Persona (1966)

Persona

Persona (1966) Swedish : Ingmar Bergman ♥♥♥♥♡

(12/12/2016) ตอนที่ Ingmar Bergman ได้แรงบันดาลใจสร้างหนังเรื่องนี้ คือขณะพักรักษาตัวจากการป่วยปอดบวม (pneumonia) ร่างกายทุกข์ทรมาน จิตใจก็อ่อนล้า แล้วทันใดนั้น เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ มีสุขก็ต้องมีทุกข์ เข้มแข็ง/อ่อนแอ มีกายก็ต้องมีจิต, ‘ถ้าตอนนั้นไม่ได้ Persona ช่วยเอาไว้ ชีวิตผมคงจบสิ้น ไม่มีเรี่ยวแรงกลับมาสร้างภาพยนตร์อีกแน่’

“Today I feel that in Persona – and later in Cries and Whispers – I had gone as far as I could go. And that in these two instances when working in total freedom, I touched wordless secrets that only the cinema can discover.

At some time or other, I said that Persona saved my life – that is no exaggeration. If I had not found the strength to make that film, I would probably have been all washed up.”

– Ingmar Bergman

นี่เป็นหนังที่ทำความเข้าใจยากมากในการรับชมครั้งแรก ผมเองก็ส่ายหัว อะไรว่ะ! แต่ตอนนั้นยังพอสัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมระดับหนึ่ง แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดก็เถอะ, การได้กลับมารับชมครั้งนี้ คิดว่าตัวเองสามารถมองเห็นความตั้งใจของ Ingmar Bergman ในสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอออกมา แต่การตีความสามารถทำได้หลากหลายมาก สิ่งที่ผมคิดได้ เมื่อไปอ่านบทวิเคราะห์ของนักวิจารณ์ต่างๆ ก็พบว่าตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่ละคนมีมุมมอง เหตุผลของตนเอง ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แล้วแต่คุณจะคิด เข้าใจ วิเคราะห์ได้เอง

มันกลายเป็นความน่าพิศวงสนเท่ห์โดยแท้ กับหนังเรื่องหนึ่ง ที่การวิเคราะห์ตีความ สามารถมองสิ่งเดียวกันที่เกิดขึ้น เห็นต่างออกไปได้มากมายไม่มีสิ้นสุด เชื่อว่าทุกครั้งที่ได้รับชมหนังเรื่องนี้ ในบริบทที่ต่างออกไป ก็จะสามารถเข้าใจในลักษณะที่ไม่เหมือนเดิมได้, นี่เป็นบทเรียนที่ Persona ทำให้ผมตระหนักถึงสิ่งนี้ แบบคาดไม่ถึงมาก่อน

ก่อนหน้าที่ Bergman จะเข้าโรงพยาบาล พักรักษาตัวจากโรคปอดบวม ได้มีโอกาสพบกับ Bibi Andersson ที่ได้แนะนำให้รู้จัก Liv Ullmann (ตอนนั้น Ullmann เพิ่งจะเข้าวงการได้ไม่นาน ยังไม่มีผลงานดัง), Bergman จดจำภาพของทั้งสอง ที่ใบหน้าเหมือนกันอย่างประหลาด (uncanny resemblance) เป็นแรงบันดาลใจตัวละคร ขณะพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ขึ้น

Elizabeth (Liv Ullmann) นักแสดงสาวชื่อดัง วันดีคืนดีแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยก็หยุดพูด ไม่เอ่ยปากสนทนาอะไรกับใคร ทั้งๆที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเป็นปกติ จิตแพทย์จึงแนะนำให้เธอ ใช้เวลาพักร้อนที่บ้านริมทะเล กับพยาบาลชื่อ Alma (Bibi Andersson) ที่อาจช่วยผ่อนคลายความเครียดในจิตใจ

Bibi Andersson นักแสดงสาวชาว Swedish ได้ร่วมงานเป็นขาประจำกับ Bergman ตั้งแต่ Smiles of a Summer Night (1955), รับบท Alma (ภาษา Spanish แปลว่า Spirit) พยาบาลสาว เธอเป็นคนเฉลียวฉลาด (สอบพยาบาลได้ที่ 1) ชื่นชอบความตื่นเต้นเร้าใจ แม้จะเคยท้องแบบไม่ตั้งใจแล้วไปทำแท้ง แต่ปัจจุบันมีคู่หมั้นและต้องการทุ่มเทความรักให้

Liv Ullmann กับหนังเรื่องแรก ที่ร่วมงานกับ Bergman ทั้งสองตกหลุมรักกันในกองถ่าย แม้ไม่ได้แต่งงานแต่มีลูกด้วยกันคนหนึ่ง, รับบท Elisabet Vogler นักแสดงสาวผู้เพรียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง แต่วันดีคืนดีหยุดพูด ไม่ยอมสนทนากับคนอื่น เราจะรู้ว่าเบื้องหลังของเธอแต่งงาน มีลูกแล้ว (พยายามทำแท้งหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ) เหมือนการหยุดพูด เพราะไม่ต้องการแบกรับภาระ ในสิ่งที่ตนไม่ต้องการ

ที่เล่ามาคือภาพของหน้าหนังนะครับ, Elisabeth กับ Alma เหมือนว่าทั้งสองมีความตรงข้ามกันหลายๆอย่าง เช่น โสด/แต่งงาน, ทำแท้งสำเร็จ/ไม่สำเร็จ, พูดมาก/ไม่พูด ฯ วิธีการวิเคราะห์ เราสามารถมองหาสิ่งที่เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน อาทิ กาย/ใจ, ด้านดี/ด้านเลว, ความฝัน/ความจริง, สุขสบาย/ทุกข์ยาก ฯ เอาสิ่งสองขั้วเหล่านี้แทนลงไปในหนัง จะสามารถใช้อธิบายได้แทบทุกสิ่งอย่าง

ถ่ายภาพโดย Sven Nykvist ที่สร้างบรรยากาศหลอนๆ วาบหวิว สยิวขนลุกไปถึงขั้วของหัวใจ, แต่ความโดดเด่นแท้จริงของงานภาพ คือการจัดวางตำแหน่งของนักแสดง ในภาพ Mid-Shot และ Close-Up ที่มักเห็นใบหน้าของ Elisabeth กับ Alma ซ้อนทับ/คู่ขนาน/ตั้งฉาก กันอยู่เสมอ

ไฮไลท์ของการพยายามซ้อนนักแสดง คือให้ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ในภาพช็อตเดียว ซีกหนึ่งคือ Elisabeth อีกซีกคือ Alma, ช็อตนี้สร้างขึ้นโดยการนำภาพด้านสว่าง จาก 2 ช็อตก่อนหน้า ตัดครึ่งและแปะประกอบเข้าด้วยกัน กลายเป็น

เห็นว่าทั้ง Andersson และ Ullmann เมื่อรับเห็นช็อตนี้ในหนัง ต่างจดจำใบหน้าตัวเองไม่ได้ จึงคิดว่าเป็นภาพของอีกคน แต่เมื่อตระหนักได้ว่าเกิดจากการรวมภาพ ก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัว หลอนๆ ไม่ค่อยชอบใจเสียเท่าไหร่

ตัดต่อโดย Ulla Ryghe, ฉากเปิดของหนัง มีภาพจุดไฟติด, อนิเมชั่นเคลื่อนไหว, คนใส่ชุดกระดูกเดินได้ (Death), แกะถูกเชือด ตับไตไส้พุงไหล, มือถูกตะปูตอก, อิฐ หิมะ คนแก่, เด็กชายตื่นขึ้นในห้องแห่งหนึ่ง ใส่แว่นอ่านหนังสือ แล้วเห็นภาพใบหน้าของหญิงสาว 2 คนสลับกันเบลอๆ พยายามเอื้อมมือไปจับ, นี่เป็นส่วนที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับหนังเลยนะครับ (ทั้งฉากเปิดและปิด) ดูครั้งแรกๆมองข้ามไปก่อนก็ได้ ยังไม่รีบต้องสนใจ ทำความเข้าใจส่วนของเนื้อเรื่องเสียก่อน ค่อยมาหาเหตุผลฉากเปิด/ปิด เอาทีหลัง

กับการวิเคราะห์ฉากเปิด พบว่าสามารถตีความได้หลายอย่างมากๆ อาทิ
– จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์/ฟีล์มขาด (ช่วงกลาง)/ฟีล์มหมดม้วนตอนฉายเสร็จ นี่เป็นการเปรียบเทียบเรื่องราวของหนัง กับยุคสมัยของภาพยนตร์, กระบวนการฉาย/สร้างหนัง
– เริ่มต้นด้วยความตายของสิ่งที่บริสุทธิ์ (แกะ) เหมือนพระเยซู ที่ถูกตอกตะปู ตรึงกางเขน ตายแล้วเกิดใหม่ เป็นวัฏจักร
– เด็กชายที่อยู่ในครรภ์ของมารดา การตื่นขึ้นคือขณะปฏิสนธิ ใส่แว่นอ่านหนังสือ คือเรียนรู้ ซึมซับอะไรๆจากแม่ และภาพที่เห็นเบลอๆ คือขณะอยู่ในท้อง มองเห็นแม่ของตน
ฯลฯ

ในฉากที่ Alma พูดเล่าความจริงของ Elizabeth ขณะถ่ายทำใช้กล้อง 2 ตัวถ่ายคนละมุม เพื่อว่าเวลาตัดต่อจะได้ตัดสลับกันไปมา แต่ Bergman รู้สึกว่าทั้งสองช็อตมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เลยใส่มาทั้งหมดแบบไม่มีตัดสลับ นำเสนอปฏิกิริยาของผู้ฟังก่อน และท่าทางผู้พูดจะเห็นทีหลัง, ผู้ชมครั้งแรกคงรู้สึกประหลาด ทำไมเกิดเหตุการณ์ซ้ำสองรอบ … ถึงประโยคพูดซ้ำเดิม แต่ภาพมันคนละมุมมองกันนะครับ

เพลงประกอบโดย Lars Johan Werle, รอบนี้ผมลองตั้งใจฟังดู พบว่าก็พอได้ยินอยู่ แค่ไม่กี่ฉากเท่านั้น มีลักษณะเหมือนเป็น Sound Effect มากกว่าเพลงประกอบ ใช้เพื่อสร้างบรรยากาศ เพิ่มความรู้สึก/หลอนให้กับหนัง
– ตอนฉากที่ใบหน้าสองตัวละครรวมกัน ใช้เสียงทรัมเป็ต (ที่อยู่ดีๆก็ดังขึ้นมา) เป่าแบบสุดแรง เกิดเสียงแหลมปี๊ด ได้ยินแล้วขนลุกซู่
– ฉากเปิดเรื่อง เด็กชายยื่นมือสัมผัสภาพของแม่/เปิดหนังสือเห็นภาพสงคราม/ฉากดูดเลือด เสียงไวโอลิน เครื่องสายจะค่อยๆสีดังขึ้น และพอ Alma ตบ Elizabeth มันก็จะแหลมบาดใจ

ใจความของหนังเรื่องนี้ ต้องการบอกว่า สิ่งสองสิ่งที่เหมือนจะตรงกันข้าม แต่จริงๆแล้วมันอาจคือสิ่งเดียวกัน, อธิบายแบบนี้คงไม่มีใครรู้เรื่อง ผมจะขอยกตัวอย่างการวิเคราะห์ แบบให้เห็นภาพเลยแล้วกันนะครับ

Elizabeth คือร่างกาย
Alma คือจิตวิญญาณ/จิตใจ

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ประกอบด้วยกายและจิต เป็นสิ่งเดียวอยู่ร่วมกัน ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้ทำการแยกกายและใจออกจากกันเป็นสองบุคคล, เด็กชายต้นเรื่อง เปรียบได้กับลูกในครรภ์ ที่สามารถมองเห็น รูปกาย/รูปจิต ของมารดา, เรื่องราวจึงคือการต่อสู้ในจิตใจของแม่ ความขัดแย้งระหว่างกายใจ การยอมรับ และเอาชนะตัวเอง (ที่ Elizabeth ไม่พูด เพราะกายพูดไม่ได้ แต่ Alma แทนด้วยใจ ย่อมต้องพูดได้)

ผมคิดว่า Alma คือความพยายามของจิตแพทย์ (ผู้หญิงคนที่ 3 ในหนัง) ที่ได้สร้าง เพื่อนสมมติ (เธอจึงเป็นพยาบาล) ขึ้นมาบำบัดรักษา ดูแล Elizabeth อย่างใกล้ชิดแบบตัวต่อตัว, การไปพักร้อนที่บ้านริมทะเล นี่เหมือนการสะกดจิต (ผมเห็นในหนังเรื่องอื่นๆ เวลาที่สะกดจิต จิตแพทย์มักชอบให้ผู้ป่วย จินตนาการ นึกถึงความทรงจำที่เป็นสุข อบอุ่น ผ่อนคลาย) ตัวตนแท้จริงของ Alma คือส่วนสะท้อนจิตสำนึก ความต้องการของ Elizabeth เช่น เรียนเก่ง, เคยมี Orgy กับหนุ่มๆ, ไปทำแท้งสำเร็จ ฯ แต่จิตสำนึกที่สร้างขึ้นนี้ หาได้รู้ตัวเองไม่ ว่าแท้จริงตัวเองก็คือ Elizabeth นะแหละ

ตอนที่ Elizabeth เขียนจดหมาย เรื่องที่ Alma เล่าให้ฟัง นี่เป็นเหมือนการทรยศจิตใจของตนเอง ซึ่งพอจิตสำนึกรู้ตัวเข้าก็พยายามหาทางขัดขวาง/ตักเตือน/เอาคืน
1) วางเศษแก้วแตกไว้บนพื้นให้เดินเหยียบ (ผลกระทบ เจ็บป่วยทางกาย)
2) เกรี้ยวกราดระบายความอัดอั้น ให้รู้สึกอึดอัด (ผลกระทบ เจ็บป่วยทางใจ)
3) พยายามสาดน้ำร้อนใส่ (ผลกระทบ ถึงตาย) กับความรุนแรงขั้นนี้ทำให้ Elizabeth/ร่างกาย ถึงกับกรีดร้องออกมา “No, don’t!” นั่นคือเมื่อร่ายกายทนต่อความเจ็บปวดของจิตใจไม่ได้แล้ว (กายยอมแพ้ใจ)

แต่หนังไม่ได้จบตรงนี้ เพื่อให้จิตใหม่สามารถเข้ายึด ครอบครองร่างกายทั้งหมดได้ ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายจึงเป็นการขับไล่ กำจัดตัวตนเดิมของ Elizabeth ออกไป, แต่ใช่ว่าจิตเดิมจะยอมเสียง่ายๆ พยายามชักจูง เกลี้ยกล่อม โน้มน้าว (กระทั่งดูดเลือด เพื่อกลืนกินจิตใจ) แต่สุดท้ายใจใหม่ Alma ก็สามารถเอาชนะกายเดิม Elizabeth ได้ ด้วยการตบตีทำร้ายจนสลบไสล ตอนจบเราเลยเห็นแต่ Alma ตื่นเช้า เก็บข้าวของ ขึ้นรถกลับบ้าน (Elizabeth จะหายไปแล้ว)

อธิบายแบบยกตัวอย่างนี้ พอจะเห็นภาพเข้าใจกันได้ไหมเอ่ย ผมแนะนำให้ลองเปลี่ยน กาย/ใจ เป็นอย่างอื่น อาทิ วามฝัน/จินตนาการ, ความดี/ความชั่ว, โลกยุคเก่า/ใหม่ ฯ เชื่อว่าเมื่อแทนแล้ว ก็สามารถจับใจความได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน นี่คือสิ่งที่ผมมองว่า คือความยิ่งใหญ่สากลของหนังเรื่อนี้นะครับ

ครั้งแรกที่รับชมหนังเรื่องนี้ ผมไม่ชอบรุนแรงในส่วนการเล่าเรื่อง Orgy ที่สร้างภาพจินตนาการเด่นชัดในหัวจนรู้สึกขยะแขยง แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ ว่าใส่มาเพื่ออะไร, การที่หนังต้องเล่าเรื่องนี้ให้เกิดการต่อต้านรุนแรง เพื่อเป็นการสะท้อนสิ่งที่อยู่ในจิตใจมนุษย์ ความต้องการ/จินตนาการ/ความฝัน บางสิ่งบางอย่างเราต้องการจดจำ วาดฝันให้เกิดขึ้นที่สุด แต่บางอย่างก็อยากหลงลืมไม่ให้หวนระลึกได้ ซึ่งชีวิตจริงเราไม่สามารถเลือกให้เหตุการณ์หนึ่งใดเกิดขึ้น/ไม่เกิดขึ้น หรือย้อนเวลาเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลง จิตใจจึงทำการเก็บกดความทรงจำ/รู้สึกที่ไม่ชอบบางอย่างไว้ แล้วทดแทนด้วยความเพ้อฝัน/จินตนาการ ในสิ่งที่ตนอย่างเป็น, คือหนังไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้า เล่าเรื่องพรรค์นี้มาโดยไม่มีเหตุผลประกอบนะครับ ซึ่งถ้าได้เข้าใจแล้ว ก็อาจจะยอมรับ เห็นความจำเป็นขึ้นมาได้ (คือผมรับได้ในความจำเป็นนี้เลยละ)

นี่ทำให้ผมรู้สึกหลงรักหนังขึ้นมาจากใจเลยละ เพราะเหรียญสองด้าน กาย/ใจ ที่ถึงสะท้อนตรงกันข้าม แท้จริงมันคือสิ่งๆเดียวกัน รวมเรียกว่า Person, Persona, และมุมมองของหนัง คือผมตั้งหน้าตั้งตารอเลยละ ว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้า จะเห็นอะไรที่ต่างออกไปจากปัจจุบันบ้าง

แนะนำกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยาทั้งหลาย ศึกษาวิเคราะห์จิตใจของตัวละคร, ผู้ชื่นชอบหนังที่ต้องใช้หัวสมอง คิดวิเคราะห์ตีความ, แฟนหนัง Ingmar Bergman, Bibi Andersson และ Liv Ullmann ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนทำงานสายภาพยนตร์/ผู้กำกับ/นักแสดง ศึกษาเรียนรู้เทคนิควิธีการจากหนังเรื่องนี้ คงจะมีประโยชน์มาก

จัดเรต R กับบทสนทนา Orgy และความหลอนของบรรยากาศ

TAGLINE | “Persona คือกระจกสองด้านในชีวิตและการงานของ Ingmar Bergman ที่สะท้อนข้างหนึ่งคือ Bibi Andersson และอีกข้างคือ Liv Ullmann”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE


Persona

Persona (1966)

(5/1/2016) อีกหนึ่งผลงาน masterpiece ของ Ingmar Bergman นำแสดงโดย Bibi Andersson และ Liv Ullmann บอกตามตรงว่าผมดูหนังเรื่องนี้แล้วเกิดความรู้สึกขัดแย้งเป็นอย่างมาก คือไม่สามารถเลือกได้ว่าจะชอบหรือจะเกลียดหนังเรื่องนี้ดี ซึ่งผมก็เชื่อว่าคนที่ได้ดู Persona แล้วจะมีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือชื่นชอบหนังเรื่องนี้มาก ไม่ก็เกลียดหนังเรื่องนี้ไปเลย

นี่เป็นหนังแนวทดลองที่ดูยากเรื่องหนึ่ง เปิดเรื่องมาเชื่อว่าแทบทุกคนคงเกิดความสงสัย โดยเฉพาะคนที่เกิดในยุคหนังดิจิตอลจะแทบไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน นั่นเป็นเครื่องฉายหนังสมัยก่อน ที่ใช้ฟีล์มหมุนผ่านเครื่องฉาย แต่ฟีล์มหมุนอย่างเดียวเราก็ไม่สามารถเห็นอะไรได้ ต้องมีไฟที่สว่างมากๆส่องผ่านฟีล์มไปตกที่ฉาก เราถึงจะเห็นภาพ Persona เริ่มต้นที่กระบวนการฉายภาพยนตร์ มีการเทสฟีล์ม (คล้ายๆกับนับการนับถอยหลังก่อนฟีล์มฉาย) ถ้าใครสังเกตหน่อยจะมีรูป Penis แถมมาแวบหนึ่ง (การแอบใส่ไอ้นี่มานี่ ผมนึกถึง Fight Club ของ David Fincher เลย) เมื่อเทสกล้องเสร็จก็ตัดไปที่เด็กคนหนึ่งที่เหมือนศพ แล้วอยู่ดีๆตื่นขึ้น เดินไปที่กระจก เห็นภาพตัวละครหญิงคนหนึ่ง แล้วจากนั้นก็ตัดไป … โอ้โห intro แบบนี้ใครมันจะไปเดาได้ว่านี่มันหนังอะไร ผมดูจนจบแล้วย้อนกลับมาดูตรง intro ใหม่ เพราะสงสัยว่าไอ้เด็กตอนต้นเรื่องมันอะไรกัน ??? แล้วก็ทำเอาผมงงตาแตกเลย คือเด็กนั่นมันไม่โผล่มาในเนื้อเรื่องสักนิด นี่เป็นจุดแรกของหนังเลยนะครับที่คนจะชอบหรือคนจะเกลียด ผมไปอ่านเจอบทวิเคราะห์ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ความหมายจะบอกว่า เรื่องราวต่อจากนี้มันเหมือนภาพบนแผ่นฟีล์ม คำว่า Persona เอง ในภาษา Latin ก็เปรียบเสมือนหัวโขนของนักแสดง ที่เป็นการสวมบทบาท ไม่ใช่การแสดงจริง

หนังมี 2 ตัวละครหญิง ที่ผมรู้สึกว่าหนังมีนัยแฝงเรื่อง Lesbian อยู่ แต่อ่านดูๆในบทวิเคราะห์มากมายพบว่ามันไม่ใช่ หนังนำเสนอ 2 ตัวละครที่มีการดำเนินชีวิตต่างกัน แต่มีความเหมือนบางอย่าง หนังใช้จิตวิทยาในการเล่าเรื่องอย่างจัดเต็มเลย หญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นนักแสดงชื่อดัง วันดีคืนดีเธอหยุดพูด เธอได้รับการกระทบกระทั่งทางจิตบางอย่างหรือเปล่า? ในหนังทั้งเรื่องเราจะได้ยินเสียงเธอพูดแค่ประโยคเดียวเท่านั้น แต่ ณ จังหวะที่พูด คำที่พูด และเหตุผลที่เธอพูดนั้น เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ กว่าที่จะได้ไปถึงจุดนั้นนี่เล่นเอาเหนื่อยเลยละครับ ผมจะปิดหนังเรื่องนี้ทิ้งหลายรอบทีเดียว เพราะมีหลายจังหวะที่ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมีเรื่องราวที่ฟ่อนเฟะมากๆ โดยเฉพาะการเล่าเรื่อง Orgy ของอีกตัวละครหนึ่ง ณ จุดนั้น หนังใช้การพูดเล่าเรื่องออกมา ไม่มีภาพให้เห็น แต่ฟังแล้วมันสมจริงมากๆ ตอนดูถึงฉากนี้ ด้วยองค์ประกอบต่างๆของหนังที่ดำเนินมาเรื่อยๆ บรรยากาศอึมครึมที่ดูเครียดๆ ทำให้ผมต้องใช้สมาธิอย่างมากในการสังเกต และฟังสิ่งที่ตัวละครพูด พอเล่าถึงเรื่องนี้ปุ๊ป ความรังเกียจ ความขยะแขยงมันเป็นภาพที่ชัดเจนมากๆ นี่เป็นจุดใหญ่เลยละที่คนจะชอบหรือคนจะเกลียด เห็นว่าตอนหนังฉายก็มีนักวิจารณ์หลายคนที่ไม่ชอบฉากนี้ และพาลให้เกลียดหนังเรื่องนี้เลย หนังสามารถจัดเรต X ได้ โดยที่ไม่มี sex scene ในหนัง คนที่ชอบก็จะบอกว่านี่สุดยอดเลย Bergman ทำได้ยังไง คนไม่ชอบก็จะบรรยายตามความรู้สึกที่ผมว่าไป

นี่ต้องชมทั้ง Bibi Andersson และ Liv Ullmann ที่แสดงเรื่องนี้ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเรื่องมันเกี่ยวกับอะไร แต่แสดงออกมาได้สุดยอดมากๆ ว่าไปสองคนนี้ก็หน้าคล้ายกันนะ ที่ Bergman เลือกทั้งสองคนมาก็เพราะหน้าทั้งสองคล้ายกันด้วย เหตุผลเดี๋ยวผมจะเล่าต่อไป ตอนที่ 2 นางได้ดูหนังเรื่องนี้ และได้เห็นฉากนั้นต่างก็พูดมาในทำนองอึดอัด และหลอนๆชอบกล ทั้งคู่ถือเป็นนักแสดงขาประจำของ Bergman นะครับ จำหน้าไว้หน่อยก็ดี

ถ่ายภาพโดย Sven Nykvist เขาทำงานร่วมกับ Bergman ก็หลายเรื่อง ใน Persona นี่จะเป็นอีกหนึ่ง masterpiece เลยละครับ เพราะมีการทดลองกับกล้องหลายอย่างมาก และคนดูจะเห็นได้อย่างชัดเจนด้วย ฉากอันเลื่องลือในหนังมี 2 ฉาก ฉากแรกคือการหันหน้าตั้งฉาก 90 องศาของ 2 ตัวละคร คนหนึ่งหันหน้าเข้ากล้อง อีกคนหนึ่งมองไปอีกด้านหนึ่ง โดยหน้าของตัวละครทั้งสองจะซ้อนทับกัน ภาพแบบนี้ดูแล้วรู้สึกหลอนๆนะครับ เหมือนกับว่ามีใครสักคนจ้องเราอยู่ มีหนังหลายเรื่องทีเดียวที่ใช้การวางตำแหน่งตัวละครแบบนี้ จุดเริ่มต้นก็มาจากหนังเรื่องนี้แหละ วิธีการนี้เรียกว่า overlapping faces เหตุผลที่ถ่ายแบบนี้ ก็ตรงตีความไม่ยากนะครับ คือมีบางอย่างของสองตัวละครนี้ที่เหมือนกัน ราวกับจะเป็นคนๆเดียว … ฉากที่ว่านี้ออกมาก่อนอีกฉากหนึ่งผมเลยตีความอย่างนั้นนะครับ อีกฉากหนึ่งที่เป็นโคตรแห่งตำนาน เป็นการตัดฟีล์มหน้าของ 2 ตัวละคร แล้วเอามาประกบกัน เหลือเชื่อว่ามันประกบได้พอดีเปะเลย ก่อนที่จะถึงฉากนี้ หนังมีการเล่าซ้ำ 2 รอบ ตอนนั้นสมาธิผมก็เริ่มๆหลุดไปแล้ว พอเห็นหนังฉายฉากเดิมซ้ำก็ตกใจ กดย้อนไปดู มันคนละตัวละครกันแหะ แต่ประโยคคำพูด ฉากนั้นเหมือนกันเปะ แต่ตอนกำลังจะจบรอบสอง หนังมีฉากนี้ขึ้นมา ผมร้องเห้ย! เลยละครับ ฉากนี้ไม่ชอบไปเลยก็โคตรเกลียดแน่นอนนะครับ เพราะบรรยากาศหนังมันหลอนๆมาก เจอฉากนี้ปุ๊ป คนเกลียดคือทำใจไม่ได้แน่ ส่วนคนชอบก็ นี่มันคิดได้ยังไง!

เรื่องนี้ไม่มีเพลงประกอบ (มั้งนะ) ได้ยินแต่เสียงหาดทรายทะเล หาเครดิตไม่เจอด้วย

หนังเรื่องนี้มีลายเซ็นต์ของ Bergman ตรงไหน … Death อยู่ตรง animation เปิดหนังตอนต้นเรื่องนะครับ (หาที่ใส่มาจนได้) นี่เป็นหนังเชิงจิตวิทยาที่ตั้งคำถามกับชีวิตนะครับ เหมือนกับว่า ชีวิตของคนเรามันก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่ง มีเราเป็นนักแสดงนำ ความเหมือนของตัวละครนี่จะตีความแค่ว่า คนเรามักจะมีตัวละครที่เป็นแบบอย่าง อยากใช้ชีวิตตามแบบนั้น เขาอาจเป็นดารา คนรู้จัก คนที่เรารัก หรือแม้แต่เป็นพระเจ้าก็ยังได้ หรือเราจะเปรียบ 2 ตัวละครนั้นเป็นสัญลักษณะ เช่น ความดีกับความชั่ว สิ่งที่อยากเป็นกับสิ่งที่ไม่อยากเป็น สิ่งที่อยากทำกับสิ่งไม่อยากทำ ตัวละครหญิงทั้งสองมีความเหมือนในความต่าง มีชีวิตที่แตกต่างแต่มีเรื่องราวที่คล้ายคลึง หนังค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวของทั้งสองตัวละคร ผ่านมุมมองที่แตกต่าง คนหนึ่งพูดมากคนหนึ่งไม่พูด คนหนึ่งรู้อะไรอีกคนไม่รู้อะไร

สำหรับ Bibi Andersson ที่แสดงเป็นนักแสดงที่ไม่พูดในหนัง แท้จริงแล้วใช่ว่าเธอจะป่วยเป็นโรคจิตอะไร แต่เธอจงใจที่จะไม่พูด ในหนังเปรียบเหมือนกับว่าเธอกำลังแสดงบทบาทในชีวิตจริงอยู่ เหตุผลที่เธอไม่พูดคำตอบอยู่ในหนังค่อนข้างจะชัดเจนนะครับผมคงไม่พูดถึง มีตัวละครที่เป็นหมอในหนังพูดกับเธอไว้ประมาณว่า ตอนนี้ที่เธอยังแสดงแบบนี้ได้อยู่เพราะยังมีคนสนใจเธอ แต่เมื่อไหร่ที่คนเลิกสนใจเธอ เมื่อนั้นเธอก็ควรจะเลิกแสดงได้แล้ว … ตรงมากๆ

ผมค่อนข้างทึ่งนะครับว่า Bergman คิดและกล้าทำเรื่องนี้ได้ยังไง หนังเต็มไปด้วยเทคนิคและการทดลอง แต่ผมดูหนังเรื่องนี้ไม่สนุกเลย ดูแล้วเครียดมากๆ เพราะต้องคิดตามตลอด บรรยากาศในหนังก็อึมครึม หลอนๆ ดิ้นไปดิ้นมาทุกข์ทรมาน ยังดีหนังยาวแค่ 84 นาที ถ้ายาวกว่านี้ต้องพึ่งยาดมแน่ ผมเลยตัดสินใจให้ความชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ WASTE นะครับ ยอมรับและเข้าใจว่าหนังมันสุดยอดมากๆ แต่มันทำให้ผมขยาด และไม่คิดจะดูมันอีก

ผมไม่แนะนำหนังเรื่องนี้กับคนดูที่ชอบเสพความบันเทิงทั้วๆไปนะครับ แต่สำหรับนักเรียนหรือคนที่ชอบดูหนังมากๆ ชอบวิเคราะห์หนัง นี่คือหนังที่จำเป็นต้องดูเลยละ นิตยสาร Sight & Sound จัดอันดับหนังเรื่องนี้ที่ 16 สูงสุดของหนัง Bergman นะครับ พลาดไปเสียใจแน่ๆ และหนัง 18+ ครับ

คำโปรย : “Persona ของ Ingmar Bergman ไม่ใช่หนังของทุกคนแน่นอน นี่เป็นหนังแนวทดลองที่มีการเล่าเรื่อง และภาพการนำเสนอเชิงจิตวิทยาที่สุดท้าทาย ดูแล้วหลอนโคตรๆ ผ่านการแสดงของ Bibi Andersson และ Liv Ullmann”
คุณภาพSUPERB
ความชอบ : WASTE

2
Leave a Reply

avatar
2 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Top 10 Andrei Tarkovsky Favorite Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] Persona (1966)  : Ingmar […]

trackback

[…] Persona (1966)  : Ingmar […]

%d bloggers like this: