Opening Night (1977)

Opening Night (1977)

Opening Night (1977) hollywood : John Cassavetes ♥♥♥♥

(1/3/2025) นักแสดงละครเวทีชื่อดัง (รับบทโดย Gena Rowlands) ค่ำคืนหนึ่งพบเห็นแฟนคลับสาวรุ่นเยาว์ถูกรถชนเสียชีวิต หมกมุ่นยึดติดภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการแสดงค่อยๆปรับเปลี่ยนแปลงไป

ตอนสรรค์สร้าง Opening Night (1977) ผกก. Cassavetes (และศรีภรรยา Gena Rowland) อายุย่างเข้าสี่สิบปลายๆ อาจยังไม่ถึงระดับผู้สูงวัย แต่มันก็เริ่มทำให้พวกเขาตระหนักถึงความแห้งเหี่ยวโรยรา เทียบไม่ได้กับตอนวัยรุ่นหนุ่ม-สาว ร่าเริงสดใส ครุ่นคิดว่าตนเองสามารถทำอะไรๆได้ทุกสิ่งอย่าง … อุบัติเหตุบังเกิดขึ้นทำให้ตัวละครมองย้อนกลับหาตนเอง ไม่อยากก้มหัวศิโรราบ ยินยอมรับสภาพความแก่ จะทำยังไงให้ฉันได้รับอิสรภาพจากตัวเลขอายุ?

Opening Night (1977) อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ต้องใช้ความอดทนระดับ Faces (1968), Husbands (1970) หรือ A Woman Under the Influence (1974) แต่มีความสลับซับซ้อนสำหรับคนที่พยายามครุ่นคิดค้นหาเหตุผลการแสดงของตัวละคร และถ้าคุณเคยรับชมหลายๆผลงานของผกก. Cassavetes จะพบเห็นความต่อเนื่อง ละม้ายคล้ายคลึง ประมวลทุกสิ่งอย่างในชีวิต เลือนลางกับอาชีพนักแสดง

การแสดงของ Gena Rowlands ถือเป็นไฮไลท์ หนึ่งในบทบาทยอดเยี่ยมที่สุด! สามารถคว้ารางวัล Silver Berlin Bear: Best Actress และเข้าชิง Golden Globe: Best Actress – Drama แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หนังพบเจอผู้จัดจำหน่าย พอเข้าโรงฉายล้วนว่างเปล่าไร้ผู้ชม กลายเป็นจุดจบภาพยนตร์อิสระ/นอกกระแสเรื่องสุดท้าย(ที่สร้างโดยใช้เงินทุนตนเอง)ของผกก. Cassavetes


John Nicholas Cassavetes (1929-89) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Greek-American เกิดที่ New York City บิดา-มารดาเป็นผู้อพยพชาวกรีก จนอายุ 7 ขวบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักประโยค, เนื่องจากสนทนาไม่ได้ เรียนไม่เก่ง เลยตัดสินใจดำเนินรอยมารดาเป็นนักแสดง เข้าศึกษายัง American Academy of Dramatic Arts พบเจอว่าที่ศรีภรรยา Gena Rowlands, เริ่มทำงานฟากฝั่งละครเวที แสดงซีรีย์ หนังเกรดบี ช่วงปี ค.ศ. 1956 ก่อตั้ง Acting Workshop ร่วมกับ Burt Lane (บิดาของนักแสดง Diane Lane) เพื่อโต้ตอบเทคนิค Method Acting ของ Lee Strasberg ตั้งชื่อว่า The Cassavetes-Lane Drama Workshop แล้วสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Shadows (1959)

ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1968, ผกก. Cassavetes เคยมีแนวคิดอยากสรรค์สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับฉากหลังละคอนเวที (Backstage Drama) นำจากประสบการณ์ตรงที่เคยเป็นทั้งนักแสดง+ผู้กำกับ และตอนสรรค์สร้าง A Child Is Waiting (1963) ก็ได้พบเจอเหตุการณ์วุ่นๆวายๆหลายเรื่องกับ Judy Garland … ตั้งชื่อโปรเจค Opening Night แต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน (เพราะต้องใช้นักแสดง+ตัวประกอบจำนวนมาก) จำต้องเก็บขึ้งหิ้งใส่โถหมักดองเอาไว้ก่อน

During the filming of A Child Is Waiting, Judy Garland used to call him in the middle of the night to be reassured exactly the way Myrtle calls Manny. In fact, Cassavetes said that one of his earliest lessons in how vulnerable an actress could be was provided by Garland during that shoot. One day Cassavetes was sitting with her in her dressing room when she began to cry for no apparent reason. When he asked her what was wrong, she said she had been on the film for a week and would have thought someone would have sent her flowers by then.

Ray Carney จากหนังสือ Cassavetes on Cassavetes (2001)

ช่วงปลายปี ค.ศ. 1974, ผกก. Cassavetes ได้รับการชักชวนจากนักแสดง Barbra Streisand ที่มีความชื่นชอบประทับใจ A Woman Under the Influence (1974) ให้กำกับภาพยนตร์สร้างใหม่ (Remake) A Star Is Born แต่พออ่านบทก็ตอบปัดปฏิเสธ “Why would I want to direct you?”

เกร็ด: ผมอ่านเจอว่า A Star Is Born (1937) [ฉบับของ Janet Gaynor & Fredric March] และ All About Eve (1950) คือหนังเรื่องโปรดของผกก. Cassavates ถ้าเขาต้องการสร้างใหม่ ย่อมต้องเลือกศรีภรรยา Gena Rowlands มากกว่าบุคคลแปลกหน้าอย่าง Barbra Streisand

การอ่านบทหนัง A Star Is Born คงกระตุ้นความสนใจผกก. Cassavetes เกี่ยวกับฉากหลังละคอนเวที จึงทดลองสรรค์สร้าง The Killing of a Chinese Bookie (1976) ที่มีไนท์คลับ/บาร์เปลือย ทำการแสดงโชว์สมัครเล่น, ก่อนติดตามด้วย Opening Night (1977) ใช้โรงละคอนขนาดใหญ่ ทำการแสดงระดับมืออาชีพ!


นักแสดงหญิงชื่อดัง Myrtle Gordon (รับบทโดย Gena Rowlands) หลังจากซักซ้อมการแสดงละคอนเวทีเรื่องใหม่ The Second Woman ระหว่างกำลังเดินทางกลับ พบเห็นแฟนคลับสาวแรกรุ่นที่มาขอลายเซ็นต์ ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา! กลายเป็นภาพติดตาฝังใจ ไม่สามารถปล่อยละวาง จนเกิดความหมกมุ่นยึดติด ต้องการทำอะไรบางอย่างกับชีวิต และบทบาทการแสดง

ซึ่งสิ่งที่ Myrtle ได้กระทำก็คือปรับเปลี่ยนบทพูดการแสดง ดั้นสดที่ไม่มีอยู่ในบทละคอน สร้างความไม่พึงพอใจต่อผู้กำกับ Manny Victor (รับบทโดย Ben Gazzara), เจ้าของบทประพันธ์ Sarah Goode (รับบทโดย Joan Blondell) และเพื่อนนักแสดง/อดีตคนรัก Maurice Aarons (รับบทโดย John Cassavetes) แต่จะให้ทำอย่างไรเมื่อค่ำคืน Opening Night การแสดงรอบปฐมทัศน์กำลังใกล้เข้ามาถึง


Virginia Cathryn ‘Gena’ Rowlands (เกิดปี 1930) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Madison, Wisconsin แม่เคยเป็นนักแสดงละครเวทีในชื่อ Lady Rowlands, โตขึ้นเข้าเรียน Unniversity of Wisconsin ได้เป็นสมาชิกชมรม Kappa Kappa Gamma จบออกมามุ่งสู่ New York City ศึกษาต่อ American Academy of Dramatic Arts พบเจอแต่งงานกับ Cassavetes ตั้งแต่ปี 1954 (จนเขาเสียชีวิต) เข้าสู่วงการจากละครเวที ตามด้วย Broadway ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The High Cost of Loving (1958), ขาประจำร่วมงานกับสามีทั้งหมด 10 ครั้ง ได้รับการจดจำสูงสุดคือ A Woman Under the Influence (1974), Opening Night (1977) และ Gloria (1980)

รับบทนักแสดงละคอนเวทีชื่อดัง Myrtle Gordon หลังพบเห็นการเสียชีวิตของแฟนคลับสาวรุ่นเยาว์ ทำให้ตระหนักถึงตนเองที่เริ่มมีอายุ ริ้วรอยเหี่ยวย่น เก็บไปจินตนาการ(หรือจะมองว่าเห็นวิญญาณวัยรุ่นสาวคนนั้น)เข้ามาสร้างความปั่นป่วน ว้าวุ่นวายใจ ส่งผลกระทบต่อบทบาทการแสดง The Second Woman ประกาศกร้าวต่อเจ้าของบทประพันธ์ Sarah Goode ฉันไม่อยากเล่นตามบท พยายามครุ่นคิดหาวิธีการแสดงที่จักทำให้ตัวละครอยู่เหนือกาลเวลา

กล่าวคือ Myrtle เป็นนักแสดงวัยกลางคนที่เริ่มตระหนักถึงวัยวุฒิเพิ่มสูงขึ้น (จากความตายของแฟนคลับสาว) พอต้องมารับบทตัวละคร Virginia สร้างขึ้นโดยหญิงสูงวัยที่ยินยอมรับความแก่ของตนเอง … ความแตกต่างดังกล่าวก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับ Myrtle ไม่อยากเล่นเป็น Virginia หรือคือยังไม่อยากยินยอมรับความแก่ของตนเอง เธอจึงพยายามครุ่นคิดหาวิธีที่ทำให้บทบาทนี้พลิกกลับตารปัตรตรงกันข้าม

Let’s take this play. Let’s dump it upside down and see if we can’t find something human in it.

Myrtle Gordon

ปัญหาดังกล่าวมีคำเรียกวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) การพบเห็นความตายของแฟนคลับรุ่นเยาว์ ทำให้เพิ่งเริ่มตระหนักถึงสังขาร ตัวเลขอายุตนเองที่เลยผ่าน 40 ปี รู้สึกตกอกตกใจ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ครุ่นคิดต่างๆนานาว่าฉันแก่แล้ว เหลือเวลาชีวิตอีกไม่มาก อาจก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า เสียดาย วิตกกังวล โหยหาความอ่อนเยาว์ อยากหวนกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกสักครั้ง

Opening Night is the other side of A Woman Under the Influence, about a woman on her own, with no responsibility to anyone but herself, with a need to come together with other women. Myrtle is alone and in desperate fear of losing the vulnerability she feels she needs as an actress. She is a woman unable any longer to be regarded as young: sex is no longer a viable weapon. The film shows a woman and her dreams and fantasies that she confuses with reality. And suddenly someone puts an end to her fantasies after so many years and says to her, ‘You don’t like this play because you’re getting old.’ She doesn’t believe at first that that could be right, but she can’t prove it. You never see her as a stupendous actress. As a matter of fact, her greatest thrill was comfort, as it is for most actresses. Give me a play I can go into every night and can feel I have some awareness of who I am, what I am. She didn’t want to expose herself in certain areas. So when she faints and screams on the stage, it’s because it’s so impossible to be told you are this boring character, you are aging and you are just like her.

John Cassavetes

การแสดงของ Rowlands มีความลึกล้ำ ซับซ้อน นอกจากอารมณ์กวัดแกว่งในช่วงวิกฤตวัยกลางคน ยังพยายามเลือนลาง/ซ้อนทับระหว่างสองตัวละคร Myrtle & Virginia จนถึงจุดๆหนึ่งผู้ชมไม่สามารถแยกแยะว่ากำลังเล่นเป็นใคร (แต่สังเกตได้จากสถานที่ฉากหลัง) ซึ่งผมรู้สึกว่าเธอผนวกรวมชีวิตจริงเข้าไปอย่างเยอะ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับสามี Cassavetes ทั้งฉากตบหน้า โต้ถกเถียง (เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป) ก่อนจะได้มาซึ่งอิสรภาพการแสดงในรอบปฐมทัศน์ Opening Night

เกร็ด: ชื่อตัวละคร Virginia ในบทบาทละคอนเวที The Second Woman คือชื่อจริงๆของ Gena Rowlands นี่ก็เป็นความพยายามทับซ้อนระหว่างการแสดง & ชีวิตจริง

คนในแวดวงการแสดงและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ มักให้การยกย่องกล่าวขวัญ Opening Night (1977) คือบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Rowlands! เพราะความเลือนลางระหว่างตัวละคร & ชีวิตจริง นำไปสู่อิสรภาพการแสดง (ที่มีคำเรียก Improvisational Theatre) แต่ผมไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้สึกดังกล่าวสักเท่าไหร่ มันอาจเป็นศาสตร์การแสดงขั้นสูงจนจับต้องไม่ค่อยได้ ยัยบ้าในภาพยนตร์ A Woman Under the Influence (1974) ยังบีบเค้นหัวใจได้ทรงพลังกว่า … มันอาจเพราะผมยังไม่ถึงช่วง(วิกฤต)วัยกลางคนด้วยหรือเปล่านะ?

Biagio Anthony Gazzarra (1930-2012) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวผู้อพยพจาก Sicilian โตขึ้นเข้าเรียนวิศวกรไฟฟ้า City College of New York แต่ด้วยความหลงใหลด้านการแสดงมากกว่า ลาออกมาเข้าศึกษา The New School โดยอาจารย์ Erwin Piscator จนมีโอกาสแสดงละครเวที Off-Broadway ซีรีย์โทรทัศน์ แจ้งเกิดกับการแสดง Broadway เรื่อง Cat On A Hot Tin Roof (1955-56) หลังจากเข้าร่วม Actors Studio ภาพยนตร์เรื่องแรก The Stange One (1957), ติดตามด้วย Anatomy of a Murder (1959), ร่วมงานผู้กำกับ John Cassavetes สามครั้ง Husbands (1970), The Killing of a Chinese Bookie (1976) และ Opening Night (1977)

รับบทผู้กำกับละคอนเวที Manny Victor เป็นบุคคลที่คอยดูแล ให้คำปรึกษา รับฟังปัญหา ยินยอมคุยโทรศัพท์ดึกดื่นกับ Myrtle ขอแค่เพียงยินยอมทำการแสดงตามบทประพันธ์ ตามวิธีการตนเองเสนอแนะนำ มันไม่ได้ยากเย็นแสนเข็นเลยสักนิด แต่ทำไมเธอถึงปฏิเสธต่อต้าน สำแดงอารยะขัดขืน ฉันทำผิดอะไร?

ดั้งเดิมนั้นผกก. Cassavetes น่าจะตั้งใจเล่นบทบาทนี้ด้วยตนเอง (ผู้กำกับภาพยนตร์ = ผู้กำกับละคอนเวที) แต่หลังจาก Gazzara มีโอกาสอ่านบท เรียกร้องขอบทบาทนี้ ประกอบกับนักแสดงที่เขาอยากให้เล่นเป็นคนรักเก่า Maurice Aarons ติดพันโปรเจคอื่น เลยจำต้องสลับเปลี่ยนไปเล่นบทนั้นแทน

บทบาทของ Gazzara ละม้ายคล้ายผลงานก่อนหน้า The Killing of a Chinese Bookie (1976) ภาพลักษณ์ของคนมีรสนิยม ชื่นชอบความหรูหรา แต่งกายดูดี ทำตนเองให้มีระดับ แต่มองอีกมุมมันคือความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ลุ่มหลง/หลอกตนเอง ไต่เต้าจนกลายเป็นผู้กำกับละคอนเวทีชื่อดัง ครุ่นคิดว่าฉันสามารถทำอะไรได้ทุกสิ่งอย่าง!

แต่พอนักแสดงปฏิเสธเล่นตามบทบาท ช่วงแรกๆยังประณีประณอม พูดจาหวานล้อม จนเมื่อมิอาจอดกลั้นฝืนทน ระเบิดระบายอารมณ์เกรี้ยวกราด พอถึงจุดๆหนึ่งก็อับจนปัญญา ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง ตกอยู๋ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง พยายามปั้นหน้าเข้มแข็ง ปล่อยชีวิตไปกับโชคชะตาฟ้าลิขิต


Rose Joan Blondell (1906-79) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวนักแสดงเร่ (Vaudeville) บิดาเป็นผู้อพยพชาว Polish-Jewish พาทารกน้อยขึ้นเวทีตั้งแต่อายุสี่เดือน ใช้ชื่อการแสดง Rosebud หลังทัวร์รอบโลกจนเบื่อปักหลักอาศัยอยู่ Dallas, Texas โตขึ้นเข้าประกวดนางงาม Miss Dallas 1926, ได้อันดับสี่ Miss American 1926 เลยมีโอกาสเป็นนักแบบ แสดงละคอนเวที ประกบ(ว่าที่นักแสดงคู่ขา) James Cagney โปรดักชั่น Penny Arcade (1930) ดัดแปลงภาพยนตร์ Sinners’ Holiday (1930), จากนั้นเซ็นสัญญาสตูดิโอ Warner Bros. ก่อนได้รับเลือกเป็น WAMPAS Baby Stars (1931) ผลงานเด่นๆ อาทิ The Public Enemy (1931), Footlight Parade (1933), Gold Diggers of 1933 (1933), A Tree Grows in Brooklyn (1945), Nightmare Alley (1947), The Blue Veil (1951), The Cincinnati Kid (1965), Opening Night (1977), Grease (1978) ฯ

รับบท Sarah Goode เจ้าของบทละคอนเวที The Second Woman เธอเป็นหญิงสูงวัยที่เข้าใจวิถีแห่งชีวิต พัฒนาตัวละคร Virginia เพื่อยินยอมรับความแก่ของตนเอง แต่ทว่านักแสดง Myrtle กลับปฏิเสธเล่นตามบทบาท พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้ดิ้นหลุดพ้นตัวเลขอายุ นั่นทำให้ทั้งสองเกิดความขัดแย้ง มิอาจยินยอมรับกันและ

ในตอนแรกผกก. Cassavetes อยากได้ขุ่นแม่ Bette Davis ที่มีความอึดถึก กล้าเผชิญหน้า ท่าเบะปากแหยะๆของเธอจะโต้ตอบตัวละครของ Rowlands แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน น่าเสียดายได้รับคำตอบปฏิเสธ แล้วพอเปลี่ยนมา Joan Blondell ทำให้บทบาทนี้เปลี่ยนไปแทบจะตรงกันข้าม

I wanted Bette Davis to play the Joan Blondell part. She would have been tougher. Gena can be grand. Intimidating. And Blondell was too nice to her – as a person and an actress. She didn’t fight as hard as Bette would have. Joan got scared. She was afraid of Gena. And me!

I could see she was terrified. Paul Stewart said, ‘Go talk to Joan. She doesn’t know what she’s doing. She’s scared to death.’ I’d go over to her – I couldn’t help liking her, her warm, open face – and ask if she had a problem. ‘No, not at all. I’m having the time of my life! Absolutely not.’ And you could hear the hysteria in her voice.

John Cassavetes

ตัวจริงๆของ Blondell เป็นคนอบอุ่น พูดจาสุภาพอ่อนน้อม ออกไปทางผู้ดีเสียด้วยซ้ำ อยู่ในวงการมากว่าสี่สิบปีไม่เคยพบเจอบรรยากาศการทำงานที่โคตรๆสมจริง เลยเกิดความหวาดกลัว ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ไม่สามารถโต้ตอบ/แสดงออกสิ่งที่อยู่นอกเหนือบุคลิกภาพตนเอง … เธอเป็นนักแสดงรุ่นคลาสสิก มันเลยไม่ใช่เรื่องง่ายจะปรับตัวเข้ากับวิถีการแสดงยุคใหม่

แต่ผมว่าการแสดงของ Blondell กำลังพอดีกับบทบาทนี้นะ ไม่แข็งไม่อ่อนเกินไป ถ้าเอา Davis มาเผชิญหน้า Rowlands มันเหมือนเสือสองตัวอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันไม่ได้ ถ้าไม่กลายเป็นแบบ What Ever Happened to Baby Jane? (1962) ก็ต้องมีใครสักคนที่ต้องยินยอมศิโรราบ … ผมจินตนาการไม่ออกจริงๆว่า Davis vs. Rowlands ใครจะยินยอมอ่อนข้อให้ใคร


John Cassavetes รับบท Maurice Aarons อดีตคนรักเก่าของ Myrtle แต่ต้องมาแสดงละคอนเวที รับบทสามีของ Virginia ที่ความสัมพันธ์ใกล้ถึงจุดแตกหัก มีเหตุให้ต้องทะเลาะเบาะแว้ง ขึ้นเสียงใส่อารมณ์ ตบหน้าลงไปนอนกองกับพื้น แล้วพอเธอปฏิเสธลุกขึ้นยืน เขาก็ไม่รู้จะทำอะไรยังไง และการแสดงรอบปฐมทัศน์ จำต้องครุ่นคิดหาหนทางโต้ตอบ ดั้นสดการแสดง เกือบเอาตัวไม่รอดในค่ำคืนนี้

ในตอนแรกผกก. Cassavetes อยากได้เพื่อนนักแสดงขาประจำ Seymour Cassel แต่อีกฝ่ายติดพันโปรเจคอื่นจึงบอกปัดปฏิเสธ แล้วพอหาใครมาแทนไม่ได้ Cassavetes เลยตัดสินใจเล่นบทนี้แทน! … เหตุผลที่ผกก. Cassavetes อยากได้ Cassel มารับบทบาทนี้เพราะ Rowlands ไม่ค่อยชอบหน้าอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ เมื่อต้องเข้าฉาก ถูกตบหน้าบ่อยครั้ง มันจะช่วยกระตุ้นอารมณ์รุนแรงบางอย่างออกมาได้!

If Rowlands had been caught between Cassel (whom she was not fond of) as her former lover and her husband as her director in the play, the pressures on her – both as a character and as a person – would have been much greater.

Ray Carney จากหนังสือ Cassavetes on Cassavetes (2001)

แต่บทบาทนี้สำหรับผกก. Cassavetes มันก็มีจุดน่าสนใจตรงการแสดงรอบปฐมทัศน์ Opening Night ที่พอดั้นสดการแสดงร่วมกับ Rowlands ทั้งสองสามารถครุ่นคิด สรรหาเรื่องโต้ตอบ ดูเหมือนสามี-ภรรยาพรอดรัก มากกว่าจะโต้ถกเถียง/ฆ่ากันให้ตายเสียอีก!


ก่อนหน้านี้ A Woman Under the Influence (1974) และ The Killing of a Chinese Bookie (1976) ต่างไม่มีเครดิตถ่ายภาพ (Director of Photography) เพราะผกก. Cassavetes มักถือกล้องถ่ายทำด้วยตนเอง, แต่สำหรับ Opening Night (1977) ด้วยสเกลงานสร้างที่ใหญ่ขึ้นกว่าผลงานเก่าๆ ไม่สามารถถือกล้องเดินไปเดินมา จึงต้องมอบเครดิตถ่ายภาพให้กับ Al Ruban และผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) Frederick Elmes & Michael Ferris

ตั้งแต่ Faces (1968) ที่ผกก. Cassavetes ถือกล้องถ่ายทำหนังด้วยตนเอง(เป็นส่วนใหญ่) จึงได้งานภาพที่สอดคล้องวิสัยทัศน์ของผู้สร้าง บรรยากาศดิบๆ ไม่ได้มีลูกเล่นภาพยนตร์ใดๆ, แต่ด้วยสเกลงานสร้างขนาดใหญ่ของ Opening Night (1977) ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมรายละเอียดทุกสิ่งอย่าง จึงจำต้องมอบหมายหน้าที่ ให้อิสระตากล้องตัดสินใจอะไรๆด้วยตนเอง … Opening Night (1977) คือจุดเปลี่ยนงานภาพ ‘สไตล์ Cassavetes’ เลยก็ว่าได้!

งานภาพของ Opening Night (1977) ไม่ได้มีการขยับเคลื่อนไหวตลอดเวลา หรือส่ายๆสั่นๆอย่างรุนแรงเหมือนหลายผลงานก่อนหน้า ล้วนขึ้นกับเหตุการณ์ บริบทรอบข้าง และวิธีการถ่ายทำฉากนั้นๆ บางครั้งก็ตั้งกล้องแน่นิ่ง นักแสดงเดินเข้า-ออก ละเล่นกับทิศทางมุมกล้อง … ถ้าคุณไล่เรียงรับชมผลงานของผกก. Cassavetes ก็จะสัมผัสถึงความแตกต่างแทบจะโดยทันที!

Part of the difficulty of the whole film was that Ruban argued with Cassavetes and voiced objections to his methods virtually every day of the shoot. He even tried to talk Cassavetes out of using the locations he wanted, objecting particularly vehemently to the cavernous apartment which Cassavetes had selected for Myrtle, which Ruban – not seeing its importance in establishing the grand loneliness of her life – thought was not only narratively ridiculous but, more importantly from his own perspective, too hard to light.

Ray Carney จากหนังสือ Cassavetes on Cassavetes (2001)

ทีแรกผมนึกว่าหนังปักหลักถ่ายทำอยู่ย่าน Broadway, New York City แต่ปรากฎว่าเลือกใช้โรงละคอนร้าง Lindy Opera House, Pasadena Civic Auditorium (Pasadena) และโรงแรม Green Hotel (Pasadena) ต่างตั้งอยู่ Los Angeles, California ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1976 – มีนาคม ค.ศ. 1977

We always shoot on location. I think it’s an advantage for audiences to see real buildings, real locales, real rain. Besides, since we’re always putting the money up ourselves, costs are always such a major factor. It would have been prohibitive to try to build those theater sets on a soundstage; it was too costly to even go to New York with travel expenses and all. We also figure, since we live here, we know the town well enough we can find something in the area to double for almost any place in the country.

John Cassavetes

Cassavetes was a student of Welles’ work, and, influenced by the opera-house sequence in Citizen Kane and the opening sequence in Touch of Evil, he wanted to begin his film with an elaborate, unbroken tracking-shot that went, in one continuous movement, from inside Myrtle’s dressing room, out the door into the back-stage spaces, into the toilet, down the corridor behind the scenery, onto the stage, into the audience, up the wall into the lights and flies, and out into daylight. However, Al Ruban, the DP, refused to cooperate and the shot was never attempted.

Ray Carney จากหนังสือ Cassavetes on Cassavetes (2001)

ความตั้งใจดั้งเดิมของผกก. Cassavetes ภาพแรกของหนังต้องการทำออกมาคล้ายๆ Goodfellas (1990) กล้องเคลื่อนเลื่อนติดตามนักแสดงในลักษณะ Long Take จากห้องแต่งตัว เดินมาหลังเวที จนกระทั่งก้าวออกไปทำการแสดงเบื้องหน้า แต่ทว่าตากล้อง Al Ruban กลับไม่ยินยอมให้ความร่วมมือ … ทำไมกัน?

สิ่งสิ้นเปลืองงบประมาณที่สุดของหนัง คือการว่าจ้างตัวประกอบมาเป็นผู้ชมการแสดง ในโรงละคอน 2,000 ที่นั่ง ต้องใช้คนอย่างน้อยหนึ่งในสาม 700+ คน ซึ่งถ้าว่าจ้างตัวประกอบจาก Screen Actor Guild ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ $47.5 เหรียญ ระยะเวลาสองวัน $66,500 เหรียญ!

ผกก. Cassavetes เหมือนจะมีปัญหาอยู่กับ SAG และไม่ต้องการใช้จ่ายเงินมากขนาดนั้น เลยครุ่นคิดแผนการทำเป็น Charity Gala ให้ผู้ชมจ่ายเงิน (อ้างการกุศล) รับชมการแสดง แล้วถ่ายทำภาพยนตร์ไปพร้อมๆกัน แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครไหนให้ความสนใจ สุดท้ายเลยใช้วิธีปิดประกาศ ประชาสัมพันธ์หาคนในท้องถิ่น Pasadena (ได้มาแค่ 500+ กว่าคน) อย่างน้อยได้ KFC สนับสนุนอาหารกลางวันฟรี

It was financially out of the question to use union extras. If Cassavetes had paid the requisite minimum $47.50 per day wage for the minimum 700 SAG extras he estimated he needed to fill the most visible sections of the theater’s 2,000-seat space, it would have cost him an extra $66,500 for those two days alone. His initial plan was to hold a ‘charity gala’ where people would pay to come and watch the play and filming – from which he would then donate the proceeds to a good cause. However, after several months of trying, he was unable to interest any local charity in sponsoring the event; so in desperation he distributed flyers in Pasadena shopping-malls and senior citizens’ centers, opening the shoot to anyone who was willing to dress up. As an enticement, he offered free lunches donated by Kentucky Fried Chicken (whose bucket is still visible on stage) and the Pasadena Community Services Commission, and a ‘Champagne Reception’ after the Saturday shoot. Despite his best efforts, which included newspaper articles about the upcoming event, only about 500 people showed up, which meant he was able to fill fewer than twenty rows

Ray Carney จากหนังสือ Cassavetes on Cassavetes (2001)

วิธีแก้ปัญหาของผกก. Cassavetes เมื่อได้ตัวประกอบมาแค่ 500+ กว่าคน ก็คือให้พวกเขานั่งติดๆกัน เลือกมุมกล้อง เก็บภาพเฉพาะบริเวณนั้น (ไม่จำเป็นต้องถ่ายติดโรงละคอนทั้งหมด) ส่วนที่เหลือก็ปิดไฟ มองอะไรไม่เห็น แค่นี้มันก็สามารถถูๆไถๆ เอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิด … มันมีไม่กี่ช็อตที่ถ่ายจากบนเวที หรือพบเห็นผู้ชมมุมกว้าง ส่วนใหญ่กล้องจะเคลื่อนเลื่อนอยู่ท่ามกลางฝูงชนเสียมากกว่า สร้างบรรยากาศราวกับกำลังนั่งอยู่ในโรงละคอน รับชมการแสดงบนเวทีไปพร้อมๆกัน

ผกก. Cassavetes ไม่ได้มีการกำกับ หรือกำหนดคิวใดๆแก่ตัวประกอบทั้งหลาย ก่อนเริ่มทำการแสดงบอกกล่าวเพียงแค่ให้พวกเขาแสดงปฏิกิริยาออกมาอย่างอิสระ อยากหัวเราะ ปรบมือ ทำอะไรก็ตามสบาย

There was no prompter to tell the audience when to applaud. I addressed them off-camera by saying, ‘You’re going to see a play just like you were in a theater. If you feel like applauding, do so. If you don’t, don’t. I want your true reaction – no fake.’

John Cassavetes

การแสดงบนเวทีครั้งแรก มีการบอกใบ้เนื้อหาสาระทั้งหมดของหนัง Maurice กล่าวถึงความสนใจในผู้สูงวัย พร้อมทั้งภาพถ่ายขนาดใหญ่ติดอยู่บนฝาผนัง กล่าวถึงริ้วรอย ความแก่ชรา นั่นคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนถ้าไม่ตกตายไปเสียก่อน ย่อมต้องประสบพบเจอด้วยกันทั้งนั้น

You know why I love older people? ‘Cause they know everything. But they don’t show that they know everything. I can stand here, I can look at this woman, this old lady… and I can count every wrinkle on her face. And for every wrinkle, there’s a pain. And for every pain, there’s a year. And for every year, there’s a person, there’s a death… there’s a history, and there’s a kindness.

Maurice Aarons

โดยปกติหนังของผกก. Cassavetes จะไม่มีลูกเล่นภาพยนตร์ใดๆ จนกระทั่ง Opening Night (1977) มีการซ้อนภาพนิ่ง (Double Exposure) หญิงสาว(น่าจะ Gena Rowlands)ในท่วงท่ากางปีกโบยบิน ค่อยๆเคลื่อนเลื่อนขึ้นท่ามกลางผู้ชม พร้อมเสียงบรรยายโหยหาความรัก การได้เป็นที่รักจากใครๆ

They want to be loved. They have to be loved. The whole world. Everybody wants to be loved. When I was 17, I- I could do anything. It was so easy. My emotions were so close to the surface. I’m finding it… harder and harder to stay in touch.

Myrtle Gordon

Nancy Stein (รับบทโดย Laura Johnson) อายุ 16 ปี เกิดในครอบครัวเชื้อสาย Jewish มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง หลงใหลคลั่งไคล้ Myrtle Gordon ไอดอลประจำใจ วันหนึ่งพยายามเข้ามาขอลายเซ็นต์ ดีอกดีใจจนไม่สามารถควบคุมตนเอง ก่อนประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต!

การได้พบเห็นความตายต่อหน้าต่อตา ไม่จำเป็นว่าต้องวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) คนส่วนใหญ่น่าจะรู้สึกตื่นตระหนก อกสั่นขวัญแขวน บังเกิดความหวาดสะพรึงกลัว ตระหนักว่าชีวิตไม่เที่ยง ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่มันก็มีคนอยู่สองประเภท

  • คนที่สามารถยินยอมรับความจริง ตระหนักถึงสังขารไม่เที่ยง ไม่มีใครหนีความแก่ และความตาย
  • คนอีกกลุ่มก็คือ Myrtle Gordon ปฏิเสธยินยอมรับความจริง ครุ่นคิดสรรหาวิธีเอาชนะความแก่ ทั้งทางกาย (สมัยนี้การเสริมสวย ดึงหน้า โบท็อกซ์ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น) และทำจิตใจให้มีความร่าเริงสดใส เหมือนวัยรุ่นหนุ่ม-สาว

ห้องพักของ Myrtle Gordon ดูโอ่โถง รโหฐาน มีพื้นที่ว่างสำหรับซักซ้อมการแสดง แต่ขณะเดียวกันเราสามารถมองว่ามันคือความเวิ้งว่างเปล่า แบบเดียวกับคฤหาสถ์ Xanadu ภาพยนตร์ Citizen Kane (1942) ชีวิตที่แม้ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง อยู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่กลับอาศัยอยู่ตัวคนเดียว เปล่าเปลี่ยวหัวใจ

การเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงโด่งดัง ย่อมถูกคาดหวังทั้งจากผู้ชม คนรอบข้าง และตัวตนเอง นั่นน่าจะคือเหตุผลที่ Myrtle (หรือ Judy Garland ที่ผกก. Cassavetes ได้แรงบันดาลใจฉากนี้มา) ดึกดื่นนอนไม่หลับ โทรศัพท์ติดต่อหา Manny ชวนคุยอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ หวาดกลัวโน่นนี่นั่น ไม่อยากทำนั่นโน่นนี่

อีกสิ่งน่าสนใจของซีนนี้คือภรรยา Dorothy Victor (รับบทโดย Zohra Lampert) พยายามเข้ามายั่วเย้า โยกเต้น ทำเป็นเรียกร้องความสนใจ แต่สามีกลับเพิกเฉยเฉื่อยชา จนเธอหมดอารมณ์ … นี่อาจสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผกก. Cassavetes และ Gena Rowlands การหมกมุ่นอยู่กับบางสิ่งอย่าง ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเธอเมื่ออยู่ร่วมกัน

I spend eighty per cent of my time working. I’d been so horrible as a husband in my life that the long hours, the incredible ambition to try to make something that would satisfy me… I’ve double-crossed Gena several times. I don’t mean badly, I don’t mean that I’ve plotted it out and planned it out; but I’ve done things that have been a double-cross. Working late at night. Working hard. Not keeping up always the romantic impulses that is the promise of two people when they get together. Being in love with other things. Things that really, I think, that all people within a marriage or a long relationship go through. In recent years I’ve come to recognize the errors of my own ways perhaps, the selfishness and the insensitivities of my past, but mind you, I’m in no way putting these down.

John Cassavetes

เมื่อตอนถ่ายทำ Minnie and Moskowitz (1971) มันมีฉากที่ตัวละครของ Cassavetes ตบหน้า Gena Rowlands ลงไปนอนกองกับพื้น ด้วยความรุนแรง เสียงดังฉาด สร้างความตกอกตกใจให้ทีมงานรีบเข้ามาหักห้ามปราม ครุ่นคิดว่ามันคืออารมณ์เกรี้ยวกราดโกรธจริงๆ จนทำให้ Rowlands นอนแน่นิ่งอยู่หลายนาที

You know the scene in Minnie and Moskowitz when I slap Gena around? The crew thought it was real! They jumped up to restrain me. They gave me the worst looks after that scene! Gena is such a marvelous actress. She didn’t get up off the floor after the take. She just lay there.

John Cassavetes

ฉากนี้ในหนังแน่นอนว่า Cassavetes ตบจริง! แล้วแสร้งทำเป็นพูดว่า “I didn’t touch her. If I had, there would be a mark on her face.” เพื่อให้ดูเลือนลางระหว่างชีวิตจริง-การแสดง บางครั้งมันก็ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ … แต่ผกก. Cassavetes ไม่เคยใช้ความรุนแรงกับ Rowlands นอกจากในฉากการแสดงเท่านั้น!

ระหว่างอยู่ในห้องแต่งตัว ใบหน้าของ Myrtle Gordon เกิดความพร่ามัว เลือนลาง เบลอซ้อนทับกับภาพแฟนคลับสาวรุ่นเยาว์ Nancy อันนี้แล้วแต่ผู้ชมจะขบครุ่นคิด มันคือภาพหลอน จินตนาการเพ้อฝัน หรือวิญญาณเธอคนนั้น? แต่จริงๆเราควรตั้งอีกคำถามว่า ปรากฎตัวขึ้นมาทำไม?

ลีลาการนำเสนอของซีนนี้ เหมือนพยายามทำให้ใบหน้าของ Myrtle และ Nancy เบลอๆ เลือนลาง ลักษณะของการซ้อนทับ กระจกสะท้อนตัวตน หรือจะมองว่าเป็นตัวละครเดียวกันก็ยังได้! จุดประสงค์เพื่อให้ Myrtle พบเห็นตนเองในเธอคนนั้น แล้วเกิดความตระหนักถึงความแก่ ไม่อยากยินยอมรับสภาพเป็นจริง!

เรื่องราวของละคอนเวที The Two Woman เกี่ยวกับหญิงสาว Virginia และสองสามี ที่มีความแตกต่างตรงกันข้าม ภาพสะท้อนกันและกัน ราวกับอาศัยอยู่โลกคนละใบ (มุมกล้องถ่ายทำก็เฉกเช่นเดียวกัน)

  • สามีคนแรก Gus Simmons (รับบทโดย John Tuell) ชายร่างสูงใหญ่ นิสัยเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ชอบใช้ความรุนแรง ขณะนั้นแต่งงานอยู่กับภรรยาคนใหม่ (มีลูกสามคน) อาศัยในบ้านสไตล์วินเทจ(ชั้นเดียว) ชนชั้นแรงงานอเมริกัน และมักถ่ายทำจากบนเวที เห็นผู้ชมนั่งอยู่บางครั้งครา
  • สามีคนปัจจุบัน Maurice Aarons (รับบทโดย John Cassavetes) ทำงานช่างภาพ นิสัยรักอิสระ แต่ก็มีความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ ไม่อยากใช้ความรุนแรงกับภรรยา (ตบหน้าทีเดียวจะเป็นจะตาย) อาศัยอยู่บ้านสองชั้นที่ดูโมเดิร์น ทันสมัย และกล้องมักถ่ายทำจากมุมมองผู้ชมขึ้นมาบนเวที

ความแตกต่างของสองสามี บ้านสองหลัง สามารถใช้เปรียบเทียบชีวิตจริง-การแสดง ความสัมพันธ์ระหว่างผกก. Cassavetes และศรีภรรยา Gena Rowlands ระหว่างที่บ้าน (มีบุตรสามคน) และที่ทำงาน มันราวกับโลกคนใบ หญิงสาวคนสอง

I think that there’s a pull and a push between whether you’re an individual, as I feel right now, or whether you are a part of society, and I think we are, all of us, pulled and pushed between these two things constantly. And you keep on saying, ‘Do I want to be what I am?’ or ‘Do I want to be part of society?’ Myrtle has two selves. One was that background of Gena Rowlands’ own personal life, of children, family, home, schooling; the problems of who you are and trying to fight for your own individual survival as you do all these other prescribed chores. The other is what you could be if none of these other things existed. The selfish, individual part of the person – your own mind’s eye view of yourself – is to me the epitome of an actress. If you would have no boundaries of commitment, you could then express so much. But in one sense, to me, it’s an anti-art film in that it says if you had your way you wouldn’t express a goddamn thing. If you had your total way. Actors, or writers, have to work under this duress – under a limited duress. You can’t be tortured, your ears can’t be torn off, your mustache pulled out hair by hair.

John Cassavetes

แซว: ชื่อละคอนเวที The Two Woman กลับมีนักแสดงนำหญิงเพียงคนเดียว แต่ก็มีนัยยะบ้านสองหลัง โลกคนละใบอย่างที่อธิบายไป

คนทรง Melva Drake (รับบทโดย Lady Rowlands มารดาของ Gena Rowlands) บุคคลที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ มันอาจฟังดูเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ถ้าเรามองในเชิงสัญลักษณ์ จักทำให้ Myrtle สามารถพบเจอ/เผชิญหน้าตัวตนเอง จัดการกับสิ่งติดค้างคาอยู่ในใจ (หรือจิตวิญญาณ)

ความตายครั้งแรกของ Nancy ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต สามารถมองในเชิงรูปธรรม สะท้อนถึงการสูญเสียวัยวุฒิ รูปร่างหน้าตา เนื้อหนังมังสาของ Myrtle ถึงช่วงวัยแห้งเหี่ยว โรยรา ไม่สามารถหวนกลับสู่ความสวยสาว ละอ่อนเยาว์วัยได้อีก

ขณะที่ความตายครั้งหลังในเชิงนามธรรม/วิญญาณ ถือเป็นการทำลายความรู้สึกนึกคิด หมกมุ่นยึดติดที่มีต่อ Nancy แต่นั่นไม่ได้หมายถึง Myrtle ยินยอมรับสภาพเป็นจริง ตรงกันข้ามคือปฏิเสธตัวตนเอง ฉันไม่ยอมแก่ ตัดสินใจทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้ยัง(รู้สึก)สวยสาว ละอ่อนเยาว์วัย ไม่ต่างจากคนหนุ่มสาว

ย้อนรอยกับเรื่องราวในละคอนเวทีที่ Virginia หวนกลับไปหาสามีคนแรก, หลังจาก Myrtle ทำลายภาพหลอน/เข่นฆ่าจิตวิญญาณของ Nancy เธอหวนกลับไปหาอดีตคนรัก Maurice (ที่ในบทละคอนเวทีเล่นเป็นสามีคนปัจจุบัน) ไม่ใช่จะรื้อฟื้นความหลัง แต่กำลังต้องการที่พึ่งพักพิงทางใจ … ถึงอย่างนั้นก็แบบเดียวกับ Virginia ถูกขับไล่ ผลักไส ไม่หลงเหลือใครข้างกาย

หลังถูกอดีตคนรักขับไล่ Myrtle จึงไร้ที่พึ่งพักพิงทางใจ เกิดความกลัวๆกล้าๆ ไม่อยากทำการแสดงอีกต่อไป จึงตัดสินใจดื่มสุราเมามาย มาถึงโรงละคอนสาย แล้วถูกผู้กำกับ Manny บีบบังคับให้ตะเกียกตะกาย สั่งห้ามไม่ให้ใครช่วยเหลือ ทำตัวเองก็ต้องก้าวเดินด้วยลำแข้งตนเอง

Although she resists facing them, Myrtle must finally accept and resolve the dilemmas which lie not only at the core of the play she is doing but which reflect the basic realities of her own existence, from which she has heretofore fled, aided by alcohol, men, professional indulgence – and fantasy! The character is left in conflict, but she fights the terrifying battle to recapture hope. And wins! In and out of life, the theme of the play haunts the actress until she kills the young girl in herself.

John Cassavetes

อาการมึนเมาของ Myrtle ผมมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงสติเลือนลาง ไม่สามารถจดจำบท ทำการแสดงด้วยการดั้นสด ไม่ต่างจากชีวิตจริง (Life is Improvised) … เลือนลางระหว่างการแสดงและชีวิตจริง

ฉากจบตามบทละคอนน่าจะคือจุดสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่าง Viriginia และ Maurice แต่พอผันเปลี่ยนสู่ดั้นสดการแสดง (Improvised) ทำให้ผู้ชมหรือแม้แต่ตัวนักแสดงเอง ก็มิอาจคาดเดาว่าท้ายที่สุดจักลงเอยเช่นไร? ทั้งสองจะปรับความเข้าใจกันได้ไหม? แต่ที่แน่ๆสร้างความผิดหวังให้ผู้กำกับ Manny และนักเขียน Sarah ต้องออกไปซดเหล้า สูบบุหรี่ ระบายอารมณ์อัดอั้นทรวงใน รับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น

สำหรับผกก. Cassavetes ไม่ต่างจาก Manny เมื่อตอนนำหนังออกฉาย ปฏิกิริยาผู้ชมต่อฉากจบนี้สร้างความผิดหวังอย่างรุนแรง “They didn’t get any of the other things.” มันอาจเพราะการแตะมือ เตะเท้า ก่อนผ้าม่านเลื่อนปิดลงนั้น มองยังไงก็คือ Happy Ending ยินดีที่รู้จัก!

It’s unclear whether Cassavetes regarded the ending as a success or a failure. Ted Allan, who attended a pre-release screening, recounted how Cassavetes was clearly upset when the audience cheered and applauded Myrtle’s final improvisation as a ‘triumph’. Allan congratulated Cassavetes on having a resounding hit on his hands, but to Allan’s surprise, the next time he saw the film, the ending had been recut to make it more ambiguous. After the first screening, Allan said Cassavetes turned to him and said: ‘I failed. All they got was the surface stuff. They didn’t get any of the other things’.

Ray Carney จากหนังสือ Cassavetes on Cassavetes (2001)

เกร็ด: ผกก. Cassavetes ตั้งใจให้ซีเควนซ์นี้เป็นการดั้นสดจริงๆ ไม่มีตระเตรียมเนื้อหา หัวข้อสนทนาใดๆ แต่จะถ่ายทำทั้งหมดสามครั้ง โดยนัดหมายกับ Rowlands เพียงแค่จะปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้แตกต่างกันไป (Silly, Serious และ Dramatic)

ฉากเลี้ยงฉลองหลังการแสดงนั้น เห็นว่าเป็นการแอบถ่าย! ชายคนที่กำลังสนทนากับ Gena Rowlands คือผู้กำกับ Peter Bogdanovich ซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือหลายอย่างในกองถ่าย จนผกก. Cassavetes ใช้วิธีการนี้แทนคำขอบคุณโดยเจ้าตัวไม่รับรู้เรื่องใดๆ … มารับรู้เอาภายหลังการถ่ายทำ

Peter Bogdanovich was tangentially involved in the production. He allowed Cassavetes to use the personal screening room in his home to project dailies. Also, when Cassavetes fell far behind schedule because of the various problems in the shoot, he asked Bogdanovich to shoot a ‘second unit’ scene he didn’t have time to do himself – the brief threeshot exterior scene in which Myrtle and Sarah pull into the parkinggarage prior to visiting the psychic played by Rowlands’ mother.

In return, Cassavetes gave Bogdanovich a cameo at the very end of the film. But it is telling that even after the favor Bogdanovich had done for him, Cassavetes didn’t flatter him. On the contrary: Bogdanovich (who had no idea what Cassavetes was doing when he filmed the scene) is cast as a shallow, sycophantic charmer who is brushed aside by Dorothy Victor as if he didn’t matter (with the film ending with the hug between Dorothy and Myrtle that echoes the hug Nancy gave Myrtle at the beginning).

Ray Carney จากหนังสือ Cassavetes on Cassavetes (2001)

ตัดต่อโดย Tom Cornwell (1945-1999) สัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยตัดต่อ Husbands (1970), ไต่เต้าขึ้นเป็น Supervising Editor ภาพยนตร์ A Woman Under the Influence (1974), ได้รับเครดิตตัดต่อ The Killing of a Chinese Bookie (1976), Opening Night (1977), ก่อนย้ายแผนกไปทำงานตัดต่อเสียง (Sound Editing) ซีรีย์โทรทัศน์

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Myrtle Gordon พานผ่านเหตุการณ์เบื้องหน้า-หลัง การแสดง-ชีวิตจริง ตั้งแต่พบเห็นแฟนคลับสาวแรกรุ่น ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต เก็บมาหมกมุ่นครุ่นคิด พบเห็นภาพหลอน (หรือจะมองว่าคือวิญญาณล่องลอย) เลือนลางเข้ากับการแสดงบทเวที ก่อนสิ้นสุดที่การแสดงรอบปฐมทัศน์ Opening Night

  • โศกนาฏกรรมของแฟนคลับสาวแรกรุ่น
    • Myrtle & Maurice ทำการแสดงรอบพรีวิว ณ New Haven, Connecticut
    • หลังเสร็จการแสดงกำลังจะเดินทางกลับ พบเจอแฟนคลับสาวแรกรุ่นเข้ามาขอลายเซ็นต์
    • ระหว่างเดินทางกลับโรงแรม แฟนคลับคนนั้นถูกรถชนเสียชีวิต
    • Myrtle กลับมาโรงแรมด้วยความลุ่มร้อนรน กระวนกระวาย ยังทำใจไม่ได้กับภาพเหตุการณ์พบเห็น
    • ดึกดื่นผู้กำกับ Manny คุยโทรศัพท์ปลอมประโลม Myrtle ต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น
  • ความเปลี่ยนแปลงของ Myrtle
    • วันถัดมาระหว่างซักซ้อมการแสดง หลังจาก Maurice ตบหน้า Myrtle เธอปฏิเสธลุกขึ้นยืน
    • กลับมาห้องแต่งตัว Myrtle เห็นภาพหลอน/วิญญาณแฟนคลับสาวคนนั้น
    • Myrtle เดินทางไปงานศพแฟนคลับสาวคนนั้น
    • ค่ำคืนรอบพรีวิว Myrtle ปฏิเสธเล่นตามบทอีกครั้ง
    • ภายหลังการแสดง Manny ระบายอารมณ์อัดอั้น แสดงความไม่พึงพอใจพฤติกรรมของ Myrtle
    • Myrtle อธิบายเหตุผลการปรับเปลี่ยนบทต่อ Sarah
    • Manny เข้ามาในห้องพักของ Myrtle พยายามพูดโน้มน้าวให้เธอแสดงตามบทบาท
  • การเผชิญหน้าระหว่าง Myrtle กับแฟนคลับสาว
    • การแสดงค่ำคืนถัดมา Myrtle ยังคงเล่นนอกบท โดยไม่สนห่าเหวอะไรใคร
    • ภายหลังการแสดง Sarah เสนอแนะให้ Myrtle พบเจอคนทรง
    • แต่พอพบเจอกัน Myrtle กลับปฏิเสธร่วมพิธีกรรม
    • Myrtle เริ่มพบเห็นภาพหลอนบ่อยขึ้น ทั้งยังได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ (ทำร้ายตนเอง)
    • ในที่สุด Myrtle ก็ขอพบคนทรง แล้วเผชิญหน้าแฟนคลับสาวคนนั้น
  • Opening Night
    • เช้าก่อนวันการแสดงรอบปฐมทัศน์ Myrtle เดินทางไปพบเจอ Maurice แต่อีกฝ่ายปฏิเสธร่วมสังฆกรรมใดๆ
    • Myrtle ดื่มสุราเมามาย ปล่อยให้นักแสดง+ทีมงาน เฝ้ารอคอยการมาถึงของเธอ
    • ค่ำคืน Opening Night แต่ทว่า Myrtle กลับยังมาไม่ถึง
    • พอเธอเดินทางมาถึง สภาพมึนเมามาย ถูกผลักดันให้ขึ้นทำการแสดง
    • กระทั่งองก์สุดท้าย Myrtle เหมือนจะสร่างเมา ทำการดั้นสดตลอดทั้งฉากกับ Maurice
    • สิ้นสุดการแสดง โค้งคำนับ ได้รับเสียงปรบมือ และพวกพ้องร่วมแสดงความยินดี

สถานการณ์หลังการถ่ายทำ (Post-Production) ของ Opening Night (1977) ละม้ายคล้ายกับ The Killing of a Chinese Bookie (1976) คือผกก. Cassavetes พยายามเร่งรีบตัดต่อตั้งแต่ถ่ายเสร็จปลายเดือนมีนาคม จนถึงปลายเดือนกันยายน เพราะตอบรับงานแสดงเอาไว้ล่วงหน้า The Fury (1978), แต่คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทำทุกอย่างจนเสร็จทันเวลา … ถึงอย่างนั้นกลับไม่สามารถหาผู้จัดจำหน่ายภายในสิ้นปี เพราะต่างกลัวความล้มเหลวซ้ำรอย The Killing of a Chinese Bookie (1976) ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ


เพลงประกอบโดย Bo Harwood ชื่อจริง Benjamin Harwood Jr. (1946-2022) เกิดที่ Los Angeles, California เริ่มต้นจากเป็นนักร้อง/นักกีตาร์วงร็อค ก่อนผันตัวมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ The Bach Train (1969) ซึ่งเมื่อผกก. Cassavetes มีโอกาสรับชมเกิดความชื่นชอบประทับใจ “I loved its freedom and its dynamics.” เลยได้ช่วยงานตัดต่อ Husbands (1970), ผู้ช่วยตัดต่อเสียง Minnie and Moskowitz (1971), ก่อนถูกชักชวนมาทำเพลงประกอบตั้งแต่ A Woman Under the Influence (1974) และยังเหมารวมหน้าที่ Sound Mixing, Sound Editor, Sound Engineer, Music Supervisor

Harwood ให้คำนิยามงานเพลงของหนังว่า ‘Scratch Track’ คือส่วนผสมของเปียโน บางครั้งบรรเลงกีตาร์ ทำนองมีความเรียบง่าย เหมือนเด็กเพิ่งหัดเล่น (Harwood เพิ่งเริ่มฝึกเล่นเปียโนเมื่อตอนทำเพลงประกอบ A Woman Under the Influence) แต่สามารถสะท้อนบรรยากาศ อารมณ์ตัวละคร

โดยปกติแล้ว ‘สไตล์ Cassavetes’ มักเต็มไปด้วยบทเพลงจากศิลปินมีชื่อ ดังจากวิทยุ เครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือถูกเรียบเรียงสำหรับทำการแสดงสด, Opening Night (1977) น่าจะเป็นครั้งแรกๆที่มีเพียง Original Soundtrack เสียงบรรเลงเปียโนของ Harwood มอบสัมผัสโหยหา คร่ำครวญ อยากหวนกลับไปเป็นวัยรุ่นหนุ่ม-สาว ซึ่งเมื่อตัวละครทำสำเร็จ (ด้วยอิสรภาพทางการแสดง) ช่วงท้าย Closing Credit มีการขยับขยายบทเพลงสู่ออร์เคสตรา

Opening Night (1977) นำเสนอเรื่องราวนักแสดงเจ้าปัญหา ตั้งแต่พบเห็นเหตุการณ์โศกนาฎกรรมต่อหน้าต่อตา ส่งผลกระทบต่อความครุ่นคิด สภาพจิตใจ เต็มไปด้วยความสับสน หวาดวิตกกังวล มิอาจคลายความหมกมุ่นยึดติด พบเห็นภาพหลอน/วิญญาณคนตายล่องลอย ไม่สามารถทำการแสดงตามบทบาทกำหนดไว้

ปัญหาจริงๆของ Myrtle คือวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) เพิ่งเริ่มตระหนักถึงสังขาร ตัวเลขอายุตนเองที่เลยผ่าน 40 ปี รู้สึกตกอกตกใจ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ครุ่นคิดต่างๆนานาว่าฉันแก่แล้ว เหลือเวลาชีวิตอีกไม่มาก เกิดอาการซึมเศร้า เสียดาย วิตกกังวล โหยหาความอ่อนเยาว์ อยากหวนกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกสักครั้ง

I get up in the morning and I used to be eighteen. I’m not eighteen anymore and ninety per cent of my active life is finished. I always looked young. And suddenly I’m going to be forty-eight. I look at myself in the mirror sometimes and I tell myself, ‘What is this fucking head? Who would have such a face?’ So I understand these kind of feelings. Since I’m not particularly vain, I think of someone who has this sort of vanity, someone who would always have been told that they are what other people see in them. This particularly applies to an actor when you seem to be more than you really are, and nobody really knows you or sees your inside. And I think, ‘That’s a problem worth dealing with.’

John Cassavetes

บางคนครุ่นคิดว่าคือภาพหลอน บางคนอาจเห็นเป็นวิญญาณล่องลอย แต่การปรากฎขึ้นของแฟนคลับสาวรุ่นเยาว์ ก็เพื่อให้ Myrtle สามารถเผชิญหน้ากับตนเอง ตัวเลขอายุ วิกฤตวัยกลางคน ซึ่งการกระทำของเธอคือพยายามเข่นฆ่าให้ตาย/ทำร้ายตนเอง นั่นคือการไม่ยินยอมรับ ปฏิเสธความแก่/สูงวัย ครุ่นคิดหาหนทางที่จักทำให้ตนเองอยู่นอกเหนือกาลเวลา

แน่นอนว่ามันไม่มีทางที่ร่างกายมนุษย์จะอ่อนเยาว์ลง ทุกวินาที ทุกลมหายใจเข้าออก ล้วนคือนับถอยหลังสู่ความตาย แต่สิ่งที่หนังพยายามนำเสนอคือวิธีการทำให้จิตใจสดชื่น กระปรี้กระเปร่า รู้สึกเหมือนคนหนุ่มสาว ไม่ถูกควบคุมโดยตัวเลขอายุ … มันอาจฟังดูหลอกตนเอง ไม่รู้จักเจียมสังขาร แต่เราสามารถตีความในอีกแง่มุมหนึ่ง!

สำหรับอาชีพนักแสดง ตั้งแต่โบราณกาลจะมีหน้าที่ท่องจำบท ทำการแสดงตามทิศทาง/คำสั่งที่ผู้กำกับวางแผนไว้อย่างเคร่งครัด (Classical Acting), การมาถึงของโลกยุคสมัยใหม่ จริงๆมันมีหลายเทคนิคอย่าง Stanislavski’s System, Method Acting, Psycho-Physical, Meisner Technique ฯ แต่สิ่งที่ผกก. Cassavetes ให้ความสนใจคือศิลปะการแสดงแบบดั้นสด Improv หรือ Improvisational Theatre

เราสามารถเปรียบเทียบ Classical Acting เสมือนคนแก่ ผู้สูงวัย เป็นวิธีการแสดงที่เฉิ่มเฉยล้าหลัง Myrtle ต้องการหลีกเลี่ยง ปฏิเสธท่องตามบทละคอนเวที พยายามครุ่นคิดค้นหา จะทำอย่างไรให้ตนเองได้รับอิสรภาพทางการแสดง และไม่ถูกจำกัดอยู่ภายใต้ตัวเลขอายุ … สิ่งที่เธอแสดงออกมาในค่ำคืน Opening Night คือศิลปะการแสดงแบบดั้นสด ไม่มีบท ไม่มีเตรียมการ ไม่แตกต่างจากชีวิต (Life is Improvised) ได้รับอิสรภาพในการครุ่นคิดแสดงออก สำแดงความเป็นตัวของตนเอง ทุกครั้งที่ทำการแสดงจึงมีความสดใหม่ กระปรี้กระเปร่า เหมือนคนหนุ่มสาว

นอกจากนี้ผกก. Cassavetes ยังพยายามเลือนลางหลายสิ่งอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ใช่แค่บทบาท Myrtle & Virginia แต่ยังชีวิตจริงของเขาและศรีภรรยา Gena Rowlands แทบทั้งหมดนำจากประสบการณ์ตรง และโดยเฉพาะการทะเลาะเบาะแว้งในค่ำคืนการแสดง Opening Night ถือเป็นเรื่องปกติสามัญสำหรับทั้งสอง ไม่พึงพอใจอะไรก็พูดบอก สำแดงอารมณ์ออกมาตรงๆ มันอาจดูรุนแรงบ้าคลั่ง หลายคนครุ่นคิดว่าคงใกล้เลิกรากันแน่ๆ (จริงๆแล้วทั้งสองไม่ได้แต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสด้วยซ้ำนะ) แต่มันกลับยิ่งกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

When I am the director and Gena is acting, disagreement is not a bad thing. It’s really interesting. You don’t want an actor who is always polite and serious. You need someone who gets angry. They call me at five in the morning to insult me and that’s normal. If someone is angry with me, I’m not going to say I’m not going to use him again under the pretext that he’s too much trouble. On the contrary, that’s what life is about – for living through problems and for sharing them, isn’t it?

ปล. หนังชื่อ Opening Night (1977) มันควรที่จะเป็นการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ แต่ทว่ากลับคือผลงานสุดท้ายของผกก. Cassavetes ในฐานะหนังอิสระ/นอกกระแส หลังจากนี้จักกล้ำกลืนน้ำลาย กลายเป็นมือปืนรับจ้าง หวนกลับไปสร้างภาพยนตร์ภายใต้ระบบสตูดิโอ … หรืออาจจะมองว่า Opening Night คือสู่จุดสิ้นสุด ‘สไตล์ Cassavetes’ ก็ได้กระมัง


ผกก. Cassavetes เลือกฉายหนังรอบปฐมทัศน์วันคริสต์มาส 25 ธันวาคม ค.ศ. 1977 ณ Fox Wilshire Theater, Los Angeles แต่ถือเป็นการตัดสินใจล้มเหลว เพราะที่นั่งแทบว่างเปล่า ไร้ผู้ชม นักวิจารณ์ก็ส่ายหัว ไม่มีใครสนใจเขียนบทความกล่าวถึง

Opening Night never got beyond the Fox Wilshire. It closed in mid-February, after seven weeks of playing to almost empty houses in a single theater. Cassavetes simply could not afford to keep advertising and playing it.

Ray Carney จากหนังสือ Cassavetes on Cassavetes (2001)

แม้ในสหรัฐอเมริกาจะประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง (ทุนสร้าง $1.5 ล้านเหรียญ ประเมินว่ามีผู้ชมประมาณ 500 กว่าคน) แต่เมื่อเดินทางไปเทศกาลหนังเมือง Berlin เสียงตอบรับฟากฝั่งยุโรปกลับดีล้นหลาม สามารถคว้าสองรางวัล Silver Bear: Best Actress (Gena Rowlands) และ Interfilm Award – Otto Dibelius Film Award

Europeans are more appreciative of my work than Americans. I just feel that, in Europe, the person who makes the film is more highly regarded and there’s more expected of that person to be original. Here, though, if you break the genre of the film, it’s disturbing to the public. In Europe, that’s what they look for. You get points for originality there. They believe in art in France.

John Cassavetes

นอกจากนี้หนังยังได้เข้าชิง Golden Globes Award อีกสองสาขา Best Actress – Drama (Gena Rowlands) และ Best Supporting Actress (Joan Blondell) แต่ก็ไม่ได้รางวัลใดๆ และยังคงไม่มีผู้จัดจำหน่ายรายไหนในสหรัฐอเมริกาแสดงความสนใจซื้อไปฉายอยู่ดี

กระทั่งภายหลังการเสียชีวิตของผกก. Cassavetes เมื่อปี ค.ศ. 1989 ถึงมีสตูดิโอจัดจำหน่ายหลายรายรุมตอม ขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำออกฉายวงกว้าง ก่อนที่ Criterion Collection จะได้รับสิทธิ์ทำ DVD/Blu-Ray รวบรวมในบ็อกเซ็ต John Cassavetes: Five Films (1958-1977) วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2013 ประกอบด้วย Shadows (1959), Faces (1968), A Woman Under the Influence (1974), The Killing of a Chinese Bookie (1976) และ Opening Night (1977)

ในบรรดาผลงานของผกก. Cassavetes ผมเคยหลงใหลคลั่งไคล้ Opening Night (1977) แต่การหวนกลับมารับชมคราวนี้ เมื่อสามารถทำความเข้าใจหลายสิ่งอย่างในมุมลึกมากขึ้น ค้นพบว่า Faces (1968) และ A Woman Under the Influence (1974) หรือแม้แต่ The Killing of a Chinese Bookie (1976) เติมเต็มจริต ตรงใจตนเองมากกว่า … แต่ความชื่นชอบต่อหนังเรื่องนี้ไม่ได้ลดลงนะครับ แค่มันไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

เกร็ด: ผกก. Cassavetes เคยกล่าวว่า Opening Night (1977) คือผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพการงาน “best film I had anything to do with.”

จัดเรต 18+ กับความรู้สึกอับอาย เมามาย หายนะจากพฤติกรรมเห็นแก่ตัว

คำโปรย | Opening Night ค่ำคืนอันเจิดจรัสของผู้กำกับ John Cassavetes และ Gena Rowlands โบยบินไปกับอิสรภาพการแสดง
คุณภาพ | วิจิศิป์
ส่วนตัว | ชื่นชอบ


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)