Paprika (2006)

Paprika

Paprika (2006)

จากผลงานของผู้กำกับ Perfect Blue, Millennium Actress และ Tokyo Godfathers อีกครั้งที่เราจะได้ปวดหัวไปกับหนังของ Satoshi Kon นี่ฉันกำลังดูหนังอะไรอยู่นี่ แนวคิดคล้ายๆกับ Inception แต่ซับซ้อนกว่าหลายเท่าตัว เรื่องราวของความฝันผสมผสานกับความจริง กลายเป็นอนิเมะฟีล์มแนวแฟนตาซีที่สวยงามอย่างเหลือเชื่อ

ผู้กำกับ Satoshi Kon หนังอนิเมะเรื่อง Paprika คือผลงานหนังเรื่องสุดท้ายของเขาก่อนที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเมื่อปี 2010 ด้วยอายุเพียง 46 เท่านั้น ถ้าเทียบเรื่องความซับซ้อน หนังอาจจะถือว่าเข้าใจยากพอสมควร แต่ก็ไม่ยากเกินกว่า Perfect Blue ถ้าเทียบเรื่องความสวยงาม อาจจะสู้ Millennium Actress ไม่ได้ แต่โดยภาพรวมแล้ว ก็ถือว่าเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมากๆเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเพลงประกอบที่เพราะแบบประหลาดๆ ตอนจบที่่ผมคาดไม่ถึง

แนวคิดของหนังเรื่องนี้คล้ายๆกับ Inception คือ แนวคิดบางอย่างสามารถเปลี่ยนคนได้ โดย Paprika เป็นเหมือนร่างอวตารของนางเอก ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยในฝันให้สามารถเอาชนะปมบางอย่างที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปได้ จุดเหมือนคือความเป็น Thriller จุดต่างก็คือนี่ไม่ใช่หนัง Action แต่ออกไปทาง Fantasy ที่ ณ จุดๆหนึ่ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในฝัน ได้ออกมาสู่โลกของความจริง นี่เป็นสิ่งที่พาลให้คนดูสับสนมากๆ เพราะมักจะจับจุดไม่ได้ว่า นี่โลกความจริง หรือโลกแห่งความฝัน ผมก็เป็นนะครับเมื่อตอนดูครั้งแรกๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจดูอย่างจริงจังนัก ผมกลับมาดูครั้งนี้ตั้งใจดูมากๆ ก็พบว่าหนังมันไม่ได้ดูยากเลย คำตอบทุกอย่างมันมีอยู่ในหนังหมดแล้ว ไม่มีฉากไหนที่จะแยกไม่ออกระหว่างฝันกับความจริง(ถ้าคุณตั้งใจดูนะ) แต่มีที่น่าตำหนิหน่อย คือ วิธีแก้ปัญหาช่วงท้ายมันง่ายไปหน่อย ไม่งั้นหนังจะยอดเยี่ยมกว่านี้อีกหลายเท่าตัว

ต้นฉบับมาจากนิยายของ Yasutaka Tsutsui เขียนเมื่อ 1993 ใช้ชื่อเดียวกัน ร่วมดัดแปลงเป็นบทหนังโดย Seishi Minakami และ Satoshi Kon ผลิตโดยสตูดิโอ Mad House หนังอนิเมะค่ายนี้การันตีอย่างหนึ่งว่างานภาพจะไม่เผามาก แต่เราจะเห็นใช้ภาพซ้ำๆอยู่หลายรอบ ก็แน่ละมันมีฉากฝัน ซึ่งฝันก็ต้องซ้ำๆเป็นธรรมดา

ความเท่ห์ที่ผมชอบมากๆของหนังเรื่องนี้ คือในความฝัน ตัวละครจะกระโดดจากฝันหนึ่งไปอีกฝันหนึ่งได้ บางครั้งผ่านรูปที่มีในความฝันหนึ่ง แล้วหนังซูมเข้าไปในรูป เกิดเป็นความฝันในเหตุการณ์ของรูปนั้น เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจอะไรเลยในช่วงที่มีฉากพวกนี้นะครับ เพราะมันคือ chasing scene ธรรมดานี่แหละ แต่แค่ว่าแทนที่จะวิ่งไล่กันบนถนน กลายเป็นวิ่งไล่กันในความฝัน กระโดดจากฝันหนึ่งไปอีกฝันหนึ่ง ผมเชื่อว่าแต่ละเรื่องราวในความฝันที่วิ่งไปมีความหมายบางอย่างแน่นอนนะครับ แต่ผมก็ไม่คิดให้มันเสียเวลาหรอก ใช้แค่ความรู้สึกรับเรื่องราวมันมาก็พอ ฉาก opening credit นี่สวยมากๆ ใช้แนวคิดเดียวกัน คือกระโดดข้ามฝัน ไม่สปอยครับ คลิกดูได้เลย

สีสัน การออกแบบฉาก ตัวละคร ผมหาเครดิตไม่เจอนะครับว่าใครออกแบบบ้าง แต่จะบอกว่าสดเว่อ สีจากโปสเตอร์คือสีส้มและแดง คงเพราะ Paprika แปลว่า พริกขี้หนู นะครับ โทนสีมันเลยออกไปทางนั้น ฉากที่อยู่บนโลกจริง กับโลกความฝัน จะใช้โทนสีต่างกันนิดหน่อย โลกจริงจะเน้นโทนเข้ม ออกหม่นๆหน่อย ส่วนโลกความฝันจะสีสว่างๆ สดใส ร่างอวตารของแต่ละตัวละครในความฝัน ผมคิดว่ามันต้องมีความหมายสื่อถึงจิตใจของคนๆนั้นจริงๆแน่ๆ ผมสังเกตอย่าง Tokita อัจฉริยะอ้วน (ในโลกจริง) เมื่ออยู่ในความฝัน ร่างของเขาคือหุ่น เปรียบได้กับชีวิตที่ทำงานตามคำสั่งคนอื่น ไม่มีความต้องการของตัวเอง หรือ Himuro ที่ในฝันเป็นตุ๊กตาเด็กที่เหมือนผู้หญิง ตัวจริงเขาอาจเป็นอีกอย่าง แต่ในความฝัน ในจิตใต้สำนึก เขายังเป็นเหมือนตุ๊กตาเด็กที่เขาเคยได้รับเมื่อตอนเป็นเด็ก การเคลื่อนไหวของตัวละครใน Parade จะแปลกมากๆ ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ายังไง คือมันดูโย้เย้ เบี้ยวไปเบี้ยวมา ขนาดตู้เย็นยังเดินได้ คิดมาได้ยังไง

ฉาก Parade ในหนัง เกิดขึ้นจากการแชร์ฝันร่วมกัน เปรียบเหมือนการเดินทางเพื่อไปสู่เป้าหมายบางอย่าง ผมคิดว่าในใจของมนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่คิดเหมือนๆกัน คือ ชีวิตมันต้องมีจุดหมายปลายทางบางอย่าง Parade นี้คือการร่วมทาง แต่เราจะเห็นว่าคนที่เดินใน Parade ความเป็นตัวของตนจะหายไป มีแต่ร่างกายเปล่าๆ จิตใจมันหายไปไหน ผมวิเคราะห์ว่ามันคล้ายๆกับการทำงานที่เมื่อเราทำไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเคยชินกับงาน ถ้าเราไม่ชอบงานนั้นแต่ทำมันก็จะเหมือนหุ่นยนต์ที่ไร้จิตใจ มีแต่ตัวตนแต่ไร้จิตวิญญาณ เป้าหมายของ Parade ในหนังคือเพื่อเดินออกไปสู่โลกจริงๆ ซึ่งขบวน Parade นี้ก็ได้ออกมาในโลกจริงด้วย ผมเปรียบเหมือนกับโรคระบาดที่แพร่กระจายออกมา จากเดิมที่มันอยู่แค่ในใจของคนกลุ่มหนึ่ง มันติดออกมาสู่โลกภายนอก จากที่เคยมีผลกระทบแค่คนส่วนน้อยกลายเป็นมีผลกระทบต่อคนทั้งโลก การแก้ปัญหาในตอนจบ คือ การจะเอาชนะโรคนี้ คือเราต้องเข้าใจตัวเอง รู้จักด้านดีด้านชั่วของตัวเอง เปรียบเหมือน ถ้าผู้ร้ายคือผู้ชาย คนที่จะเอาชนะเขาก็คือผู้หญิง สิ่งที่ต่างกันสุดขั้ว ที่ผมมองว่านี่เป็นตอนจบที่ง่ายไปหน่อย เพราะหนังนำเสนอจุดนี้ไม่ชัดเลย อยู่ดีๆก็คิดได้แล้วก็ทำเลย ไม่ให้เวลาให้คนดูพิจารณาว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น แล้วเป็นแบบนั้นทำไมถึงเอาชนะอีกฝ่ายได้ ผมก็มึนครับว่าทำไม แต่มาวิเคราะห์ดูก็เป็นแบบที่ผมอธิบายไปนะแหละ

ทีมนักพากย์ Paprika โดย Megumi Hayashibara เธอคือเจ้าของเสียง Faye Valentine (Cowboy Bebop), Rei Ayanami (Neon Genesis Evangelion) เธอเป็นนักพากย์ที่ดังมากๆคนหนึ่ง พากย์ Atsuko จะกดเสียงใช้เสียงต่ำๆ ส่วนพากย์ Paprika จะเสียงสูงแหลมๆ บ่งบอกถึงนิสัยของตัวละครได้ชัดเจนมากๆ, Tōru Furuya พากย์ Tokita พี่แกทำเสียงเหมือนคนอ้วนได้แหะ (ทำยังไงหว่า!) ผลงานเด่นๆของเขาคือ Yamcha (Dragon Ball), Tuxedo Mask (Sailor Moon) ล่าสุดก็ Sabo (One Piece)

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ เพลงประกอบโดย Susumu Hirasawa ผมเคยพูดถึงเขาแล้วใน Millanium Actress ซึ่งพอมาทำ Paprika งานของเขาเหนือชั้นอีกระดับเลย เห็นว่ามันคือเสียง Vocaloid: Lola เสียงสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์ Lola คือเสียงของผู้หญิง นี่คือหนังเรื่องแรกของโลกที่ใช้เสียง Vocaloid มันให้ความรู้สึกอลม่าน วุ่นวาย สับสน พลุกพล่าน เข้ากับหนังโคตรๆ ฟังแรกๆอาจจะรู้สึกแปลกๆ แต่ฟังไปเรื่อยๆ เห้ย! ใช่เลย หนังเรื่องนี้มันต้องแบบนี้แหละ เพลงที่ผมชอบที่สุด The Girl In Byakkoya ลองคลิกฟังดูนะครับ

ก่อนที่คุณจะเข้าใจหนังเรื่องนี้ ต้องแยกให้ออกก่อนว่า ฉากไหนคือความฝัน ฉากไหนคือโลกจริง ครึ่งแรกคุณต้องแยกให้ออกก่อนให้ได้ เพราะครึ่งหลังมันยิ่งสับสนกว่า จุดสังเกตมีมากเลยนะครับ ถ้าเรื่องราวตอนนั้นดูโทนมืดๆ ตัวละครมีนิสัยจริงจัง ไม่มีภาพแฟนตาซี นั่นคือโลกจริง ส่วนเรื่องราวที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ ภาพสวยมีสีสัน เคลื่อนไหวแปลกๆ ตัวละครมีนิสัยแปลกๆ นั่นคือฉากความฝัน หนังใช้การตัดสลับไปมาบ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก่อนที่จะเข้าสู่ความฝัน มันก็จะมีจุดที่บอกว่านี่กำลังเข้าสู่ฝันนะ ตัวละคร Paprika คือตัวละครที่เป็นร่างอวตารในฝันของนางเอก Atsuko Chiba นะครับ เธอไม่มีตัวตนในโลกจริงๆ ครึ่งแรกให้เข้าใจแค่นี้ก่อน

ครึ่งหลัง มันมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นที่ทำให้ ความฝันกับโลกความเป็นจริงผนวกเข้าหากัน ทำให้ตัวละครในความฝันสามารถโผล่มาในโลกความจริงได้ ฟังดูมันตลกนะที่เราเห็น Paprika กับ Atsuko ร่วมฉากกัน ทั้งๆที่ทั้งคู่คือคนๆเดียวกัน แถมทำคนละอย่างกันด้วย เอานะครับ มันคือหนัง ดูแล้วอาจจะไม่มีเหตุผลรองรับมาก ผมคิดว่ามันคงประมาณ ตัวตนกับจิตสำนึกที่แยกออกจากกัน (ถ้าทางพุทธเรา ถ้ากายแยกกับจิต แล้วกายมันจะอยู่ได้ยังไง คำตอบคือ จิตของมนุษย์มันมีมากกว่า 1 จิตนะครับ) ให้ลองทำความเข้าใจดูว่าถ้าโลกจริงกับความฝันผนวกเข้าหากัน มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง คิดไม่ได้ก็ดูในหนัง ความฝันมันจะเข้าครอบงำมนุษย์ในโลกจริง(take over) ทำให้โลกจริงกลายเป็นโลกของความฝัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ความฝันมีอิทธิพลต่อมนุษย์มากกว่าโลกความจริง (แนวคิดนี้คือจุดที่คล้ายๆกับ Inception ที่ผมบอก คือพระเอกเข้าไปในความฝัน เพื่อปลูกแนวคิดบางอย่าง ถ้าปลูกสำเร็จ คนที่ฝันก็จะยึดมั่นในแนวคิดนั้นตลอดไปเลย) ในขณะที่โลกความฝันกำลังกลืนโลกจริง กลุ่มตัวเอกเราก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อสู้กับมัน

อ่านแล้วเข้าใจกันบ้างไหมเอ่ย หรือยิ่งอ่านยิ่งสับสนขึ้น ผมแนะนำให้กลับไปดูอีกสัก 2-3 รอบสำหรับคนที่ดูไม่เข้าใจนะครับ เชื่อว่ารอบ 2 คุณอาจจะเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เข้าใจหนังมากขึ้นก็เป็นได้

นี่เป็นหนังที่มีการออกแบบสวยงามมากๆ เพลงประกอบถ้าฟังจนติดหูแล้วจะหยุดฟังไม่ได้เลย คออนิเมะ ยังไงก็ห้ามพลาดนะครับ แนะนำสำหรับคนที่ชอบดูหนังที่เข้าใจยากๆ คิดเยอะๆ ต้องตั้งใจดูมากๆ ใครชอบ Inception ให้ลองดูหนังเรื่องนี้ ก็จะพบว่ามันคนละระดับกันเลย ผมให้เรตหนัง 13+ นะครับ เด็กกว่านี้ดูไปคงไม่เข้าใจ

คำโปรย : “Paprika หนังเรื่องสุดท้ายของ Satoshi Kon กับเรื่องราวความฝันที่ซ้อนทับกับโลกจริง เพลงประกอบโดย Sasamu Hirasawa ใครชอบดูหนังที่เข้าใจยากๆ มีความซับซ้อน ต้องดูหนังเรื่องนี้”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบLOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of