Pierrot le Fou (1965)

Pierrot le Fou

Pierrot le Fou (1965) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♥♡

ออกเดินทางผจญภัยไปกับ Jean-Paul Belmondo และ Anna Karina จาก Paris มุ่งสู่ French Riviera ก่ออาชญากรรม ปล้น ฆ่า จนมาถึงทะเล Mediterranean แล้วทั้งคู่ก็ถึงเวลาแยกทาง เพราะความแตกต่างตรงกันข้ามสุดขั้ว นกแก้ว-สุนัขจิ้งจอก มิอาจสามารถอยู่ร่วมกันได้อีก นั่นสร้างความรวดร้าวทุกข์ทรมานให้กับ Jean-Luc Godard เป็นอย่างยิ่ง

ในบรรดาผลงานก้องโลกของ Jean-Luc Godard นี่น่าจะเป็นเรื่องที่ผมมีความชื่นชอบมากสุด คล้ายคลึงประสบการณ์ส่วนตัวพบเจอหญิงสาวแบบ Anna Karina นับครั้งไม่ถ้วนในชีวิต ก็ชื่นชอบคนน่ารักสดใสแบบเนี้ย! แต่เมื่อเธอมิอาจหยุดอยู่นิ่งในกรงสำหรับชื่นเชยชม สุดท้ายก็ต้องปลดปล่อยอิสระ เฝ้ารอวันที่จิตใจเข็ดหลากจำเสียที จะได้เลิกทุกข์ทรมานกับความผิดหวังเศร้าโศก

ในความตั้งใจของ Godard บอกว่านี่ไม่ใช่หนัง แต่เป็นการทดลองที่ใช้ ‘ชีวิต’ เป็นหัวข้อทดสอบ ด้วยงานภาพ Anamorphic Widescreen และองค์ประกอบของสีสัน เปรียบชีวิตดั่งการเติมเต็มน้ำในอ่างอาบ พร้อมๆกับระบายออกในอัตราเท่ากัน

“It is not really a film, it’s an attempt at cinema. Life is the subject, with [Cinema]Scope and color as its attributes…In short, life filling the screen as a tap fills bathtub that is simultaneously emptying at the same rate”.

Pierrot le Fou ถือเป็นจุดเริ่มต้น’สีสัน’ในภาพยนตร์ของ Godard ครั้งแรกของการถ่ายทำด้วยภาพสี, Cinema Scope และความกว้างระดับ Anamorphic (2.39:1) ซึ่งก็ได้ทำการทดลองอะไรหลายๆอย่างมากมาย มีนักวิจารณ์เปรียบกับตอนที่ D.W.Griffith ทดลองงานภาพกับ The Birth of Nation (1915) และ Intolerance (1916) ซึ่งหนังเรื่องนี้เนื่องจากมีองค์ประกอบของ Film Noir อยู่ครบถ้วน ซึ่งก็ได้รับการกล่าวขวัญด้วยว่าคือ ‘หนังนัวร์ภาพสี เรื่องแรกของโลก’

ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง Obsession (1962) แต่งโดย Lionel White นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ที่มีผลงานเด่นอย่าง
– The Snatchers (1953) กลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Night of the Following Day (1968) นำแสดงโดย Marlon Brando
– Clean Break (1955) กลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Killing (1956) ของผู้กำกับ Stanley Kubrick

แต่หนังก็นำเพียงแนวคิด/แรงบันดาลใจของนิยายมาใช้เท่านั้น เพราะ Godard ขึ้นชื่อเรื่องถ่ายทำโดยไม่มีบทหรือการเตรียมการใดๆ แค่วางแผนโครงสร้างคร่าวๆเพื่อสรรหาสถานที่ถ่ายทำ ขณะที่บทพูดสนทนาสดๆคุกรุ่นจากเตา ครุ่นคิดขึ้นเมื่อเช้านี้ของทุกวันทำงาน, กระนั้น Anna Karina เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า แท้จริงแล้วหนังของ Godard ทุกเรื่อง มีการวางแผนเตรียมการอย่างละเอียดละลอ คลอบคลุมทุกรายละเอียดเล็กๆน้อย ระดับความหมกหมุ่นถึงขั้น Perfectionism เลยก็ว่าได้

เรื่องราวของ Ferdinand Griffon (ชื่อเล่น Pierrot) ตัดสินใจหนีหน่ายความซ้ำซากจำเจจากชีวิตแต่งงานกับมหาเศรษฐินี ไปใช้ชีวิตอันน่าตื่นเต้นเร้าใจกับหญิงสาวใช้อดีตคนรัก Marianne Renoir ขโมยรถ ปล้นปั้มน้ำมัน ฆ่าคน ออกเดินทางจาก Paris สู่ French Riviera มาจนถึงทะเล Mediterranean

Jean-Paul Belmondo จากมาดพระเอกหนุ่มใน Breathless เรื่องนี้รับบท Pierrot ยังคงคาบบุหรี่กลางปาก ใส่สูทเท่ห์ๆ พูดจาคมคาย เพิ่มเติมเข้ามาคือชื่นชอบขีดๆเขียนๆ อ่านหนังสือ เต็มเปี่ยมด้วยความเพ้อฝัน ชีวิตไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าความสุขชั่วนิรันดร์ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งพึงพอใจแล้วสำหรับทุกสิ่งอย่าง

Anna Karina นี่เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายก่อนจะเลิกกับ Godard แต่ทั้งคู่ยังทำหนังด้วยกันอีกหลายเรื่อง รับบท Marianne สาวตาคม เต็มไปด้วยความร่าเริงสดใส ชอบดอกไม้ สัตว์ ท้องฟ้า ร้องรำฟังบทเพลง ชีวิตอยู่เฉยๆหยุดนิ่งไม่ได้ต้องทำอะไรบางอย่าง โหยหาอิสรภาพเสรี สิ่งตื่นเต้นเร้าใจให้รู้สึกขนลุกเนื้อเต้นมีชีวา

เกร็ด: ในตอนแรก Godard ต้องการนักแสดงเกรดเอ Richard Burton กับ Sylvie Vartan รับบทนำ และถ่ายทำยังต่างประเทศ แต่เพราะหาทุนสร้างไม่ได้เท่าไหร่ เลยต้องล้มเลิกความตั้งใจ

Pierrot-Marianne ถือว่ามีความแตกต่างสุดขั้วในระดับนามธรรม-รูปธรรม, หนังสือ-บทเพลง, ความคิด-การกระทำ, ผู้ชาย-ผู้หญิง ฯ สิ่งเหล่านี้เริ่มเห็นได้ตั้งแต่ตอนแรก กลางเรื่องจะมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งเมื่อการเดินทางจบลงที่ทะเล Mediterranean ในมุมหนึ่งคล้ายกับเรื่องราวของ ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ เมื่อได้ครองคู่กันแต่ถูกใส่กุญแจมือ สุดท้ายก็ไปด้วยกันไม่รอด, อีกมุมหนึ่งคือชีวิตที่ขาดการกระทำ (Action) มันเลยดูว่างเปล่า เงียบเหงา ไม่มีอะไร ทำให้น่าเบื่อหน่าย ซึ่งคล้ายกับเหตุผลต้นเรื่องที่ Pierrot หนีจากคนรักเก่า

ครึ่งแรกและครึ่งหลังเป็นกระจกสะท้อนกันเอง มองโดยเอา Pierrot เป็นจุดหมุน เริ่มต้นด้วย ‘ความเบื่อ’ เหมือนกัน ครึ่งแรกเขาสามารถทอดทิ้งภรรยาและลูกได้ไร้ซึ่งเยื่อใย ครึ่งหลังเลยถูกแฟนสาวทิ้ง ทำให้โหยหารวดร้าวราน มิอาจตัดสัมพันธ์เยื่อใยรักให้ขาดสะบั้นลงได้

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard ขาประจำยุคแรกๆของ Godard, นี่เป็นหนังมีภาพสีสันสวยสะดุดตาที่สุดเรื่องหนึ่งตั้งแต่ผมเคยรับชมมา มากด้วยลีลาไดเรคชั่น และมุ่งเน้นสัมผัสโทนสีน้ำเงิน-ขาว-แดง (ธงไตรรงค์ฝรั่งเศส)

ตัดต่อโดย Françoise Collin ที่แม้เพิ่งร่วมงานกับ Godard ไม่นาน แต่จัดเต็มในเทคนิคลายเซ็นต์ อาทิ Jump Cut, Montage ฯ สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับหนัง โดยใช้มุมมอง Pierrot ปรากฎพบเห็นทุกๆฉาก

ไดเรคชั่นของการถ่ายภาพและตัดต่อ จะมีลักษณะคล้ายคลึง Pop Art (ศิลปะประชานิยม) รูปแบบงานศิลปะที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษ 60s ด้วยแนวคิดกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกตื่นเต้นอย่างฉับพลัน, Richard Hamilton ได้ทำบัญชีข้อมูลคุณภาพของ Pop Art ไว้ดังนี้
– เป็นที่นิยม (Popular) ออกแบบมาเพื่อผู้ชมหมู่มาก
– ชั่วครู่ (Transient) เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น
– พอใช้ได้ (Expendable) ลืมได้โดยง่าย
– ราคาถูก (Low Cost)
– ผลิตได้เป็นจำนวนมาก (Mass Produced)
– กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น (Young)
– หลักแหลม (Witty)
– เซ็กซี่ (Sexy)
– มีลูกเล่น (Gimmicky)
– งดงาม (Glamorous)
– และต่อยอดได้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Big Business)

แรกสุดกับ Opening Credit ปรากฎตัวอักษรไล่เรียงจาก A->Z นี่ก็ถือเป็นการเปิดประเดิมกับศิลปะสไตล์ Pop Art ซึ่งคาดว่าคงเป็นอิทธิพลให้กับแฟนไชร์ Alien อย่างแน่นอน,

ต่อด้วยซีรีย์ของภาพ Montage สำหรับช่วง Prologue
– ภาพสองสาวเล่นเทนนิสตีโต้ กีฬาชนิดนี้สะท้อนนัยยะของหนัง ที่เกี่ยวกับความแตกต่างสุดขั้วของ Pierrot-Marianne
– Pierrot กำลังหยิบเลือกหนังสืออ่าน สะท้อนความสนใจของเขา
– ภาพท้องฟ้ายาม Twilight ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านระหว่าง กลางวัน-กลางคืน, พบเห็นแสงไฟสะท้อนผืนน้ำสองฝั่ง,

นี่เป็นฉากล้อเลียนเสียดสีของ Godard ให้พระเอก Pierrot อ่านหนังสือประวัติศาสตร์งานศิลปะเล่มหนึ่ง (Histoire de l’Art) ของ Elie Faure ให้ลูกสาววัยไร้เดียงสาฟัง เธอจะไปเข้าใจอะไร, เราสามารถเปรียบเทียบ Pierrot ได้กับ Godard และเด็กสาวคือผู้ชม อ่านหนังสืองานศิลปะให้ฟัง แต่ส่วนใหญ่คงไม่รับรู้เรื่องราวอะไร

หนึ่งในเทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าใหม่ทศวรรษ 60s ผู้หญิงจะไม่ใส่ Slip กันแล้ว แต่จะเป็น … อะไรก็ไม่รู้เหมือนกันนะ เรียกว่า Scandale girdle (ซับใน?), Pierrot ก็พูดแซวๆว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘Age of the Ass’

การได้บังเอิญพบเจออดีตคนรัก Marianne แบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้ Pierrot เกิดอารมณ์คักคัก พูดคุยกับเพื่อนถึงบทเพลง Beethoven: Symphony No. 5 ที่มีชื่อเล่นว่า ‘Victory Symphony’ และท่วงทำนอง แท้น แท้น แท้น แทน ดังขึ้นแบบไม่มีปี่ขลุ่ย (นี่ก็ Pop Art นะครับ)

งานเลี้ยงปาร์ตี้ที่น่าเบื่อหน่าย ปรากฎภาพ Monotone อันประกอบด้วย น้ำเงิน-ขาว-แดง (ธงไตรรงค์ฝรั่งเศส) และเขียว-เหลือง ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้ชัวร์ว่ามันแทนอารมณ์อะไรของ Pierrot

หนึ่งในนั้นโทนสีเขียว ขณะพูดคุยผ่านล่ามกับ Samuel Fuller ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน ที่คอหนังสมัยนี้อาจไม่รู้จักเท่าไหร่ แต่ถือว่าเป็นคนทรงอิทธิพลอย่างมากกับยุคสมัย French New Wave ซึ่งก็มารับเชิญและพูดประโยคใจความของหนัง

“Film is like a battleground. There’s love, hate, action, violence, death… in one word: emotion”.

หลายคนอาจคิดว่า นี่เป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ที่หื่นเป็นบ้า มีหญิงสาวถอดเสื้อผ้าเปลือยเปล่า … ผมมองว่านี่เป็นในจินตนาการของ Pierrot เสียมากกว่า เดินผ่านพบเห็นชาย-หญิง พูดพร่ำ บอกรัก แม้งก็ถอดเสื้อผ้า มี Sex กันไปเลยตรงนั้นก็หมดเรื่อง จะมาฉาบหน้าสวมหน้ากากใส่เสื้อผ้ากันทำไมในงานเลี้ยงสุดแสนหน้าเบื่อขนาดนี้

เมื่ออารมณ์เบื่อมาถึงขีดสุด ภาพโทนสีน้ำเงิน เลยมาขอกุญแจรถขับกลับบ้านกับเพื่อน จากนั้นก็เดินไปกลางวงเค้ก หยิบขึ้นมาปาใส่ภรรยาของตนเอง แต่ไม่ทันได้เห็นขณะเปลอะเปลื้อน ตัดมาเป็นภาพพลุกำลังปะทุระเบิด แสดงถึงความดีใจลัลล้าสุดๆ ประกาศก้องออกมาด้วยภาพนามธรรม ในจังหวะสไตล์ Pop Art

ภาพวาดงานศิลปะที่กราดเกลื่อนติดตามผนังกำแพง ก็มีทั้งสะท้อนเปรียบเทียบตัวละคร อย่างฉากนี้ภาพร่างดินสอ (ขอใครไม่รู้) เป็นภาพหญิงสาวนั่งอยู่บนโซฟา จากนั้นกล้องเลื่อนลงมาเห็นภาพของ Marianne เรียกว่านั่งท่าเลียนแบบกันเลย

สมัยก่อนถ่ายฉากขับรถมันวุ่นวายมากๆเลยนะ เพราะถนนที่หาเรียบได้ยาก ไม่ได้มีทุนมากเหมือน Hollywood เลยสามารถใช้ Rear Projection ซึ่งวิธีการประหยัดงบของ Godard ถ่ายทำในโรงเก็บรถ(ไม่ก็ในสตูดิโอ) ปิดไฟให้พื้นหลังมืดมิด แล้วสาดส่องลูกไฟสี (สมัยนี้มีคำเรียกไฟดิสโก้เธค ไม่ก็เลเซอร์) เพื่อให้สัมผัสเหมือนกำลังขับรถแล่นผ่านสถานที่ต่างๆ แต่จริงๆคือไม่ได้ไปไหน นั่งอยู่กับที่ทำเหมือนขับรถนะแหละ

Marianne เปิดฟังวิทยุ ได้ยินข่าวการเสียชีวิตของทหารในสงครามห่างไกล พูดบ่นรำพันถึงความไม่รู้สึกอะไร ทั้งๆที่กำลังมีคนตายเกิดขึ้นทุกเสี้ยววินาที ทำไมมันถึงได้ช่างด้านชาเสียอย่างนี้, นี่ถือเป็นทัศนะแนวคิด การแสดงความเห็นของ Godard วิพากย์สงคราม การเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการเปรียบเทียบระดับมหภาคของ Pierrot – Marianne (หนุ่ม-สาวขัดแย้ง = สองประเทศเกิดสงคราม)

ข้างหลังของ Pierrot จริงๆมีสามภาพวาดของ
– Pablo Picasso, Les Amoureux (1923) … รูปชายหญิงกำลังเกี้ยวพา นี่ถือเป็นช่วงเวลา Neoclassicism หวนกลับคืนสู่ความปกติของ Picasso (ภาพวาดจะไม่ค่อยออก Surrealist เสียเท่าไหร่)
– Pablo Picasso, Paul en Pierrot (1925) … สังเกตว่าชื่อตรงกับตัวละคร Pierrot
– Marc Chagall, Saint Jean Cap Ferrat (1952) … Saint-Jean-Cap-Ferrat คือชื่อเมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ขณะที่ภาพวาดของ Chagall หนุ่มสาว ยามค่ำคืน ครองรักอยู่ริมชายหาด

สำหรับ Marianne เปรียบได้กับภาพวาด Impressionist ผลงานของ Pierre-Auguste Renoir (นามสกุลของเธอคือ Renoir คงต้องการสะท้อนกับศิลปินเลยละ)
– Nu (1880) … ภาพเปลือย
– Petite fille à la gerbe (1888) [แปลว่า Girl with sheaf of wheat] … ภาพนี้จะปรากฎขึ้นตอนพูดนามสกุล Renoir

สองภาพวาดด้านขวา เป็นผลงาน Lyrical abstraction ของศิลปิน Georges Mathieu

ภาพหน้าคนหลังตู้เย็นคือ Moïse Kapenda Tshombe (1919 – 1969) ชาวคองโกที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่ง Republic of Katanga (1960 – 63) ในช่วงเวลาสั้นๆ, นี่แฝงนัยยะตอนที่ Marianne หลบหลังตู้เย็นภายใต้รูปของ Tshombe สื่อถึงการลี้ภัย/หลบซ่อนตัวทางการเมือง

หน้าปกนิตยสาร Paris Match ฉบับเดือนพฤศจิกายน 1954 ภาพของ Gina Lollabrigida นักแสดงหญิงสัญชาติอิตาเลี่ยน ‘Sex Symbol’

ภาพหัวเตียงผลงานของ Amedeo Modigliani ชื่อ Portrait d’une Femme à la Cravate Noire (1917)

ความน่าพิศวงของ Sequence นี้ คือชายผู้เสียชีวิตนอนตายอยู่บนเตียงนี้ หมอนี่คือใครมาจากไหน? มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? และเมื่อตอนที่ Frank (แฟนหนุ่มของ Marianne เจ้าของห้องขณะนั้น) เปิดประตูเข้ามาเดินผ่านไป ทำเป็นมองข้ามไม่รู้ไม่เห็น กล้องเคลื่อนไหลโฉบเฉี่ยว Long Take ล่องลอยราวกับความฝัน ไม่รู้อะไรจริง-เท็จ เเกิดขึ้นกันแน่!

OAS (Organisation Armée Secrète) คือชื่อองค์กรลับๆของ Algeria ที่ปฏิบัติภารกิจก่อการร้าย เพื่อเรียกร้องอิสรภาพในช่วงขณะที่ฝรั่งเศสปกครองเป็นอาณานิคม ระหว่างปี 1961 – 62

แต่เมื่อคำนี้มันผสมกลายเป็น OASIS และพื้นกองด้วยอาวุธปืน ระเบิด นี่ก็เป็นการเสียดสีล้อเลียนแบบกวนๆ สรวงสวรรค์กลางทะเลทราย กลับเต็มไปด้วยสงครามต่อสู้ขัดแย้งรุนแรง

ชื่อนางเอก Marianne หมายถึงรูปสัญลักษณ์เชิงบุคลาธิษฐาน ของประเทศฝรั่งเศส ในรูปลักษณ์ของสตรีเพศผู้เป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพ และปรากฎในภาพเขียน ‘เสรีภาพนำทางประชาชน’ (La Liberté guidant le peuple) สัญลักษณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1830

Jean-Paul Belmondo คือนักมวยเก่า เคยขึ้นชกสามไฟต์ชนะน็อกรวด แต่เลิกชกเพราะวันหนึ่งกลับบ้านแล้วพบเห็น

“I stopped when the face I saw in the mirror began to change,”

เลยเป็นเรื่องปกติมากๆที่จะพบเห็น Belmondo ในฉากต่อยมวย หมัดฮุคขวาของพี่แกล้มช้างได้สบายๆ

แซว: ระหว่างเติมน้ำมัน Ferdinand พูดประโยคหนึ่งว่า ‘Put a Tiger in my Engine’ นี่เป็นคำโปรยโฆษณาของปั๊ม Esso/Exxon แต่พวกเขากลับกำลังเติมเต็มถังที่ปั๊มคู่แข่ง TOTAL ซะงั้น

นี่เป็น Sequence น่ารักๆของ Pierrot-Marianne ตอนแรกพวกเขาหันหน้าคนละฝั่ง จากนั้นหันมาสบตาพร้อมกัน และหันหน้าแยกคนละฝั่งอีกที … นี่สะท้อนสถานะของทั้งคู่ตลอดหนังทั้งเรื่อง เริ่มจากห่างหายกันนานหลายปี-หวนกลับมาพบเจอ หนีไปด้วยกันถึง French Riviera-แยกจากกันเพราะความเบื่อหน่าย-หวนกลับมาพบเจอกันอีกรอบ

ธงชาติฝรั่งเศส ประกอบด้วยริ้ว 3 สี คือ น้ำเงิน-ขาว-แดง เรียงกันตามแนวตั้ง ความหมายสื่อได้ตรงกับคำขวัญ เสรีภาพ-เสมอภาค-ภารดรภาพ (liberté – égalité – fraternité)

ฉากนี้ขโมยรถสีแดง (ภารดรภาพ) พุ่งชนสีขาว (เสมอภาค) และถอยหลังชนสีตุ่นๆ มองเป็นน้ำเงินไปก็แล้วกันนะ (เสรีภาพ) ประมาณมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมที่จะพุ่งชนเสรีภาพและความเสมอภาค โดยไม่สนถูกผิดอะไรทั้งนั้น

ภาพช็อตนี้มีลักษณะคล้ายให้สัมผัสคล้ายวันโลกาวินาศ ใครเคยรับชม Alphaville (1965) น่าจะเกิดความรู้สึกได้ว่ามีความคล้ายคลึงใกล้เคียงกันอยู่

Pierrot อ่านนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ L’Epatant ที่พกติดมาด้วยตั้งแต่ฉากแรกๆ สังเกตว่าภาพหน้าปกจะเหมือนคนแคระที่จะได้พบเจอตัวจริงต่อไป, ขณะที่ Marianne ก็ไม่รู้เอาเสื้อคลุมทหารอเมริกันจากไหนมาส่วนใหญ่ ปลอมตัวได้อย่างแนบเนียนสุดๆ

พูดถึงเรื่องรถ รู้สึกว่าน่าจะแทบครบทุกยี่ห้อที่มีในยุโรปทศวรรษเลยนะ อาทิ Alfa Romeo, Chevrolet, Citroën, Ferguson, Ford Fairlane, Ford Galaxie, Lincoln, Mercedes-Benz, Peugeot, Renault, Simca ฯ

มีความอัศจรรย์เล็กๆเกิดขึ้นกับช็อตนี้ นั่นคือรุ้งกินน้ำ ปรากฎขึ้นแปปเดียวเท่านั้น ใครทันสังเกตเห็นถือว่าโชคดีมากๆเลยนะ

แซว: Ford Galaxie คันที่จมน้ำนี้ เห็นว่าเป็นของ Godard เองเลย กู้ขึ้นมาก็ไม่รู้ยังใช้งานได้อีกหรือเปล่า

Pierrot สวมเสื้อลายทาง มีนกแก้วเป็นเพื่อนคู่ใจ, Marianne สวมชุดลายขวาง เปรียบได้กับหมาจิ้งจิกถูกโซ่ล่ามคอไว้ อยากจะดิ้นพร่านให้หลุดแต่ยังไม่สามารถทำได้ (นี่เหมือนว่า ตุ๊กตาหมาจิ้งจอกที่เธอนำมาด้วยตั้งแต่แรก ได้กลายร่างมามีชีวิตก็ฉากนี้)

นี่เป็นการสนทนาที่บ่งบอกความตรงกันข้ามสุดขั้วของทั้งสอง
– Marianne พูดถึงดอกไม้, สัตว์เลี้ยง, ท้องฟ้าสีคราม, บทเพลง
– Pierrot พูดถึงความทะเยอทะยาน, ความหวัง, สิ่งเคลื่อนไหว, อุบัติเหตุ

แตกต่างกันระดับรูปธรรม-นามธรรม

Marianne เดินเลียบริมชายหาด (ตำแหน่งระหว่างทะเล-ผืนแผ่นดิน) สื่อถึงชีวิต/ความรู้สึกของเธอ ดำเนินมาถึงตำแหน่งคาบเกี่ยวระหว่าง ใกล้ถึงเวลาต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง (ชีวิตสงบนิ่งอาศัยอยู่กับ Pierrot, ลาจากเขาโหยหาอิสรภาพใหม่)

ความขัดแย้งระหว่าง Pierrot-Marianne ถูกนำเสนอในเชิงเปรียบเทียบระดับมหภาค คนหนึ่งรับบททหารอเมริกัน-อีกคนแต่งแต้มหน้าสวมหมวกกลายเป็นเวียดกง ทะเลาะขัดแย้ง สะท้อนถึงสงครามเวียดนามที่กำลังปะทุขึ้นในช่วงขณะนั้น

คนหนึ่งถือปืน อีกคนถือระเบิด พูดจาภาษาอะไรก็ไม่รู้ แถมด้วย Sound Effect เสียงเครื่องบิน ปืน ระเบิด ประกายไฟ จากนั้นตัดไปภาพ
– ไฟลุกบนน้ำ (น้ำกับไฟเป็นสิ่งตรงกันข้าม)
– ราชสีห์ตาสว่าง
– ตัวอักษร SS (Stop Shooting?)

เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง Marianne ก็มิสามารถอดรนทนอีกต่อไป ถือกรรไกรขึ้นตัดขาดความสัมพันธ์ สองภาพข้างหลัง Surrealist ของ Pablo Picasso
– Portrait de Sylvette (1954)
– Jacqueline aux fleurs (1954)

คนแคระถูกฆาตกรรม แนวโน้มสูงมากๆเป็นฝีมือของ Marianne (กรรไกรปักคอ) ซึ่งจะสะท้อนกับตอนต้นเรื่องที่ชายคนหนึ่งนอนเสียชีวิตบนเตียง (ก็น่าจะฝีมืออันเลือดเย็นของ Marianne อีกนะแหละ)

ใครเคยรับชมผลงานลำดับที่สองของ Godard เรื่อง The Little Soldier (1960) น่าจะจดจำฉากทรมานคล้ายๆกันนี้ได้ พบเห็นโปสเตอร์หนังแวบๆตอนต้นเรื่องด้วย และการใช้ชุดสีแดงของ Marianne ครอบหน้าชะล้าง สะท้อนนัยยะถึงตัวตนของ Pierrot ที่ก็มีแต่หญิงสาวเพียงผู้เดียว

อยากจะฆ่าตัวตายให้รถไฟชนตาย แต่ก็ปอดแหกมิกล้า, ไดเรคชั่นของ Sequence นี้มีความลุ่มลึกมาก เริ่มต้นจาก Pierrot เดินเข้าไปนั่งตรงรางรถไฟ จากนั้นแพนไปด้านขวาเพื่อสร้างระยะวัดใจ ขณะที่ตัวละครครุ่นคิดได้รีบลุกขึ้นกระโดดหนี กล้องจะเคลื่อนลงอย่างช้าๆ ดั่งอารมณ์จากเคยลุ่มร้อนรุนแรง ผ่อนคลายเย็นลงเบาๆ

Pierrot นั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์งานศิลปะเล่มสอง (Histoire de l’Art) ของ Elie Faure ในโรงหนังที่ฉายฟุตเทจอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม ซึ่งจะมีเสียงพูดบรรยาย (ที่ราวกับอ่านจากหนังสือ) ถึงตัวละครที่อยู่ในนิยาย (Fiction) กลายมาเป็นชีวิตจริง (Real Life)

นี่ถือเป็นการแสดงทัศนะเกี่ยวกับนิยาม ‘ศิลปิน’ ของ Godard (ที่ก็คัทลอกจาก Truffaut) ตัวละครในหนัง-ชีวิตจริงของเขา ก็ไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไหร่หรอก

แม้จะเห็นแค่เศษเสี้ยวครึ่งหน้า แต่ก็น่าจะพอมองออกว่าคนข้างล่างคือ Jean-Pierre Léaud ลูกรักของผู้กำกับ François Truffaut ที่มาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนัง (ไม่ขึ้นเครดิต) และ Cameo เล็กๆฉากนี้

รับเชิญฉากนี้คือ Princesse Aïcha Abadie ใครหว่า??

ถึงรู้ว่าเธอโกหก ปลิ้นปล้อน หลอกลวง แต่ฉันก็ยังคงรักเดียวใจเดียว และพร้อมเสี่ยงให้ถูกหักหลังอีกครั้ง เพราะชีวิตนี้คงไม่สามารถมอบจิตวิญญาณให้ใครอื่นได้มากกว่าอีกแล้ว (ขนาดภรรยา/ลูกสาว ก็ไม่เคยคิดหวนกลับไปเป็นหนูตกถังข้าวสาร)

การถ่ายติด Marianne กับพื้นหลังธงชาติฝรั่งเศสเช่นนี้ ก็เพื่อย้ำเตือนผู้ชมให้รู้ว่าเธอเป็นตัวแทนของ Liberté – Égalité – Fraternité ไม่มีใครหนึ่งใด หรือแม้แต่ Pierrot จะสามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้

นี่คือช็อตโคตรเท่ห์ของหนัง ล่าสุดนำไปทำเป็นโปสเตอร์เทศกาลหนังเมือง Cannes ปี 2018 สังเกตว่ารถสองคัน แดง-น้ำเงิน Renault-Simca ในตำแหน่งสวนทางตรงกันข้าม พวกเขาแวะจอดข้างเคียงเพื่อยื่นหน้าไปจุมพิต รักกันเสี้ยววินาที จากนั้นแยกจากชั่วนิรันดร์

นี่เป็น Sequence ที่ผมชื่นชอบคลั่งไคล้สุดของหนัง, หลังจาก Pierrot มาไม่ทันตกเรือ ทำให้เขารับรู้ตนเองว่าได้ถูก Marianne หักหลังทอดทิ้งอีกครั้ง เดินมานั่งอย่างหมดอาลัย รับฟังเรื่องเล่าจากเพื่อน (ที่เหมือนจะเคยพบเจอตอนต้นเรื่อง?) เล่าถึงท่วงทำนองหนึ่งที่แรกๆชื่นชอบคลั่งไคล้อย่างมาก แต่เมื่อได้ยินบ่อยๆแม้งโคตรเกลียด แถมกลับยังได้ยินเสียงนั้นอยู่ตลอดเวลา ดังกึกก้องภายในจิตวิญญาณของตนเอง อึดอัดอั้นทุกข์ทรมาน อยากทำบางสิ่งอย่างให้รู้แล้วรู้รอด เอามันให้ตายไปข้างหนึ่ง!

ความสมบูรณ์แบบของฉากนี้ คือเสียงเดี่ยวเปียโนที่ดังขึ้นคลอประกอบ ช่วยทำให้ผู้ชมจินตนาการถึง’เสียง’ที่ชายคนนี้ได้ยิน ซึ่งมันเสริมพลังความคลุ้มคลั่งเกรี้ยวกราดขณะเล่าเรื่องอย่างออกอารมณ์ นี่เป็นการอธิบายความรู้สึกลุ่มร้อนภายในของ Pierrot ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ตรงกันข้ามกับตอนต้นที่ Marianne แทนด้วยภาพเด็กสาวถือรวงข้าวของ Pierre-Auguste Renoir, รูปติดผนังช็อตนี้ไม่ทราบว่าของใคร แต่คือหญิงสาวโตเต็มวัยกำลังแบกรวงข้าว นี่คงเป็นการสะท้อนการเติบโตของงานศิลปะ กับตัวตนของหญิงสาว

แต่งแต้มทาหน้าสีน้ำเงิน คือสภาวะหมดสิ้นทางความรู้สึก จากเคยมีอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย วินาทีนั้นไม่หลงเหลืออะไรแล้วภายใน ว่างเปล่าไร้ตัวตน

นำระเบิดไดนาไมท์พันรอบศีรษะ ตั้งใจจุดระเบิดทำลายใบหน้ารูปลักษณ์ตัวตน แต่วินาทีสุดท้ายครุ่นคิดขึ้นได้ว่าเป็นเรื่องโง่เขลา แต่ก็จนปัญญาแก้ไขได้อีกแล้ว

เพลงประกอบโดย Antoine Duhamel (1925 – 2014) คีตกวีสัญชาติฝรั่งเศส มีผลงานทั้ง Opera, Symphony, Concerto, ประกอบภาพยนตร์ ฯ ร่วมงานกับ Godard ทั้งหมดสามครั้ง Pierrot le Fou (1965), Made in USA (1966) และ Weekend (1968)

บทเพลงของ Duhamel มอบสัมผัสทางอารมณ์ที่ลุ่มลึก เต็มไปด้วยความอึดอัด รวดร้าว ทุกข์ทรมาน อัดแน่นอยู่ภายใน มิอาจแสดงความคลุ้มคลั่งระเบิดออกสู่ภายนอกได้โดยง่าย

สองบทเพลงที่เป็นไฮไลท์ของหนัง แต่งคำร้องโดย Serge Rezvani

เพลงแรก Jamais Je Ne T’ai Dit Que Je T’aimerai Toujours (ฉันไม่เคยบอกว่าจะรักเธอทั้งชีวิต) ขับร้องโดย Anna Karina ใจความเพื่อพูดบอกความรู้สึกต่อแฟนหนุ่ม วันนี้ฉันรักเธอก็จริงอยู่ แต่ใช่ว่าพรุ่งนี้จะยังคงเหมือนวันวาน, ซึ่งตรงกันข้ามกับ Pierrot ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะขอรักเธอตลอดไปจนแก่เฒ่า

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อถึงครึ่งหลัง Marianne ก็หมดรักสมดังคำที่เธอว่ากล่าวไว้ แต่ขณะที่ Pierrot ด้วยความยังยึดติดเลยเก็บกดเคียดแค้น ทนไม่ได้ ไม่ยินยอมเลิกรา หรือพบเห็นอยู่กับชายอื่น

Ma Ligne De Chance (ลายเส้นชีวิตของฉัน) ขับร้องคู่โดย Anna Karina กับ Jean-Paul Belmondo, ระหว่างเดินเรื่อยเปื่อยท่ามกลางป่าเขา Marianne ดูลายมือของตนเองแล้วเกิดความใคร่พิศวง อนาคตชีวิตฉันจะเป็นเช่นไร? พยายามชี้ให้ดู ซักถาม Pierrot แต่ได้รับคำตอบว่า มันจะเป็นยังไงก็ไม่เห็นต้องไปซีเรียส เครียด สนใจมันเลยสักนิด??

ผมเองก็เป็นแบบ Pierrot เลยนะ บางทีก็ไม่เข้าใจเรื่องเล็กๆน้อยๆพรรค์นี้ ว่าผู้หญิงจะมีความเชื่อ งมงาย ละเอียดอ่อนอะไรไปไหม อนาคตอะไรมันจะเกิดก็เกิด ครุ่นคิดพาลให้หมกมุ่นวุ่นวายเสียเวลา เอาเวลานั้นไปทำอะไรอื่นได้มากมาย … คือมันก็ไม่เข้าใจจริงๆอ่ะนะ

จริงๆมีอีกเพลงหนึ่งที่ Karina ขับร้อง อยู่ในอัลบัม Soundtrack แต่ถูกตัดออกไปจากหนัง ชื่อเพลง Mic et Mac (แปลว่า Mic and Mac) ถึงฟังไม่ค่อยรู้เรื่องก็คาดเดาได้ว่าคงเกี่ยวกับ Mic และ Mac (Pierrot กับ Marianne) สองคนที่แตกต่างตรงกันข้ามสุดขั้ว

การจะรับชม Pierrot le Fou ให้เกิดความเข้าใจ ต้องทำเหมือนไม่สนใจเนื้อเรื่องราว จับต้องสัมผัสอารมณ์ของแต่ละฉาก ทำความเข้าใจเทคนิควิธีการภาษาภาพยนตร์ และมองหาความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ซึ่งคงไม่ผิดอะไรจะบอกว่า ‘เทคนิคของหนังโดดเด่นกว่าการเล่าเรื่องเสียอีก’

ผมจะไล่เรียงอารมณ์ทั้งหมดที่ได้จากหนัง เริ่มต้นจากความเบื่อหน่าย -> ไปสู่ความตื่นเต้นเร้าใจ (แบบหนัง Gangster) ปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ ก่ออาชญากรรม อยากทำอะไรก็ทำไม่แคร์ใคร -> จบครึ่งแรกถึงสุดขอบทะเล Mediterranean ด้วยอารมณ์สุขสำราญพึงพอใจ เหมือนคนแก่วัยเกษียณได้ทำทุกสิ่งที่ตนอยากทำหมดสิ้นแล้ว -> หญิงสาวเกิดความเบื่อหน่าย ไม่พึงพอใจที่ชีวิตหยุดนิ่งอยู่เฉย -> เกิดความเคลือบแคลงสงสัย -> อันเป็นเหตุให้ต้องร่ำลาแยกจาก เจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมานคิดฆ่าตัวตายให้รถไฟพุ่งชน แต่ก็ขลาดเขลาลุกขึ้นหนี -> กาลเวลาผ่านไปเริ่มทำจิตทำใจได้ -> หวนกลับมาพบเจอกันใหม่ รู้สึกลังเลไม่แน่ใจ เธอจะมาดีหรือร้าย แต่นั่นโอกาสมาแล้วก็คว้าไว้ก่อน -> เมื่อไปไม่ทันเรือออกเป็นการยืนยันความเข้าใจตนเอง เธอทรยศเราแล้วจริงจริงๆ ทนนั่งฟังชายคนหนึ่งร่ำพร่ำบ่น จนสามารถรวบรวมสติสตางค์เฮือกสุดท้าย แค้นนี้ต้องชำระ -> เมื่อสาสมแล้วเกิดความว่างเปล่าในชีวิต ไม่มีอะไรทรงคุณค่าหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

จะชอบหนังหรือเกลียดหนังก็อยู่ตรงนี้นะครับ ว่าคุณสามารถทำความเข้าใจ ตีความหมายของ ‘อารมณ์’ ได้มากน้อยเพียงไหน ซึ่งใจความแฝงที่สอดแทรกเข้ามาผมก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว เหมือนจะเกี่ยวบ้างไม่เกี่ยวบ้าง สนามรบ สนามรัก สนามอารมณ์ ล้วนคือสิ่งรวมเรียกว่า ‘ภาพยนตร์’

ไปเจอบทสัมภาษณ์ของ Anna Karina ที่ก็ไม่รู้เธอรู้ตัวหรือเปล่า ว่าน่าจะคือแรงบันดาลใจของ Godard ในการสร้าง Pierrot le Fou

Godard: “I want to take you to the South of France.”
Karina: “Great!”

พูดจบขับรถ 200 กิโลเมตร เกือบจะไปถึงทะเล Mediterranean แล้วอยู่ดีๆเปลี่ยนใจขึ้นมา

Godard: “Oh I really don’t want to go to South of France.”
Karina: “What do you mean? I mean, you asked me to go down there for fun.”
Godard: “I have to go back to talk to Francois Truffaut and Jacques Rivette. I’ve got to talk to them because I’ve got something to tell them. I’ve got to work.”
Karina: “Okay let’s go back.”

ก็แน่ละใครกันจะแสดงความพึงพอใจออกมา

Godard: “You look upset…”
Karina: “No, I’m just a little bit disappointed, you know, because you asked me to go to the South of France. I didn’t ask you for anything — you’re the one who asked me to go to the South of France.”
Godard: “Well, if that’s how you feel about it, then we’ll just go to the South of France.”

กลายเป็นว่า Godard เลี้ยวรถกลับ ขับไปอีกสักพักก็เปลี่ยนใจพูดขึ้นว่า

Godard: “We’re going back again to Paris.”

แล้วเลี้ยวรถกลับรอบสอง นั่นทำให้ Karina เริ่มหงุดหงิดสติแตก

Karina: “Stop the car, I don’t give a shit any more about going to the South of France.”

ลงจากรถใช้เท้าเตะข้างรถ

Godard: “You’re hysterical”.
Karina: “Yeah, you’re driving me fucking crazy.”

สิ่งที่โดยส่วนตัวหลงใหลคลั่งไคล้สุดของหนัง ความงดงามของการถ่ายภาพ โทนสีที่เข้ากับอารมณ์และความหมาย ตัดกันระหว่างท้องฟ้าผืนน้ำ การกระทำ-ความบ้าคลั่ง คุณเป็นคนประเภทไหน Pierrot หรือ Marianne?

หนังอาจดูยากสักนิดสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยสไตล์ลีลาของ Jean-Luc Godard แต่ถ้าได้ลิ้มลองจนเกิดความเข้าใจ แทบทั้งนั้นจะหลงใหลคลั่งไคล้จนโงหัวไม่ขึ้น ชื่นชอบจิตวิญญาณของทั้งนักแสดงและผู้กำกับ เกิดอารมณ์ความรู้สึกและข้อสงสัย ความสัมพันธ์ของมนุษย์มันมาถึงจุดนี้ได้เช่นไร?

แนะนำกับคนทำงานวงการภาพยนตร์ ผู้กำกับ ตากล้อง นักตัดต่อ นักเรียน/นักศึกษา, แฟชั่นดีไซเนอร์ หลงใหลในยุค 60s, ศิลปิน จิตรกร ผู้คลั่งไคล้ Pop Art, ชื่นชอบรถ, ทิวทัศน์สวยๆของฝรั่งเศสจาก Paris สู่ทะเล Mediterranean, แฟนๆผู้กำกับ Jean-Luc Godard และนักแสดงนำ Jean-Paul Belmondo, Anna Karina ชีวิตนี้ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 15+ กับวิถีอาชญากรรม ปล้นฆ่า และตัวตาย

TAGLINE | “Pierrot le Fou คือผลงานกินเล่น ‘ป๊อปคอร์น’ ของ Jean-Luc Godard โดยมี Jean-Paul Belmondo และ Anna Karina เพิ่มรสชาดสีสันให้มีสัมผัสอันลุ่มลึกล้ำเหนือกาลเวลา”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of