Pather Panchali (1955)

Pather Panchali

Pather Panchali (1955)

ถ้าพูดถึงบรมครูผู้กำกับของ bollywood คอหนังควรที่จะรู้จัก Satyajit Ray ผมจัดให้เขาเป็นผู้กำกับอันดับ 3 ของเอเชีย รองจาก 1) Akira Kurosawa และ 2) Yasujirô Ozu ชื่อหนัง Pather Panchali แปลว่า Song of the Little Road เป็นภาคแรกของ The Apu Trilogy หนังแนว Drama, Coming-of-Age การันตีด้วยอันดับ 42 ของนิตยสาร Sight & Sound และเทศกาลหนัง Busan ปี 2015 ได้มอบอันดับ 4 Greatest Asian films of All-Time นี่เป็นหนังที่สวยงามมากๆ อาจจะหาดูยากหน่อยแต่การันตีว่าคุ้มค่าไม่เสียเวลาแน่นอน

ก่อนที่ Satyajit Ray จะมาเป็นผู้กำกับ เขาเป็น Graphic Designer ออกแบบ-วาดภาพให้กับบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง และรับงานออกแบบหน้าปกหนังสือด้วย ทำให้เขาได้ออกแบบปกให้กับนิยาย Pather Panchali เขียนด้วยภาษา Bengali โดย Bibhutibhushan Bandyopadhyay ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1929 ในปี 1947 Satyaji และเพื่อนๆได้ร่วมกันจัดตั้ง Calcutta Film Society ขึ้นที่เมือง Calcutta (บ้านเกิดของ Satyajit) นำหนังต่างประเทศเข้ามาฉาย ถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้ Satyajit ได้รู้จัก เรียนรู้ และศึกษาวิธีการสร้างหนัง ปี 1949 ผู้กำกับ Jean Renoir เดินทางมาที่ Calcutta เพื่อถ่ายหนังเรื่อง The River ทำให้ Satyajit ได้มีโอกาสพบกับผู้กำกับชื่อดัง และช่วยเป็นไกด์พาไป scount สถานที่ต่างๆด้วย นี่จึงเป็นโอกาสให้เขาเห็นการทำงานเบื้องหลังภาพยนตร์เป็นครั้งแรก เขาเล่าให้ Renoir ฟังว่าอยากเป็นผู้กำกับหนัง และมีเรื่องที่อยากทำอยู่ในใจ Renoir ได้ให้คำแนะนำและให้กำลังใจกับ Satyajit ให้ทำได้ในสิ่งที่หวัง

อิทธิพลของหนังเรื่องนี้ มาจากการได้ชมหนังอิตาลีเรื่อง The Bicycle Thief ของ Vittorio De Sica ผลงานของเขาแทบทุกเรื่องจะมีความเป็น social realism นำเสนอความจริงของสังคม เรื่องเล่าเรื่องใกล้ตัว คนรอบข้าง ครอบครัว มีสไตล์การเล่าเรื่องคล้ายกับผู้กำกับ Yasujirô Ozu แต่สิ่งที่ต่างกัน คือวิธีการเล่าเรื่อง หนังของ Ozu มักจะมีแนวคิดแฝงบางอย่าง และคำตอบใส่มาตอนท้าย หนังของ Satyajit จะไม่มีคำตอบใดๆ เขาใช้หนังเพื่อเล่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น มีผลลัพทธ์ยังไง แนวคิดแฝงกับการกระทำของตัวละคร ไม่บอกว่าถูกหรือผิดหรือคิดยังไง ถ้าพูดเรื่องการเล่าเรื่อง Satyajit จะเด่นกว่า แต่พูดถึงแนวคิด Ozu จะเด่นกว่ามาก

Satyajit ให้เหตุผลที่เลือกดัดแปลง Pather Panchali เพราะเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์กับความจริงของชีวิต ออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุด “it’s a great book: its humanism, its lyricism, and its ring of truth” เขาไม่ได้ดัดแปลงเรื่องราวมาเป็นบทหนังที่เป็นตัวอักษร แต่ใช้ภาพวาด (storyboard) และการจดบันทึกเล็กๆน้อยๆ เพื่อเตรียมสร้างหนังเรื่องนี้ (โดยเริ่มต้นดัดแปลงตั้งแต่ที่เขาได้พบกับหนังสือเล่มนี้) Satyajit ให้เหตุผลที่ใช้ภาพวาดแทนตัวอักษรว่า บทหนังที่เป็นตัวหนังสือมันจะมีข้อจำกัดบางอย่าง เพราะมันไม่ได้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับนิยาย ซึ่งอาจจะมีภาพความคิดบางอย่างที่หายไป การใช้รูปวาด (ที่เกิดจากความคิดตอนที่เขาอ่าน) จึงมีความใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาจินตนาการในนิยายมากกว่า

ปัญหาสำคัญของหนังเรื่องนี้คือ ไม่มีใครที่จะให้ทุนสร้าง ไม่มีดาราดัง ไม่มีเพลงร้อง ไม่มีฉาก Action แล้ว Satyajit เป็นใครก็ไม่จัก จะมีก็โปรดิวเซอร์ Rana Dutta (คงรู้จักกันมาก่อน) ควักทุนส่วนตัวให้ถ่ายทำ แต่ก็ยังไม่พอ Satyajit เลยต้องทำงาน graphic designer ควบคู่ไปด้วย เขาเอาของใช้ส่วนตัวรวมถึงเอาเครื่องเพชรของแฟนที่ได้จากตอนแต่งงานไปจำนำ ดิ้นรนอยู่เกือบปี ในที่สุดก็ถ่ายเสร็จ ใช้ทุนสร้างทั้งหมด 70,000 (ประมาณ US$14,613 ในปี 1955)

ภาษาที่ใช้ในหนังคือภาษา Bengali เหตุผลง่ายๆก็คือ Satyajit พูดเป็นภาษาหลัก เหตุผลที่เขาไม่ทำหนังภาษาอื่นเลย เพราะเขากลัวความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการสื่อสารระหว่างถ่ายทำ หนัง Bengali ในปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าไหร่แล้ว แต่ก็มีนักแสดงหลายคนที่มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียฝั่งที่พูด Bengali เป็นภาษาหลัก

นักแสดงเรื่องนี้ มีคนที่เป็นนักแสดงจริงๆอยู่เพียงคนเดียวคือ Kanu Banerjee (เล่นเป็นพ่อ Harihar) ส่วนคนอื่นๆถือว่าเป็นนักแสดงสมัครเล่นทั้งหมด Karuna Banerjee (เล่นเป็นแม่ Sarbajaya) ได้รับการคัดเลือกเพราะ Satyajit ชอบการแสดงของเธอ ที่เป็นธรรมชาติมากๆ (ราวกับว่าเธอเป็นเช่นนั้นในชีวิตจริง) ผมเชื่อว่าคนไทยคงจะรู้สึกคุ้นเคยกับตัวละครที่มีลักษณะแบบนี้ บทผู้หญิงขี้บ่น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ปากร้ายแต่ใจดี เห็นได้บ่อยในละครและสังคมชนบท สำหรับบท Apu นั้นหาไม่ง่าย ขนาดว่าประกาศรับสมัครนักแสดงลงหนังสือพิมพ์ มีมาทดสอบหน้ากล้องก็เยอะ แต่ไม่มีใครเข้าตา เห็นว่าภรรยาของ Satyajit ไปสะดุดตาเด็กที่อาศัยอยู่ใกล้บ้าน Subir Banergee เหตุผลที่ Satyajit เลือกเขาคงเพราะ สายตาของ Subir เหมือนกับ Apu มากๆ เด็กที่ดูภายนอกมีความร่าเริงแจ่มใสตามวัย แต่หลังจากได้พบเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ข้างในของเขามีความรู้สึกเจ็บปวด ที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ … จะเห็นว่า 3 นักแสดงมีนามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้รู้จักหรือญาติกันนะครับ

ตากล้อง Subrata Mitra เห็นว่าเขาไม่เคยใช้กล้องมาก่อนเลย (อารมณ์เหมือนถูกบังคับให้มาช่วย) คนที่มีประสบการณ์ในกองถ่ายคือ Bansi Chandragupta เป็น Art Direction ที่เคยช่วยงาน Jean Renoir ตอนมาถ่ายทำหนัง ทีมงานในกองถ่ายถือว่าเป็นมือใหม่ทั้งหมด มีการลองผิดลองถูกมากมาย มีอยู่ฉากหนึ่งที่เป็นที่กล่าวถึงกันมาก ณ ตอนนั้นไม่มีใครคิดหรอกว่าฉากนี้จะมาจากผู้กำกับภาพที่เพิ่งเคยสัมผัสกล้องครั้งแรกแน่ๆ นั่นคือฉากที่ Apu และ Durga วิ่งตามรถไฟ (ทั้งเรื่องเห็นรถไฟอยู่ฉากเดียว) ฉากนี้มันดูก็ไม่มีอะไรนะครับ แต่ทำไมถึงกลายเป็นที่กล่าวถึงกัน … ผมคิดว่าเพราะอารมณ์ของตัวละครขณะนั้น หลังจากที่ย่าเสียก็มีความโศกเศร้า เบื่อหน่าย ระหว่างที่เด็กทั่งสองกำลังหาอะไรทำเพื่อแก้เบื่อ พวกเขาได้ยินเสียงหวูดรถไฟ นั่นเป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน รถไฟเป็นยังไง? การได้เห็นรถไฟครั้งแรกเป็นความรู้สึกที่ตื่นตาตื่นใจมาก (เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่, หญิงสาวที่ถูกขอแต่งงาน, พ่อที่เห็นหน้าลูกครั้งแรก) มันทำให้ความทุกข์ที่อยู่ในใจมลายหายไปสิ้น เด็กมันก็แบบนี้แหละครับ ถูกอะไรเบี่ยงเบนความสนใจหน่อย ก็ลืมของเก่าหมดสิ้น คนดูตอนนั้นเห็นฉากนี้ก็พูดอึ้งกันเป็นแถบๆ (ราวกับพวกเขาเพิ่งเคยเห็นรถไฟครั้งแรกเหมือนเด็กๆ) แบบนี้จะไม่เป็นที่กล่าวขวัญได้ยังไง

หลังจากถ่ายหนังเสร็จ Satyajit ได้เงินเพิ่มอีกก้อนหนึ่งในการทำ post-production จาก Chief Minister of West Bengal เขาเอา footage ของหนังไปเปิดให้ชม รัฐมนตรีเห็นแล้วรู้สึกประทับใจ (คิดว่าเป็นหนังแนวสารคดีอะไรสักอย่างหนึ่ง) เลยให้ทุนมาก้อนหนึ่ง ทำให้หนังเข้าสู่กระบวนการตัดต่อได้ คนที่ตัดต่อคือ Dulal Dutta ไม่แน่ใจว่านี่เป็นหนังเรื่องแรกของเขาหรือเปล่า

ขณะนั้น John Huston เดินทางมาหาสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง The Man Who Would Be King ที่ Calcutta พอดี (อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น) Satyajit เอาหนังที่ยังตัดต่อไม่เสร็จไปฉายให้ผู้กำกับชมดู เมื่อ Huston กลับไปอเมริกาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว บอกว่าเขาได้พบกับผู้กำกับที่น่าสนใจที่สุดขอบโลก “a major talent was on the horizon.”

เพลงประกอบโดย Ravi Shankar เขาเป็นนักเล่น sitar (เครื่องดนตรีคลาสสิคของอินเดีย) ตอนนั้น Ravi Shankar เข้าสู่วงการได้หลายปีแล้ว แต่ไม่ถึงกับดังมาก มีผลงาน debut เมื่อปี 1939 ไม่รู้ว่าทั้งสองรู้จักกันได้ยังไง แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของคีตกวีในตำนาน และผู้กำกับระดับตำนาน (ทั้งสองถือเป็นบุคคลระดับชาติ เทียบกับเมืองไทยคงประมาณ ศิลปินแห่งชาติ) Satyajit นำหนังที่ยังตัดต่อไม่เสร็จไปให้ Ravi Shankar ได้ชมและเริ่มแต่งเพลงจากจุดนั้น Ravi Shanka แต่งเพลงประกอบให้ 2 เพลง ใช้เวลาแต่งแค่คืนเดียว (11 ชั่วโมง) , Subrata Mitra (ที่เป็นตากล้อง) ก็มาร่วมแจมเล่น sitar ประกอบเพลงด้วย ลองไปฟังเพลงประกอบหนังดูนะครับ

sitar เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงคล้ายพิณ แต่เล่นเหมือนกีตาร์ ขนาดของ sitar ถือว่าใหญ่พอสมควร และจากการใช้ประกอบหนังเรื่องนี้ ทำให้เครื่องดนตรีนี้กลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย Ravi Shankar ดังขนาดว่าได้ไปแสดงเมืองนอก วงดนตรีดังๆอย่าง The Beatles และ The Rolling Stones ก็นำไปใช้บรรเลงประกอบเพลงด้วย นิตยสาร The Guardian เมื่อปี 2007 จัดอันดับเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ เป็นหนึ่งใน 50 Greatest Film Soundtracks

ผมดูไตรภาคนี้จบแล้ว สิ่งหนึ่งที่บอกได้คือ The Apu Trilogy จัดเป็นหนังแนว Tragedy ที่มีคนตายทุกภาค …(ฮะฮา สปอยไปเรียบร้อย) ผมไม่ค่อยชอบนักที่จะต้องทนเห็นตัวละครสำคัญๆตาย แต่กับ The Apu Trilogy ผมพอทนได้นะ เพราะหนังไม่ได้ทำให้เราฟูมฟายอะไร มองว่าหนังมันเป็นแนว Coming-Of-Age ที่ตัวละครต้องเติบโตขึ้น มันก็พอจะให้รับได้อยู่ (กระนั้นการตายของตัวละครก็สร้าง impact ได้พอสมควรเลย)

สไตล์ของ Satyajit คือการเล่าเรื่อง เราเห็นว่าตัวละครทำอะไร รู้สึกยังไง เล่าแบบตรงไปตรงมา มีนักวิจารณ์ให้คำนิยามหนังเรื่องนี้ว่า “Pather Panchali is pure cinema” ผมเรียกว่าความตรงไปตรงมา คือนำเสนอโดยไม่มีการเจือปนทางความคิด เปรียบเหมือนความบริสุทธิ์ นักแสดงคิดอะไรก็พูดมาแบบนั้น อยากทำอะไรก็ทำแบบนั้น แสดงออกมาได้ธรรมชาติมากๆ ประสบการณ์หลังจากดูจบ เราจะรู้สึกอิ่มเอิบ มีความสุข การตายของตัวละครมันสร้างความรู้สึกบางอย่างที่ตราตรึง จดจำ แต่ไม่โหยหวน เพราะเราจะรู้สึกตามตัวละครว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

ถึงหนังจะใช้การเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา แต่ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต นำเสนอผ่านตัวละครต่างๆ ตัวละครพ่อจะเห็นว่าเขาเป็นคนอิสระ ไม่รีบร้อน ไม่ซีเรียสแม้ไม่มีเงิน (slow life) และเชื่อในคน เห็นคุณค่าของคนสำคัญที่สุด ผิดกับแม่ที่แทบจะตรงข้าม เธอมีชีวิตที่ดูเร่งรีบ คิดเล็กคิดน้อย ขี้บ่น มองเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เธอเห็นความสำคัญของปากท้องมากกว่าสิ่งอื่น เงินอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญแต่เป็นสิ่งจำเป็น กระนั้นความจนก็สามารถฆ่าคนตายให้ได้ ระหว่างคุณค่าความเป็นคนกับปากท้อง เชื่อว่าหลายคนมองว่า ปากท้องสำคัญกว่า แต่ผมมองว่าไม่มีอะไรสำคัญกว่ากันนะครับ เพราะระหว่าง ทำสิ่งที่ผิด(เช่น ขโมยของ)เพื่อสนองความต้องการของตน หรือ ยึดมั่นในอุดมการณ์แต่ไม่สามารถทำให้ครอบครัวมีความสุขได้ เป็นสิ่งที่ไม่น่าทำทั้งคู่ เป็นคุณถ้าตกอยู่ในสถานการณ์นั้นจะเลือกทำแบบไหน

ผมไม่ได้มองว่าพ่อเป็นคนเห็นแก่ตัวนะครับ แต่คิดว่าเขาไม่เหมาะกับชีวิตแต่งงานที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นเท่าไหร่ ส่วนแม่ เธอมีลักษณะของแม่ที่ดีคือทำทุกอย่างเพื่อลูก แต่เธอคาดหวังอะไรๆมากเกินไป บางทีชีวิตที่ไม่มีอะไรเลย มันอาจมีความสุขมากกว่าคนที่มีทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้ หนังไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นถือว่าสะเทือนใจไม่น้อย

หนังเรื่องนี้ถือว่าผิดธรรมเนียมของหนัง bollywood ที่ไม่มีฉากร้องเล่นเต้น จะจัดว่านี่เป็นหนัง art-house ก็ได้ ทุนสร้างต่ำ นักแสดงสมัครเล่น แต่กระนั้นหนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่อง เปรียบเทียบเป็นหนังต้นแบบฉบับของ bollywood เพราะอะไรกัน? … นี่เป็นหนังที่เล่าถึงชีวิต ครอบครัว ซึ่งถือเป็นแก่นหลักของหนัง bollywood ทุกๆเรื่อง เรื่องราวที่เข้าถึงจิตใจของผู้ชม คนในอินเดียส่วนมากก็มีชีวิตคล้ายๆกับพ่อ-แม่ Apu,Durga แบบในหนัง ดังนั้นการที่มีสิ่งบันเทิงที่สะท้อนภาพของพวกเขาออกมา มันเลยกินใจผู้คนในวงกว้าง เราจะเห็นหนัง bollywood มากมายในสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวอะไร แต่ทุกเรื่องจะแฝงเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว ความรัก การมีชีวิต และการแต่งงาน อยู่เสมอ

ผมแนะนำถ้ามีโอกาสให้หาหนังเรื่องนี้มาดู อาจจะหาดูยากหน่อย (หายากจริงๆแหละ) ดูแล้วต้องดูให้จบไตรภาค ในชาร์ทต่างประเทศ Pather Panchali มักจะอยู่อันดับสูงสุดในทั้ง 3 ภาค แต่เรื่องที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นเรื่องสุดท้าย Apur Sansar (The World of Apu) เพราะอะไรให้รอตามอ่านเอานะครับ คนที่ชอบดูหนังของ Ozu ก็น่าจะชอบหนังของ Satyajit ด้วย จัดเรต … PG แล้วกัน ภาพขาวดำอาจจะรู้สึกดูยากสักหน่อย แต่ดูไปเรื่อยๆก็ชิน จนบางทีไม่อยากให้หนังจบเลย

คำโปรย : “Pather Panchali หนังเรื่องแรกของ The Apu Trilogy โดยบรมครูผู้กำกับหนังของอินเดีย Satyajit Ray ที่มีความสวยงาม โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่มีความซื่อตรง บริสุทธิ์ที่สุด”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of