทำอัตวินิบาต
- McMurphy เข้ารับการผ่าตัดสมอง
- Chief Bromden ทำการปลดปล่อย McMurphy แล้วหลบหนีออกจากโรงพยาบาล
เกร็ด: การปรับเปลี่ยมุมมองดำเนินเรื่อง ทำให้ผู้เขียนนิยาย Ken Kesey แสดงความไม่พึงพอใจอย่างมากๆ ครุ่นคิดว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง อีกทั้งไม่ชอบขี้หน้า Jack Nicholson เป็นการส่วนตัวจึงปฏิเสธรับชมหนังเรื่องนี้
ลีลาการตัดต่ออาจไม่ได้แพรวพราวเหมือน Taking Off (1971) แต่ซีเควนซ์ที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ หรือฉากกลุ่มบำบัด (Group Theraphy) มีการร้อยเรียง/ตัดสลับปฏิกิริยานักแสดงแต่ละคน ทำออกมาอย่างน่าประทับใจ ซึ่งมันช่วยสร้างความเป็นมิตร เพื่อนพ้อง ราวกับครอบครัวเดียวกัน
เพลงประกอบโดย Bernard Alfred ‘Jack’ Nitzsche (1937-2000) นักดนตรี/แต่งเพลง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois ก่อนมาเติบโตยังบ้านฟาร์ม Newaygo, Michigan ในครอบครัวผู้อพยพชาวเยอรมัน, วัยเด็กมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักดนตรีแจ๊ส ชื่นชอบเล่นแซ็กโซโฟน พอเดินทางมาถึง Los Angeles เมื่อปี ค.ศ. 1955 ได้รับว่าจ้างจาก Sonny Bono ทำงานเป็นนักคัทลอกเพลง (Music Copyists) แล้วมีโอกาสแต่งเพลงฮิตแรก Bongo Bongo Bongo, ต่อมากลายเป็นลูกน้องโปรดิวเซอร์ Phil Spector เรียบเรียงเพลงฮิตมากมาย กระทั่งได้เข้าร่วม The Rolling Stones เล่นคียบอร์ดให้หลายอัลบัม, นอกจากนี้ยังทำเพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Performance (1970), The Exorcist (1973), One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), Personal Best (1982), An Officer and a Gentleman (1982) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Original Song, The Razor’s Edge (1984), Starman (1984), Stand by Me (1986) ฯ
ทั้งๆที่ Nitzsche แจ้งเกิดกับสไตล์ป็อป ร็อค (นึกถึง The Rolling Stone, Neil Young) พอมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ กลับขึ้นชื่อความแปลกประหลาด Avant-Grade สรรหาเสียงที่ผิดแผกแปลกหู อย่างบทเพลง Main Theme มีการใช้เลื่อย Musical Saw (บรรเลงโดย Robert Armstrong) และ Glass Harp (ไม่มีเครดิตผู้บรรเลง) สร้างสัมผัสวาบหวิว สั่นสยิวกาย ฟังดูละม้ายคล้ายเครื่องดนตรีไฟฟ้าเธรามิน (Theremin) แต่มีความสั่นไหวที่สำแดงอาการป่วยจิตเวชได้บิดเบี้ยวกว่า
ทีแรกผมนึกว่าผกก. Forman คัดเลือกบทเพลงคลาสสิกจากคีตกวีมีชื่อมาเปิดในหอพักผู้ป่วยจิตเวช แต่แท้จริงแล้ว Nitzsche ประพันธ์บทเพลงขึ้นมาใหม่ ตั้งชื่อว่า Medication Valse (ท่วงทำนอง Waltz) สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย เบาสบาย แต่เหมือนจะไม่เข้าหูนาย McMurphy สักเท่าไหร่
Bus Ride To Paradise กลิ่นอาจดนตรีคันทรี่ (Country) ดังขึ้นระหว่าง McMurphy แอบลักลอบขับรถโดยสาร พาผองเพื่อนผู้ป่วยจิตเวชหลบหนีจากโรงพยาบาล ล่องเรือหาปลา ออกท่องโลกกว้าง ปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพ ช่วงเวลาแห่งความสุข ราวกับได้ใช้ชีวิตอยู่บนสรวงสวรรค์ (Paradise)
มันจะมีอีกบทเพลงต่อเนื่องกันชื่อว่า Cruising ขณะกำลังล่องเรือในอ่าว Depoe Bay ท่วงทำนองกลิ่นอาย Hawaiian มอบสัมผัสล่องลอยบนสรวงสวรรค์ (Paradise) เฉกเช่นเดียวกัน
บทเพลงดังจากเครื่องเล่นระหว่างปาร์ตี้ยามค่ำคืนชื่อว่า Charmaine แต่งโดย Ernö Rapée & Lew Pollack สำหรับประกอบละคอนเวที What Price Glory (1926) ซึ่งจะได้ยินอีกครั้งช่วงท้ายของหนัง Chief Bromden ทำการปลดปล่อย McMurphy แล้วโบยบินออกจากรัง
เกร็ด: Charmaine เป็นคำที่ไม่มีความหมาย แต่เชื่อว่าน่าจะผันมาจาก Charming แปลว่า มีเสน่ห์ น่าหลงใหล
มองผิวเผิน One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) นำเสนอเรื่องราวภายในหอผู้ป่วยจิตเวช คนไข้ต่างมีอาการผิดปกติทางจิต จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ พยาบาล และผู้คุมอย่างเคร่งครัด! ไม่สามารถโอนอ่อนผ่อนปรน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการรักษา เพื่อให้พวกเขามีโอกาสหวนกลับไปใช้ชีวิต ออกสู่โลกภายนอกอย่างคนปกติ
บางคนอาจเกิดประเด็นสงสัย ผู้ป่วยจิตเวชเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์เสียง/แสดงความคิดเห็นเลยหรือไร? คำตอบคือขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ดูแล ถ้าอาการหนักย่อมไม่สามารถโอนอ่อนผ่อนปรนต่อข้อเรียกร้องใดๆ แต่ในกรณีของหนัง หอผู้ป่วยแห่งนี้ดูแลคนไข้อาการไม่รุนแรง บางคนอาสามาอยู่ด้วยซ้ำ โดยปกติแล้วย่อมสามารถพูดคุย หาข้อตกลงร่วมกัน
นั่นนำสู่ประเด็นแท้จริงของหนัง หัวหน้าพยาบาล Ratched คือบุคคลที่มีความเข้มงวดกวดขัน ปฏิเสธโอนอ่อนผ่อนปรน ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ถูกต้องตามหลักศีลธรรมจรรยา นี่อาจฟังดูไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่การใช้อำนาจโดยไม่รู้จักประณีประณอม นั่นไม่แตกต่างจากเผด็จการ (Tyrannical)
R.P. McMurphy คือตัวแทนของเสรีชน ไม่ชอบการถูกบีบบังคับ ควบคุมครอบงำ กักขังหน่วงเหนี่ยว ปฏิเสธเป็นนกในกรงขัง จึงสำแดงอคติต่อต้าน อารยะขัดขืน ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบ พยายามเรียกร้องโน่นนี่นั่น อยากรับชม World Series (สัญญะของโลกภายนอกที่ถูกปิดกั้น) โหยหาอิสรภาพ โบยบินออกจากรัง
แน่นอนว่าหัวหน้าพยาบาล Ratches ไม่ชอบบุคคลหัวขบถอย่าง McMurphy จึงพยายามกีดกัน กั้นขวาง ล้างสมอง เมื่อพูดคุยไม่รู้เรื่องก็ใช้วิธีทางการแพทย์ ยารักษา ช็อกไฟฟ้า ผ่าตัดสมอง … ทางการแพทย์อาจวินิจฉัย McMurphy เข้าข่ายโรคบุคลิกภาพต่อต้านสังคม (Anti-Social Personality Disorder (ASPD)) แต่มันไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นต้องใช้วิธีทางการแพทย์ระดับนั้น นั่นเพราะหนังต้องการสะท้อนถึงการใช้อำนาจของเผด็จการเกินกว่าเหตุอันควร พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ประชาชน/บุคคลภายใต้ก้มหัวศิโรราบต่อระบบ
ความตั้งใจของผู้แต่งนวนิยาย Ken Kesey ส่วนหนึ่งนำจากประสบการณ์ตรงเมื่อครั้นทำงานในโรงพยาบาลจิตเวช สร้างเรื่องราวที่สะท้อนสถานการณ์สังคมช่วงทศวรรษ 60s เต็มไปด้วยการชุมนุมเรียกร้องสิทธิโน่นนี่นั่น แต่หน่วยงานเบื้องบนกลับเพิกเฉยเฉื่อยชา แถมยังพยายามปิดปากประชาชน ทำตัวไม่ต่างจากเผด็จการ
ผมไม่แน่ใจความตั้งใจของ Kirk Douglas แต่สำหรับบุตรชาย Michael Douglas วัยกำลังหนุ่มแน่น นำประสบการณ์จากการเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม ของนักศึกษามหาวิทยาลัย University of California, Santa Barbara แต่หน่วยงานเบื้องบนกลับเพิกเฉยเฉื่อยชา สูญเสียชีวิต-ทรัพย์สินคือเรื่องเล็ก แต่อับอายขายหน้าเป็นสิ่งที่รัฐบาลอเมริกันยินยอมรับไม่ได้
ผกก. Forman เกิดและเติบโตที่ประเทศ Czechoslovakia ภายใต้ระบอบสังคมนิยม รัฐบาลคอมมิวนิสต์พยายามควบคุมครอบงำประชาชน บีบบังคับให้ก้มหัวศิโรราบ อดทนอดกลั้นอยู่หลายปี จนกระทั่ง The Firemen’s Ball (1967) ถูกแบนห้ามฉาย ตัดสินใจอพยพลี้ภัย Taking Off (1971) สู่สหรัฐอเมริกา … One Flew Over the Cuckoo’s Nest ในความหมายของผกก. Forman ก็คือตนเองโบยบินออกจากรัง/บ้านเกิด Czechoslovakia
ต้นฉบับนวนิยายของ Kesey นำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมอง Chief Bromden เทียบแทนถึงตนเองในสถานะบุคคลนอก ผู้สังเกตการณ์ พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆบังเกิดขึ้นในโรงพยาบาลจิตเวช/สังคมยุคสมัยนั้น, แต่เมื่อหนังปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นมุมมองบุคคลที่สาม (Third Person) ความสำคัญของลูกครึ่งอินเดียนแดงคนนี้ก็ปรับเปลี่ยนแปลงไป ตัวแทนบุคคลเคยเพิกเฉย ปิดหูปิดตา แสร้งบ้าใบ้ต่อความอยุติธรรมในสังคม จนกระทั่งได้รับอิทธิพลจาก McMurphy (บางคนตีความถึงพระผู้ไถ่ Jesus Christ) ก่อบังเกิดแรงบันดาลใจ หาญกล้าลุกขึ้นมาทำบางสิ่งอย่าง พังทลายกำแพง โบยบินออกจากรัง ก้าวสู่สรวงสวรรค์
จากทุนสร้างตั้งต้น $2 ล้านเหรียญ เบิกบานปลายไปถึง $3-4.4 ล้านเหรียญ แต่สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $108.9 ล้านเหรียญ รวมรายรับทั่วโลก $163.25 ล้านเหรียญ สูงสุดอันดับสองประจำปี ค.ศ. 1975 (รองจาก Jaws (1975)) ก็ต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม
เสียงตอบรับตอนออกฉายก็ถือว่าดียอดเยี่ยม สามารถกวาดห้ารางวัลใหญ่ (เข้าชิงเก้าสาขา) จาก Academy Award และเหมาเรียบหกสาขากับ Golden Globe Award
- Academy Award
- Best Picture ** คว้ารางวัล
- Best Director ** คว้ารางวัล
- Best Actor (Jack Nicholson) ** คว้ารางวัล
- Best Actress (Louise Fletcher) ** คว้ารางวัล
- Best Supporting Actor (Brad Dourif)
- Best Adapted Screenplay ** คว้ารางวัล
- Best Cinematography
- Best Film Editing
- Best Original Score
- Golden Globe Awards
- Best Motion Picture – Drama ** คว้ารางวัล
- Best Director ** คว้ารางวัล
- Best Actor – Drama (Jack Nicholson) ** คว้ารางวัล
- Best Actress – Drama (Louise Fletcher) ** คว้ารางวัล
- Best Screenplay ** คว้ารางวัล
- New Star of the Year – Actor (Brad Dourif) ** คว้ารางวัล
เกร็ด: เมื่อตอนที่ Louis Fletcher ขึ้นรับรางวัล Oscar: Best Actress มีการสื่อสารผ่านภาษามือ เพื่อขอบคุณบิดา-มารดาที่ต่างเป็นใบ้ นำเอาคลิปมาให้รับชม
For my mother and my father, I want to say thank you for teaching me to have a dream. You are seeing my dream come true. Thank you.
Louis Fletcher
One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) ถือเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันยอดเยี่ยมตลอดกาล ได้รับการโหวตจากสถาบัน American Film Institute
- AFI: 100 Years… 100 Movies (1998) ติดอันดับ #20
- AFI: 100 Years… 100 Cheers (2006) ติดอันดับ #17
- AFI: 100 Years… 100 Movies (10th Anniversary Edition) (2007) ติดอันดับ #33
- BBC: 100 Greatest American Films (2015) ติดอันดับ #59
ในโอกาสครบรอบ 50th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2025 สตูดิโอ Warner Bros. ได้ทำการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K สามารถหาซื้อ Blu-Ray 4K Ultra-HD ได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
เกร็ด: ปรมาจารย์ผู้กำกับชื่อดัง Akira Kurosawa เลือกภาพยนตร์เรื่องนี้รวมอยู่ในร้อยเรื่องโปรด 100 Favourite Films of All Time (ไม่มีจัดอันดับ)
ตอนจบของหนังยังคงคือสิ่งที่ผมหลงใหล ความเข้าใจใหม่ๆยิ่งทำให้ตกหลุมรักใคร่ Chief Bromden แม้ก่อนหน้านี้เคยปิดหูปิตา ไม่ยี่หร่าสิ่งใดๆรอบข้าง แต่หลังได้แรงบันดาลจากความหัวขบถของ McMurphy ทำให้เขากล้าลุกขึ้น พังทลายกำแพง ก้าวเดินออกมา กางปีกโบยบิน หลุดพ้นจากวัฏฏะสังสาร ราวกับบรรลุมรรคผลนิพพาน
“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ความเข้มงวดราวกับเผด็จการของหัวหน้าพยาบาล Ratched คือสิ่งน่าศึกษาเรียนรู้ เพื่อที่เราจะไม่นำมาเป็นต้นแบบอยากในการใช้ชีวิต รู้จักการประณีประณอม รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น แม้แต่ผู้ป่วยจิตเวชก็มีความเสมอภาคเท่าเทียม!
จัดเรต 18+ กับเรื่องบ้าๆในโรงพยาบาลจิตเวช และความเผด็จการของหัวหน้าพยาบาล


ใส่ความเห็น