Orlando

Orlando (1992) British : Sally Potter ♥♥♥

ชีวิตสามศตวรรษของ Orlando พบเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สิ่งน่าสนใจที่สุดคือบทบาททางทางเพศในสังคมผู้ดีอังกฤษ เมื่อชายกลับกลายเป็นหญิง รับบทโดยนักแสดงคนเดียว Tilda Swinton (เล่นเป็นทั้งชายและหญิง) งดงาม ท้าทาย แต่อาจต้องปีนป่ายบันไดสูงสักหน่อย

คนที่ยังไม่รับชมหนังอาจเกิดความตงิดใจเล็กๆ สามศตวรรษ อิหยังว่ะ? นั่นเพราะ Orlando (1992) เป็นภาพยนตร์กึ่งๆแฟนตาซี ด้วยการให้ตัวละครอายุยืนยาวนานกว่าสามร้อยปี ตั้งแต่ถูกสาปให้พรโดยพระราชินี Queen Elizabeth I (ครองราชย์ 1558-1603) ไม่แก่ไม่เฒ่ามาจนถึงปัจจุบันนั้น ค.ศ. 1992

จุดประสงค์ของผู้แต่งนวนิยาย Virginia Woolf เห็นว่าต้องการเสียดสีล้อเลียน (Satire) เปรียบดั่งจดหมายรักถึงแฟนสาว Vita Sackville-West เต็มไปด้วยถ้อยคำหวานแหวว โรแมนติก อีโรติก ขณะเดียวกันยังพาดพิงสังคมผู้ดีอังกฤษแต่ละยุคละสมัย

The effect of Vita on Virginia is all contained in Orlando, the longest and most charming love letter in literature, in which she explores Vita, weaves her in and out of the centuries, tosses her from one sex to the other, plays with her, dresses her in furs, lace and emeralds, teases her, flirts with her, drops a veil of mist around her.

Nigel Nicolson บุตรชายของ Vita Sackville-West กล่าวถึงอิทธิพลของมารดาต่อนวนิยาย Orlando: A Biography (1928)

แต่การรับชมภาพยนตร์ Orlando (1992) กลับไม่ทำให้ผมรับรู้สึกถึงความสัมพันธ์ใดๆระหว่างผกก. Potter ตัวละครของ Swinton หรือแม้แต่นวนิยายต้นฉบับของหนัง เพราะต่างคนต่างมีความสนใจที่แตกต่างกันออกไป

  • ผกก. Potter ไม่ใช่เกย์ ไม่ใช่เลสเบี้ยน สนใจในการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศของตัวละคร (ผลงานของเธอหลังจากนี้ ก็มักใช้นักแสดงหญิงรับบทตัวละครที่ควรเป็นเพศชาย) รวมถึงบทบาทสตรีเพศในยุคสมัยต่างๆของประเทศอังกฤษ
  • Swinton สนใจในความสง่างาม เข้มแข็งแกร่งของตัวละคร Orlando ไม่ได้สนใจอัตลักษณ์ทางเพศ จะชายหรือหญิง เกย์หรือเลสเบี้ยน เควียร์หรือนอนไบนารี่ ได้หมดถ้าสดชื่น
  • ส่วนเรื่องราวจากนวนิยายของ Woof อย่างที่อธิบายไปแล้วว่าเป็นแนวเสียดสีล้อเลียนแฟนสาว และพาดพิงถึงวิถีสังคมผู้ดีอังกฤษ

แม้การแสดงของ Swinton จะถือเป็นไฮไลท์ในอาชีพการงาน, โปรดักชั่นงานสร้าง เสื้อผ้าหน้าผม งดงามระดับวิจิตรศิลป์, การกำกับของผกก. Potter ดูมีความน่าสนใจ แต่นำเสนอออกมาอย่างเอื่อยเฉื่อย น่าเบื่อหน่าย ใส่ลูกเล่นลีลามากเกินไป ‘style over substance’

Orlando is a self-indulgent film that is more interested in style than substance. The film is full of beautiful images, but it’s also empty of meaning. I found myself feeling bored and disengaged.

นักวิจารณ์ Peter Travers เขียนบทความลง Rolling Stone

Orlando is a confused film about gender. The film seems to be trying to say that gender is fluid, but it also seems to be saying that there are essential differences between men and women. I found the film’s message to be confusing and ultimately unsatisfying.

นักวิจารณ์ Manohla Dargis เขียนบทความลง The New York Times

ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Adeline Virginia Stephen (1882-1941) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ South Kensington, London เป็นบุตรคนที่เจ็ดจากพี่น้องแปดคน, ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านวรรณกรรม ชื่นชอบการอ่านเขียน ร่ำเรียนประวัติศาสตร์ King’s College London ได้รับการผลักดันจากบิดาให้กลายเป็นนักเขียน จนมีโอกาสเข้าร่วม Bloomsbury Group (กลุ่มปัญญาชนชาวอังกฤษ ในช่วงต้นศตวรรษ 20th), เมื่อปี ค.ศ. 1912 แต่งงานกับ Leonard Woolf ร่วมกันก่อตั้งสำนักพิมพ์ Hogarth Press และตีพิมพ์นวนิยายเล่มแรก The Voyage Out (1915)

ช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1922 ณ งานเลี้ยงของพี่เขย คือสถานที่ที่ Virginia Woolf แรกพบเจอ Vita Sackville-West เพียงมองตาก็รับรู้ความต้องการของกันและกัน แต่พวกเธอต่างแต่งงานมีสามี เลยแอบสานสัมพันธ์อย่างลับๆ (ในประเทศอังกฤษยุคสมัยนั้น ความสัมพันธ์ชาย-ชายคือสิ่งผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่สำหรับหญิง-หญิง)

Victoria Mary, Lady Nicolson หรือ Vita Sackville-West (1892-1962) นักเขียนนวนิยาย สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Knole House, Kent ในตระกูลขุนนาง ผู้ดีอังกฤษ วัยเด็กเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยคบหากับใคร แต่ตระหนักถึงรสนิยมทางเพศชื่นชอบผู้หญิง โหยหาอิสรภาพแบบเดียวกับชาวยิปซี (Romani) เริ่มเขียนนวนิยาย/บทละครตั้งแต่อายุ 14, แต่งงานเมื่อปี ค.ศ. 1913 กับสามีนักการทูต Harold Nicholson (เคยไปประจำการอยู่ Constantinople) แต่ก็แอบสานสัมพันธ์ลับๆกับ Rosamund Grosvenor, Violet Keppel, ก่อนมาถึง Virginia Woolf

ทั้ง Woolf และ Sackville-West ต่างมีชีวิตวัยเด็กที่ถูกครอบครัวกดขี่ข่มเหง (abused) มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง เมื่อได้พบเจอพูดคุย พวกเธอจึงพัฒนาความสัมพันธ์ เข้าใจกันและกัน รวมถึงช่วยผลักดัน รักษาแผลใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง Woolf ได้แรงบันดาลใจนวนิยายเรื่องใหม่

And instantly the usual exciting devices enter my mind: a biography beginning in the year 1500 and continuing to the present day, called Orlando: Vita; only with a change about from one sex to the other.

Virginia Woolf เขียนในไดอารี่วันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1927

ตัวละคร Orlando ได้แรงบันดาลใจมาจาก Sackville-West ตั้งแต่รูปลักษณ์ หน้าตา (ที่บรรยายในนวนิยาย) จิตวิญญาณรักอิสระ เรื่องราวต่างๆที่พวกเธอได้พูดคุยสนทนา แลกเปลี่ยนจดหมาย อาทิ ความสนใจในชาวยิปซี (Romani), อาศัยอยู่กับสามีนักการทูตที่ Constantinople, และโดยเฉพาะอัตลักษณ์ทางเพศ คงได้ทั้งรุก-รับ ชายก็ได้-หญิงก็ดี ไม่ยี่หร่าอะไรใคร

Orlando is you, Orlando is me, Orlando is all of us.

(ประโยคนี้ในจดหมายของ Woolf ถึง Sackville-West น่าจะต้องการสื่อว่าตัวละคร Orlando คือส่วนผสมของพวกเราทั้งสอง ไม่ใช่พวกเราทั้งหมด)

นวนิยาย Orlando: A Biography ตีพิมพ์วันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1928 แม้ไม่ได้ขายดีถึงระดับ Best-Selling แต่ก็ประสบความสำเร็จจนทำให้ฐานะทางการเงินของ Woolf มีความมั่นคง รวมถึงเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ก็ค่อนข้าง ได้รับยกย่องให้เป็น ‘Feminist Classic’ เหมาะสำหรับศึกษาเกี่ยวกับเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ และลักษณะวรรณกรรมประเภทเสียดสีล้อเลียน (Satiric Form)


Charlotte Sally Potter (เกิดปี 1949) ผู้กำกับ/เขียนบท/นักออกแบบท่าเต้น สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London, มารดาเป็นครูสอนดนตรี บิดาทำงานออกแบบภายในและชื่นชอบแต่งกวี, เมื่ออายุ 14 ได้รับของขวัญจากลุงคือกล้อง 8mm ทำให้ค้นพบความชื่นชอบสื่อภาพยนตร์, พออายุ 16 ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน เพื่อเข้าร่วม London Film-Makers’ Co-op สรรค์สร้างหนังสั้นแนวทดลอง Jerk (1969), Play (1970), ขณะเดียวกันก็ร่ำเรียนการเต้นและออกแบบท่าเต้น (Choreography) ยัง London School of Contemporary Dance

เมื่อหนังสั้น Thriller (1979) ได้รับเสียงฮือฮาเมื่อนำออกฉายตามเทศกาลหนังสั้น จึงมีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Gold Diggers (1983), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Orlando (1992), The Tango Lesson (1996) ฯ

ผกก. Potter เคยอ่านนวนิยาย Orlando: A Biography ตั้งแต่ตอนอายุ 18 ปี ชื่นชอบหลงใหลเกี่ยวกับเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ มีความงดงาม เติมเต็มจินตนาการ เพ้อใฝ่ฝันว่าสักวันจะทำการดัดแปลงสร้างภาพยนตร์

I first read Orlando when I was 18 and it blew my mind. I loved the way it played with gender and identity, and the way it was so visually and lyrically beautiful. I knew I had to make a film of it one day.

Sally Potter

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ภาพยนตร์มาหลายปี ค.ศ. 1984 ครุ่นคิดว่าตนเองพร้อมจะดัดแปลงนวนิยายเล่มนี้ จึงเริ่มพัฒนาบทร่าง (Treatment) สำหรับยื่นของบประมาณจากสตูดิโอต่างๆ แต่ได้รับคำตอบกลับ “unmakable, impossible, far too expensive and anyway not interesting”.

เมื่อเกิดความตระหนักว่าคงไม่มีสตูดิโอไหนให้ความสนใจ เธอจึงใช้วิธียื่นบทภาพยนตร์ขอทุนจากสถาบันต่างๆทั่วยุโรป อาทิ British Film Institure, Netherlands Film Fund, Belgian Film Fund, จากนั้นถึงได้งบประมาณเพิ่มเติมจาก Channel 4 Films กว่าจะรวบรวมได้ $4 ล้านเหรียญ ใช้เวลายาวนานถึง 8 ปี

It took me eight years to get the film financed. I had to go to every single film fund in Europe. I had to make a lot of compromises, but I was determined to make the film my way.

มีหลายสิ่งอย่างที่ผกก. Potter ปรับเปลี่ยนจากต้นฉบับนวนิยาย ทั้งเรื่องราว โครงสร้าง เหตุการณ์ไม่สำคัญจะถูกตัดทิ้งออกไป คำอธิบายความรู้สึกนึกคิดตัวละคร (ในนวนิยายสามารถเขียนบรรยายออกมาได้ตรงๆ) เปลี่ยนมาใช้การดำเนินเรื่องด้วยภาพและเสียง ‘visual image’ และโฟกัสเนื้อหามายังเรื่องของเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ (Gender and Identity) เพื่อให้เกิดความร่วมสมัยกับผู้ชมรุ่นใหม่ๆ

I wanted to make a film that was both faithful to the spirit of Woolf’s novel and also its own unique work of art. … I chose to focus on the themes of gender and identity in order to make the film more relevant to contemporary audiences.


เรื่องราวเริ่มต้นช่วงปลายยุคสมัย Elizabethan Era (1558–1603) ผู้ดีหนุ่มชาวอังกฤษ Orlando (รับบทโดย Tilda Swinton) ได้รับคำสาปให้พรจาก Queen Elizabeth I มอบพระราชวังหลังใหญ่ มรดกก้อนโต แลกกับการไม่แก่ไม่เฒ่า

“Do not fade. Do not wither. Do not grow old.”

นั่นเองคือเหตุผลให้ Orlando มีชีวิตยืนยาวนาน พานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ อาทิ ค.ศ. 1610 (Love) ตกหลุมรัก Princess Sasha, ค.ศ. 1650 (Poetry) ค้นพบความชื่นชอบบทกวี, ค.ศ. 1700 (Politics) กลายเป็นนักการทูตเดินทางสู่ Constantinople, หลังพานผ่านประสบการณ์เฉียดตาย จู่ๆสลับเพศชายเป็นหญิง, ค.ศ. 1750 (Society) เข้าแวดวงไฮโซแล้วถูกขอแต่งงาน, ค.ศ. 1850 (Sex) ตกหลุมรัก Shelmerdine, พานผ่านสงครามโลก, จนกระทั่งปี ค.ศ. 1992 (Birth) คลอดบุตรสาว และกำลังตีพิมพ์นวนิยายเล่มใหม่


Katherine Matilda Swinton (เกิดปี 1960) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London บิดาเป็นทหารบกยศพลตรี ตอนเด็กเรียนร่วมห้องกับว่าที่เจ้าหญิงแห่งเวลส์ Diana Frances Spencer, โตขึ้นเข้าศึกษาต่อยัง New Hall (ปัจจุบันคือ Murray Edwards College) ณ University of Cambridge สาขาสังคมและรัฐศาสตร์, หลังเรียนจบสมัครเข้าร่วม Royal Shakespeare Company กลายเป็นนักแสดงละครเวที ตามด้วยมินิซีรีย์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Caravaggio (1986), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Edward II (1991) คว้ารางวัล Volpi Cup for Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Venice, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Beach (2000), Vanilla Sky (2001), The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe (2005), Michael Clayton (2007)**คว้า Oscar: Best Supporting Actress, Burn After Reading (2008), Doctor Strange (2016) ฯ

รับบทชายหนุ่ม Orlando หน้าตาใสๆ ซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาต่อโลก ตกหลุมรักแรกพบ Princess Sasha เพ้อคลั่งราวกับลมพายุ เมื่อพัดผ่านไปเปลี่ยนมาหลงใหลบทกวี เริ่มให้ความสนใจต่อสิ่งต่างๆรอบข้าง เดินทางไปเป็นนักการทูตยัง Constantinople พบเห็นความเห็นแก่ตัวของชาวอังกฤษ สงคราม ความตาย นั่นคือจุดสิ้นสุดความเป็นเพศชาย

หญิงสาว Orlando เริ่มต้นด้วยความเบื่อหน่าย เพราะต้องเข้างานสังคม ถูกขอแต่งงาน สูญเสียมรดกวงศ์ตระกูล พยายามวิ่งหลบหนีในเขาวงกต ก่อนพบเจอตกหลุมรัก Shelmerdine แม้มิอาจครองคู่ แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้ เติมเต็มความหมายของชีวิตจนถึงปัจจุบัน

Swinton คือตัวเลือกแรก ตัวเลือกเดียวของผกก. Potter ด้วยความประทับใจจากโปรดักชั่นละครเวที The Tempest เห็นว่าติดต่อเข้าหาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาบทหนังด้วยซ้ำ!

I saw Tilda in The Tempest and I was just blown away. She had this amazing androgynous quality, and I knew she was the one to play Orlando. She’s also a very intelligent actress, and she really understood the material.

Sally Potter

ในตอนแรก Swinton ตอบปฏิเสธเพราะรับรู้ว่าตนเองยังเด็ก ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ ยังไร้ชื่อเสียง และยังไม่พร้อมรับบทบาทที่ต้องใช้พลังในการแสดงค่อนข้างมาก แต่ผกก. Potter ก็ยังคงติดต่อหาอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งทศวรรษถัดมา เมื่อทุกสิ่งอย่างพร้อมสรรพ ก็ไม่มีเหตุอันใดให้บอกปัดอีก

I was first approached by Sally Potter about playing Orlando in 1981, but I turned it down. I was too young and inexperienced, and I didn’t feel ready for such a demanding role. But Sally kept in touch, and in 1992, I finally agreed to do it.

Tilda Swinton

ต้องถือว่า Orlando คือบทบาทไฮไลท์ในอาชีพนักแสดงของ Swinton ไม่ใช่แค่รับบทเพศชาย-หญิง (เรียกว่า ‘queer’ ก็ได้กระมัง) แต่วิวัฒนาการตัวละครจากเด็กน้อย หน้าใส ไร้เดียงสา พานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ เรียนรู้จักความรัก วิถีแห่งชีวิต เปิดมุมมองโลกกว้าง จนกระทั่งค้นพบอัตลักษณ์ทางเพศ ความเป็นตัวของตนเอง สมดังคำที่นักวิจารณ์มักเรียกว่า ‘tour-de-force’ ไม่ใช่การแข่งขันจักรยานนะครับ แต่หมายถึงเชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ สามารถทำสิ่งยุ่งยากท้าทายได้อย่างง่ายดาย

จริงๆก่อนหน้านี้ Swinton มีหลากหลายผลงานร่วมกับผกก. Derek Jarman แต่แทบทั้งหมดล้วนเป็นบทพระรอง รวมถึง Edward II (1991) ที่คว้ารางวัล Volpi Cup for Actress อย่างเป็นเอกฉันท์, Orlando (1992) ถือเป็นครั้งแรกรับบทตัวละครหลัก พระเอก/นางเอก มันจึงมีความพิเศษกับเธอมากๆ งดงาม ท้าทาย และโอบรับความเป็น ‘modern woman’ ซึ่งจะกลายเป็นภาพจำติดตัว … ตราบจนวันตายเลยก็ว่าได้

Orlando is a very special film for me. It was my first big role, and it was a chance to work with a director I really admire, Sally Potter. I loved the challenge of playing a character who changes sex over the course of the story, and I think we made a film that is both beautiful and thought-provoking.

Orlando is a film that has stayed with me for a long time. It’s a film about change, about transformation, and about the power of the imagination. I think it’s a film that is still relevant today, and I’m proud to have been a part of it.


ถ่ายภาพโดย Aleksei Rodionov (เกิดปี 1947) ตากล้องชาวรัสเซีย เกิดที่ Moscow สำเร็จการศึกษาด้านการถ่ายภาพจาก Gerasimov Institute of Cinematography (VGIK) จากนั้นมีผลงานหนังสั้น ผู้ช่วยตากล้อง โด่งดังจากภาพยนตร์ Come and See (1985), Orlando (1992) ฯ

ผกก. Sally เลือกตัดทิ้งข้อความบรรยาย ความรู้สึกนึกคิด ภายในจิตใจตัวละคร โดยเปลี่ยนมาใช้ ‘visual image’ ให้ภาพถ่ายอธิบายทุกสิ่งอย่าง! โดยการมอบอิสระผู้ชมในการครุ่นคิดตีความ เน้นความสวยงาม ส่วนใหญ่ใช้แสงธรรมชาติ กล้องค่อยๆเคลื่อนไหลอย่างช้าๆ ไร้สัมผัสกาลเวลา (Timelessness) ให้เหมือนกำลังล่องลอยเหมือนฝัน ย้อนยุคผสมผสานแฟนตาซี

The film is a very visual one, and I wanted to create a look that would be both beautiful and evocative. I used a lot of natural light, and I tried to capture the beauty of the different locations where we filmed. I also wanted to create a sense of timelessness, so I used a lot of long takes and slow motion.

Aleksei Rodionov

สำหรับคนที่มี ‘knack’ เกี่ยวกับการถ่ายภาพ น่าจะสังเกตเห็นความแตกต่างในแต่ละศตวรรษ/ช่วงเวลาต่างๆ เพื่อนำเสนอการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงมุมมอง/ประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้นของ Orlando

  • Elizabethan Era (1558–1603) กล้องถ่ายทำแบบ ‘traditional style’ เน้นภาพ Long Shot แทบไม่มีขยับเคลื่อนไหว มุมกล้องตรงไปตรงมา คมชัดทุกรายละเอียด เพื่อบันทึกความยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย ‘Golden Age’ แสงสีเหลืองอร่าม จัดเต็มเสื้อผ้าหน้าผม หรูหราอลังการ
  • Jacobean Era (1603–25) ตรงกับช่วงเวลาฤดูหนาวอันยาวนาน (Great Frost) พบเห็นหิมะ น้ำแข็ง ขาวโพลน หนาวเหน็บ
  • Caroline Era (1625–49) คือยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางศิลปะและวิทยาศาสตร์ งานภาพจะมีสีสัน ความสว่าง ด้วยแสงจากธรรมชาติ กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหา แต่ยังรักษาระยะห่างบนโต๊ะอาหาร
  • Restoration Era (1660–1714) ยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูหลังความขัดแย้ง/สงครามภายใน Orlando เดินทางไป Constantinople แสงอาทิตย์ช่างเจิดจร้า ท้องฟ้ายามค่ำคืนก็มืดมิดสนิท (กลางวัน-กลางคืน มีความแตกต่างตรงกันข้าม)
  • Georgian Era (1714–1837) หลังจาก Orlando สลับมาเป็นเพศหญิง ถูกหมายปองจากขุนนาง งานภาพมีความแห้งแล้ง ขาวซีดเซียว แม้การแต่งกายจะดูหรูหรา สวมวิกราคาแพง แต่เต็มไปด้วยความจอมปลอม หลอกลวง
  • Victorian Era (1837–1901) กล้องถ่ายภาพระยะประชิดใกล้ เต็มไปด้วยช็อต Close-Up สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Orlando กับชายคนรัก Shelmerdine การจัดแสงสีสันก็เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งอบอุ่นและหนาวเหน็บ
  • Modern Era (ค.ศ. 1992) ท้องฟ้าสดใส ใช้โทนสีขาว เพื่อให้ดูทันสมัยใหม่ ถ่ายทำด้วยกล้อง Hand-Held ตัดต่ออย่างรวดเร็ว (Quick Cuts) สร้างความตื่นเต้น เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ปัจจุบันมันช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นไปได้ไม่รู้จบ

We wanted the cinematography to reflect the changes in the world that Orlando lives in. As the world changes, so too does Orlando’s perspective on life. The changes in cinematography style help to do this in a visual way.

Sally Potter

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด มีทั้งภายในประเทศอังกฤษ และเดินทางไปยัง Uzbekistan ประกอบด้วย

  • Hatfield House ตั้งอยู่ยัง Hatfield, Hertfordshire สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1497 คือพระราชวังหลังโปรด/ใช้ชีวิตเติบโตตั้งแต่เด็กของ Queen Elizabeth I
    • ด้านข้างจะมีเขาวงกต (ที่ Orlando วิ่งหลงเข้าไปในนั้น)
  • Blenheim Palace ตั้งอยู่ยัง Woodstock, Oxfordshire สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1705-22 เป็นพระราชวังตากอากาศ (Country House) สำหรับพักผ่อนฤดูร้อน ด้านหน้าทางเข้าติดทะเลสาป The Great Lake
    • พระราชวังแห่งนี้คือสถานที่เกิดของ Sir Winston Churchill
  • สำหรับฉากที่ Constantinople ถ่ายทำยังเมือง Khiva ในแคว้น Khorazm Region ประเทศ Uzbekistan

หลายต่อหลายครั้ง ตัวละครชอบหันมาสบตาหน้ากล้อง (Breaking the Fourth Wall) ทำเหมือนพูดคุย บอกกล่าวอะไรบางอย่างกับผู้ชม เพื่อสร้างความสนิทสนม หยอกล้อเล่น ‘cinematic humour’ จนเกิดความรู้สึกมักคุ้นเคย ราวกับ(ผู้ชม)กลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องราว … น่าเสียดายที่โครงสร้างดำเนินเรื่อง ‘Time Skip’ กระโดดข้ามศตวรรษหลายต่อหลายครั้ง เป็นส่วนทำให้ผู้ชมสูญเสียการมีส่วนร่วม ไม่สามารถสนิทสนมชิดเชื้อตัวละครสักเท่าไหร่

I wanted Orlando to be a character who was always aware of the audience. I wanted her to be able to talk to us directly, to share her thoughts and feelings with us. I also wanted to challenge the audience’s expectations of what a film can be. I wanted to show that a film can be more than just a passive experience. It can be an active one, where the audience is invited to participate in the story.

Sally Potter

เรื่องราวในยุคสมัย Elizabethan Era (1558–1603) เน้นขายความเว่อวังอลังการ ตั้งแต่พิธีเห่เรือ (พร้อมขับขานบทเพลง Eliza Is the Fairest Queen) เสื้อผ้าหน้าผม แต่งองค์ทรงเครื่อง สิ่งข้าวของต่างๆล้วนมีความเหลืองทองอร่าม เพื่อแสดงถึงยุคสมัย “The Golden Age of England” กล้องถ่ายภาพแบบ ‘traditional style’ บันทึกภาพระยะไกล แทบไม่มีขยับเคลื่อนไหว มุมกล้องตรงไปตรงมา คมชัดทุกรายละเอียด

รักแรกพบของ Orlando กับ Princess Sasha ท่ามกลางฤดูหนาวเหน็บ หิมะขาวโพลน จนทำให้แม่น้ำ Thames กลายเป็นน้ำแข็ง แต่พายุรักของเธอก็เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพราะเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูง น้ำแข็งละลาย (นำเสนอภาพพื้นน้ำแข็งแตกแยกอย่างตรงไปตรงมา) ทั้งสองก็จำต้องพลัดพรากจากกัน … ชั่วนิรันดร์

เกร็ด: เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ ปรากฎการณ์ Great Frost ที่ทำให้แม่น้ำ Thames กลายเป็นน้ำแข็ง (มีคำเรียกว่า River Thames frost fairs) เคยเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1608 ไม่ใช่ปี ค.ศ. 1610)

ผมครุ่นคิดว่าผู้แต่ง Woolf น่าจะต้องการเชื่อมโยง Poetry เข้ากับยุคสมัยของ William Shakespeare (1564-1616) แต่ผกก. Potter กลับเลือกช่วงเวลา ค.ศ. 1950 ระหว่าง Caroline Era (1625–49) แม้จะคือยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางศิลปะและวิทยาศาสตร์ แต่ในแง่บทกวี/วรรณกรรม ยังไงก็ไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ายุคทองของ Shakespeare

สังเกตพฤติกรรมของนักกวี Nick Greene (รับบทโดย Heathcote Williams) นั่งบนโต๊ะอาหารห่างไกลจาก Orlando น่าจะสะท้อนความแตกต่างระหว่างชนชั้นทางสังคม (Orlando คือขุนนาง/ผู้ดีอังกฤษ, นักกวีมักมาจากชนชั้นกลาง/ล่าง) อีกทั้งคำพูดเสียดสี แดกดัน อ่านบทประพันธ์ของอีกฝ่ายแล้วแต่งข้อความประชดประชัน (นี่สามารถล้อกับความตั้งใจของผู้แต่ง Woolf ถึงจุดประสงค์แท้จริงของนวนิยายเล่มนี้ ที่ต้องการ ‘satire’ แฟนสาวชู้รัก Sackville-West) สร้างความเดือดดาลให้ Orlando (กองไฟด้านหลังสามารถสื่อถึงความลุ่มร้อนทรวงใน) แต่ก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆออกมา (ยุคสมัยนั้นนักเขียน/นักกวี ชื่นชอบการเสียดสีล้อเลียนพวกขุนนาง ชนชั้นสูง เป็นนิจอยู่แล้ว!)

ทำไมต้องเดินทางไปไกลถึง Constantinople? ถ้าด้วยเหตุผลของผู้แต่งนวนิยาย Woolf คือสถานที่ที่แฟนสาวชู้รัก Sackville-West เคยอาศัยใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับสามีนักการทูต (ก็เลยให้ตัวละคร Orlando เป็นนักการทูตด้วยเลย) จนกระทั่งตั้งครรภ์บุตรคนแรกจึงเดินทางกลับอังกฤษ

ถ้าครุ่นคิดในเชิงสัญลักษณ์ Constantinople ถือเป็นดินแดนสุดปลายขอบยุโรป เชื่อมต่อกับทวีปเอเชีย จึงทำให้มีวัฒนธรรมที่เกิดจากผสมผสานระหว่างสองทวีป ซึ่งการที่ Orlando อาศัยใช้ชีวิตอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ ทำให้ซึมซับรับสิ่งใหม่ๆ พานผ่านประสบการณ์เฉียดเป็น-เฉียดตาย ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ (Metamorphoses) สลับเพศสรีระจากชายเป็นหญิง ได้กระมัง

อีกหนึ่งเหตุผลของการที่ Orlando ถูกส่งมาเป็นนักการทูตยัง Constantinople ผ่านคำบอกเล่าของท่านข่าน (เรื่องราวนี้ไม่มีในนวนิยาย เป็นส่วนที่ผกก. Potter เพิ่มเติมเข้ามา)

It has been said to me that the English make a habit of collecting … countries.

ลัทธิอาณานิคม (Colonialism) ไม่แตกต่างจากสังคมชายเป็นใหญ่ ต้องการครอบครองดินแดนทุรกันดารห่างไกล ถูกตีตราว่าไร้อารยธรรม อ้างว่าเพื่อนำพาความศิวิไลซ์เข้าไปเผยแพร่ แต่แท้จริงแล้วคือกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ส่วนตน

อย่างภาพสองช็อตนี้ระหว่างการแต่งตั้ง Orlando ให้เป็นเอกอัครราชทูตประจำ Constantinople มีการถ่ายภาพมุมก้ม-เงย ตำแหน่งสูง-ต่ำ ชัดเจนถึงจุดประสงค์ต้องการควบคุมครอบงำ (ยุคสมัยนั้นยัง)ไร้ซึ่งความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม

การสลับเพศของ Orlando คือลักษณะของ ‘thought-provoking’ ท้าทายวิธีคิด ขนบกฎกรอบ โครงสร้างทางสังคมที่กำหนดโดยเพศสรีระ บุรุษร่างกายแข็งแกร่งคือผู้นำ สตรีอ่อนแอเป็นช้างเท้าหลัง แต่ในโลกยุคสมัยใหม่ (Modern Era) รูปลักษณ์ทางกายภาพเหล่านั้น หาใช่สิ่งสลักสำคัญอีกต่อไป

The gender swap in Orlando is a way of challenging traditional notions of gender. I believe that the film shows how gender is a social construct, and how it can be used to oppress and limit people.

Sally Potter

ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมากๆที่ผกก. Potter ตั้งทิ้งซีเควนซ์การเดินทางกลับอังกฤษของ Orlando เพียงนำเสนอภาพขบวนชาวยิปซี ช็อตนี้ช็อตเดียวเท่านั้น! เท่าที่อ่านเรื่องย่อนวนิยาย ช่วงเวลาที่เธอได้อาศัยเดินทางกับชาว Romani จะมีการซึมซับแนวคิด วิถีชีวิต ความหมายของอิสรภาพ (รวมถึงเครื่องแต่งกาย ใส่ได้ทั้งชาย-หญิง) ติดตัวกลับบ้านไปด้วย

(Sackville-West มีความชื่นชอบวิถีของชาวยิปซีอย่างมากๆ โอบรับแนวคิด วิถีชีวิต เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แต่กลับปฏิเสธทอดทิ้งความสุขสบายสไตล์ผู้ดีอังกฤษ เพราะไม่อยากเตร็ดเตร่เร่ร่อน ดิ้นรนเอาตัวรอดไปวันๆ)

เรื่องราวในยุคสมัย Georgian Era (1714–1837) อาจจะไม่ดูอลังการเทียบเท่า Elizabethan Era (1558–1603) แต่เครื่องแต่งกาย กระโปรงสุ่ม วิกผม แต่งหน้าขาวโพลน สามารถสื่อถึงภาพความจอมปลอม กลับกลอก หลอกลวง สวยแต่รูปจูบไม่หอม สะท้อนความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะของสังคม (Society) รวมถึงวิกฤตของบุรุษเพศที่ใกล้จะสูญเสียอำนาจการควบคุม (จึงเร่งรีบเหลือเกินที่จะคุกเข่าสู่ขอแต่งงาน Orlando)

Orlando วิ่งหลบหนีการแต่งงานเข้าไปในเขาวงกต สถานที่แห่งความวกวน สับสน ไม่แน่นอน ซึ่งเธอต้องทดลองผิดลองถูก พยายามมองหาหนทางออก ค้นพบเป้าหมายปลายทาง ความต้องการ(อัตลักษณ์ทางเพศ)ของตนเอง

The maze is a metaphor for the journey of life. It’s a place of confusion and uncertainty, and Orlando must find her way through it in order to find herself. The maze is also a metaphor for the creative process. It’s a journey of trial and error, and we must find our way through the confusion in order to find our inspiration.

Sally Potter

Victorian Era (1837–1901) คือยุคสมัยแห่งความรัก! จุดเริ่มต้นจาก Queen Victoria (1819-1901) ทรงเป็นต้นแบบการแต่งงานกับคู่ชีวิต Prince Albert ที่พระองค์ทรงตกหลุมรัก ทั้งยังประสงค์ให้พระโอรสและธิดาเลือกคู่สมรสด้วยตนเอง ไม่ใช่ถูกจับคู่ คลุมถุงชน เพื่อผลประโยชน์ของใครบางคน และไม่สนความแตกต่างอะไรใดๆ

นั่นเองคือจุดกำเนิดเรื่องราวความรักระหว่าง Orlando กับ Shelmerdine แต่แม้จะเป็นความสัมพันธ์ชาย-หญิง เรายังสามารถเปรียบเทียบถึงผู้แต่ง Woolf กับแฟนสาวชู้รัก Sackville-West (เพราะเรื่องชายๆหญิงๆ มันจบสิ้นลงตั้งแต่ตัวละครสลับเปลี่ยนสรีระทางเพศ หมายความว่าพวกเขาทั้งสองสามารถเป็นเพศอะไรก็ได้ทั้งนั้น)

กระโดดข้ามมาโลกยุคสมัยใหม่ (Modern Era) ค.ศ. 1992 พบเห็นตึกสูงใหญ่ สถาปัตยกรรมแห่งอนาคต กล้องถ่ายมุมเงยเห็นท้องฟากฟ้า พาบุตรสาวมาขับรถเล่น (ในนวนิยายจะเป็นบุตรชาย) ท่องเที่ยวปราสาทหลังเก่า ถูกคลุมด้วยผ้าขาวโพลน คาดว่าน่าจะได้รับการอนุรักษ์ กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ พบเห็นรูปภาพวาดเมื่อครั้นยังหนุ่มแน่นของ Orlando ทุกสิ่งอย่างหลงเหลือเพียงประวัติศาสตร์

แซว: นักแสดงที่รับบทบรรณาธิการสำนักพิมพ์คือ Heathcote Williams บุคคลเดียวกับที่แสดงเป็นนักกวี Nick Greene ครั้งนั้นเคยพูดจาเสียดสีถากถาง แต่งบทกลอนประชดประชัน Orlando มาปัจจุบันสามารถยินยอมรับ กล่าวชื่นชมนวนิยาย(ตั้งชื่อว่า The Oak Tree)

บุตรสาวของ Orlando ระหว่างทำการถ่ายวีดิโอ Handycam พบเห็นกล้องส่ายไปส่ายมา นั่นคือลักษณะของ ‘unchained camera’ ไร้ซึ่งพันธนาการเหนี่ยวรั้ง แล้วจู่ๆบันทึกภาพเทวดากำลังโบยบินบนท้องฟากฟ้า นัยยะถึงอิสรภาพแห่งชีวิต ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้คือสรวงสวรรค์ (โลกยุคสมัยใหม่ (Modern Era) ที่หญิงสาวได้รับอิสรภาพทางเพศ ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยบุรุษอีกต่อไป มันช่างเหมือนดินแดนแห่งอุดมคติ สู่ความเป็นไปได้ไม่รู้จบสิ้น!)

I wanted to end the film with Orlando riding off into the sunset, free to be who she wants to be and entering a new world of possibilities. I wanted to suggest that change is inevitable and that it can be a positive thing. It is up to each individual to embrace change and to create their own future.

Sally Potter

ช็อตสุดท้ายของหนัง จับจ้องใบหน้า Orlando ระยะประชิดใกล้ โดยสายตาจะค่อยๆเคลื่อนลงมา (หลังจากจับจ้องมองเทวดาบนท้องฟากฟ้า) สบตาหน้ากล้อง “Breaking the Fourth Wall” นัยยะขณะนี้ไม่ใช่การหยอกล้อเล่นกับผู้ชม แต่เพื่อจะสื่อว่าคุณก็สามารถเป็นแบบเขา/เธอ มีอิสรภาพทางเพศ ดำเนินชีวิตโดยไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยสิ่งใด

ตัดต่อโดย Hervé Schneid (เกิดปี 1956) สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำผู้กำกับ Jean-Pierre Jeunet ตั้งแต่ Delicatessen (1991), The City of Lost Children (1995), Amélie (2001), ผลงานอื่นๆ อาทิ Europa (1991), Orlando (1992), Alien: Resurrection (1997) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Orlando ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1600 พานผ่านช่วงเวลาต่างๆมาจนถึงปัจจุบัน(นั้น) ค.ศ. 1992 ซึ่งจะมีการ ‘Time Skip’ ก้าวกระโดดไปข้างหน้าบ่อยครั้ง โดยมักปรากฎข้อความตามด้วยชื่อตอน เพื่อบอกว่าเรื่องราวขณะนี้อยู่ศตวรรษไหน กำลังจะมีเหตุการณ์สำคัญอะไรบังเกิดขึ้น

  • ค.ศ. 1600 (Death)
    • การมาถึงของ Queen Elizabeth I กล่าวคำสาปให้พรแก่ Orlando ให้อายุมั่นขวัญยืน ไม่แก่ไม่เฒ่า
  • ค.ศ. 1610 (Love) ช่วงเวลาฤดูหนาวอันยาวนาน (Great Forst)
    • Orlando ตกหลุมรักแรกพบ Princess Sasha พยายามเกี้ยวพาราสี โน้มน้าวให้มาอาศัยอยู่ร่วม แต่เมื่อน้ำแข็งละลาย ทั้งสองก็จำต้องพลัดพรากจากกัน
  • ค.ศ. 1650 (Poetry)
    • Orlando ค้นพบความชื่นชอบในบทกวี ติดต่อหานักกวี Nick Greene แต่กลับถูกล่อหลอก พร้อมถ้อยคำเสียดสีถากถาง
  • ค.ศ. 1700 (Politics)
    • Orlando กลายเป็นนักการทูต เดินทางไปประจำการอยู่ยัง Constantinople ขณะนั้นคือ Ottoman Empire ขณะนั้นเกิดเหตุการณ์สงคราม ได้รับประสบการณ์เฉียดตาย
    • แล้วจู่ๆ Orlando สลับเพศชายเป็นหญิง ก่อนตัดสินใจเดินกลับอังกฤษ
  • ค.ศ. 1750 (Society)
    • Orlando ถูกศาลปฏิเสธความเป็นเจ้าของปราสาท (เพราะไม่เชื่อว่ามนุษย์จะอายุยืนหลายร้อยปี รวมถึงกฎหมายไม่อนุญาตให้เพศหญิงสืบทอดมรดกตระกูล)
    • ถูกสู่ขอแต่งงานโดยชายไม่ได้รัก เลยวิ่งหลบหนีเข้าสู่เขาวงกต
  • ค.ศ. 1850 (Sex)
    • เมื่อออกจากเขาวงกต พบเจอชายหนุ่ม Shelmerdine เคลิบเคลิ้มในคารม ยินยอมร่วมเพศสัมพันธ์ แต่พวกเขาก็มิอาจอยู่เคียงข้างกัน
    • Orlando ก้าวออกเดินพานผ่านสงครามโลก
  • ค.ศ. 1992 (Birth)
    • มาจนถึงปัจจุบัน Orlando ยังสำนักพิมพ์ เพื่อตีพิมพ์นวนิยายเล่มใหม่
    • พาบุตรสาวมาเดินเล่นหน้าปราสาทหลังเก่า ขณะนั้นกลายเป็นสถานที่สาธารณะ

ช่วงระหว่างที่มีการ ‘Time Skip’ ก้าวกระโดดข้ามศตวรรษ มันจะมีเหตุการณ์อย่างนอนหลับ, ก้าวเดิน, ออกวิ่ง ฯ เพื่อสร้างสัมผัสของกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ซึ่งหลังจาก ค.ศ. 1850 จะไม่มีข้อความปรากฎเลขปีอีกต่อไป แต่ผู้ชมสามารถคาดเดาได้ไม่จากสภาพแวดล้อมรอบข้าง ก้าวผ่านสงครามโลกครั้ง และขับขี่รถมอเตอร์ไซด์มาถึงปัจจุบัน

เกร็ด: ต้นฉบับนวนิยาย Orlando: A Biography เรื่องราวเริ่มต้น ค.ศ. 1586 และสิ้นสุดลง ค.ศ. 1928 (ปีที่นวนิยายตีพิมพ์)

การดำเนินเรื่องแทบไม่คำอธิบายใดๆ เพียงใช้ ‘visual image’ ให้อิสระผู้ชมในการครุ่นคิดตีความ มองผิวเผินก็ดูน่าสนใจ แต่กลับมีความเชื่องช้าน่าหลับ หลายเหตุการณ์ไม่ได้น่าสนใจ หรือแฝงนัยยะอะไรลุ่มลึกล้ำ เพียงความซับซ้อนที่เมื่อพยายามครุ่นคิดหาคำตอบ รู้สึกเหมือนมันยังไม่เพียงพอ ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม ยังมีอีกหลายๆสิ่งขาดหาย


ในส่วนของเพลงประกอบ มีทั้งที่เป็นบทเพลงคลาสสิกของ Handel: Where’er You Walk, และ Original Soundtrack สไตล์ Baroque, Romantic, Jazz, Electronic โดยผกก. Potter ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับนักแต่งเพลง David Motion จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อสร้างบรรยากาศ หรือสะท้อนเข้ากับยุคสมัยต่างๆ แต่ต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ขัดแย้งภาพพบเห็น แทนคำอธิบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจตัวละคร และมอบสัมผัสไร้กาลเวลา (Timelessness)

The music is an integral part of the storytelling. It’s not just there to fill in the gaps. It’s there to help us understand the characters and the world they inhabit.

I wanted the music to be a kind of counterpoint to the visuals. I wanted the music to be a kind of sonic echo chamber for the film’s themes. I wanted it to reflect the inner life of the characters and to create a sense of the film’s timelessness.

Sally Potter

บทเพลงแรกของหนังแม้ตั้งชื่อว่า Eliza (สื่อถึง Queen Elizabeth I) แต่ผมครุ่นคิดว่าสามารถเทียบแทน Main Theme ท่วงทำนองมีความเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย เหมือนฝัน ขณะเดียวกันก็เหมือนหมอกควัน ขมุกขมัว สามารถสื่อถึงความคลุมเคลือในอัตลักษณ์ทางเพศของตัวละคร Orlando และสถานที่ที่เขา/เธอ ปรากฎตัวตอนต้น-ท้ายของหนัง ดูราวกับสรวงสวรรค์ สถานที่แห่งความเพ้อฝัน

Eliza Is the Fairest Queen แต่งโดย Edward Johnson (1572-1601) บทกวีสรรเสริญพระราชินี Queen Elizabeth I เห็นว่าตีพิมพ์ ค.ศ. 1603 ภายหลังจากการสวรรคต เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จในรัชสมัยของพระองค์, ฉบับที่ใช้ในหนังขับร้องโดย Jimmy Somerville แต่ผมหามาให้รับฟังไม่ได้ เลยนำเอาคลิปของ The Gentlemen of the Chapel Royal มาให้รับฟังแทน

Eliza is the fairest Queen
That ever trod upon the green
Eliza’s eyes are blessed stars
Inducing peace, subduing wars
O blessed be each day and hour
Where sweet Eliza builds her bower

Eliza’s hand is crystal bright
Her words are balm, her looks are light
Eliza’s breast is that fair hill
Where virtue dwells, and sacred skill
O blessed be each day and hour
Where sweet Eliza builds her bower

Pavanne คือการเต้นรำแบบขบวน จังหวะช้าๆ (Slow Tempo) ก้าวย่างมั่นคง (Stately Steps) คู่เต้นชาย-หญิงสลับกันไปมา คาดว่ามีจุดกำเนิดจากประเทศ Italy ก่อนแพร่หลายไปทั่วยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 ได้รับความนิยมอย่างมากในกิจกรรมเฉลิมฉลองของเชื้อพระวงศ์ ชนชั้นสูง

The King’s Tulips ได้ยินบทเพลงลักษณะนี้ทีไร ทำให้ผมระลึกถึง Michael Nyman ขึ้นมาทันที! มันช่างเป็นดนตรีสไตล์ Baroque ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในหนังดังขึ้นระหว่าง Orlando ตัดสินใจเป็นนักการทูต ตระเตรียมตัวออกเดินทางมุ่งสู่ Constantinople ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการผจญภัยก็ว่าได้กระมัง

A Change of Sex คือเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ บทเพลงใช้เสียงขับร้องของหญิงสาว เดี๋ยวดังเดี๋ยวหยุด สะท้อน-ซ้อน-กึกก้อง สลับไปสลับมา เหมือนการสลับเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศของตัวละคร (ผมรู้สึกว่าในหนังจะมีการใส่ ‘Sound Effect’ เพื่อเพิ่มสัมผัสวาบหวิว สั่นสยิวกาย ให้มีความเหนือจริงยิ่งๆขึ้นอีก)

หลังจากหญิงสาว Orlando บอกปฏิเสธการแต่งงาน ถกกระโปรงสุ่ม วิ่งเข้าไปในเขาวงกต The Maze บทเพลงจากใช้ฮาร์ปซิคอร์ดประสานไวโอลิน ค่อยๆพัฒนากลายมาเป็นเปียโนประสานออร์เคสตร้า คือสัญลักษณ์ของวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหญิงสาวจากเคยสวมใส่ชุดสีสว่างกลายมาเป็นชุดดำ กาลเวลาก็เคลื่อนพานผ่านไปยังอีกศตวรรษ (จาก ค.ศ. 1750 กระโดดมายัง ค.ศ. 1850)

ฮาร์ปซิคอร์ด (Harpsichord) เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด ลิ่มนิ้ว (Keyboard Instruments) พัฒนาจากพิณและกีตาร์ มีเสียงแหลมที่ฟังแล้วหยาบกระด้าง ได้รับความนิยมในยุคสมัย Renaissance และ Baroque จนกระทั่งการมาถึงของเปียโน (Piano) ในช่วงศตวรรษที่ 18th ด้วยเสียงที่มีความนุ่มนวล สามารถควบคุมน้ำหนักดัง-ค่อย รวมถึงระดับความกึกก้อง-หยาบกระด้าง ซึ่งสร้างมิติให้กับบทเพลงได้มากกว่า ในไม่ช้าจึงถูกแทนที่ แพร่หลายในวงกว้าง

On the Road บทเพลงที่ถือเป็นตัวแทนโลกยุคสมัยใหม่ (Modern Era) ด้วยการใช้เครื่องดนตรี Electronic แทนการเดินทาง ผจญภัย ท่วงทำนองมีความน่าตื่นเต้น และดูเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ เพราะอนาคตคือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดา ว่ามันอะไรจะบังเกิดอะไรต่อไป

ทิ้งท้ายกับ Closing Song ชื่อว่า Coming แต่งโดย David Motion & Sally Potter, ขับร้องโดย Jimmy Somerville, คำร้องถือว่าสปอยเนื้อหาตอนจบของหนัง “Yes at last, at last, at last I’m free!” สื่อถึงอิสรภาพของ Orlando ในโลกยุคสมัยใหม่ (Modern Era) ไม่มีสิ่งใดพันธนาการเหนี่ยวรั้งเขา/เธออีกต่อไป

ธรรมชาติวิวัฒนาการให้มนุษย์แบ่งออกเป็นเพศสรีระชาย-หญิง (ไม่นับรวมความผิดปกติอื่นๆ) ที่มีความแตกต่าง ตรงกันข้าม เพื่อสามารถพึ่งพาอาศัย เติมเต็มกันและกัน ให้กำเนิดทายาทสืบพงศ์เผ่าพันธุ์ ตอบสนองสันชาตญาณเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต เพื่อไม่ให้สปีชีส์ของตนเองต้องสิ้นสูญพันธุ์

แต่วิวัฒนาการมนุษย์ไม่จบสิ้นลงแค่ลักษณะทางกายภาพ/ชีวภาพ แต่คือมันสมองที่มีความเฉลียวฉลาด สามารถครุ่นคิด-จดจำ ทำให้เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเกิดความตระหนักว่าอัตลักษณ์ทางเพศ ไม่ได้มีความจำเพาะเจาะจงแค่ชาย-หญิง แต่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิด ความต้องการของจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องตรงกับเพศกำเนิดของตัวเอง

I wanted to make a film that would make people think about gender, identity, and the nature of time.

Sally Potter

Orlando (1992) เป็นภาพยนตร์ที่ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดถึงเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในแต่ละยุคละสมัยให้ความสำคัญกับชาย-หญิง แตกต่างกันออกไป

  • Elizabethan Era (1558–1603), Jacobean Era (1603–25), Caroline Era (1625–49), Restoration Era (1660–1714), Georgian Era (1714–1837) ล้วนคือยุคสมัยที่ชายเป็นใหญ่ ได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆมากมาย ส่วนสตรีไม่ต่างจากวัตถุทางเพศ ถูกควบคุมครอบงำโดยบุรุษ แต่งงานตามวิทยฐานะทางสังคม ไม่ต่างจากนกในกรง ไร้ซึ่งอิสรภาพชีวิต
  • Victorian Era (1837–1901) เป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะแนวคิดการสร้างครอบครัวกอปรด้วยสามี-ภรรยาเป็นคู่ชีวิต (Companionate Marriage) แทนที่การแต่งงานเพื่อความเหมาะสม หญิงสาวสามารถเลือกคู่ครองของตัวเอง ไม่ใช่นกในกรงอีกต่อไป
  • Modern Era (ค.ศ. 1992) กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยสตรีนิยม (Feminine) ผู้หญิงได้รับสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียมบุรุษ สามารถครุ่นคิดทำอะไรก็ได้ตามใจ อยากโสด อยากแต่งงาน มีความรักกับเพศไหน ไม่มีใครบีบบังคับ ถูกควบคุมครอบงำอีกต่อไป

ความตั้งใจดั้งเดิมของผู้แต่งนวนิยาย Virginia Woolf เรื่องราวของ Orlando: A Biography คือกึ่งๆอัตชีวประวัติของชู้รัก Vita Sackville-West เล่าผ่านกาลเวลาพานผ่านสามศตวรรษ

  • ยุคสมัย Elizabethan Era (1558–1603) สะท้อนชาติกำเนิดของ Sackville-West ในตระกูลผู้ดีอังกฤษ
  • Jacobean Era (1603–25) ตกหลุมรักแรก Rosamund Grosvenor แต่ไม่เคยได้สมหวัง
  • Caroline Era (1625–49) ค้นพบความสนใจในบทกวี งานเขียน
  • Restoration Era (1660–1714) เมื่อครั้น Sackville-West เคยอาศัยอยู่ยัง Constantinople แล้วสลับเพศจากการถูกสาปโดยชาวยิปซี (Romani)
  • Georgian Era (1714–1837) น่าจะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Sackville-West กับสามี Harold Nicholson แม้ในชีวิตจริงพวกเขาจะแต่งงานครองคู่ แต่นั่นเป็นไปตามครรลองของสังคม
  • Victorian Era (1837–1901) น่าจะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Sackville-West และ Woolf ที่ต่างมอบความรักอย่างเท่าเทียม เป็นพละพลัง กำลังใจให้กัน (แม้เพศของตัวละครขณะนี้จะคือชาย-หญิง แต่เราไม่จำเป็นต้องไปยึดติดเพศสภาพของพวกเขานะครับ)
  • Sackville-West ตั้งครรภ์บุตรชาย(กับสามี Harold Nicholson) ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงเดินทางกลับเกาะอังกฤษ
  • นวนิยายจบลงปี ค.ศ. 1929 นำเสนอการแต่งงานระหว่าง Orlando กับ Shelmerdine ซึ่งก็คงคือความเพ้อฝันของ Woolf อยากครองคู่รักกับ Sackville-West โดยไม่สนว่าใครเพศอะไร

การสลับเพศในนวนิยายของ Woolf เป็นเพียงหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสัณฐาน (Metamorphoses) ของตัวละคร Orlando จากเคยเป็นนักกวี ชายคนรัก นักการทูต มาจนสตรีเพศ ซึ่งสามารถสื่อถึง Sackville-West คือบุคคลที่สามารถเป็นอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เพศอะไรก็ได้ ไม่จำกัดว่าต้องชายหรือหญิง

Orlando is a biography in which every incident is significant. The change of sex is only one of the many metamorphoses which the hero undergoes. He is a poet, a courtier, a soldier, a diplomatist, a lover, a writer. He is also a woman, and it is in this change of sex that the book finds its climax.

Virginia Woolf

นัยยะการสลับเพศในนวนิยาย คือการค้นพบอัตลักษณ์(ทางเพศ) ตัวตน ความต้องการแท้จริงของ Orlando ซึ่งสะท้อนเข้ากับวิวัฒนาการทางสังคมที่ปรับเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ไม่ใช่เกิดจาก ‘male crisis’ แบบที่ภาพยนตร์พยายามนำเสนอ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการล่มสลายของวิถีชายเป็นใหญ่ … ผมรู้สึกว่าการนำเสนอของหนังออกไปทางยัดเยียด จู่ๆก็มาถึงฉากสลับเพศชาย-หญิงแบบงงๆ ไม่ค่อยสมเหตุสมผล ไม่มีคำอธิบายอะไรใดๆ (ก่อนหน้านี้สารพัดจะอธิบายต่างๆนานา) แถม Swinton ยังทำหน้าเหลอหลา ไม่ยี่หร่า ไม่มีอารมณ์ร่วม “Same person. No difference at all. Just a different sex”. อิหยังว่ะ???

I think the gender swap in Orlando is a way of reimagining masculinity. It’s a way of opening up new possibilities for men. It can be seen as a metaphor for the fluidity of identity, the social construction of gender, and the ‘male crisis’ of the 20th century.

Sally Potter

ความตั้งใจของผกก. Potter ถือว่าแตกต่างจากผู้แต่ง Woolf อยู่พอสมควร! นั่นเพราะช่วงปีที่สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ค.ศ. 1992 แนวคิด Feminist ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีสังคมยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด ซุกซ่อนเร้น แต่ประเทศอังกฤษช่วงทศวรรษนั้น นายกรัฐมนตรี Margaret Thatcher กลับมีการออกกฎหมาย Local Government Act 1988 หัวข้อ Section 28 กล่าวห้ามการพูดถึงประเด็นรักร่วมเพศในที่สาธารณะ

A local authority shall not intentionally promote homosexuality or publish material with the intention of promoting homosexuality.

Orlando (1992) คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่พยายามโต้ตอบกฎหมายหัวข้อดังกล่าว โดยไม่พบเห็นความสัมพันธ์รักร่วมเพศ (Homosexual) ปรากฎอยู่สักฉากเดียว! แต่การที่ตัวละครสามารถสลับเพศชาย-หญิง (โดยผู้ชมตระหนักอยู่เสมอๆว่า Tilda Swinton คือเพศหญิง) กลับสามารถสร้างความตระหนักถึงเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ โลกปัจจุบันวิวัฒนาการมาถึงยุคสมัยแห่งเสรีภาพ(ทางเพศ)

I wanted to make a film that would challenge Section 28 and show the world that there is nothing wrong with being gay. Orlando is a film that celebrates diversity and challenges traditional notions of gender and sexuality.

Sally Potter

เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Venice เสียงตอบรับจากผู้ชมถือว่าดีเยี่ยม แต่นักวิจารณ์กลับมีความก่ำๆกึ่งๆ ถึงอย่างนั้นยังสามารถคว้าสามรางวัล(ที่ไม่ค่อยสำคัญ)ติดไม้ติดมือกลับมา ประกอบด้วย

  • Golden Ciak: Best Film
  • OCIC Award
  • Elvira Notari Prize

ด้วยทุนสร้าง $4 ล้านเหรียญ แม้ทำเงินในอังกฤษเพียง $2 ล้านเหรียญ แต่ความนิยมระดับนานาชาติถือว่าดียอดเยี่ยม สหรัฐอเมริกาทำเงินได้ $5.3 ล้านเหรียญ, รวมทั่วโลกประมาณ $13 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จนช่วงปลายปีสามารถเข้าชิง Oscar, BAFTA Awards และ European Film Award อย่างละสองสาขา

  • Academy Award
    • Best Art Direction – Set Decoration
    • Best Costume Design
  • BAFTA Award
    • Best Costume Design
    • Best Make Up Artist ** คว้ารางวัล
  • European Film Award
    • Young European Film of the Year ** คว้ารางวัล
    • European Actress of the Year (Tilda Swinton)

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าหนังได้รับการบูรณะแล้วหรือยัง แต่พบเห็น Sony Pictures เพิ่งออก Blu-Ray คุณภาพ 4K Ultra HD อาจจะแค่สแกนฟีล์มใหม่เท่านั้นกระมัง, สามารถหารับชมออนไลน์ได้ทาง BFI Video, Amazon Prime

แม้ผมจะชื่นชอบการแสดงของ Swinton รวมถึงในส่วนโปรดักชั่นงานสร้าง เสื้อผ้าหน้าผม มีความงดงามวิจิตรศิลป์ แต่ทิศทางของผกก. Potter คลาดเคลื่อนจากนวนิยายพอสมควร พยายามยัดเยียดแนวคิด Feminist สร้างอคติบุรุษเพศ จนทำให้หนังดูขาดๆเกินๆ เล่นลีลาอะไรก็ไม่รู้เยอะเกิ้น

การที่หนังติดอันดับ 157 (ร่วม) ชาร์ท Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 ดูจากรายชื่อคนโหวต แทบทั้งหมดคือฟากฝั่งนักวิจารณ์/นักวิชาการหญิง (เกินครึ่งเป็นชาวอังกฤษ) คงเพราะพวกเธอตระหนักถึงบทบาทสตรีเพศที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวของ Orlando (1992) แต่ในแง่อิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์ มีนักแสดง/ผู้กำกับเพียงคนเท่านั้นที่ลงคะแนนให้

แนะนำให้ไปหาอ่านนวนิยายต้นฉบับ Orlando: A Biography (1928) ของ Virginia Woolf ผมว่าน่าจะเข้าถึงเนื้อหา สาสน์สาระ จุดประสงค์แท้จริงของผู้เขียน ซึ่งมีอิทธิพลต่อ Feminist ทรงพลังและทรงคุณค่ากว่าเป็นไหนๆ

จัดเรต 13+ กับความป่วนๆของการสลับเพศชาย-หญิง

คำโปรย | การเดินทางข้ามศตวรรษของ Orlando พบเห็นความเจิดจรัสของ Tilda Swinton และออกแบบงานสร้างงดงามวิจิตรศิลป์
คุณภาพ | วิจิแต่ไร้จิตวิญญาณ
ส่วนตัว | ไม่ชอบสักเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: