Peppermint Candy (1999)

Peppermint Candy

Peppermint Candy (1999) : Korea – Lee Chang-dong

ถ้าคุณอยากเข้าใจว่า ทำไมหนังจากประเทศเกาหลีมักจะเป็นแนวชู้ รักสามเศร้า ล้างแค้น เรื่องราวมีความรุนแรง ผมแนะนำให้ดู Peppermint Candy นะครับ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้โด่งดังในระดับโลก แต่คุณภาพนี้ในเอเชียนี่ถือไม่ธรรมดา กำกับโดย Lee Chang-dong นำแสดงโดย Sol Kyung-gu ใครชอบหนังที่มีการตัดต่อ เล่าเรื่องแบบย้อนกลับ (reverse แบบ Memento) ห้ามพลาดเลย

Peppermint Candy เป็นหนังปี 1999 ส่วน Memento เป็นหนังปี 2000 ทั้งสองฉายปีติดๆกันเลยและมีการตัดต่อ เล่าเรื่องแบบย้อนกลับ (Reverse chronology) ผมไปหาข้อมูลดู พบว่าหนังเรื่องแรกที่ใช้เทคนิคนี้ คือ La glace à trois faces (The Three Sided Mirror) หนังฝรั่งเศสของผู้กำกับ Jean Epstein ตั้งแต่ปี 1927  การจะหาเรื่องราวที่เหมาะกับวิธีการตัดต่อแบบนี้ไม่ง่ายนะครับ สำหรับ Peppermint Candy ถือว่ามีใช้เทคนิคนี้เพื่อการเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆ เริ่มจากการให้คนดูตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วใช้การย้อนเวลา ค่อยๆเฉลยปริศนาไปเรื่อยๆ ใน Memento เรื่องราวในหนังใช้เวลาไม่กี่วันเท่านั้น แต่ Peppermint Candy ใช้การถอยไปเรื่อยๆ รวมเวลา 20 ปี หนังไม่ได้ย้อนไปทุกๆปีนะครับ แค่ย้อนไปในช่วงเวลาสำคัญๆเท่านั้น

ผู้กำกับ Lee Chang-dong เป็นผู้กำกับคนสำคัญของเกาหลีใต้ เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอยู่ช่วงหนึ่ง (Minister of Culture and Tourism) มีคนเปรียบเขาเป็นผู้กำกับ Korea New Wave (เหมือน French New Wave) ที่มีอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์เกาหลีอย่างมาก สำหรับ Peppermint Candy เรื่องราวมีช่วงเวลาขณะหนึ่งของเหตุการณ์ Gwangju massacre เมื่อปี 1980 ผมไม่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เกาหลีเท่าไหร่นะครับ รู้สึกเหตุการณ์นั้นมันคล้ายๆ 14 ตุลา/พฤษภาทมิฬ บ้านเรานะแหละ ประชาชนนักศึกษาลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาล ไม่รู้ประท้วงสำเร็จหรือเปล่า แต่มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไม่น้อย เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เนื้อหาหลักของหนังนะครับ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่กลายเป็นบาดแผลลึกในหัวใจ ติดตัวไปจนวันตาย

เราสามารถเข้าใจการกระทำของพระเอกทั้งเรื่อง ด้วยการวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด เหตุการณ์ Gwangju massacre ถือเป็นปมแรกสุดที่ทำให้ตัวละครสะสมความรุนแรง และระเบิดออกมา เหตุที่ทำให้ผมพูดว่า ถ้าคุณต้องการเข้าใจว่าทำไมหนังเกาหลี ถึงมักเป็นแนวชู้ รักสามเศร้า ฆ่า ล้างแค้น หนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบเราเปะๆ แต่ให้แนวคิดกว้างๆ ว่ามีสาเหตุมาจากเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น เช่น Gwangju massacre รัฐบาลกลับตอบโต้ประชาชนนักศึกษาด้วยความรุนแรง นี่ทำให้เกิดความเคียดแค้นฝังลึกในจิตใจของชาวเกาหลี เวลาผ่านไป คนยุคนั้นกลายมาเป็นผู้กำกับก็เลยนำเสนอเรื่องราวที่มีความรุนแรง เพื่อตอบโต้และเป็นการระบายสิ่งที่อยู่ในใจลึกออกมา สำหรับเรื่องชู้และรักสามเศร้า ประเด็นนี้อาจไม่ชัด มันคือผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อจิตใจของคนยังเต็มไปด้วยความแค้น เขาไม่สามารถที่จะให้ความรักใครได้ ความสุขในครอบครัวจึงลดลง กระนั้นยิ่งแค้นมันก็ยิ่งอยากนะครับ เมื่อคนที่เรารักตอบสนองไม่ได้ เขาจึงต้องหาที่พึ่งอื่น จริงๆผมว่าประเด็นนี้มันมีอีกเหตุผลหนึ่ง ไว้จะวิเคราะห์ให้ฟังวันหลังนะครับ

นำแสดงโดย Sol Kyung-gu หนังเรื่องนี้ทำให้เขาดังพลุแตกเลย แถมกวาดรางวัล Best Actor ได้นับไม่ถ้วน นี่เป็นตัวละครที่ต้นเรื่องกับท้ายเรื่อง ยังกับคนละคน นิสัยเปลี่ยนไปมาก เราจะค่อยๆเห็นพัฒนาการที่เปลี่ยนไป(แบบถอยหลัง) จากชายที่ไร้เดียงสา ไม่ทันโลก (มองโลกในแง่ดี) กลายมาเป็นคนที่เริ่มเข้าใจชีวิต ต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่ เริ่มท้อแท้ เหนื่อยหน่าย และสุดท้ายกลายเป็นคนที่เกลียดโลก (มองโลกในแง่ร้าย) หนังเลือกเล่าเฉพาะช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนของแนวคิดที่สำคัญจริงๆเท่านั้น ทำให้การแสดงของเขาโดดเด่นมากๆ คุณอาจจะเกลียดตัวละครนี้ในช่วงแรกๆ แต่พอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะรู้สึกเห็นใจ ชีวิตหมอนี่บัดซบจริงๆ

Kim Yeo-jin เล่นเป็นภรรยาของพระเอก เธอทุ่มเทให้กับการแสดงมากๆ มีหลายฉากที่มีการปะทะทางอารมณ์รุนแรง มันทำให้เราสงสารตัวละครนี้มากๆ ผมชอบตอนที่ตัวละครนี้ยังเป็นสาวสวยสดใส ไร้เดียงสา มากกว่า เธอเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว กลายไปเป็นหญิงที่กร้านโลก คบชู้ นอกใจ หย่าร้าง ที่ชีวิตกลายเป็นแบบนี้ จะโทษฝ่ายชายอย่างเดียวคงไม่ได้ เป็นความผิดของเธอด้วย เพราะตั้งแต่แรกผมมองว่าเธอเป็นฝ่ายไปแย่งผู้ชายมา เขาอาจจะรักเธอแต่ไม่รักที่สุด ทำให้ชีวิตทั้งคู่ไปไม่รอด

Moon So-ri เล่นเป็นรักแรกของพระเอก เธอเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก การแสดงยังถือว่าไม่โดดเด่นเท่าไหร่ และเราจะเห็นตัวละครนี้แค่ด้านเดียวเท่านั้น คือภาพความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เห็นอีกทีก็สภาพใกล้ตาย นอนใช้เครื่องหายใจอยู่ในโรงพยาบาล ผมเปรียบตัวละครนี้คือสิ่งที่พระเอกอยากเป็น แต่เขาไม่สามารถเป็นได้ คือจิตใจที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา (เปรียบเหมือน Angle) ตอนท้ายจริงๆไม่ต้องให้เราเห็นเธอสภาพนั้นก็ได้ แต่ที่ต้องใส่มาเพื่อบอกว่า ความบริสุทธิ์นั้นกำลังจะตายแล้ว นี่ดูเป็นตัวละครเชิงสัญลักษณ์มากกว่ามีตัวตนจริงๆนะครับ

ถ่ายภาพโดย Hyung-ku Kim เขาเป็นผู้กำกับภาพให้หนังอย่าง The Host (2006), Memories of Murder (2003) ถือว่าฝีมือไม่ธรรมดาทีเดียว สำหรับหนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นภาพสวยๆและการจัดวางองค์ประกอบภาพที่มีความหมายแฝงมากมาย โดยเฉพาะรถไฟเราจะเห็นอยู่บ่อยๆ เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการมีชีวิต (ฉากรถไฟวิ่งที่คั่นระหว่างเรื่อง ถ้าสังเกตดีๆมันจะวิ่งถอยหลังนะครับ) ฉากที่เด่นๆ อาทิ ตอนงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ที่ผู้ใหญ่จะนั่งล้อมโต๊ะ แต่เด็กสาวนั่งทำอะไรสักอย่างอยู่ข้างนอก อีกฉากที่สวยๆ คือ ตอนเคลื่อนกล้องจากนอกบ้าน ผ่านหน้าต่างเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวเปลือยกายนอนอยู่ ทั้งสองเริ่มต้นจากหันหลังให้กัน จากนั้นฝ่ายหญิงก็หันมาหา, ฉากตอนพระเอกเป็นทหาร ในเงามืดมีคนยืนอยู่และค่อยๆเดินออกมา ฉากนี้เล่นแสงกับเงาได้สวยมากๆ

การตัดต่อผมหาเครดิตไม่เจอว่าใครตัดต่อนะครับ อาจจะเป็นผู้กำกับที่ตัดเอง การตัดต่อแบบถอยกลับ เป็นเทคนิคที่ทำให้หนังดูยากมากๆ เพราะแทนที่จะทำให้เราลุ้นกับผลลัพท์สุดท้าย แต่กลับคนดูต้องมองหาเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า มันคล้ายๆกับ “นักสืบ” คือเราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หน้าที่นักสืบคือการหาสาเหตุ แรงจูงใจ และวิธีการ ถ้าเราดูหนังเรื่องนี้โดยการไม่มองหาสิ่งพวกนี้ ไม่ว่ายังไงก็ดูไม่เข้าใจนะครับ เพราะเป็นการค้นหาที่ผิดวิธี และคุณอาจจะเข้าใจประเด็นที่ผู้กำกับต้องการสื่อคลาดเคลื่อนไปเลย

เพลงประกอบโดย  Jae-jin Lee ผมไม่รู้เพลงที่ตัวละครร้อง เป็นเพลงดังของเกาหลีในยุคนั้นหรือเปล่า ก็มีเพราะๆอยู่นะครับ สำหรับเพลงประกอบหลัก จะใช้ไวโอลินนำ และใช้วงดนตรี pop อาทิ กีตาร์ กลอง คีย์บอร์ด เบส เป็นเสียงประกอบ เสียงดนตรียุค 80-90 ใครชอบฟังเพลงยุคนี้คงชอบหนังไม่น้อย ตัวเลือกไวโอลินนี่ใช้ได้เลย เพราะเสียงมันจะหวานๆ มีทั้งอารมณ์สุข ทุกข์ แต่พอเศร้า เสียงไวโอลินจะแหลมกรีดแทงหัวใจอย่างเจ็บปวด

มีอะไรเกิดขึ้น Gwangju massacre ผมก็ไม่รู้นะครับ ไว้ถ้ามีโอกาสได้ดูหนังที่เล่าถึงเหตุการณ์นี้จะมาเล่าให้ฟัง ที่ผมอยากพูดคือผลกระทบมากกว่า เหตุการณ์นี้ทหารฆ่าคนบริสุทธิ์จำนวนมาก หนังให้พระเอกเป็นหนึ่งในนั้น ชีวิตเขาบัดซบลงเรื่อยๆนับจากความผิดพลาดครั้งนั้น เหตุที่เขาไม่สามารถกลับไปหารักครั้งแรกได้ อาจเพราะภาพติดตาของหญิงสาวที่เขาฆ่า ดันมีหน้าเหมือนเธอ แต่เหตุผลจริงๆ คือเขามองว่ารักครั้งแรกคือความบริสุทธิ์ ตอนนั้นจิตใจเขาไม่บริสุทธิ์แล้ว มันเลว ต่ำช้า กลายเป็นคนไม่ดี ทำให้เขาต้องหนีไป ไม่สามารถให้ความรักเธอได้อีก (ทั้งๆที่เขายังรักเธอมากก็เถอะ) การทำงานเป็นตำรวจก็เพื่อชดใช้สิ่งที่เขาทำผิด แต่หน้าที่ของเขาเป็นตำรวจที่ทรมานนักโทษเพื่อรีดข้อมูลลับออกมา (บางสิ่งที่อยู่ในใจ ต้องเอามันออกมา) เวลาผ่านไปชีวิตเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกแล้ว ความบ้าคลั่งที่อยู่ในใจเริ่มแสดงออกมา ลูกเมียเริ่มไม่สนใจ จุดนั้นเขาไม่เชื่อแล้วว่าพระเจ้ามีจริง กำแพงด่านสุดท้ายคือ เมื่อเขาพบว่าหญิงที่เป็นรักแรกกำลังจะจากไป จบแล้วชีวิต สิ้นหวัง ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก จุดจบคือ เขาอยากจะย้อนเวลากลับไป ณ จุดเริ่มต้น

Peppermint Candy คือลูกอมรสมิ้นท์ คนชอบกิน Mint คงพอจำรสชาติของมันได้ ตอนอมแรกๆกลิ่นมันจะหอม รสชาติจะหวาน แต่ถ้าอมไว้นานๆมันจะเริ่มขมและไม่อร่อย ชื่อหนังเป็นการเปรียบเทียบเรื่องราวได้คมคายมากๆ และลูกอม peppermint ยังเป็นของขวัญที่สำคัญของพระเอกและรักครั้งแรก จุดเริ่มต้นที่ทำไมต้องเป็น peppermint ที่เฉลยตอนจบ เป็นอะไรที่ผมแปลกใจมากๆ มันดูธรรมดา แต่มีความหมายมากๆ (เพราะฉันต้องห่อมันวันละเป็นพันๆชิ้น ก็พยายามหาทางที่จะชอบมันให้ได้)

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคอหนังเอเชียและเกาหลี นี่ไม่ใช่หนังโรแมนติกนะครับ ผมจัดให้เป็นดราม่า และโศกนาฎกรรม (Tragedy) ใครชอบดูหนังที่ใช้เทคนิคเจ๋งๆ การเล่าเรื่องน่าสนใจ ชอบแนวนักสืบ หรือชอบวิเคราะห์จิตวิทยาของตัวละคร ห้ามพลาดเลย หนังเรื่องถือว่าเป็นหนังเรื่องสำคัญของเกาหลีใต้ เพราะเรื่องราวที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง และมีอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์ด้วย จัดเรต 15+ เพราะภาพความรุนแรงและเทคนิคการเล่าเรื่องที่เด็กๆดูคงไม่เข้าใจ

คำโปรย : “Peppermint Candy หนังเรื่องสำคัญของเกาหลีใต้ กำกับโดย Lee Chang-dong นำแสดงโดย Sol Kyung-gu ใครอยากเข้าใจว่าทำไมหนังจากเกาหลีใต้มักแฝงความรุนแรง ให้ดูหนังเรื่องนี้”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบLOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of