Pierrot le Fou (1965)

Pierrot le fou

Pierrot le Fou (1965) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♥♡

อีกหนึ่งการทดลองของ Jean-Luc Godard, Pierrot le Fou เป็นหนังที่ทำลายกฎเกณฑ์การเล่าเรื่อง ด้วยการใช้ ‘อารมณ์’ เป็นตัวดำเนินเรื่อง จับภาพ ‘ชีวิต’ ด้วยภาพที่มีสีสัน, คนที่ดูหนังเรื่องนี้ถ้าไม่ชอบมากๆก็จะเกลียดไปเลย

ผมเป็นฝั่งที่ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ถึงขนาดน่าจะเป็นหนังเรื่องที่ผมชอบที่สุดของ Jean-Luc Godard เลย, แม้มีบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจ แต่ผมไม่เก็บเอามันมาคิด ใช้อารมณ์สัมผัสหนังเรื่องนี้ ตามความตั้งใจของ Godard ที่บอกว่า ‘นี่ไม่ใช่หนัง เป็นการทดลองที่ใช้ ชีวิต เป็นหัวข้อทดสอบ ด้วยภาพ Anamorphic Widescreen และองค์ประกอบของสี เปรียบดั่งเติมน้ำในอ่างอาบน้ำ ชีวิตก็เช่นกัน ได้ถูกนำมาเติมเต็มในหนังเรื่องนี้’

It is not really a film, it’s an attempt at cinema. Life is the subject, with [Cinema]Scope and color as its attributes…In short, life filling the screen as a tap fills bathtub that is simultaneously emptying at the same rate.

หนังเรื่องนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น สีสันของ Godard ด้วยการเป็นหนังถ่ายด้วย Cinema Scope ความกว้างระดับ Anamorphic (2.39:1) และภาพสีเรื่องแรกของเขา ซึ่ง Godard ได้ทำการทดลองอะไรต่างๆ ที่เปรียบได้กับตอนที่ D.W.Griffith ทดลองงานภาพกับ The Birth of Nation (1915) และ Intolerance (1916) เลยทีเดียว

ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง Obsession เขียนโดย Lionel White ตีพิมพ์เมื่อปี 1962 ซึ่งได้มีการนำแนวคิดของนิยายมาใช้เท่านั้น, Godard ขึ้นชื่อเรื่องถ่ายหนังโดยไม่มีบทหรือการเตรียมการใดๆ แต่ Anna Karina ภรรยาของเขา ได้ออกมาบอกว่า แท้จริงแล้ว หนังมีการเตรียมการ วางแผนที่ละเอียดและครอบคลุมทุกรายละเอียดเล็กๆน้อย จะว่าระดับความหมกหมุ่นของ Godard ถึงขั้น Perfectionism เลยก็ว่าได้

เรื่องราวของ Ferdinand Griffon (ชื่อเล่น Pierrot) ตัดสินใจหนีความเบื่อหน่าย จากชีวิตแต่งงานกับเศรษฐินี ไปใช้ชีวิตอันตื่นเต้นกับหญิงสาวคนรักเก่า Marianne Renoir ขโมยรถ ปล้นปั้มน้ำมัน ฆ่าคน ฯ ออกเดินทางจาก Paris สู่ French riviera และออกทะเล Mediterranean

Jean-Paul Belmondo รับบท Pierrot, จากมาดพระเอกหนุ่มใน Breathless หนังเรื่องนี้เขายังคงปากคาบบุหรี่ ใส่สูทเท่ห์ๆ พูดจาคมคาย เพิ่มเติมเข้ามาคือ ชอบคิด ชอบอ่านหนังสือ ลักษณะของตัวละครนี้ มีความทะเยอทะยาน ความฝัน ชอบในสิ่งเคลื่อนไหวและชอบให้มีอะไรเกิดขึ้น

Anna Karina รับบท Marianne, นี่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายก่อนที่ Karina จะเลิกกับ Godard แต่ทั้งคู่ยังทำหนังด้วยกันอีกหลายเรื่องนะครับ, รับบทหญิงสาวผู้มีความร่าเริงสดใส ชอบดอกไม้ สัตว์ ท้องฟ้า และบทเพลง

Pierrot และ Marianne มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในระดับนามธรรมกับรูปธรรม, หนังสือกับบทเพลง, ความคิดกับการกระทำ, ผู้ชายกับผู้หญิง ฯ สิ่งนี้เราจะเริ่มเห็นได้ชัดตอนกลางเรื่อง เมื่อการเดินทางของทั้งคู่จบลงที่เกาะกลางทะเล Mediterranean แห่งหนึ่ง, ในมุมหนึ่งเราจะเห็นคู่รัก ที่คล้ายกับเรื่องราวของ ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ เมื่อได้ครองคู่กันแต่ถูกใส่กุญแจมือ สุดท้ายก็ไปกันไม่รอด, อีกมุมหนึ่งคือ ชีวิตที่ขาดการกระทำ (Action) มันเลยดูว่างเปล่า เงียบเหงา ไม่มีอะไร ทำให้เกิดความเบื่อ ซึ่งคล้ายกับเหตุผลตอนต้นเรื่องที่ Pierrot หนีจากคนรักเก่า

ครึ่งแรกและครึ่งหลังเป็นกระจกสะท้อนกันเอง มองโดยเอา Pierrot เป็นจุดหมุน เริ่มต้นด้วย ‘ความเบื่อ’ เหมือนกัน แต่ครึ่งแรกเขาสามารถทิ้งภรรยาและลูกได้โดยไร้เยื่อใย ผิดกับครึ่งหลังที่เขาถูกแฟนสาวทิ้ง แต่ยังโหยหา ไม่สามารถตัดเยื่อใยรักให้ขาดได้

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard, นี่เป็นหนังที่มีภาพสวยที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยเห็นมา สีที่ติดตา ประกอบด้วย ท้องฟ้าสีน้ำเงินสีอ่อนๆ เสื้อสีขาว และอะไรสักอย่างสีแดง (เนคไทค์, รถ, เก้าอี้, เลือด ฯ), ในฉากงานเลี้ยงต้นเรื่อง ที่มีการเล่นสีกับภาพถ่าย นี่เพื่อเป็นการนำเสนออารมณ์และความคิดของ Pierrot ต่อคนที่เขาพบเจอ (สังเกตดีๆจะเห็นผู้หญิงเปลือยหน้าอก), ในฉากที่ Pierrot กับ Marianne ขับรถไปด้วยกัน รอบข้างมืดสนิท แล้วใช้หลอดไฟแสงสีต่างๆหมุน (ทำให้เหมือนว่ารถแล่นอยู่บนถนน) นี่เปรียบเหมือนความฝัน สรวงสวรรค์ของทั้งคู่ ที่มีแค่พวกเขาสองคน

ไฮไลท์ของการถ่ายภาพ ในห้องของ Marianne การแพนกล้อง เคลื่อนไหวกล้องของฉากนี้ ถือว่ามีความแปลกประหลาด พิศวงมาก ตัวละครหนึ่งหลบซ่อนอยู่หลังตู่เย็น อีกตัวละครเดินผ่านหน้าไป กล้องเคลื่อนติดตามเขาไปทะลุไปอีกห้องหนึ่ง แล้วอยู่ดีๆตัวละครที่หลบซ่อนเมื่อตอนแรก โผล่มาหาเขาจากอีกด้านหนึ่ง… ผมไม่เข้าใจฉากนี้เท่าไหร่ว่า ทำไมต้องทำให้มันซับซ้อนขนาดนี้ ดูครั้งเดียวย่อมไม่เข้าใจแน่ๆ แต่ผมก็ไม่ได้กลับมาดูซ้ำใหม่นะครับ เพราะเข้าใจอารมณ์ว่าต้องการสื่ออะไร (ความลังเล วกวน ไม่มั่นใจ)

ตัดต่อโดย Françoise Collin, แบบนี้แหละครับที่ผมค่อยรู้สึกเหมือนสไตล์ Godard สักหน่อย มีความรวดเร็ว ฉับไว บางครั้งก็ตัดต่อแบบไม่ทันตั้งตัว, เช่น ฉากงานเลี้ยงต้นเรื่อง อยู่ดีๆ Pierrot ก็เดินเข้าไปหยิบเค้กปาใส่หน้าใครสักคน หนังตัดควับ ไปเป็นภาพจุดพลุ … จังหวะนี้นี่โดนใจผมมากๆ อะไรเกิดขึ้นไม่รู้หรอก แต่รู้ว่านี่คือขณะอารมณ์ฉลองชัยชนะ, หนังใช้การบรรยายประกอบเรื่องราวไปเรื่อยๆ ทีแรกดูเหมือนจะเล่าเป็นบทๆ ตามหนังสือที่ Pierrot อ่านอยู่ แต่ไปๆมาๆ จาก บทที่ 2-3 ข้ามไป บทที่ 8 เสียอย่างนั้น แล้วมีย้อนกลับมาบทที่ 7 ด้วย นี่คงเป็นการสื่อเปรียบเทียบกับชีวิต ที่บางครั้งมีก้าวกระโดดไปข้างหน้า ย่ำอยู่กับที่ บางทีก็เดินถอยหลัง คำบรรยายก็มีลักษณะเป็นคำอธิบายอารมณ์หรือเหตุการณ์ที่สะท้อนความรู้สึกของตัวละครขณะนั้น

มุมมองการเล่าเรื่องก็แบบว่า มั่วไปมั่วมา อยากเล่าผ่านมุมมอง Pierrot ก็เล่า อยากเล่าผ่านมุมมอง Marianne ก็เล่า ตามอารมณ์ฉันและเธอ มันคงมีรูปแบบอยู่นะครับ ที่ต้องอาศัยการสังเกตอย่างละเอียด แต่นี่ก็อีกเช่นกัน ไม่ใช่สิ่งที่ผมดูแล้วจะสนใจ อารมณ์ของตัวละครเท่านั้นที่ใจความสำคัญของหนัง

เพลงประกอบโดย Antoine Duhamel, ว่าไปหนังเรื่องนี้มีลักษณะคล้ายหนังเพลงเหมือนกันนะครับ มีหลายเพลงที่เพราะๆ และนำเสนอโดยมีลักษณะคล้ายเพลงประกอบ MV มีการแสดง เคลื่อนไหวไปมาประกอบเพลง มีเรื่องเล่า และความหมายแฝงที่ตรงกับเหตุการณ์ ณ ขณะนั้น, ผมเลือกเพลง Ma Ligne De Chance (My Fate Line = เส้นโชคชะตา) มาให้ฟัง ทีแรกไม่ได้ชอบเพลงนี้นะครับ เพราะได้ยินคำว่า Ma Ligne De Chance จนรำคาญ ไปๆมาๆฟังอยู่หลายรอบกลับเริ่มชอบมันเสียงั้น, สังเกตให้ดี จะพบว่าการเคลื่อนไหวของนักแสดง มันเหมือนพวกเขากำลังเต้นอยู่ (ทั้งๆที่แค่เดินไปเดินมาเท่านั้น) ตำแหน่ง ทิศทาง การกระทำล้วนมีความหมายที่สื่อออกมาชัดมากๆ น่าเสียดายผมหาคลิปที่มี sub ให้ไม่ได้นะครับ ถ้าได้รู้ความหมายไปด้วย จะเห็นเลยว่านี่เป็นเพลงที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ลึกซึ้งมากๆ

ตอนต้นเรื่อง Samuel Fuller ผู้กำกับที่มารับเชิญในหนัง พูดว่า ภาพยนตร์ก็เหมือนกับสมรภูมิรบ (Film is like a battleground.) ประกอบด้วยความรัก, ความเกลียดชัง, การกระทำ, ความรุนแรง, ความตาย รวมเรียกเป็นคำเดียวว่า ‘อารมณ์’ (Love, hate, action, violence, death. In one word: emotion.) นี่คือคำจำกัดความของหนังเรื่องนี้นะครับ

การจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ คุณต้องทำเหมือนไม่สนใจเนื้อเรื่อง จับอารมณ์ของแต่ละฉาก ทำความเข้าใจเทคนิคที่ใช้ และมองหาความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกัน, หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยเทคนิค มีนักวิจารณ์มองว่า ‘เทคนิคของหนังเด่นกว่าเรื่องเล่าเสียอีก’ ถ้าคุณไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญหรือมีความเข้าใจเทคนิคด้านภาพยนตร์ ดูหนังเรื่องนี้ลำบากแน่ครับ, ช่วงแรกๆ เราอาจเห็นเรื่องราวมีความต่อเนื่องกัน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เปรียบเสมือน Jigsaw สองชิ้นที่ไม่ได้มีภาพต่อกัน แต่สามารถต่อกันได้, จุดนี้ผมแนะนำให้จับอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เรื่องราวจะดำเนินไปยังไงช่างมัน ฉันรู้สึกอย่างไรนี่สำคัญกว่า

ผมจะเล่าอารมณ์ที่ได้จากหนังนะครับ เริ่มต้นจากความเบื่อ -> ไปสู่ความตื่นเต้น (แบบหนัง Gangster) ปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ อยากทำอะไรก็ทำ กลัว -> กล้า ครึ่งแรกจบด้วยขณะหนีไปกบดานอยู่เกาะริมทะเล อารมณ์เหมือนคนแก่วัยเกษียณที่ได้ทำสิ่งที่ตนเองอยากทำหมดแล้ว และต้องการพักผ่อน, ครึ่งหลังเริ่มต้นที่ความเบื่ออีกครั้ง มันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นเลย -> ความเคลือบแคลงสงสัยเกิดขึ้น -> ต่อมาเป็นความเจ็บปวดในการถูกทรยศหักหลัก เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มทำใจได้, เธอกลับมาอีกครั้ง เกิดความรู้สึกลังเลไม่แน่ใจ เธอจะมาดีหรือมาร้าย แต่โอกาสพิสูจน์มาแล้วก็คว้าไว้ก่อน แต่ก็สร้างกำแพงบางๆไว้ ถ้าพบว่าเธอหักหลังเขาจริงๆ ก็ต้องพร้อมทำใจ -> ขณะเรือออกไป นี่เป็นการยืนยันความรู้สึก เธอทรยศเขาจริงๆ การนั่งฟังชายคนหนึ่งบ่นก็เพื่อรวบรวมสติครั้งสุดท้าย แค้นนี้ต้องชำระ -> เมื่อสาสมแล้ว มันก็ไม่มีอะไรในชีวิตที่มีคุณค่าเหลืออยู่อีกต่อไป

จะชอบหนังหรือเกลียดหนังก็อยู่ตรงนี้นะครับ ว่าคุณสามารถเข้าใจความหมายของ ‘อารมณ์’ มากน้อยแค่ไหน มันมีเรื่องราวที่แฝงไว้ในอารมณ์นั้นด้วย บอกตามตรงผมก็เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ถ้าจะให้เรียบเรียงให้เห็นชัดทั้งหมด คงใช้เวลาไม่น้อย ก็เอาแบบคร่าวๆแค่นี้ไปแล้วกันนะครับ สามารถเข้าใจอารมณ์ใกล้เคียงกับที่ผมอธิบายมาได้ ก็แสดงความคุณอาจเข้าใจหนังเรื่องนี้แล้ว

สิ่งที่ผมชอบที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือการสร้างภาพบรรยากาศที่เข้ากับอารมณ์ มันถูกแสดงออกมาตั้งแต่สี monotone ต้นเรื่องแล้ว แต่นั่นเป็นแค่อารัมภบท (prologue) จุดเริ่มต้นเท่านั้น ของจริงคุณต้องมองหาเอาเอง ถ้าค้นพบได้ก็ถือเป็นชัยชนะ, ระหว่าง ท้องฟ้าผืนน้ำ กับการกระทำ ความบ้าคลั่ง คุณเป็นคนประเภทไหนกัน Pierrot หรือ Marianne?

ผมคงแนะนำหนังเรื่องนี้กับคนดูทั่วไปไม่ได้, ถ้าคุณไม่ใช่คนทำงานสายภาพยนตร์ หรือนักเรียนภาพยนตร์ ดูหนังเรื่องนี้ไปก็อาจไม่เข้าใจ, แต่มันคือรสนิยมและความท้าทาย ถ้าคุณชอบหนังของ Godard ต้องลองท้าทายตัวเองดู และอย่าคิดว่าเข้าใจเนื้อเรื่อง แล้วจะถึงแก่นของหนังนะครับ แท้จริงต้องเข้าใจอารมณ์ เกิดความรู้สึกอะไร มีความสัมพันธ์อย่างไร ถึงจุดนี้ได้ ก็จะเห็นความสวยงามที่แท้จริง

จัดเรต 15+ กับนิสัยแปลกๆ ฆาตกรรม และฆ่าตัวตาย

TAGLINE | “Pierrot le Fou ของ Jean-Luc Godard ได้ทำลายกฎเกณฑ์การเล่าเรื่อง ด้วยการใช้อารมณ์ เป็นตัวดำเนินเรื่อง สวยงาม แตกต่าง ไม่เหมือนใคร”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of