Perfect Blue (1997)

Perfect Blue (1997) Japanese : Satoshi Kon 

อนิเมชั่นเรื่องนี้อาจดูยากเกินไปสำหรับหลายๆคน ขนาดว่า 8½ (1963) ยังต้องชิดซ้าย แต่มันคือความท้าทายที่ Christopher Nolan, Darren Aronofsky, Terry Gilliam ยังหลงใหลคลั่งไคล้, ผลงาน debut ของผู้กำกับ Satoshi Kon น่าเสียดายอายุสั้นไปหน่อย ไม่เช่นนั้นเราคงได้เห็นผลงานที่มีความสุขสว่างสดใสสมบูรณ์แบบกว่านี้อีกแน่

มีช่วงหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมหลงใหลคลั่งไคล้ติดอนิเมะฝั่งญี่ปุ่นอย่างยิ่ง ขวนขวายหาแทบทุกผลงานของสตูดิโอ Ghibli มารับชม จนเพื่อนคนหนึ่งมาเห็นเข้าเลยโยนแผ่น Perfect Blue บอกว่า ‘ถ้าเมิงดูเข้าใจ มาอธิบายให้กรูฟังด้วย’ ถือเป็นอนิเมะเรื่องแรกของผู้กำกับ Satoshi Kon ที่พอได้รับชมแล้วเกิดอาการเหวอไปเลย มันมีอะไรแบบนี้อยู่ด้วยหรือ! ถ้าสิ่งที่พบเห็นกับ Ghibli คือสรวงสวรรค์ สตูดิโอ Madhouse (ผู้สร้าง Perfect Blue) มันนรกชัดๆ โดยไม่รู้ตัวนับจากนั้น ผมค่อยๆคืบคลานเข้าสู่ด้านมืดของวงการอนิเมชั่นอย่างเต็มตัว

ในบรรดา 4+1 (ฉายโรง 4 เรื่อง + TV Series อีกเรื่อง) ผลงานอนิเมะของผู้กำกับ Satoshi Kon บอกเลยว่าผมเลือกไม่ได้ว่าชื่นชอบเรื่องไหนมากสุด คือประทับใจหลงใหลเท่าๆกันหมด แต่ในแง่การสร้าง ความสลับซับซ้อนของเนื้อเรื่องราว และการไม่อาจคาดเดาอะไรได้ Perfect Blue คือความสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว ผสมผสานความจริง-ความฝัน แถมซ้อนทับกันในโลกทั้งสองใบได้อย่างลงตัว ถ้าดูไม่เข้าใจขออย่าไปตีความว่าอนิเมะมันห่วยนะครับ คุณเองนะแหละที่เข้าไม่ถึงความลึกล้ำของมัน

Satoshi Kon (1963 – 2010) ผู้กำกับ อนิเมเตอร์ นักเขียน/วาดการ์ตูน สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Sapporo, Hokkaido ตั้งแต่เด็กมีความต้องการเป็น Animator หลงใหลในอนิเมะเรื่อง Space Battleship Yamato (1974), Heidi, Girl of the Alps (1974), Future Boy Conan (1978), Mobile Suit Gundam (1979) ฯ เข้าเรียนต่อ Graphic Design ที่ Musashino Art University มีผลงาน debut เป็นนักเขียนการ์ตูนสั้น Toriko (1984) คว้ารางวัลนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่ Kodansha’s Young Magazine Award แต่เพราะยังไม่ใช่สิ่งแท้จริงที่ต้องการ สมัครงานเป็นนักวาดพื้นหลังและ Layout Animator เรื่อง Roujin Z (1991), Hashire Melos! (1992), Patlabor 2 (1993) กำกับอนิเมะครั้งแรก ตอนที่ 5 ของซีรีย์ Jojo’s Bizarre Adventure (1994) ร่วมงานกับสตูดิโอ Madhouse เขียนบทตอนหนึ่งของ Memories (1995) และได้รับโอกาสขึ้นมากำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรก Perfect Blue (1997)

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Perfect Blue: Complete Metamorphosis (1991) แต่งโดย Yoshikazu Takeuchi ในตอนแรกตั้งใจให้เป็น Live-Action แบบ direct-to-video แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว Kobe Earthquake เมื่อปี 1995 สตูดิโอที่จะใช้ถ่ายทำได้รับความเสียหาย งบประมาณถูกตัดทอนไปมาก ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนเป็น OVA (Original Video Animation) มอบหมายให้ Madhouse สตูดิโออนิเมะที่กำลังขาขึ้นขณะนั้น เน้นผลิตผลงานที่ตรงกันข้ามกับสตูดิโอ Ghibli โดยสิ้นเชิง ผลงานเด่นอาทิเช่น Barefoot Gen (1983), Wicked City (1987), Neo Tokyo (1987), Ninja Scroll (1993) ฯ

Kon และนักเขียนบท Sadayuki Murai หลังจากพิจาณานิยายต้นฉบับมีความเห็นพ้องว่า ไม่สามารถดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ดีได้แน่ จึงทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ โดยคง 3 องค์ประกอบหลักของนิยายตามคำร้องขอของ Takeuchi คือ Idols, Horror, Stalker และเพิ่มเติมแนวคิด ‘เส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงกับความฝัน’ (blurred border between the real world and imagination)

เรื่องราวของ Mima Kirigoe (พากย์เสียงโดย Junko Iwao) นักร้องนำวง J-pop Idols ชื่อ CHAM! ตัดสินใจรีไทร์จากกลุ่มเพื่อกลายเป็นนักแสดงอาชีพ โดยผลงานซีรีย์เรื่องแรก Double Bind พลิกโฉมภาพลักษณ์ของเธอให้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน สร้างความไม่พึงพอใจให้กับผู้จัดการสาว Rumi Hidaka (พากย์เสียงโดย Rica Matsumoto) ที่เดือดเนื้อร้อนใจแทน และโดยไม่รู้ตัว Stalker ผู้ติดตามโรคจิตเรียกตัวเองว่า Me-Mima (พากย์เสียงโดย Masaaki Ōkura) กำลังเก็บกดเคียดแค้น รู้สึกเหมือนกำลังถูก Mima ตัวจริงทรยศหักหลังตนอยู่

Junko Iwao (เกิดปี 1970) นักร้องนักพากย์หญิงสัญชาติญี่ปุ่น เธอเป็น Seiyuu ยอดฝีมือที่หลายคนอาจคุ้นเคยจาก Hikari Horaki เรื่อง Neon Genesis Evangelion (1995), Tomoyo Daidōji เรื่อง Cardcaptor Sakura (1998-2000), Kikyo Zoldyck เรื่อง Hunter × Hunter (2011-2014) ฯ

พากย์เสียง Mima Kirigoe ความฝันของเธอคือเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เข้าร่วมวงไอดอล CHAM! ถึง 2 ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เมื่อมีโอกาสได้รับงานแสดงอันจะทำให้ก้าวหน้าในอาชีพ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเบนเส้นทางชีวิต แม้ในช่วงแรกๆจะมีความหวาดหวั่นวิตกกลัวบ้าง ต้องทำอะไรที่มันเหมือนจะมากล้นล้ำเส้น แต่เพื่อให้ได้รับการยอมรับและแจ้งเกิดประสบความสำเร็จ จะต้องไม่เสียใจกับหนทางที่เลือกเดิน

Iwao เป็นนักพากย์ค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควร ทำงานมาหลายปีหลายสิบเรื่อง แต่ส่วนใหญ่มักได้รับบทสมทบไม่ค่อยมีโอกาสพากย์เสียงตัวละครหลักสักเท่าไหร่ นี่ถือเป็นโอกาสหาได้ยากยิ่งเหมือนตัวละครไม่มีผิด

วง CHAM! ประกอบด้วยหญิงสาว 3 คนคือ Yukiko, Mima Kirigoe, Rei นางเอกยืนอยู่ตรงกลางห้อมล้อมด้วยเพื่อนสองคน โดยไม่รู้ตัว เรื่องราวต่อจากนี้มี 2 ตัวละครข้างกายที่เป็นภัยคุกคามต่อ Mimi

Rica Matsumoto (เกิดปี 1968) นักพากย์หญิงชื่อดัง อดีตนักร้อง J-Pop และเป็นผู้ก่อตั้ง JAM Project (ปัจจุบันออกมาแล้ว) เธอเป็น Seiyuu ที่งานยุ่งมากๆคนหนึ่ง ไม่ได้ให้เสียงเฉพาะตัวละครจากอนิเมะเท่านั้น ยังรับงานพากย์หนังด้วย มักให้เสียงของ Patricia Arquette, Drew Barrymore, Renée Zellweger, Sandra Bullock, Reese Witherspoon ฯ

พากย์เสียง Rumi ผู้จัดการสาวร่างท้วม ตาห่างๆ (เห็นแล้วหลอนๆไงชอบกล นี่น่าจะเป็นลักษณะของความไม่สมประกอบทางจิตใจ) มีความเป็นห่วงเป็นใยลูกน้องในสังกัด โดยเฉพาะ Mima Kirigoe ต้องการให้เธอยังคงเป็นนักร้อง Pop Idols แต่เมื่อตัวจริงเปลี่ยนไปจนจดจำไม่ได้ ฉันเลยต้องกลายร่างแปลงเป็นเสียเอง

ไม่มีอะไรยืนยันแต่ผมคิดว่า Rumi น่าจะเป็นผู้เขียน เจ้าของเว็บไซด์ Mima’s Room อย่างแน่ๆ, นี่มีนัยยะถึงตัวตนของเธอ เบลอ/อวตาร เข้าไปในโลกของอินเตอร์เน็ตด้วย

เสียงของ Matsumoto มีความเป็นผู้ใหญ่กว่า Iwao (แต่เกิดก่อนแค่ 2 ปีเองนะ) แต่การแสดงออกของตัวละครยังคงเหมือนเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความเพ้อฝันกลางวัน มันคงเพราะตัวเองไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของตัวเองได้ สมองเลยจินตนาการให้กลายร่างเป็นผู้อื่น

Masaaki Ōkura (เกิดปี 1961) นักพากย์จาก Kumamoto Prefecture มีชื่อเสียงจากบท Akira (1988), Shaman King (2001-2002), Witch Hunter Robin (2002) ฯ

พากย์เสียง Stalker ผู้ติดตามโรคจิต หลงรักจนคลั่งไคล้ Mima เรียกตัวเองว่า Me-Mima รูปลักษณ์ตัวสีซีดเผือก ทรงผมบังตาข้างซ้าย (ถ้าปัดขึ้นมา น่าจะเห็นห่างๆแบบเดียวกับ Rumi) ดวงตาไร้แววขาวโพลน (ไร้จิตวิญญาณ) ฟันเหยิน ชอบปลอมตัวเป็นได้ทุกอย่างเพื่อติดตามชีวิตของ Mima

เพราะความคลั่งไคล้ในตัวไอดอล Mima ได้รับจดหมายจาก ‘Mima ตัวปลอม’ (ก็น่าจะส่งโดย Rumi) หลงเชื่ออย่างโงหัวไม่ขึ้น ยินยอมทำตามคำขอเพื่อกำจัด ‘Mima ตัวจริง’ ที่ในสายตาของเขาคือตัวปลอม

เสียงของ Ōkura แหลมเกินไปนิดสำหรับตัวละครนี้ ไม่ได้มีความเข้ากันกับใบหน้าอันบิดเบี้ยวไม่สมประกอบ แต่สามารถมองสะท้อนกับการไม่เข้านี้กับความผิดปกติโรคจิต ก็ดูเพี้ยนๆเข้ากันดี

ในส่วนของงานภาพและการออกแบบศิลป์ ไฮไลท์ที่เป็นจุดสังเกต พบเจอได้บ่อยๆคือ กระจก พื้นเพดานที่สะท้อนภาพอัตลักษณ์ของตัวละคร ฯ ถ้าคุณเคยรับชมผลงานเรื่องอื่นๆของ Satoshi Kon จะรับรู้ว่านี่คือลายเซ็นต์เอกลักษณ์ของเขาเลยละ

สำหรับภาพสะท้อนในกระจก มักมีนัยยะความหมายถึงตัวตนแท้จริง หรือความต้องการที่อยู่ภายในจิตใจของตัวละคร, อย่างช็อตนี้ Mimi ยืนพิงประตูกระจกบนรถไฟฟ้า สะท้อนเห็นภาพความต้องการส่วนลึกในใจ Idols Mimi ปรากฎเป็นภาพอยู่ภายในกระจก

ส่วนภาพในกระจกครานี้ สะท้อนตัวตนแท้จริงของ Idols Mimi เผยให้เห็นถึงคำตอบที่อนิเมะพยายามกลบเกลื่อน ล่อหลอก ตั้งคำถามผู้ชมมาตั้งแต่ต้น (ภาพนี้นี่แอบสปอยจุดหักมุมเลยนะเนี่ย)

กระจกยังทำหน้าที่หนึ่งได้เจ๋งมากๆ คือตอนที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ สะท้อนถึงโลกในจินตนาการ ความคิดฝันของตัวละคร ที่ได้พังทลายล่มสลาย กระจัดกระจาย จบสิ้นสุดลง

มีฉากหนึ่ง ได้ยินว่าผู้กำกับ Darren Aronofsky ขอซื้อลิขสิทธิ์มูลค่า $59,000 เหรียญจาก Satoshi Kon เพื่อนำไปใส่ในหนังเรื่อง Requiem for a Dream (2000) [และคุ้นๆว่า Black Swan ก็มีฉากนี้]

Mimi กำลังมีความสับสนว้าวุ่นวายในชีวิต เครียดหนักจากภาพจินตนาการที่มองเห็น เธอจึงกลั้นหายใจจมหน้าลงในอ่างน้ำขณะร่างกายเปลือยเปล่า เพื่อดำดิ่งลงไปค้นหาตัวตนแท้จริงที่อยู่ภายในจิตใต้สำนึกของตนเอง

ตัดต่อโดย Harutoshi Ogata ชายคนนี้คือนักตัดต่ออนิเมะในตำนานเลยละ ผลงานเด่นๆ อาทิ Barefoot Gen (1983), Wicked City (1987), Battle Angel (1993), Ninja Scroll (1993), Trigun (1998), Cardcaptor Sakura (1998-2000), Vampire Hunter D: Bloodlust (2000) ฯ

ความจริง-ความฝัน ในอนิเมะของ Satoshi Kon มักจะสะท้อนและซ้อนทับกันอย่างกลมกลืน ราวกับเป็นสิ่งๆเดียวกันไม่สามารถแยกออกได้, ผมไม่มีเทคนิคพิเศษอะไรที่จะแนะนำให้คุณรับชมอนิเมะเรื่องนี้รู้เรื่อง แต่จะให้ 3-4 ข้อสังเกตอันน่าจะเป็นประโยชน์ในการรับชม
– เราสามารถมองให้เรื่องราวดำเนินไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่มีการย้อนหลัง/เกิดซ้ำหรือฝันซ้อนฝัน ก็ยังได้ (อย่างฉากที่ Mimi ตื่นนอนซ้ำไปมา 2-3 ครั้ง ให้มองว่ามันคือวันถัดๆไป)
– สิ่งที่เกิดขึ้นในการถ่ายทำ Drama Series คือการอธิบาย สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกความจริง และจะไม่มีฉากที่ฝันถึงการแสดง Drama Series
– ตัวละครไหนที่ถูกฆาตกรรมไปแล้ว ถ้ากลับมาปรากฎตัวอีกรอบ แสดงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงในความฝันจินตนาการหรือเรื่องราวใน Drama Series แต่ถ้าไม่มีการเอ่ยถึงหรือโผล่หน้ามาอีก ก็แปลว่าเสียชีวิตจริงๆ
– สิ่งที่อยู่ในจินตนาการ ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง “There is no way illusions can come to life.” ตรรกะนี้ที่ตัวละครหนึ่งพูดไว้ มันคือความจริงแท้

สำหรับเรื่องราวคู่ขนานที่มีลักษณะสะท้อนกับเรื่องราวหลัก ประกอบด้วย
– เว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต
– Drama Series ที่ตัวละครรับบท
– ความฝัน/จินตนาการของหญิงสาว
ฯลฯ

สิ่งหนึ่งที่ผมฉุกคิดขึ้นมาจากความไม่สมเหตุสมผลบางอย่าง มันมีความเป็นไปได้ว่าอนิเมะอาจไม่ได้ใช้แค่มุมมองของ Mimi เพียงคนเดียวในการเล่าเรื่อง แต่ตัดสลับไปมากับ Rumi ที่จินตนาการตัวเองเห็นเป็น Mimi หลอกผู้ชมได้อย่างแนบเนียน, กับฉากเด่นชัดสุดคือฆาตกรรมเด็กส่ง Pizza นั่นเป็นฝีมือของผู้จัดการสาวแน่ๆ มองจากมุมนี้แค่หุ่นเธอก็ใช่แล้ว แต่พอโปรเจคเตอร์ด้านหลังฉายขึ้นภาพ Mimi (สะท้อนตัวตน ความต้องการที่อยู่ภายใน) มีการตัดต่อสลับไปมาด้วยเทคนิค Montage จนใครๆต่างต้องคิดว่าเธอเป็นผู้ลงมือกระทำแน่ แถมฉากถัดมาในห้องของ Mimi ตัวจริง ชุดเด็กส่ง Pizza เปื้อนเลือด ดันไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าเสียอย่างนั้น (มันก็แอบเอาเข้าไปวางได้นะครับ)

เกร็ด: Satoshi Kon มีนักแต่งเพลง Susumu Hirasawa เป็นอีกไอดอลของตนเอง แม้อนิเมะเรื่องนี้จะยังไม่ได้ร่วมงานกัน แต่แบรนด์พิซซ่า ‘Big Body’ คือชื่ออัลบัมที่ 9 ของวงดนตรีร็อค P-Model ที่ Hirasawa แต่งเพลงให้,

เกร็ด 2: Hirasawa ร่วมงานกับ Kon เรื่อง Millennium Actress (2001) กับ Paranoia Agent (2004) ต้องบอกว่าดนตรีของทั้งสองเรื่องคือ Masterpiece เลยละ

สำหรับเพลงประกอบโดย Masahiro Ikumi ได้สร้างบรรยากาศชวนขนลุกขนพอง เขย่าขวัญสั่นประสาท ที่จะยิ่งทวีความหลอกหลอนพร้อมๆกับข้อฉงนสงสัย แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นแน่ ในความคิดฝันจินตนาการหรือเกิดเรื่องราวนั้นขึ้นจริง

มีสอง Soundtrack ที่ชื่อเพลงดึงดูดความสนใจของผมมากๆคือ Mima’s Theme และ Virtua Mima, บทเพลงถือเป็นอีกสิ่งที่ ‘สะท้อน’ ตัวตนของตัวละครออกมา สำหรับ Mima’s Theme ทำนองมีความหลอนๆ ว่างเปล่าเปลี่ยว หันมองไปทางไหนก็พบแต่บรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว ฟังซ้ำหลายๆรอบราวกับจะมองเห็นภาพหลอน นี่สะท้อนกับจิตใจของไอดอลสาวได้อย่างลงตัวทีเดียว

ขณะที่ Virtua Mima (หรือ Virtual Mima) เสียงกริ้งๆของกระดิ่งลม เสียงเคาะระฆังในวัด และเสียงร้องคอรัสอันโหยหวน นี่เป็นบทเพลงที่ให้สัมผัสของจิตวิญญาณ อีกตัวตนที่อยู่ภายในของ Mima พยายามที่จะสะเทิ้น(น้ำสะเทิ้นบก)พาตัวเองออกมา แต่ตอนนี้ยังถูกกักกดเก็บซ่อนเร้นไว้ภายใน เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะนำออกมาแสดงออกให้ใครผู้อื่นใดเห็น

สำหรับบทเพลงคำร้อง Opening Title ของสามไอดอลสาว Ai no tenshi (Angel Of Love) แต่งโดย Masahiro Ikumi คำร้องโดย Kiko Imai ขับร้องโดย Misa, Emiko Furukawa และ Mie Shimizu

ดนตรี J-Pop ในยุค 90s สไตล์ดนตรี Electronic Dance ได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะกับวงไอดอล เพราะไม่จำเป็นต้องไปจ้างนักดนตรีมากมาย แค่คนเดียวก็สามารถ Mix เพลงจังหวะสนุกสนานได้แล้ว, ฟังดูอาจเป็นบทเพลงที่ไม่เข้ากับโทนอนิเมะเท่าไหร่ แต่สะท้อนความ’โลกสวย’ (Perfect) ของนักร้องวงไอดอลที่กำลังเดินตามความฝัน

พจนานุกรมให้นิยามของ
– Idol, ไอดอล (นาม) หมายถึง คนหรือสิ่งที่ได้รับความชื่นชมหรือคลั่งไคล้อย่างมาก, รูปเคารพ, เทวรูป, สิ่งต้องห้ามไม่ให้ได้รับการบูชาในศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว
– idolater, idolator (นาม) พวกที่คลั่งศิลปินหรือผู้มีชื่อเสียงจนไม่ลืมหูลืมตา; ติ่ง

นิยามส่วนตัวคือบุคคลผู้มีความสามารถหรือเอกลักษณ์เด่นบางอย่าง ทำให้ฝูงชนเกิดความชื่นชอบ หลงใหล คลั่งไคล้ อย่างยิ่งก็คือเคารพเทิดทูนบูชา ยกให้เหนือกว่ามนุษย์, ในญี่ปุ่น/เกาหลี ไอดอลมักหมายถึง Pop Idols นักร้อง นักแสดง ที่มีหน้าตาสวยใสหล่อเหลา จุดเด่นที่สำคัญคือเมื่อเป็นแล้วต้องอยู่ในกฎกรอบระเบียบที่ผู้จัดการวางไว้ ห้ามมีคนรัก ห้ามใกล้ชิดกับแฟนๆมากเกินไป แต่ต้องถนอมน้ำใจ ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ฯ พวกเขาและเธอต้องทำตัวราวกับเป็นเทวดา/นางฟ้า สมมติเทพก็มิปาน

แต่ใช่ว่าใครคนหนึ่งจะสามารถเป็นไอดอลไปตลอดชีวิตจนตาย เมื่อเพียงพอต้องการยุติสัญญา แต่งงาน หรือเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่น มักมีคำที่ในวงการใช้กันคือ ‘เรียนจบ’ (graduate) ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเรียนอะไรถึงจบ แต่เป็นคำที่สื่อถึงการออกไปพบเจอใช้ชีวิตกับโลกภายนอกที่ ไม่ต้องถูกกฎเกณฑ์ของวงการไอดอลครอบงำอีกต่อไป

นั่นเป็นนิยามไอดอลในยุค 90s และ 2000s นะครับ ทศวรรษนี้รู้สึกว่าอะไรๆได้เปลี่ยนไปมากแล้ว เพราะมันมีคำเรียกอีกกลุ่มที่ชื่อว่า Net Idols นี่ต่างจากไอดอลทั่วๆไปอย่างยิ่ง เพราะไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญาหรือมีผู้จัดการก็สามารถเป็นได้ แค่เพียงความสามารถหรือเอกลักษณ์เด่นบางอย่าง และคนติดตามจำนวนมาก เท่านี้ก็อาจได้รับการติดต่อจากสปอนเซอร์ (กลับตารปัตรจากยุคก่อน ที่ถ้าใครอยากเป็นไอดอลต้องเข้าหาเอเจนซี่ สมัยนี้สปอนเซอร์ต้องเข้าหาไอดอล)

ใจความหน้าหนัง คือเรื่องราวเตือนสติของคนที่ต้องการเป็นไอดอล เพราะคุณเปรียบได้กับสมมติเทพที่แม้จะเรียนจบออกจากวงการแล้วก็ตาม แต่อาจยังมีแฟนๆผู้หลงใหลคลั่งไคล้บูชา มิอาจยอมรับสภาพที่เปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย นี่เป็นสิ่งไม่มีใครระวังตัวให้เราได้นอกจากตัวเอง

ใจความภายใน นำเสนอช่วงเวลาเติบโตก้าวพ้นวัย หรือการเปลี่ยนผ่านขณะ’เรียนจบ’ (หมายถึงทั้งจบจากการเป็นไอดอล และเรียนจบจริงๆเริ่มต้นทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง) โลกภายนอกมันต่างกับสิ่งเพ้อฝันคาดคิดจินตนาการไว้มาก ถ้ามีโอกาสประสบความสำเร็จเราจะเลือกไขว่คว้ามันไว้ไหม? หรือถ้ามันเป็นสิ่งอาจต้องเปลืองกายเปลืองใจจะยังทุ่มเทอยู่หรือเปล่า? บางสิ่งมันอาจไม่คุ้มค่ากับความสูญเสีย แต่ถ้าไม่ลองเสี่ยงจะรู้ได้อย่างไรว่าไร้ประโยชน์

“สำหรับคนดู ความฝันซ้อนฝันหรือหนังซ้อนหนังอาจแยกแยะได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่อยู่ในนั้น ทุกสิ่งคือความจริงอันน่ากลัว สภาวะแบบนั้นล่ะคือสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอดออกมาใน Perfect Blue”

– Satoshi Kon

ในมุมมองทัศนะของผู้กำกับ Satoshi Kon ความจริงกับความฝันคือสิ่งเดียวกัน มิอาจแยกแยะจากกันได้, แม้เรื่องนี้สิ่งที่อยู่ในจินตนาการจะไม่สามารถออกมาเพ่นพ่านจับต้องได้เหมือน Paprika (2006) แต่ก็สามารถเห็นเป็นภาพหลอนหลอก จนประหนึ่งว่าสามารถกลายเป็นสิ่งๆเดียวกันได้
– Mimi ที่สามารถปรับตัวเติมเต็มความฝันได้ เธอจึงกลายเป็นนักแสดงสวมหน้ากากที่สมบูรณ์แบบ
– Rumi ไม่สามารถปรับตัวยอมรับได้ ความฝันพังทลาย เธอจึงกลายเป็นบ้าเสียสติโดยสมบูรณ์แบบ

ชื่ออนิเมะ Perfect Blue (สีน้ำเงินที่สมบูรณ์แบบ) สามารถตีความได้หลายหลาย แต่มี 3 มุมมองที่น่าสนใจคือ
– เปรียบ Pop Idols อาชีพแรกของ Mima มีความ ‘Perfect’ สวยงามสมบูรณ์แบบ, ส่วนงานแสดงปัจจุบันมีความ ‘Blue’ หรือ Blur เปลืองตนเอง เลวร้ายต้อยต่ำค่ากว่า
– ระหว่างความจริงกับความฝัน ภาพลักษณ์ภายนอกกับตัวตนภายใน ฯ สองสิ่งที่ตรงกันข้ามได้ถูก Blur เข้าหาจนกลายเป็นสิ่งๆเดียวกันโดยสมบูรณ์ Perfect
– ท้องฟ้าที่สุขสว่างสดใส (a perfect blue sky/a perfect happiness) เรื่องราวของอนิเมะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายในชีวิตของ Mima แต่เมื่อถึงตอนจบทุกอย่างไขกระจ่าง จะมีช็อตที่เห็นท้องฟ้าวันใหม่สวยใสสมบูรณ์แบบ

ถ้าจากชื่อนิยายจะมีสร้อยต่อท้าย Perfect Blue: Complete Metamorphosis
– Metamorphosis แปลว่าการเปลี่ยนสัณฐาน เป็นกระบวนการเจริญเติบโตของสัตว์ประเภทที่มีวงเวียนวัฏจักร มักเป็นพวกกบ, แมลง, ผีเสื้อ ฯ คำนี้ใช้กับมนุษย์ไม่ได้เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่มองได้ว่ามีนัยยะถึงการแปรสภาพทางจิตใจ
– Complete Metamorphosis เมตามอร์โฟซิสแบบสมบูรณ์ ลักษณะตัวอ่อนแตกต่างจากตัวเต็มวัยอย่างสิ้นเชิง มีทั้งสิ้น 4 ระยะ คือ ไข่ -> หนอน -> ดักแด้ -> ตัวเต็มวัย

ค้นไปค้นมาทำให้ผมพบเจอคำว่า Blues สื่อได้ถึงผีเสื้อสายพันธุ์หนึ่ง เช่นนั้นคำว่า Perfect Blues จึงอาจหมายถึง ผีเสื้อที่มีการเจริญเติบโตครบวัฏจักรจนกลายเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งก็มีนัยยะหมายถึงตัวละคร Mimi ต้นเรื่องกับท้ายเรื่องแตกต่างราวกับเป็นคนละคน
– เริ่มต้นขณะยังเป็นไอดอล เทียบเท่ากับ ไข่
– ออกมาแล้วเริ่มต้นอาชีพนักแสดงคือ หนอน
– เมื่อตัดสินใจเล่นฉาก Sex Scene/ถ่ายภาพนู้ด แปรสภาพกลายเป็น ดักแด้ ในร่างอันเปลือยเปล่า (ช่วงนี้จะมีการดิ้นรนลอกคราบ หาทางเอาตัวรอด)
– ตอนท้ายหลังจากฟ้าใส หลุดออกจากเงาของอดีตผู้จัดการและ Stalker กลายเป็นตัวเต็มวัยโดยสมบูรณ์

นี่เป็นช็อต Perfect Blue ช่วงท้าย รู้สึกว่าเป็นครั้งเดียวในอนิเมะที่ท้องฟ้าสว่างสดใสแบบนี้ (ปกติจะมืดครึ้ม ฝนตก ไม่ปลอดโปร่งขนาดนี้)

ช็อตสุดท้ายของอนิเมะ เป็นการตบท้ายที่หลายคนมักจะไม่ค่อยได้ใส่ใจคิดต่อ แต่เพราะอนิเมะเลือกภาพที่ Mimi สะท้อนอยู่ใน ‘กระจกมองหลัง’ แม้จะพูดว่า “I’m real.” แต่นั่นคือตัวตนจริงๆของเธอหรือเปล่า หรือว่าได้แปรสภาพกลายร่างเป็นอะไรสักอย่างไปแล้ว

สำหรับบทเพลง Ending Credit ชื่อ Season แต่งโดย Pipeline Project คำร้องโดย Masato Odake ขับร้องโดย M-Voice, ใจความเป็นการหวนระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านมาแล้วนับจากวันที่ ‘เรียนจบ’ ด้วยทำนองสนุกสนานแปลว่าไม่ได้ทุกข์เศร้านัก โหยหาแต่ไม่ได้อยากกลับคืน เพราะชีวิตดำเนินเคลื่อนผ่านเหมือนฤดูกาล (Season) ที่แปรผัน วันนี้คงทำได้แต่ระลึกจดจำสิ่งต่างๆเมื่อครั้นวันวานไว้ในใจไม่มีวันหลงลืม

“kaerimichi de itsumo  hanashite kureta yume wo mada sagashite’ru no?”
“Are you still searching for the dream we always used to talk about on the way home?”

ด้วยทุนสร้าง ¥3 ล้านเยน (ประมาณ $25,000 เหรียญ) ไม่มีรายงานรายรับในญี่ปุ่นแต่ไม่น่าจะขาดทุน, ในอเมริกาจัดจำหน่ายโดย Manga Entertainment ทำเงินได้ $112,536 เหรียญ

ขณะที่คำวิจารณ์เสียงตอบรับทางฝั่งเอเชียออกไปทางแซ่ซ้องยกย่องสรรเสริญ แต่ฝั่งตะวันตกในอเมริกาจะก้ำกึ่ง แทบทั้งนั้นบ่นว่าดูยากไม่รู้เรื่อง กระนั้นพอกลายเป็น VHS, CD/DVD ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า น่าจะกำไรกว่าตอนออกฉายเสียอีก กลายเป็นกระแส Cult film ไปเรียบร้อยแล้ว

อาจเพราะความสำเร็จของอนิเมะเรื่องนี้กระมัง ทำให้เกิดภาพยนตร์ Live-Action ตามมา Perfect Blue: Yume Nara Samete (2002) โดยผู้กำกับ Toshiki Satō ดัดแปลงตรงต่อนิยายมากกว่า ผลลัพท์ก็ดับดิ้นเจ๊งสนิท

ผู้กำกับ Darren Aronofsky บอกว่านำแรงบันดาลใจจากอนิเมะเรื่องนี้ในการสร้าง Requiem for a Dream (2000) และ Black Swan (2010)

หลังจากไม่ได้รับชมอนิเมะเรื่องนี้มานานน่าจะเกินกว่า 10 ปีจนจดจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว เตรียมพร้อมด้วยการนั่งสมาธิสงบสติอารมณ์ทำสมองให้ว่าง พยายามสังเกตตีความภาษาภาพยนตร์คิดตามอย่างไว ไม่มีปัญหาเรื่องความเข้าใจ จนไปถึงจุดๆหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุ้งตกใจช็อก! มันคือไคลน์แม็กซ์การหักมุมสุดคาดคิดไม่ถึงจริงๆ แม้คิดย้อนกลับไปจะเห็นเศษขนมปังเรี่ยราดเกลื่อนกลาดแต่กลับไม่เคยชะล่าใจ ทำให้จากแค่เคยชื่นชอบกลายเป็นหลงใหลคลั่งไคล้อนิเมะเรื่องนี้ขึ้นมาโดยทันที

ถ้าอนิเมะเรื่องนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนลึกล้ำมากเกินไป ผมละอยากจัด “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แฝงข้อคิดดาบสองคมของการมีชื่อเสียง ในมุมของบุคคลผู้มีชื่อเสียง และการแสดงออกแฟนๆ ทั้งสองฝ่ายถือว่า’มาก’เกินไปในระดับหมกมุ่น เลยไม่แปลกที่เรื่องราวอันตรายเลวร้ายได้บังเกิดขึ้น

แนะนำกับคออนิเมะแนว Psychological Thriller มีความหลอกหลอน (Horror) ชวนให้พิศวงสงสัย (Mystery), ผู้ชื่นชอบความท้าทายในการครุ่นคิดวิเคราะห์ทำความเข้าใจ, หลงใหลใน J-Pop Idols หรือต้องการเป็นนักแสดง, แฟนๆผู้กำกับ Satoshi Kon ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยาทั้งหลาย น่าจะมีประโยชน์ในการศึกษาโรค Stalker, ติด Idols และ MPD อยู่บ้างนะ

จัดเรต 18+ กับความบ้าคลั่งอันตราย Stalker โรคจิต ข่มขืนและฆาตกรรม

TAGLINE | “Perfect Blue ของ Satoshi Kon อาจยากเกินไปสำหรับหลายๆคน แต่ถ้าสามารถครุ่นคิดวิเคราะห์ทำความเข้าใจตามได้ จะพบว่าคือท้องฟ้าที่สุขสว่างสดใสสมบูรณ์แบบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of