Paths of Glory (1957)

Paths of Glory (1957)

Paths of Glory (1957) hollywood : Stanley Kubrick ♥♥♥♥

เส้นทางสู่เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ มักแลกมาด้วยหายนะอันเลวร้าย การเสียสละของทหารหาญมากมาย สูญเสียเลือดเนื้อ ชีวิต และจิตวิญญาณ มันคุ้มค่ากันแล้วใช่ไหม?

ชื่อหนังและนวนิยาย ได้แรงบันดาลใจจากบทกวี Elegy Written in a Country Churchyard (1751) ของ Thomas Gray (1716-71), พยายามกล่าวถึงอำนาจ (Power) เงินทอง (Wealth) ความงาม (Beauty) และสถานะทางสังคม (Nobel Status) ล้วนเป็นสิ่งชั่วคราว ไม่มีอะไรสามารถยื้อย่างความตาย ท้ายที่สุดแล้วเมื่อสิ้นสุดอายุขัย ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกกลบฝังดิน

The boast of heraldry, the pomp of pow’r,
And all that beauty, all that wealth e’er gave,
Awaits alike th’inevitable hour.
The paths of glory lead but to the grave.

LINK: บทกวีฉบับเต็ม https://www.poetryfoundation.org/poems/44299/elegy-written-in-a-country-churchyard

Paths of Glory (1957) เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ มาสเตอร์พีซเรื่องแรกของผู้กำกับ Stanley Kubrick ประสบความสำเร็จทั้งรายรับและเสียงวิจารณ์ (แม้ไม่ได้เข้าชิง Oscar สักสาขาก็เถอะ) ไม่ต้องใช้เวลานาน Kirk Douglas ก็เชื่อมั่นว่าผลงานเรื่องนี้อยู่เหนือกาลเวลา

Kubrick. A great director. I thank him for so much that is good in Paths of Glory and Spartacus… There’s a picture that will always be good, years from now. I don’t have to wait fifty years to know that; I know it now. 

บทสัมภาษณ์ Kirk Douglas เมื่อปี ค.ศ. 1969

หนังต่อต้านสงคราม (Anti-War) ในยุคแรกๆมักนำเสนอผ่านมุมมองนายทหาร (Soilder) พานผ่านหายนะบางสิ่งอย่าง ประสบโศกนาฎกรรม ธารน้ำตาไหลพรากๆ ผู้ชมตระหนักถึงการสูญเสีย, Paths of Glory (1957) น่าจะคือเรื่องแรกๆที่นำเสนอคู่ขนานระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา แสดงให้เห็นความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ คอรัปชั่นของระบบราชการทหาร ที่ถ้านายพลระดับสูงลุ่มหลงในเกียรติยศ ใช้อำนาจในทางไม่ชอบธรรม ออกคำสั่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ หายนะบังเกิดกับพลทหารระดับล่าง ใครไม่ปฏิบัติตามจักต้องถูกลงโทษทัณฑ์

ความตลกร้ายก็คือ แทนที่ระบบราชการ(ทหาร)จะนำ Paths of Glory (1957) มาเป็นต้นแบบอย่างสำหรับเสี้ยมสอนสั่งผู้บังคับบัญชา แก้ไขระบบเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอย แต่แทบทั้งนั้นล้วนสั่งแบนห้ามฉาย (ฝรั่งเศสห้ามฉายจนปี ค.ศ. 1975, สหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบันยังคงห้ามฉายในพื้นที่กองทัพ ฯ) เพราะมันคือความจริงที่ไม่มีใครอยากยินยอมรับ ไม่สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไร ด้วยเหตุนี้หนังจึงคงสถานะอยู่เหนือกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน

ไม่ใช่แค่ใจความต่อต้านสงครามที่ทำให้หนังอยู่เหนือกาลเวลา ลีลาการนำเสนอของ Kubrick ยังช่วยสร้างอรรถรสในการรับชม สร้างสัมผัสสมจริง (Realist) ภาพการสู้รบสงครามที่โหดร้ายทารุณ, หรือภาพความแตกต่างระหว่างพลทหารระดับล่าง vs. ผู้บังคับบัญชาระดับสูง, สนามเพลาะ (Trench Warfare) ที่เต็มไปด้วยโคลนเลน vs. ศูนย์บัญชาการทหารสุดอลังการราวกับพระราชวัง

และไฮไลท์คือตอนจบของหนัง เสียงร้องเพลงของ Christiane Susanne Harlan แม้ฟังภาษาเยอรมันไม่รู้เรื่อง แถมก่อนหน้านี้ตัวละครยังโดนดูถูกเหยียดหยามสารพัด กลับสามารถจับจิตจับใจผู้ฟัง ทหารบางนายมิอาจอดกลั้นธารน้ำตาหลั่งคลั่ง แม้แต่ผกก. Kubrick ยังอดใจไม่ได้จะขอเธอแต่งงาน ภรรยาคนสุดท้าย ครองคู่อยู่ร่วมตราบจนวันตาย!


Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier

ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ

ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาว (Feature Length) เรื่องแรก Fear and Desire (1953), ติดตามด้วย Killer’s Kiss (1955) เข้าตาสตูดิโอ United Artists อาสาออกทุนสร้างโปรเจคถัดไป The Killing (1956)

แม้ว่า The Killing (1956) จะไม่ทำเงินสักเท่าไหร่ แต่เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ดียอดเยี่ยม ทำให้ได้รับการติดต่อจาก Dore Schary โปรดิวเซอร์จากสตูดิโอ M-G-M ให้เลือกหาสักโปรเจคจากคลังเก็บ แต่กลับไม่มีสักเรื่องที่ถูกใจ เลยเสนอแนะนวนิยายสงคราม Paths of Glory (1935) ของ Humphrey Cobb (1899-1944) เคยอ่านเมื่ออายุ 14 แล้วมีความตราตรึงใจอย่างมากๆ

เกร็ด: ผกก. Kubrick และโปรดิวเซอร์ James B. Harris ซื้อลิขสิทธิ์นวนิยาย Paths of Glory (1935) ด้วยสนราคา $10,000 เหรียญ

Schary เต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเลใจ เพราะนวนิยายเล่มนี้เคยถูกดัดแปลงละคอนเวทีโดย Sidney Howard เมื่อปี ค.ศ. 1935 แล้วประสบความล้มเหลว ทำการแสดงได้เพียง 23 รอบ (มันอาจเพราะปีที่ทำการแสดง บรรยากาศสงครามกำลังคุกรุ่น) เลยไม่มีสตูดิโอภาพยนตร์ไหนให้ความสนใจ และพอ Schary ถูกไล่ออกจากสตูดิโอ M-G-M (เพราะทำหนังขาดทุนย่อยยับหลายเรื่องติด) นั่นทำให้ผกก. Kubrick จำต้องมองหานายทุนใหม่

ช่วงระหว่างมองหานายทุนใหม่ ผกก. Kubrick ก็เริ่มพัฒนาบทหนังกับ Jim Thompson ที่เคยร่วมงาน The Killing (1956) และ Calder Willingham (One-Eyed Jacks, The Graduate), โดยสิ่งแตกต่างหลักๆจากต้นฉบับนวนิยายก็คือมุมมองการเล่าเรื่อง เปลี่ยนจากสามพลทหารมาเป็น Colonel Dax ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างผู้บังคับบัญชาระดับสูง และพลทหารระดับล่าง

ผกก. Kubrick (และโปรดิวเซอร์ James B. Harris) นำบทหนังพัฒนาขึ้นไปพูดคุยกับ Kirk Douglas อ่านแล้วเกิดความสนอกสนใจอย่างมากๆ “Stanley, I don’t think this picture will ever make a nickel, but we have to make it.” ช่วยติดต่อหางบประมาณจากสตูดิโอ United Artists ได้มาทั้งหมด $900,000 เหรียญ (ยังไม่รวมค่าตัวของ Douglas แยกจ่ายอีก $350,000 เหรียญ)

เกร็ด: ผกก. Kubrick ตัดสินใจไม่รับค่าตัวเพื่อลงทุนกับค่าโปรดักชั่นอย่างเต็มที่ โดยแอบคาดหวังส่วนแบ่งกำไร แต่ผลลัพท์ได้สักแดงหรือเปล่าก็ไม่รู้?


เรื่องราวมีพื้นหลัง ค.ศ. 1916 ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-18), พลตรี Georges Broulard (รับบทโดย Adolphe Menjou) ออกคำสั่งให้พลจัตวา Paul Mireau (รับบทโดย George Macready) ทำการเข้ายึดครองเทือกเขา(สมมติ) Anthill จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กองทัพเยอรมันเข้ายึดครองในระยะเวลาหนึ่งวัน! นั่นคือยุทธการที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่กลับถูกบีบบังคับ ใช้ข้ออ้างเลื่อนขึ้น-ลงตำแหน่ง เลยทำให้พลจัตวา Mireau จำยินยอมตอบตกลง แล้วลงพื้นที่ไปมอบหมายภารกิจต่อพันเอก Dax (รับบทโดย Kirk Douglas) ประจำกรมทหารราบที่ 701

ตัวของพันเอก Dax ก็แสดงความไม่ด้วยกับยุทธการดังกล่าว แต่เพราะมิอาจขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา เช้าวันถัดมาจึงออกนำทหารสามกองร้อยกรีธาทัพผ่านสนามเพลาะ ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครสามารถดำเนินถึงรั้วลวดหนามของศัตรู สร้างความไม่พึงพอใจให้กับพลจัตวา Mireau ประกาศกร้าวจะลงโทษทัณฑ์พวกขี้ขลาดเขลา หลังการพูดคุยต่อรองกับพลตรี Broulard ได้ข้อสรุปว่าแต่ละกองร้อยจะส่งตัวแทน/แพะรับบาปหนึ่งคนมาขึ้นศาลทหาร ประกอบด้วย

  • สิบโท Philippe Paris (รับบทโดย Ralph Meeker) ได้รับเลือกจากความขัดแย้งผู้บังคับบัญชาร้อยโท Roget
  • พลทหาร Maurice Ferol (รับบทโดย Timothy Carey) ได้รับเลือกเพราะผู้บังคับบัญชามองว่าเป็นคนที่สังคมไม่ต้อง (Social Undesirable)
  • พลทหาร Pierre Arnaud (รับบทโดย Joe Turkel) ได้รับเลือกจากการสุ่มเลือก

โดยพันเอก Dax อาสาเป็นทนายให้กับจำเลยทั้งสาม พยายามสรรหาข้ออ้างการแก้ต่าง แต่จนแล้วจนรอด ผู้พิพากษาไม่ได้มีความสนใจสักเท่าไหร่ ตัดสินโทษประหารชีวิตยิงเป้า พวกเขาทำผิดอะไร? นี่มันยุทธการเป็นไปไม่ได้? เหตุไฉนผู้บริสุทธิ์ หวาดตัวกลัวตายถึงถูกลงโทษทัณฑ์?


Kirk Douglas ชื่อจริง Issur Danielovitch (1916-2020) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Amsterdam, New York ในครอบครัวเชื้อสาย Russian-Jewish อพยพมาจาก Chavusy, Mahilyow Voblast (ปัจจุบันคือ Belarus), มีพี่น้องเจ็ดคน แต่เป็นบุตรชายคนเดียว ครอบครัวฐานะยากจน แต่ฉายแววการแสดงจนได้รับทุนเข้าเรียน American Academy of Dramatic Arts รุ่นเดียวกับ Lauren Bacall, Diana Dill, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครทหารเรือ ปลดประจำการเพราะได้รับบาดเจ็บ ประดับยศผู้หมวด (Lieutenant), พอหวนกลับมา New York ทำงานวิทยุ โรงละคอน ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสาว Lauren Bacall แนะนำให้รู้จักโปรดิวเซอร์ Hal B. Wallis แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Strange Love of Martha Ivers (1946), Out of the Past (1947), ได้รับการจดจำในมาดชายถึก (Tough Guy) ผลงานเด่นๆ อาทิ Champion (1949), Ace in the Hole (1951), The Bad and the Beautiful (1952), 20,000 Leagues Under the Sea (1954), Lust for Life (1956), Path of Glory (1957), Gunfight at the O.K. Corral (1957), Spartacus (1960) ฯ

เกร็ด: Kirk Douglas ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #17

รับบท Colonel Dax ผู้บังคับบัญชากรมทหารราบที่ 701 แม้ไม่เห็นด้วยกับ Brigadier General Paul Mireau แต่เพราะมิอาจขัดคำสั่ง จำยินยอมส่งสามกองร้อยเข้ายึดเทือกเขา Anthill แน่นอนว่าประสบความล้มเหลว ไม่มีนายทหารคนไหนดำเนินไปถึงรั้วลวดหนามของศัตรู เมื่อหายนะดังกล่าวถูกนำขึ้นศาลทหาร ขอเป็นทนายความ พยายามให้การแก้ต่างแทนผู้ใต้บังคับบัญชา จนแล้วจนรอด มิอาจโต้ตอบอะไรกับความคอรัปชั่นเบื้องบน

Douglas เคยกล่าวไว้ว่านี่คือหนึ่งในบทบาทภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต! การแสดงของเขาเต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น พันเอกบัญชาการกรมทหารราบฟังดูเหมือนยศสูง แต่ก็มิอาจขัดขืนคำสั่งของนายพล พบเห็นความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ คอรัปชั่นของเบื้องบน เลยรู้สึกสงสารเห็นใจพลทหารระดับล่าง โดยเฉพาะยุทธการ Anthill ก้าวเดินสู่ดินแดนมรณะ ใครกันจะไม่ขลาดเขลา หวาดกลัวตัวตาย พยายามปกป้อง สรรหาข้อแก้ต่าง แม้จะด้วยความปราชญ์เปรื่องสักเพียงไหน ก็มิอาจโต้ตอบทำอะไร

มากสุดเท่าที่พันเอก Dax จะแสดงออกได้ก็คือขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ “And you can go to HELL before I apologize to you now or ever again!” บอกปฏิเสธเลื่อนตำแหน่งขึ้นแทนพลจัตวา Mireau ไม่ต้องการเป็นลูกน้องภายใต้ผู้บังคับบัญชาพลตรี Broulard มันอาจฟังดูอุดมคติ (Idealist) แต่แสดงถึงความเป็นคนจริง! กล้าพูด กล้าแสดงออก มองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน

สิ่งสร้างสีสันให้ตัวละครนี้มากที่สุดก็คือไหวพริบปฏิภาณ แผนการอันปราชญ์เปรื่อง ทั้งถ้อยคำแถลงขณะขึ้นแก้ต่างให้พลทหาร, ลีลาการเปิดเผยคำสั่งยิงกองร้อยตนเอง(ของพลจัตวา Mireau) ต่อพลตรี Broulard, และการเลือกคู่กรณีอย่างร้อยโท Roget (ของสิบโท Philippe Paris) เป็นผู้ออกคำสั่งยิงเป้านักโทษที่เลือกมา มันช่างมีความเฉียบแหลม จี้แทงใจดำ บุคคลเดียวที่คงความยุติธรรม และมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่


George Peabody Macready Jr. (1899-1973) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Providence, Rhode Island เป็นเหลนของนักแสดงอังกฤษ William Charles Macready (1793-1873) คือแรงบันดาลใจให้เข้าสู่อาชีพนักแสดง หลังเรียนจบจาก Brown University ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์อยู่สองสามปี ก่อนกลายเป็นนักแสดง Broadway, เล่นหนังเรื่องแรก Commandos Strike at Dawn (1942), โด่งดังกับ Gilda (1946), Detective Story (1951), Julius Caesar (1953), Paths of Glory (1957) ฯ

รับบทผู้บัญชาการกองพล Brigadier General Paul Mireau ได้รับคำสั่งจาก Major General Georges Broulard ให้ทำการบุกยึดเทือกเขา Anthill ภายในวันรุ่งขึ้น รู้ทั้งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถูกกดดันโดยใช้อ้างการเลื่อนขั้น จำยินยอมออกคำสั่งกับ Colonel Dax ถึงอย่างนั้นการบีบบังคับให้พลทหารก้าวเดินสู่ความตาย ใครกันจะยินยอมพร้อมใจ

แม้รอยบาก/แผลเป็นบนใบหน้าจะสร้างความน่าเกรงขามให้ตัวละคร แท้จริงแล้วชายคนนี้กลับมีนิสัยดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ รู้ทั้งรู้ยุทธการนี้เป็นไปไม่ได้ กลับออกคำสั่งให้พลทหารตายเป็นเบือ เพื่อเส้นทางสู่เกียรติยศ ชื่อเสียง ความสำเร็จของตนเองสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

ผมมีภาพจำ Macready เคยรับบทชายที่ถูกแทงข้างหลัง พ่ายแพ้ในรักสามเส้า Gilda (1946) มาคราวนี้เขายังคงอยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง ถูกกดดันโดยผู้บังคับบัญชา แถมลูกน้องในสังกัดก็พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ เมื่อเส้นทางสู่เกียรติยศพังทลายลง จึงระเบิดระบายอารมณ์เกรี้ยวกราด มองหาแพะรับบาป พยายามปัดความรับผิดชอบออกจากตน


Adolphe Jean Menjou (1890-1963) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Pittsburgh, Pennsylvania บิดาเป็นชาวฝรั่งเศส แต่งงานกับมารดาเชื้อสาย Iris, สำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ Cornell University ทำงานเป็นวิศวกรอยู่หลายปี ก่อนหันเหความสนใจสู่แวดวงการแสดง เริ่มจากเล่นละคอนเร่ (Vaudeville) ภาพยนตร์เรื่องแรก The Blue Envelope Mystery (1916), กลับจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไต่เต้าขึ้นเป็นตัวประกอบ The Sheik (1927), The Marriage Circle (1927), แจ้งเกิดกับ Pink Gods (1922), A Woman of Paris (1923) ได้รับการโหวต Best Dressed Man in America ถึงเก้าปีติดต่อกัน! ผลงานเด่นๆในยุคหนังพูด อาทิ Morocco (1930), The Front Page (1931), A Farewell to Arms (1932), Morning Glory (1933), A Star is Born (1937), Stage Door (1937), Roxie Hart (1942), State of the Union (1948), Paths of Glory (1957) ฯ

รับบท Major General Georges Broulard แม้มียศพลตรี แต่ยังอ้างว่าได้รับคำสั่งจากเบื้องบนลงมากดดัน Brigadier General Paul Mireau สรรหาข้ออ้างให้เขาตอบตกลงยุทธการเข้ายึดเทือกเขา Anthill จากนั้นทำทองไม่รู้ร้อน ไม่ได้มีความเดือดเนื้อร้อนใจกับความสำเร็จ-ล้มเหลวในยุทธการดังกล่าว จนกระทั่ง Colonel Dax แสดงหลักฐานการใช้อำนาจในทางมิชอบของพลจัตวา Mireau นั่นต่างหากที่ทำให้เขาต้องลงมือกระทำบางสิ่งอย่าง

การแสดงของ Menjou อาจดูไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่ตัวละครนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์หายนะ กดดันให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ายึดเทือกเขา Anthill จากนั้นทำเป็นไม่รู้หนาวรู้ร้อน อาชญากรสงครามหน้านิ่ง ทุกสิ่งก็แค่เกมการเมือง ถ้าลูกน้องทำสำเร็จตนเองย่อมได้หน้าไปด้วย กรุยทางสู่พลโท พลเอก และแม่ทัพบก

มันมีประเด็นตอนพลตรี Broulard รับรู้การใช้อำนาจในทางมิชอบของพลจัตวา Mireau (ออกคำสั่งให้โจมตีกองร้อยฝั่งตนเอง) แต่แทนที่จะเร่งรีบให้ความช่วยเหลือพลทหารสามนาย กลับปล่อยปละละเลย รอคอยหลังจากการประหารสิ้นสุดถึงค่อยจัดการปัญหาดังกล่าว … นี่แสดงให้เห็นว่า Broulard ไม่ได้เห็นคุณค่าชีวิตมนุษย์ ทุกสิ่งอย่างเป็นแค่เกมสงคราม/การเมือง ใครเป็นใครตายฉันไม่สน ขอแค่เพียงตนเองไต่เต้าสู่เส้นทางเกียรติยศ

Menjou คือนักแสดงรุ่นใหญ่ มากด้วยประสบการณ์ (และอีโก้สูงลิบลิ่ว) บ่อยครั้งมีเรื่องขัดแย้งผกก. Kubrick ที่ชอบเรียกร้องให้ถ่ายทำซ้ำๆ เลยเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน “That was my best reading. I think we can break for lunch now.” แต่อีกฝ่ายยืนกรานจะต้องถ่ายทำให้เสร็จก่อน นั่นสร้างความไม่พึงพอใจ ระเบิดระบายถ้อยคำด่าทออย่างสุภาพชน จนพอสงบสติอารมณ์ “All right, let’s try the scene once more.” ยินยอมทำตามคำร้องขออย่างมืออาชีพ … นั่นคือคำสั่งจากเบื้องบนอย่างแท้จริง!


ถ่ายภาพโดย Willi Gustav Georg Krause (1901-86) ตากล้องสัญชาติ German เกิดที่ Berlin, German Empire หลังเรียนจบมัธยมทำงานเป็นในห้องแลปฟีล์ม ไต่เต้าเป็นผู้ช่วยถ่ายภาพในยุคหนังเงียบ ก่อนได้รับเครดิตถ่ายภาพในยุคหนังพูด ผลงานเด่นๆ อาทิ The Ballad of Berlin (1948), Man on a Tightrope (1953), The Devil Strikes at Night (1957), Paths of Glory (1957), Kirmes (1960), Escape from East Berlin (1962) ฯ

งานภาพของหนังเลื่องชื่อในการนำเสนอฉากสู้รบสงครามในสนามเพลาะ (Trench Warfare) ได้สมจริงอย่างมากๆ นั่นเพราะหลายๆครั้งถ่ายทำแบบ Long Take พร้อมกล้องเคลื่อนเลื่อน (Tracking Shot) บุกฝ่าโคลนเลนและห่าระเบิดไปพร้อมกับบรรดาทหารหาญ แต่เอาจริงๆแต่ละช็อตของหนังมันไม่ได้เยิ่นยาวขนาดนั้น

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Sam Mandes เมื่อตอนสรรค์สร้าง 1917 (2019) เล่าว่าศึกษาวิธีถ่ายทำจาก Paths of Glory (1957) แล้วแอบผิดหวังที่ Long Take ไม่ได้ยาวเหมือนเคยจดจำ ออกไปทาง Extended Shots คือแค่นานกว่าปกติเล็กน้อย (นานพอให้ผู้ชมรับรู้สึกถึงความสมจริง) โดดเด่นกับการเชื่อมต่อช็อตหนึ่งกับอีกช็อตหนึ่งได้อย่างลื่นไหล แลดูมีความต่อเนื่องกันไป

ฉากถ่ายภายในของหนังก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน! ถ่ายทำยังพระราชวัง Schloß Schleißheim (Schleissheim Palace) อ่านภาษาไทย ปราสาทชไลสไฮม์ ให้ความรู้สึกโอ่งโถง หรูหรา งดงามวิจิตรศิลป์ (เลือกสถานที่ที่มีความแตกต่างตรงกันข้ามกับสนามเพลาะ ราวกับสวรรค์-นรก) โดยในห้องโถง Great Hall (Grosser Saal) ที่ทำเป็นศาลทหาร มีความกว้างใหญ่ถึงขนาดได้ยินเสียงสะท้อน (Echo) คำกล่าวสุนทรพจน์ของ Colonel Dax แม้ดังกึกก้อง แต่กลับไม่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงคนไหนให้ความสนใจรับฟัง

ในตอนแรกผกก. Kubrick อยากเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำยังประเทศฝรั่งเศส แต่ถูกทางการสั่งห้าม (และสั่งแบนห้ามฉายหนังในกาลต่อมา) เลยจำต้องย้ายไปประเทศใกล้เคียงปักหลักถ่ายทำอยู่ Bavaria, (West) Germany นอกจากพระราชวัง Schloß Schleißheim, ฉากภายในที่โรงถ่าย Bavaria Studio และ Pacaria-Filmkunst Studios, สมรภูมิสนามเพลาะ เห็นว่าขอเช่าพื้นที่ชาวนาจำนวนสองไร่กว่าๆหลังฤดูเก็บเกี่ยว ใช้ทีมงาน 60 กว่าคน, 8 รถเครน, ทำงานสามสัปดาห์ถึงขุดหลุม ทางเดิน โคลนเลน ให้เหมือนสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เกร็ด: พระราชวัง Schloß Schleißheim ยังเป็นสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ Last Year at Marienbad (1961)


Paths of Glory (1957) เป็นหนังที่เต็มไปด้วยสารพัด “สูตรสอง” ผู้บังคับบัญชา vs. ผู้ใต้บังคับบัญชา, สู้รบสงครามในสนามเพลาะ vs. ขึ้นศาลทหารในพระราชวังสุดหรู ฯ นั่นรวมถึงลีลาการถ่ายภาพ อย่างการสนทนาระหว่างพลตรี Broulard และพลจัตวา Mireau สามารถแบ่งออกเป็นสองช่วง

  • ช่วงแรกๆที่พลตรี Broulard พูดบอกเกี่ยวกับยุทธการเข้ายึด Anthill แล้วพลจัตวา Mireau พยายามปฏิเสธเสียงขันแข็ง สังเกตว่าขณะนี้พวกเขานั่งลงพูดคุยกันอย่างผู้ดี มีความศิวิไลซ์ กล้องถ่ายภาพระยะกลาง-ใกล้ ตัดสลับกลับไปกลับมา โดยไม่มีการขยับเคลื่อนกล้องใดๆ
  • แต่หลังพลตรี Broulard ลุกขึ้นเดินวนไปวนมารอบห้อง ทำการข่มขู่ คุกคาม แบล็กเมล์ (ภาษาสุภาพก็คือ ‘กดดัน’) นั่นสร้างความร้อนรน กระวนกระวายให้กับพลจัตวา Mireau เดินไปเดินมารอบห้องเช่นกัน ก่อนยินยอมปฏิบัติตามคำสั่ง

The Anthill ไม่ใช่สถานที่ที่มีอยู่จริง แต่แค่ชื่อเขามด มันก็ฟังดูต่ำต้อยด้อยค่า ไร้ความสลักสำคัญใดๆ แถมภาพถ่ายจากโมเดลจำลอง (Miniature) ก็ทำออกมาสุดแสนทำมะด้าธรรมดา แถมล่อหลอกสายตาผู้ชมให้ครุ่นคิดเข้าใจผิดว่าคือภาพถ่ายจากสถานที่จริง ด้วยการเคลื่อนถอยหลังออกมาเห็นนายทหารจับจ้องมอง

ต้นฉบับนวนิยายใช้ชื่อ The Pimple (แปลว่า ตุ่ม, สิว) ซึ่งผู้เขียน Humphrey Cobb นำแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง Affaire des caporaux de Souain แปลว่า Souain corporals affair เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1915, นายพล Géraud Réveilhac สั่งกองทัพบุกโจมตีฐานที่มั่นทหารเยอรมัน ณ หมู่บ้าน Souain-Perthes-lès-Hurlus ในเขต Champagne ของฝรั่งเศส ผลลัพท์ประสบความล้มเหลว ทหารหลายนายปฏิเสธออกจากที่มั่น นายพล Réveilhac จึงออกคำสั่งให้หน่วยทหารปืนใหญ่โจมตีพวกเดียวกันเอง และเพื่อไม่ให้ตนเองเสียหน้าจึงมีการขึ้นศาลทหาร เลือกแพะรับบาปสี่คนถูกตั้งข้อกล่าวหาขี้ขลาดตาขาว (Cowardice) และก่อนการกบฏ (Mutiny) ตัดสินโทษประหารชีวิตเพื่อไม่ให้กลายเป็นเยี่ยงอย่าง

ระหว่างพลจัตวา Mireau เดินสำรวจฐานที่มั่น สร้างขวัญกำลังใจให้ทหารหาญ มันช่างดูเหมือนเส้นทางเกียรติยศอัปยศ Paths of Glory แต่ก่อนจะก้าวเข้าฉากมา มันจะมีทหารพยาบาลแบกหามผู้ได้รับบาดเจ็บเดินผ่านหน้าไป นี่คือความจงใจเสียดสีล้อเลียนในสไตล์ Kubrick สอดคล้องบทกวี “The paths of glory lead but to the grave.”

พลจัตวา Mireau หยุดพูดคุยกับทหารทั้งหมดสามครั้ง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็คือแพะ(รับบาป)ที่จะต้องไปขึ้นศาลทหารในช่วงครึ่งหลัง นี่ถือเป็นการแนะนำตัวละคร แต่เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ทันสังเกต เพราะพลทหารไม่ได้มีความโดดเด่น น่าจดจำเหมือนผู้บังคับบัญชา

ภาพแรกของพันเอก Dax กำลังล้างหน้าล้างตา พอได้ยินการมาถึงของพลจัตวา Mireau ก็เร่งรีบสวมใส่เสื้อผ้า เหล่านี้คือสัญลักษณ์ของการสร้างภาพ พบเจอผู้บังคับบัญชาระดับสูงจำต้องแต่งองค์ทรงเครื่อง ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูดี ไม่สามารถเปิดเผยความคิดเห็น ความต้องการแท้จริง เพียงก้มหัวศิโรราบ ปฏิบัติตามคำสั่งเบื้องบน

พันเอก Dax มีการกล่าวถึงนักเขียน Samuel Johnson ระหว่างที่พลจัตวา Mireau พยายามโน้มน้าว ออกคำสั่งให้เข้ายึด Anthill แล้วใช้คำว่ารักชาติ (Patriotism) มาเป็นข้ออ้าง … วินาทีที่กล่าวชื่อชายคนนี้ จงใจฉายภาพใบหน้าพลจัตวา Mireau สัมผัสเงามืดได้อย่างร้ายลึก

Patriotism is the last refuge of the scoundrel.

Samuel Johnson

เกร็ด: Samuel Johnson (1709-84) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เลื่องชื่อในการถ้อยคำเสียดสี วิพากย์วิจารณ์การเมือง โดยกล่าวถึงพวกอ้างว่า “รักชาติ” แทบทั้งนั้นล้วนคือพวกหลอกลวง ต้มตุ๋น ใช้เป็นข้ออ้างปกปิดตัวตนแท้จริง … จะว่าไปประเทศสารขัณฑ์ก็ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่

หลังถูกหลอกด่า ผมรู้สึกว่าพลจัตวา Mireau รับรู้ตนเองว่าที่พันเอก Dax กล่าวมานั้นเป็นความจริง! แต่เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้เพราะถูกเบื้องบนสั่งมา จึงก้าวออกเดินจากฟากฝั่งเงามืดสู่แสงสว่าง หมายถึงการพยายามสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับตนเอง แล้วทำการข่มขู่ คุกคาม แบล็กเมล์ เดินวนไปวนมา … แทบจะไม่แตกต่างจากตอนถูกพลตรี Broulard พยายาม ‘กดดัน’ ให้ตอบตกลงยุทธการยึดเทือกเขา Anthill

ผมอดใจไม่ได้ที่จะต้องอธิบาย ‘Mise-en-scène’ ซีเควนซ์นี้, หลังจากร้อยโท Roget ทอดทิ้งสิบโท Paris และพลทหาร Lejeune ระหว่างการสอดแนมข้าศึก

  • ในตอนแรกร้อยโท Roget ครุ่นคิดว่าพลทหารทั้งสองเสียชีวิตระหว่างการสอดแนม จึงกำลังเขียนรายงาน ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง แต่พอสิบโท Paris หวนกลับมาถึง สร้างความตกอกตกใจ เดินย้ายตำแหน่งไปยังบริเวณปกคลุมด้วยความมืด (ความหวาดกลัวเข้าปกคลุมจิตใจ)
  • แล้วพอสิบโท Paris พูดบรรยายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับพลทหาร Lejeune เขาก้าวเดินจากความมืดสู่แสงสว่าง (ความจริงได้รับเปิดเผย) และสังเกตร้อยโท Roget ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าค่อยๆถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด (ตกอยู่ในความสิ้นหวังโดยพลัน)
  • ร้อยโท Roget เดินเข้าหาสิบโท Paris มันจะมีขณะหนึ่งที่เขาเดินอ้อมเสาไปยืนอีกฟากฝั่ง จากนั้นปรับเปลี่ยนวิธีการพูดคุย โน้มน้าว กลายมาเป็นข่มขู่ แบล็กเมล์ ใครจะรับฟังพลทหารระดับล่าง สร้างความกดดัน จากนั้นก็ให้เลิกแล้วต่อกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างร้อยโท Roget และสิบโท Paris ราวกับภาพสะท้อนย้อนรอยพลตรี Broulard และพลจัตวา Mireau แสดงให้เห็นถึงความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ คอรัปชั่นทั้งผู้บังคับบัญชาเบื้องบน และพลทหารเบื้องล่าง ใครมีอำนาจสูงกว่าก็พร้อมจะกดขี่ข่มเหงผู้ใต้บังคับบัญชา

ฉากสุดท้ายก่อนนอนพลทหาร Pierre Arnaud ชวนคุยเกี่ยวกับอยากตายด้วยอะไร? ปืนกล ระเบิด มีดปลายดาบ? ช่างเป็นคำถามไม่น่าอภิรมณ์เลยสักนิด แต่ผมแอบประหลาดใจเพราะพลทหารคนนี้ถูกเลือกเป็นแพะจากการสุ่มเลือก ไม่ใช่พฤติกรรมสังคมไม่ต้อง (Social Undesirable)

จริงๆแล้วบุคคลที่ต้องเข้าฉากนี้ก็คือ Private Maurice Ferol บุคคลที่ถูกเลือกเป็นแพะเพราะสังคมไม่ต้องการนะแหละ แต่ทว่านักแสดง Timothy Carey ดันสร้างเรื่องวุ่นวาย ดื่มสุราเมามาย (ทำตัว Social Undesirable ในชีวิตจริง) แถมยังจัดฉากว่าตนเองถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ สุดท้ายเลยโดนไล่ออก! ด้วยความที่หนังถ่ายทำไปเกินกว่าครึ่งค่อน เปลี่ยนตัวไม่ทันแล้ว บางฉากเลยใช้นักแสดงแทน หรืออย่างซีนนี้ก็เปลี่ยนมาให้ Joe Turkel ผู้รับบทพลทหาร Arnaud เข้าฉากแทน!

ฉากการก้าวเดิน (Paths of Glory) ของพันเอก Dax ช่างมีความแตกต่างตรงกันข้ามกับพลจัตวา Mireau

  • กล้องทำตัวเหมือนบุคคลที่สาม (Third-Person) ถ่ายติดพลจัตวา Mireau (จากด้านหน้า-หลัง) ตลอดการเดินสำรวจกองทัพ
  • ตรงกันข้ามกับพันเอก Dax บ่อยครั้งกล้องขยับเคลื่อนแทนมุมมองสายตา ทำตัวราวกับบุคคลที่หนึ่ง (First-Person) นั่นเพราะเขาคือผู้เข้าร่วม ออกไปสู้รบสงครามเช่นเดียวกัน

ผมแอบตกตะลึงไม่น้อยเมื่อค้นพบข้อมูลระบุว่าสนามเพลาะที่ใช้ในหนังมีพื้นที่เพียง 2 ไร่กว่าๆ (ประมาณ 5,000 ตารางหลา) นั่นทำให้ภาพแรกถ่ายมุมกว้างขณะเริ่มกรีธาทัพ มองไปเห็นปลายทางอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่หนังกลับสร้างสัมผัสราวกับแนวรบข้าศึกมันช่างอยู่เหินห่างไกล!

จุดสำคัญก็คือถ่ายทำแบบ Long Take ด้วยการเคลื่อนเลื่อนกล้องไปในทิศทางเดียวจากขวาไปซ้าย นักแสดงขึ้นเขาลงเนิน บุกฝ่าผ่ารั้วลวดหนาม ดำเนินไปจนเกือบสุดทาง จากนั้นตัดฉาก เปลี่ยนตำแหน่งถ่ายทำ นักแสดงก้าวเดิน กล้องก็ยังคงเคลื่อนเลื่อนทิศทางเดิม … นี่เป็นการสร้างสัมผัสลวง ให้เกิดความครุ่นคิดว่ากองทัพยังคงดำเนินหน้าต่อไป แต่การถ่ายทำก็เวียนวงกลมอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะจบสิ้น

The trench was gruesome. It just reeked, and then the weather was so lousy–it was cold, it was freezing and overcast and gray. We were all sick. We all had colds, we were all sick from the first week. We all looked awful, but it certainly added to the movie.

Richard Anderson รับบท Major Saint-Auban, ผู้ติดตามพลจัตวา Paul Mireau

ปล. ดั้งเดิมนั้นซีเควนซ์นี้ตั้งใจจะโฟกัสที่สามพลทหาร/แพะรับบาป แต่เพราะ Timothy Carey ถูกไล่ออกกลางคัน เลยจำต้องเปลี่ยนมาเป็นพันเอก Dax คือจุดศูนย์กลาง(ของภาพ) แสดงความหาญกล้าออกเดินนำพลทหารเข้าสู่สนามรบ

จากเคยก้าวเดินสู่เกียรติยศ มาคราวนี้สองข้างทางเต็มไปด้วยศพทหารผู้เสียชีวิตนอนเกลื่อนกลาด และสังเกตว่ากล้องไม่เคลื่อนนำหน้าหรือติดตามตัวละครอีกต่อไป เพียงแพนนิ่งจากฟากฝั่งหนึ่งสู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง กลายเป็นเส้นทางสายมรณะ/แห่งความอัปยศไปแล้วเรียบร้อย

ระหว่างการต่อรองใครจะเป็นแพะรับบาป มันจะมีภาพวาดขนาดใหญ่อยู่กึ่งกลางระหว่างพันเอก Dax และพลตรี Broulard ชื่อว่า L’Amour au théâtre Italien (1734) แปลว่า Love in the Italian Theater จริงๆแล้วเป็นภาพพิมพ์แกะลาย (engraving) ผลงานของ Antoine Watteau (1684-1721) จิตรกร Rococo สัญชาติฝรั่งเศส ที่ชื่นชอบวาดภาพจากวรรณกรรม โดยเฉพาะบทละคอน Italian Comedy … แค่ชื่อภาพก็สื่อความหมายซีเควนซ์นี้อย่างชัดเจนว่าการต่อรอง ถกเถียง ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเพียงการละคอน

พลตรีจัตวา Mireau พยายามล็อบบี้ให้โยกย้ายพันเอก Dax (ยืนสั่งงานลูกน้องอยู่เบื้องหลัง) เก็บเข้ากรุ! สังเกตว่าภาพช็อตนี้ไม่ใช่ Deep Focus แบบภาพยนตร์ Citizen Kane (1942) [ต้องฉายภาพอีกช็อตที่ถ่ายชัดๆ แสดงถึงระดับความแตกต่างที่ห่างชั้นกันมาก] แต่พื้นหลังเบลอๆสามารถสื่อความหมายเดียวกัน คือบุคคล(ด้านหลัง)ไร้สิทธิ์เสียง ไม่สามารถครุ่นคิดตัดสินใจอะไร อำนาจทุกสิ่งอย่างอยู่ในกำมือผู้บังคับบัญชาเบื้องหน้า

ผมพยายามค้นหาข้อมูลพรมทอ (Tapestry) ที่อยู่ด้านหลังพันเอก Dax น่าเสียดายแม้แต่ AI ก็บอกไม่ได้ว่าภาพอะไร เท่าที่สังเกตเห็นเหมือนผู้ใหญ่จับจ้องมองเด็กๆกำลังเริงระบำ … ก็พอจะสอดคล้องเข้ากับฉากนี้อยู่

ผมรู้สึกว่าบันไดแห่งนี้มันสะท้อนถึงตำแหน่ง/ยศทหาร(ในเชิงรูปธรรม)ได้เป็นอย่างดี

  • ฟากฝั่งซ้ายมือคือจากชั้นล่างมาถึงกึ่งกลางบันได สามารถสื่อถึงพลทหารระดับล่าง
    • พันเอก Dax ออกคำสั่งลูกน้องให้ทำโน่นนี่นั่น
  • พอเลี้ยวโค้งฟากฝั่งขวา ทางขึ้นจากกึ่งกลางถึงชั้นบน คือผู้บังคับบัญชาระดับสูง
    • การมาถึงของพลจัตวา Mireau ลากพาขึ้นมาเบื้องบนเพื่อออกคำสั่งโน่นนี่นั่น (ออกไปทางข่มขู่ กดดัน พยายามจะแบล็กเมล์เสียมากกว่า)

ความน่าสนใจก็คือพันเอก Dax ถือเป็นบุคคลอยู่กึ่งกลางระหว่างสองฟากฝั่ง ยศสูงสุดของนายทหารอาวุโส (สามารถออกคำสั่งลูกน้อง) และต่ำสุดของนายทหารชั้นนายพล (รับคำสั่งจากเบื้องบน)

นี่อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กๆที่ไม่มีความสลักสำคัญอันใด รถมอเตอร์ไซด์ของพันเอก Dax เกือบเฉี่ยวชนคนลากจูงม้า แต่มันสามารถสะท้อนอารมณ์ตัวละครขณะนี้ได้อย่างชัดเจน ว่ากำลังมีความหงุดหงุด หัวเสีย (เหมือนเจ้าม้าที่ถูกเฉี่ยว) ต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น เพราะต้องออกคำสั่งลูกน้องให้หาแพะรับบาป แนวโน้มถูกประหารชีวิตทั้งๆไม่ได้กระทำความผิดใดๆ

แม้ว่าบรรดาสามผู้โชคร้าย/แพะรับบาป มักมีความแตกต่างกันอยู่เสมอๆ (คนหนึ่งถูกเลือกเพราะความอาฆาต, อีกคนเพราะสังคมไม่ชอบ, อีกคนถูกสุ่มเลือก) แต่ผมสังเกตว่าหลายๆครั้งมักมีการแบ่ง 2+1 อย่างฉากนี้ที่พันเอก Dax เริ่มต้นจากพูดคุยเดี่ยวๆกับสิบโท Paris จากนั้นก้าวเดินออกมาจากคอก พูดคุยกับพลทหาร Ferol และ Arnaud

  • Ferol & Arnaud ยศพลทหาร + Paris ยศสิบโท
  • Paris & Ferol สารภาพบาปกับหลวงพ่อ + Arnaud ปฏิเสธสารภาพบาป ถูกหามเปลสู่ลานประหาร
  • Paris & Arnaud ไม่ปิดตาขณะประหารชีวิต + Ferol เป็นคนเดียวขอผ้าปิดตา

ที่ห้องโถง Great Hall (Grosser Saal) ของพระราชวัง Schloß Schleißheim มีภาพวาดขนาดใหญ่ชื่อว่า Die Niederlage der Türken bei Mohacs und dem Berg Harsan in Ungarn am 12, August 1687 (1702-04) แปลว่า The defeat of the Turks at Mohács and Mount Harsan in Hungary on the 12th, August 1687 ผลงานของ Franz Joachim Beich (1666-1748) จิตรกรชาว Bavarian

ภาพวาดนี้อ้างอิงถึงยุทธการ Battle of Mohács (1687) ณ Nagyharsány, Ottoman Hungary เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1687 เป็นการต่อสู้ระหว่าง Holy Roman Empire vs. Ottoman Empire ในสงคราม Great Turkish War (1683-99) ผลลัพท์ก็คือ Holy Roman Empire เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้อย่างเด็ดขาด (แม้กำลังทหารพอๆกัน แต่ยุทธวิธีการรบของจักรวรรดิโรมันเหนือกว่าอย่างหลายขุม)

ในขณะที่พลจัตวา Mireau นั่งเก้าอี้หลุยส์หรูหรา ท่าทางผ่อนคลาย ถ่ายมุมเงยขึ้นนิดๆ, ฟากฝั่งพันเอก Dax ดูหน้าดำคร่ำเครียด โดยเฉพาะเงาด้านหลังดูราวกับซี่กรงขัง สร้างสัมผัสหนังนัวร์สื่อถึงการถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว หรือในบริบทนี้ก็คือไม่ว่าพยายามสรรหาข้อแก้ต่างให้พลทหาร ย่อมไม่สามารถปรับเปลี่ยนผลการตัดสินใดๆ

ช่วงระหว่างการพิจารณาคดีความ สอบปากคำจำเลย

  • ทนายฝั่งนายพลจัตวา Mireau มักเดินไปเดินมา มุมกล้องถ่ายจากด้านหลังผู้พิพากษา (เป็นการสื่อว่าพวกเดียวกัน)
  • ขณะที่ฟากฝั่งพันเอก Dax ใช้การถ่ายภาพใบหน้าตัดสลับกลับไปกลับมา (นอกจากถูกคัดค้านถึงแทรกภาพทนายฝั่งโจกท์และผู้พิพากษา) ไม่มีใครอยู่เบื้องหน้า-เบื้องหลัง

เฉกเช่นเดียวกับตอนกล่าวสรุปการพิจารณาดี ทนายฝั่งนายพลจัตวา ก็ยังคงเดินไปเดินมา กล้องถ่ายจากด้านหลังผู้พิพากษา, ส่วนพันเอก Dax จะถ่ายจากทิศทางตรงกันข้าม กล้องเคลื่อนเลื่อนอยู่ด้านหลังจำเลย (และพยาน) เดินไปเดินกลับ ได้ยินเสียงสะท้อน (Echo) ซึ่งสามารถสื่อถึงไม่มีใครในศาลทหารแห่งนี้ให้ความสนใจรับฟัง

คำกล่าวสุดท้ายของพันเอก Dax ยืนอยู่ตำแหน่งที่กล้องถ่ายมุมเงยติดภาพความพ่ายแพ้ของชาว Turks ณ Mount Harsan ในบริบทของหนังอาจสื่อถึงความพ่ายแพ้ของพลทหารระดับล่าง แต่มันยังสามารถเหมารวมทั้งระบบราชการทหารที่มีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ตั้งแต่บนลงล่าง!

ผกก. Kubrick อาจเป็นพวกนอกรีต ไม่ได้มีความเชื่อศรัทธาศาสนา แต่เขาถ่ายภาพตอนสิบโท Paris ทำการสารภาพบาปได้อย่างงดงาม ตราตรึง แสงจากภายนอกลอดผ่านหน้าต่าง ราวกับสัมผัสของพระเป็นเจ้าคือหนทางรอด

ขณะที่ Ferol โดยปกติแล้วไม่ได้มีความเชื่อศรัทธาสักเท่าไหร่ แต่หลังจากได้รับการโน้มน้าวจากบาทหลวง จึงยินยอมนั่งลงคุกเข่า ขอรับสารภาพบาป และพอกล้องเคลื่อนเลื่อนไหล ยังได้รับแสงสว่าง/สัมผัสของพระเจ้าจากหน้าต่างด้านหลัง

แต่สำหรับ Arnaud ยืนอยู่ข้างหลังไกลๆ กำลังดื่มสุราเมามาย สังเกตว่าตัวเขาก็อาบฉาบด้วยแสงสว่างเช่นกัน แต่น่าจะจากหน้าต่างฟากฝั่งตรงกันข้าม … ถ้าแสงสว่างจากฟากฝั่งของ Paris และ Ferol คือสัมผัสของพระเจ้า, ทิศทางตรงกันข้ามย่อมคือสัมผัสของซาตาน/สิ่งชั่วร้าย ซึ่งจะทำให้เขาแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมาในอีกไม่ช้า

พันเอก Dax เรียกตัวร้อยโท Roget มายังห้องพักที่ปกคลุมด้วยความมืดมิด เพื่อมอบหมายภารกิจเป็นผู้กำกับดูแลหน่วยยิงเป้าประหารชีวิต นั่นเพราะเขารับรู้เบื้องหลัง/ความขัดแย้งกับสิบโท Paris จึงต้องการให้อีกฝ่ายเผชิญหน้าการกระทำของตนเองโดยมิอาจหลบหลีกหนี … ความรู้สึกของร้อยโทขณะนี้ คงไม่แตกต่างจากบรรยากาศมืดมิดในห้องนี้สักเท่าไหร่

ฉากงานเลี้ยงเต้นรำของผู้บังคับบัญชาระดับสูง สังเกตว่ามีการเคลื่อนเลื่อนกล้องจากซ้ายไปขวา ทิศทางเดียวกับพลทหารกรีธาทัพในสงครามสนามเพลาะ จุดประสงค์ก็เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นผู้นำ vs. พลทหารระดับล่าง สร้างความขมขื่นภายในใจผู้ชม

ย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องที่พลตรี Broulard ออกคำสั่งให้พลจัตวา Mireau เข้ายึดครองเทือกเขา Anthill, มาคราวนี้พันเอก Dax แม้ยศต่ำกว่าแต่ถือไพ่เหนือกว่า ทำการพูดคุย ต่อรอง แบล็กเมล็ก (ภาษาสุภาพว่า ‘กดดัน’) ยังห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือ สถานที่ที่พวกเขาต้องยึดตามกฎกรอบ ความเหมาะสม

  • แรกเริ่มที่พันเอก Dax สนทนากับพลตรี Broulard ทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตัดสลับกลับไปกลับมา กล้องไม่มีการขยับเคลื่อนไหวใดๆ
  • แต่พอพลตรี Broulard กำลังจะเดินออกจากห้อง พันเอก Dax ยื่นหลักฐานที่ไม่สามารถโต้แย้ง แล้วพวกเขาก็เดินไปเดินมา กล้องขยับเคลื่อนเลื่อน แพนนิ่งไปมา

หลังการสนทนาเมื่อคืนคงทำให้หลายคนแอบคาดหวังว่าพลตรี Broulard จะทำบางสิ่งอย่างเพื่อช่วยชีวิตสามพลทหาร ลุ้นระทึกจนถึงวินาทีสุดท้ายก็ไม่มีอะไรบังเกิดขึ้น และความทรงพลังของซีเควนซ์นี้คือการฉายภาพขณะถูกยิงอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีลูกเล่นภาพยนตร์ใดๆ ผู้ชมสมัยนั้นย่อมต้องตกอกตกใจหายวาบลงตาตุ่ม … ผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code ได้ยังไง??

  • Arnaud เพราะไม่ได้มีความเชื่อในพระเจ้า ดื่มเหล้าเมามาย ถูกชกปางตาย เสียชีวิตในท่ายืนเพราะผูกติดกับเปล น่าจะทรมานสุดๆ
  • Ferol เป็นคนเดียวที่ขอปิดตา แม้ความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าเบาบาง แต่ก็เสียชีวิตในท่านั่งคุกเข่า
  • Paris เชื่อในพระเจ้า ไม่ขอปิดตา ถูกยิงตายทิ้งตัวลงนอนอย่างสงบสุข

หลังการประหารชีวิต ภาพถัดมายังห้องทำงานของพลจัตวา Mireau กำลังรับประทานอาหารกับพลตรี Broulard สังเกตว่าทิศทางมุมกล้องจะมีความผิดแผกแตกต่าง ตรงกันข้ามกับตอนต้นเรื่องที่ทั้งสองพบเจอกัน … เพราะหัวข้อการสนทนาครั้งนี้จะกลับตารปัตรจากเดิม

  • ตอนต้นเรื่องพลจัตวา Mireau เดินเข้ามาต้อนรับพลตรี Broulard กล้องแพนนิ่งติดตามถึงหน้าประตู ก่อนชักชวนมานั่งพูดคุยกลางห้อง
  • ขณะนี้พบเห็นทั้งสองนั่งรับประทานอาหารอยู่กลางห้อง (สลับตำแหน่งที่นั่ง) ไม่มีการต้อนรับใดๆ กล้องถ่ายมุมก้มลงมา หันเข้าหาหน้าต่าง โต๊ะทำงาน (หรือคือภายในห้องทำงาน)

การประหารชีวิตเป็นเรื่องน่าสะอิดสะเอียน ท้องไส้ปั่นป่วน แต่หนังนำเสนอฉากถัดมาคือสองนายพลกำลังรับประทานอาหารอย่างสบายใจเฉิบ ราวกับเฉลิมฉลองชัยชนะ ความตายของพลทหารไม่ทำให้พวกเขารับรู้สึกอะไรเลยหรือไร? … มันเหมือนนายพลเหล่านี้กำลังรับประทานเลือดเนื้อ ชีวิต+จิตวิญญาณของพลทหาร เพียงเพื่อเส้นทางสู่เกียรติยศอัปยศ

เวลานั่งพูดคุยกันอย่างผู้ดีมีอารยะ แต่พอพลจัตวา Mireau รับรู้ตนเองว่าตกเป็นแพะรับบาป ก็พลันลุกขึ้นยืน (บีบบังคับให้พันเอก Dax ที่มียศต่ำกว่าต้องยืนขึ้นด้วย) นี่ก็ย้อนรอยกับซีเควนซ์อื่นๆที่ขณะนั่งคุยอย่างหนึ่ง พอลุกขึ้นยืน เดินวนไปวนมา หัวข้อสนทนามักกลับตารปัตรตรงกันข้าม

พอพลจัตวา Mireau ออกจากห้องไป ก็ถึงคราวของพลตรี Broulard ลุกขึ้นเดินไปเดินมา พยายามพูดคุยโน้มน้าวพันเอก Dax ให้มาเป็นลูกน้องในสังกัด เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นพลจัตวาแทน Mireau … สังเกตว่าเงาของพลตรี Broulard อาบฉาบลงบนเสื้อของพันเอก Dax นั่นแสดงถึงการมีอำนาจออกคำสั่ง ควบคุมครอบงำ พยายามชักนำเข้าสู่ด้านมืด

ภาพพื้นหลังอาจไม่ค่อยชัดนัก แต่ดูแล้วอาจเป็นคอลเลคชั่น Italian Comedians ของจิตรกร Antoine Watteau คนเดียวกับที่อธิบายไปตอนต้นเรื่อง

ภาพโคลสอัพใบหน้าพันเอก Dax เมื่อตอนปฏิเสธพลตรี Broulard แล้วหันมองด้วยสายตาสมเพศเวทนา สัมผัสการจัดแสง-ความมืด ชวนระลึกถึงตอนต้นเรื่องที่เขาอธิบายนักเขียน Samuel Johnson ให้กับพลจัตวา Mireau แต่ในสถานการณ์ขณะนี้ตัดสินใจพูดบอกความในใจ ไม่ปกปิด หลบซ่อนตัว (อย่างที่พลจัตวาพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ)

ย้อนรอยกับสองนายพลรับประทานอาหารอย่างสบายใจเฉิบ ทั้งๆเพิ่งผ่านการประหารชีวิตพลทหารมาไม่นาน คราวนี้นำเสนอมุมมอง/ปฏิกิริยาของพลทหาร แวบแรกที่พันเอก Dax มาพบเห็น เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง แต่หลังจากการขับร้องเพลงของหญิงชาวเยอรมัน นั่นทำให้เขาสงบจิตสงบใจ เกิดความตระหนักถึงบางสิ่งอย่าง

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมของพลทหารเหล่านี้ พวกเขากำลังสนุกสนานเฮฮากันจริงๆรึเปล่า? หรือการแสดงออกเหล่านั้น ตะโกนโหวกเหวก ส่งเสียงวี๊ดวิ้ว พูดจาดูถูกเหยียดหยามหญิงสาว คือการเบี่ยงเบนความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ พยายามปิดกั้นอารมณ์ภายใน

การมาถึงของเชลยศึก หญิงชาวเยอรมัน (พื้นหลังบนเวทีแอบสร้างสัมผัส German Expressionism) ปฏิกิริยาของทหารอาจดูอันป่าเถื่อน ไร้อารยะธรรม แต่น้ำเสียงร้องที่ไม่ได้มีความไพเราะ แถมฟังไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก กลับสร้างความประทับใจ ทำให้ทุกคนเงียบสงัด สิ่งอัดอั้นที่พยายามเก็บกดเอาไว้จึงระเบิดระบาย กลายเป็นธารน้ำตาหลั่งไหล

หนึ่งในการตีความฉากนี้ที่ผมชื่นชอบมากสุดก็คือ การเอาชนะความเกลียดชัง! หญิงสาวตัวเล็กๆที่แม้เป็นเชลยสงคราม กลับสามารถขับร้องเพลงที่ทำให้ใครๆรับรู้สึกถึงความเท่าเทียมกันของชีวิต แม้เป็นศัตรูแต่ก็มีคนรักไม่ต่างกัน

ตัดต่อโดย Eva Kroll สัญชาติ German,

การดำเนินเรื่องของหนัง บ่อยครั้งมีลักษณะเหมือนการ ‘ส่งไม้ผลัด’ แต่เป็นการไล่เรียงขึ้น-ลงตามลำดับยศทหาร, เริ่มจากพลตรี Georges Broulard ออกคำสั่งให้พลจัตวา Paul Mireau ส่งทหารเข้ายึดเทือกเขา Anthill → พลจัตวา Mireau เดินทางไปยังสมรภูมิรบ ออกคำสั่งต่อพันเอก Dax → พันเอก Dax ออกคำสั่งกับร้อยโท Roget ให้ส่งหน่วยสอดแนม → ร้อยโท Roget ออกคำสั่งสิบโท Philippe Paris และพลทหาร Lejeune เข้าไปสอดแนมศัตรู

แต่เรื่องราวหลักๆของหนังจะเวียนวนอยู่กับพันเอก Dax เพราะมีลำดับยศอยู่กึ่งกลางระหว่างผู้บังคับบัญชาระดับสูง และพลทหารระดับล่าง อีกทั้งครึ่งหลังยังอาสาเป็นทนายความระหว่างการพิจารณาคดีในศาลทหาร พยายามปกป้องลูกน้องผู้บริสุทธิ์ไม่ให้ต้องโทษประหารชีวิต

  • ยุทธการบุกยึด Anthill
    • พลตรี Georges Broulard ออกคำสั่งให้พลจัตวา Paul Mireau ส่งทหารเข้ายึดเทือกเขา Anthill
    • พลจัตวา Mireau เดินทางไปยังสนามเพลาะ ออกคำสั่งกับพันเอก Dax
    • พันเอก Dax ออกคำสั่งกับร้อยโท Roget ให้ส่งหน่วยสอดแนมฐานที่มั่นข้าศึก
    • กรีธาทัพสู่ Anthill แต่ไม่มีพลทหารใดดำเนินไปถึงรั้วลวดหนามฝั่งศัตรู
    • พลจัตวา Mireau ออกคำสั่งให้หน่วยทหารปืนใหญ่โจมตีพวกเดียวกันเองที่ไม่ยอมออกไปสู้รบ แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ
  • การพิจารณาคดีบนศาลทหาร
    • พลตรี Broulard (และพันเอก Dax) ต่อรองพลจัตวา Mireau เรื่องการหาแพะรับบาปขึ้นศาลทหารข้อหาแสดงความขี้ขลาดเขลา
    • สิบโท Paris, พลทหาร Ferol และพลทหาร Arnaud คือผู้โชคร้ายขึ้นศาลทหาร
    • การพิจารณาคดีบนชั้นศาล
    • ค่ำคืนสุดท้ายในเรือนจำของสามพลทหารผู้โชคร้าย
    • พันเอก Dax ได้รับแจ้งการใช้อำนาจในทางไม่ชอบธรรมของพลจัตวา Mireau
    • พันเอก Dax นำเอาหลักฐานไปแจ้งกับพลตรี Broulard
  • ตัดสินโทษประหารชีวิต
    • เช้าวันถัดมา การประหารชีวิตยังคงดำเนินไป
    • พลตรี Broulard เชื้อเชิญพันเอก Dax มารับชมการเปิดโปงพลจัตวา Mireau
    • พันเอก Dax หวนกลับห้องพัก พบเห็นทหารในสังกัดรับชมการขับร้องเพลงของเชลยสาวชาวเยอรมัน

เพลงประกอบโดย Gerald Fried (1928-2023) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ The Bronx, New York City โตขึ้นเข้าเรียนดนตรี Juilliard School ต่อด้วย High School of Music & Art, เข้าสู่วงการเพลงประกอบประภาพยนตร์จากร่วมงานผู้กำกับ Stanley Kubrick ตั้งแต่ Day of the Fight (1951), Fear and Desire (1953), Killer’s Kiss (1955), The Killing (1956) และ Paths of Glory (1957) จากนั้นเดินทางสู่ Hollywood ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นหนังเกรดบีและซีรีย์โทรทัศน์

งานเพลงของ Fried ใน Paths of Glory (1957) ดูลดความสำคัญลงจาก The Killing (1956) เพราะส่วนใหญ่ของหนังคือความเงียบงัน (สำหรับสร้างบรรยากาศตึงเครียด เก็บกดดัน) ไม่ก็เด่นดังจากเสียงประกอบ (Sound Effect) ระเบิดตูมตาม กระสุนปืนกราดยิง ฯ เพียงช่วงแรกๆบรรเลงเพลงชาติฝรั่งเศส La Marseillaise (1792) และเสียงกลองแต๊กรัวๆระหว่างการก้าวเดิน กรีธาทัพ … เป็นเครื่องดนตรีเหมาะกับชื่อหนัง Paths of Glory ยิ่งนัก!

ตรงกันข้ามกับเพลงมาร์ช เพลงชาติฝรั่งเศส เสียงกลองแต๊กที่สร้างความฮึกเหิมให้กับทหารหาญสู้รบสงคราม บรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูง พลตรี Georges Broulard นอกจากอาศัยอยู่พระราชวังสุดหรู ยามค่ำคืนยังมีงานเลี้ยง เริงระบำ บทเพลง Johann Strauss II: Künstlerleben, Op. 316 หรือ Artist’s Life ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ยัง Dianabad-Saal (Dianabad Hall) วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1867

บทเพลงนี้ Strauss II ได้รับมอบหมายแต่งเพลงสำหรับใช้ในงาน Carnival ประจำปี ค.ศ. 1867 สำหรับฟื้นฟูบรรยากาศเศร้าๆของกรุงเวียนนาขณะนั้น หลังเพิ่งพ่ายแพ้สงคราม Austro-Prussian War (1866) โดยเฉพาะ Battle of Königgrätz สูญเสียทหารไปกว่า 31,000-43,000 นาย (ถือเป็นการสู้รบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกขณะนั้น) ปีก่อนงดจัดงาน เลยยกยอดมาปีนี้แทน … ฟังดูเข้ากับวัตถุประสงค์งานเลี้ยงเต้นรำของหนังเป๊ะๆเลยนะ!

สำหรับไฮไลท์ของหนังคือบทเพลง German Folk Song ชื่อว่า Der Treue Husar แปลว่า The Faithful Hussar ไม่รู้ใครแต่ง แต่ประมาณการณ์เก่าแก่ที่สุดค้นพบจากทรัพย์สินของ Caspar Josef Carl von Mylius (1749-1831) เป็นลายมือเขียนระบุปี ค.ศ. 1781 ซึ่งเชื่อกันว่า Mylius ซื้อจากตอนอาศัยอยู่ Austria

เนื้อร้องบทเพลงกล่าวถึงนายทหารคนหนึ่ง ถูกเกณฑ์ไปสู่รบสงครามนานนับปี ยังคงรักและอุทิศตนให้ภรรยา แต่พอมีโอกาสหวนกลับมาบ้าน พบว่าภรรยาได้เสียชีวิตจากไปแล้ว เขาจึงเกิดความโศกเศร้าเสียใจอย่างที่สุด … ระหว่างรับชมหนังแม้ไม่มีซับไตเติ้ล/คำแปลขึ้นให้ แต่ผู้ชมยังสามารถสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกเสียใจ เสียงขับร้องของ Christiane Susanne Harlan อาจไม่ได้มีความไพเราะเพราะพริ้ง กลับสามารถจับใจผู้ฟัง ใครต่อใครแทบมิอาจกลั้นหลั่งธารน้ำตา

คำร้องเยอรมันคำแปลอังกฤษ
Es war einmal ein treuer Husar,
Der liebt’ sein Mädchen ein ganzes Jahr,
Ein ganzes Jahr und noch viel mehr,
Die Liebe nahm kein Ende mehr.

Der Knab’ der fuhr ins fremde Land,
Derweil ward ihm sein Mädchen krank,
Sie ward so krank bis auf den Tod,
Drei Tag, drei Nacht sprach sie kein Wort.

Und als der Knab’ die Botschaft kriegt,
Daß sein Herzlieb am Sterben liegt,
Verließ er gleich sein Hab und Gut,
Wollt seh’n, was sein Herzliebchen tut.

Ach Mutter bring’ geschwind ein Licht,
Mein Liebchen stirbt, ich seh’ es nicht,
Das war fürwahr ein treuer Husar,
Der liebt’ sein Mädchen ein ganzes Jahr.

Und als er zum Herzliebchen kam,
Ganz leise gab sie ihm die Hand,
Die ganze Hand und noch viel mehr,
Die Liebe nahm kein Ende mehr.

“Grüß Gott, grüß Gott, Herzliebste mein!
Was machst du hier im Bett allein?”
“Hab dank, hab Dank, mein treuer Knab’!
Mit mir wird’s heißen bald: ins Grab!”

“Grüß Gott, grüß Gott, mein feiner Knab.
Mit mir wills gehen ins kühle Grab.”
“Ach nein, ach nein, mein liebes Kind,
Dieweil wir so Verliebte sind.”

“Ach nein, ach nein, nicht so geschwind,
Dieweil wir zwei Verliebte sind;
Ach nein, ach nein, Herzliebste mein,
Die Lieb und Treu muß länger sein.”

Er nahm sie gleich in seinen Arm,
Da war sie kalt und nimmer warm;
“Geschwind, geschwind bringt mir ein Licht!
Sonst stirbt mein Schatz, daß’s niemand sicht.”

Und als das Mägdlein gestorben war,
Da legt er’s auf die Totenbahr.
Wo krieg ich nun sechs junge Knab’n,
Die mein Herzlieb zu Grabe trag’n?

Wo kriegen wir sechs Träger her?
Sechs Bauernbuben die sind so schwer.
Sechs brave Husaren müssen es sein,
Die tragen mein Herzliebchen heim.

Jetzt muß ich tragen ein schwarzes Kleid,
Das ist für mich ein großes Leid,
Ein großes Leid und noch viel mehr,
Die Trauer nimmt kein Ende mehr.
A faithful soldier, without fear,
He loved his girl for one whole year,
For one whole year and longer yet,
His love for her, he’d ne’er forget.

This youth to foreign land did roam,
While his true love, fell ill at home.
Sick unto death, she no one heard.
Three days and nights she spoke no word.

And when the youth received the news,
That his dear love, her life may lose,
He left his place and all he had,
To see his love, went this young lad…

Oh mother, bring forth a light,
My darling dies, I do not see,
That was indeed a faithful hussar,
He loves his girl a whole year.

And when he came to his darling,
Very softly, she gave him her hand,
The whole hand and much more,
Love never came to an end.

“Greetings, greetings, my dearest!
What are you doing alone in bed?”
“Thanks, thanks, my faithful lad!
With me it will soon be in the grave.”

“Greetings, greetings, my fine boy.
Let me go to the cool grave.”
“Oh no, oh no, my dear child,
Because we are so in love. “

“Oh no, oh no, not so fast,
Because we are two lovers;
Oh no, oh no, my heart tells me,
The love and faith must last longer.”

He took her in his arms to hold,
She was not warm, forever cold.
“Oh quick, oh quick, bring light to me,
Else my love dies, no one will see.”

And when the maid had died,
He puts on the funeral bier.
Where do I get six young boys,
To carry my dear to the grave?

Pallbearers we need two times three,
Six farmhands they are so heavy.
It must be six of soldiers brave,
To carry my love to her grave.

A long black coat, I must now wear.
A sorrow great, is what I bear.
A sorrow great and so much more,
My grief it will end nevermore.

Paths of Glory (1957) นำเสนอเส้นทางสู่เกียรติยศอัปยศ ความผิดปกติของระบบข้าราชการทหาร ชนชั้นผู้นำ/ผู้บังคับบัญชา ใช้ข้ออ้างสงครามคือฉากบังหน้า ออกคำสั่งบ้าๆที่ไม่มีทางทำได้ ส่งทหารก้าวสู่สมรภูมิแห่งความตาย แลกกับโอกาสความก้าวหน้า ไต่เต้าถึงพลตรี-โท-เอก และแม่ทัพสูงสุด

นั่นคือใจความต่อต้านสงคราม (Anti-War) สำแดงอคติต่อผู้มีอำนาจ/ผู้บังคับบัญชาระดับสูง เห็นลูกน้อง/พลทหารในสังกัดไม่ต่างจากหมากในกระดาน มีหน้าที่เพียงก้มหัวศิโรราบ ปฏิบัติตามคำสั่งเบื้องบน เสียสละชีพเพื่อชาติบ้านเมือง และสร้างความรุ่งโรจน์ให้กับพวกพ้องของตน

แต่จะว่าไปไม่ใช่แค่พลตรี Georges Broulard (และพลจัตวา Paul Mireau) ที่อยู่ในระดับผู้บังคับบัญชาการระดับสูง, หนังยังนำเสนอเรื่องราวของร้อยโท Roget ที่พยายามกำจัดสิบโท Paris (พลทหารระดับล่าง) เพราะอีกฝ่ายล่วงรู้ความลับของตนเอง นี่แสดงให้เห็นถึงความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะของทั้งระบบข้าราชการทหาร มันต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างซุกซ่อนเร้นอยู่?

Man isn’t a noble savage, he’s an ignoble savage. He is irrational, brutal, weak, silly, unable to be objective about anything where his own interests are involved – that about sums it up. I’m interested in the brutal and violent nature of man because it’s a true picture of him. And any attempt to create social institutions on a false view of the nature of man is probably doomed to failure.

Stanley Kubrick

หลังอ่านความคิดเห็นนี้ของผกก. Kubrick ผมเกิดความตระหนักว่า Paths of Glory (1957) อาจไม่ใช่แค่หนังต่อต้านสงคราม แต่พยายามนำเสนอสิ่งที่เรียกว่าสันดานธาตุแท้/ธรรมชาติของมนุษย์ ที่มีความรุนแรงป่าเถื่อนเป็นพื้นฐาน การมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทำให้รู้จักควบคุมตนเอง ก่อสร้างสังคม องค์กร ระบบ/ระบอบ ขนบกฎกรอบ ข้ออ้างทางศีลธรรมเพ่อควบคุมครอบงำ ปกปิดซ่อนเร้นตัวตนแท้จริงไม่ให้เปิดเผยออกมา

จนเมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน สิ่งต่างๆในอดีตที่มนุษย์พยายามสร้างขึ้นได้ถูกทำให้บิดเบือน คลาดเคลื่อน เพื่อตอนสนองสันดานธาตุแท้/ธรรมชาติของมนุษย์ มิอาจกักขังหน่วงเหนี่ยวสัตว์ร้ายในกรง พยายามดิ้นรน กระเสือกกระสน ปฏิบัติตามกฎกรอบแต่ขาดความถูกต้องชอบธรรม ท้ายที่สุดแล้วระบบ/ระบอบ สถาบันต่างๆจักค่อยๆสูญสิ้นความเชื่อมั่น พังทลายลงอย่างช้าๆ สักวันหนึ่งก็จะสูญเสียความเป็นมนุษย์ หวนกลับสู่การเป็นสัตว์เดรัจฉานอีกครั้ง … นี่มันก็คือการเวียนวงกลม หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น

ผกก. Kubrick คือเซียนหมากรุก! เมื่อตอนสรรค์สร้าง The Killing (1956) พยายามดำเนินเรื่องด้วยวิธีการที่ดูเหมือนแผนการเดินหมากรุก! แต่ชีวิตจริงไม่เหมือนหมากกระดาน มันมีความสลับซับซ้อนกว่ามาก ถึงอย่างนั้น Paths of Glory (1957) ยังสามารถสะท้อนการเป็นผู้เล่น vs. หมากในกระดาน = ผู้บังคับบัญชาเบื้องบน vs. พลทหารระดับล่าง … เป็นหนังสองเรื่องที่ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องอะไรกัน แต่สามารถเชื่อมโยงเนื่องจากผู้กำกับชอบเล่นหมากรุกเท่านั้นเอง!


แรกเริ่มนั้นตั้งใจจะฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Berlin แต่ถูกยกเลิกเพราะรัฐบาลฝรั่งเศสสั่งแบนหนัง (ห้ามฉายจนถึงปี ค.ศ. 1975) ไม่ต้องการกระทบความสัมพันธ์ ถึงอย่างนั้นเสียงตอบรับออกมาดียอดเยี่ยม เลยได้เข้าชิง BAFTA Award: Best Film from any Source พ่ายให้กับ The Bridge on the River Kwai (1957)

เกร็ด: นอกจากฝรั่งเศสที่สั่งแบนห้ามฉาย ยังมีประเทศ Switzerland (ให้ฉายปี ค.ศ. 1970) และ Francoist Spain (ให้ฉายปี ค.ศ. 1986 ภายหลังจอมพล Franco เสียชีวิตไปสิบเอ็ดปี)

จากทุนสร้าง $900,000 เหรียญ (ไม่รวมค่าตัว Kirk Douglas อีก $350,000 เหรียญ) มีรายงานรายรับเพียงปีแรกในสหรัฐอเมริกา $1.2 ล้านเหรียญ บางแหล่งข่าวบอกว่าแค่คืนทุน อีกแหล่งข่าวบอกว่าทำกำไรจากยุโรป ยุคสมัยนั้นมันยังไม่มีการจัดเก็บตัวเลขอย่างเป็นระบบเลยตอบยากว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงไหน

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K โดยค่าย Kino Lorber วางจำหน่าย Blu-Ray เมื่อปี ค.ศ. 2022 หรือจะหาซื้อของค่าย Eureka Entertainment ในคอลเลคชั่น Masters of Cinema วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2024, ส่วนของค่าย Criterion Collection เป็นการแสกนใหม่ HD Digital Transfer วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2010

เวลาพบเห็นข่าวเกี่ยวกับสงคราม ไม่รู้ทำไมผมมักนึกถึง Paths of Glory (1957) ขึ้นมาเสมอๆ มันอาจเพราะเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ตระหนักถึงความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ คอรัปชั่นของระบบราชการทหาร ผู้บังคับบัญชากินหรูอยู่สบายยังสถานที่ปลอดภัย ส่วนพลทหารระดับล่างบุกป่าฝ่าโคลนเลน เสี่ยงอันตราย ตกตายไม่เว้นวัน … มันคือวงจรอุบาศว์ที่ฟากฝั่งอนุรักษ์/ชาตินิยมไม่มีวันยินยอมรับความจริง

จัดเรต 18+ กับสงคราม ความรุนแรง คอรัปชั่นของทหารระดับสูง

คำโปรย | Paths of Glory กรุยเส้นทางสู่เกียรติยศของผู้กำกับ Stanley Kubrick
คุณภาพ | กีติ


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)