Pierrot le Fou (1965) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♥♥

(14/10/2022) ร่วมผจญภัยไปกับ Jean-Paul Belmondo และ Anna Karina ออกเดินทางจากกรุง Paris มุ่งสู่ French Riviera ก่ออาชญากรรม ปล้น-ฆ่า มาจนถึงทะเล Mediterranean แล้วทั้งคู่ก็ถึงเวลาพลัดพรากจากลา เพราะความแตกต่างระหว่างนกแก้ว-สุนัขจิ้งจอก มิอาจอยู่ร่วมชายคา นั่นสร้างความระทมขมขื่นให้ผู้กำกับ Jean-Luc Godard อย่างที่สุด

Pierrot le Fou (1965) คือความคลุ้มคลั่งหลังการเลิกราหย่าร้างระหว่างผกก. Godard และอดีตภรรยา Karina เขาพยายามหาหนทางคืนดีกับเธอระหว่างสรรค์สร้าง Alphaville (1965) ช่วงแรกๆก็กลับมารักกันหวานแหวว แต่สันดานของคนมันไม่เปลี่ยนกันง่ายๆ สุดท้ายเลยกลายเป็นความระทมขมขื่น อย่าอดรนทนฝืนต่อไปอีกดีกว่า

ในบรรดาผลงานก้องโลกของผกก. Godard ส่วนตัวมีความชื่นชอบโปรดปราน Pierrot le Fou (1965) เพราะประสบการณ์พบเจอหญิงสาวแบบ Karina เคยตกหลุมรัก ต้องการครอบครอง แต่เธอกลับไม่ยินยอมตอบสนอง ปฏิเสธหยุดอยู่นิ่ง เพียงพอใจในสิ่งที่พึงมี สุดท้ายก็จำยอมปลดปล่อยสู่เสรีภาพ เฝ้ารอคอยเมื่อไหร่ตนเองจะเข็ดหลากจำ เจ็บปวดซ้ำๆซากๆจนแทบคลุ้มบ้าคลั่ง … ผมตระหนักว่า ผู้หญิงที่ขั้วตรงกันข้ามกับตนเอง แม้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดน่าหลงใหล เหมือนจะสามารถเติมเต็มกันและกัน แต่พอพานผ่านช่วงเวลาหมดโปรโมชั่น กลับกลายเป็นความไม่เข้ากันเสียส่วนใหญ่

หวนกลับมารับชมรอบนี้หลังจากไล่เรียงรับชมภาพยนตร์ของผกก. Godard มาตั้งแต่เรื่องแรก Breathless (1960) ทำให้เกิดความตระหนักว่า Pierrot le Fou (1965) คือผลงานที่เกิดจากการประมวลผล สะสมประสบการณ์ พัฒนาสไตล์ลายเซ็นต์ Godardian มาจนถึงจุดสูงสุด ลงตัวกลมกล่อมที่สุด นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง (ผ่านตัวละครของ Belmondo) กับ Karina ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุดเช่นเดียวกัน!

แม้หลังจากนี้ ผกก. Godard ยังมีโอกาสร่วมงาน Karina เรื่อง Made in U.S.A. (1966) และหนังสั้น Anticipation ในภาพยนตร์ The Oldest Profession (1967) แต่ความสัมพันธ์กลับยิ่งเลวร้ายลงจนถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติด ปฏิเสธพบเจอ พูดคุย ถูกนักข่าวนัดมาสัมภาษณ์พร้อมกัน ต่างคนต่างก็ลุกหนีหายจากเวที


Jean-Luc Godard (1930-2022) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ French-Swiss เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นนายแพทย์ชาว Swiss ฐานะร่ำรวย ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบลี้ภัยอยู่ Switzerland, เริ่มรู้จักภาพยนตร์จากการอ่านบทความ Outline of a Psychology of Cinema เขียนโดย André Malraux ตามด้วยความสนใจนิตยสาร La Revue du cinéma จากนั้นเริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนในวงการ, เมื่อปี 1950 สมัครเข้าศึกษาคณะมานุษยวิทยา University of Paris แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เพราะไปหมกตัวอยู่ Ciné-Clubs ตามด้วย Cinémathèque Française รับรู้จักบรรดาพรรคเพื่อนผู้หลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ François Truffaut, Jacques Rivette, Claude Chabrol, เคยร่วมกับ Éric Rohmer ก่อตั้งวารสาร La Gazette du cinéma แต่อยู่รอดแค่เพียงห้าฉบับ! จากนั้นได้รับคำชักชวนจาก André Bazin กลายเป็นนักวิจารณ์(คนแรกของกลุ่มที่ได้)ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Cahiers du Cinéma ระหว่างนั้นก็ทดลองทำหนังสั้น และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Breathless (1960) ** ได้รับการยกย่องว่าคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ (Modern Cinema)

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1964 ระหว่างกำลังถ่ายทำ Bande à part (1964) ผู้กำกับ Godard ประกาศต่อสาธารณะว่าผลงานต่อไปจะทำการดัดแปลงนวนิยายแนวอาชญากรรม Le démon d’onze heures (แปลว่า The Eleven O’Clock Demon) ต้นฉบับคือ Obsession (1962) แต่งโดย Lionel White (1905-85) นักเขียน/นักข่าวชาวอเมริกัน ที่มีผลงานเด่นๆอย่าง

  • The Snatchers (1953) กลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Night of the Following Day (1968) นำแสดงโดย Marlon Brando
  • Clean Break (1955) กลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Killing (1956) ของผู้กำกับ Stanley Kubrick

ในบทสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ France-Soir ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ของการถ่ายทำต่างประเทศ รวมถึงคัดเลือกนักแสดงอย่าง Richard Burton และ Sylvie Vartan

If I have, as I would like, Richard Burton, I will take my wife, Anna Karina. We would shoot the film in English. If I don’t have Burton, and I take Michel Piccoli, I could no longer have Anna as an actress; she would form with him a too “normal” couple. In that case, I would need a very young girl. I’m thinking of Sylvie Vartan.

Jean-Luc Godard

แต่หลังจาก Karina คบชู้กับ Maurice Ronet ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ The Thief of Tibidabo (1964) ทำให้เธอเซ็นใบหย่ากับผกก. Godard เขาเลยเปลี่ยนมาสรรค์สร้าง Alphaville (1965) เพื่อพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ แม้เหมือนจะลุล่วงด้วยดี มีเสียงซุบซิบในกองถ่ายว่าทั้งสองหวนกลับมารักกันอีกครั้ง แต่ไม่นานหลังจากนั้นทุกสิ่งอย่างก็หวนกลับไปเป็นเหมือนเดิม ต่างคนต่างไม่สามารถปรับเปลี่ยนแปลงวิถีตนเองเข้าหากัน ฉันเป็นฉัน เธอเป็นเธอ แปรสภาพสู่ความเกรี้ยวกราด โกรธเกลียดแค้น

ด้วยเหตุนี้จึงกลายมาเป็น Pierrot le Fou ด้วยการปรับเปลี่ยนเนื้อหาจากนวนิยายอาชญากรรม กลายมาเป็นเรื่องราวที่ผกก. Godard รับรู้สึกเหมือนตนเองถูกทรยศหักหลังโดยอดีตภรรยา Karina

Pierrot le fou was an angry accusation against Anna Karina, and a self-pitying keen at how she destroyed him and his work.

นักวิจารณ์ Richard Brody

เรื่องราวของ Ferdinand Griffon (รับบทโดย Jean-Paul Belmondo) ชื่อเล่น Pierrot ตัดสินใจหนีหน่ายความซ้ำซากจำเจจากการแต่งงานกับมหาเศรษฐินี ไปใช้ชีวิตอันน่าตื่นเต้นเร้าใจกับหญิงสาวใช้ อดีตคนรัก Marianne Renoir (รับบทโดย Anna Karina) ทำการลักขโมยรถ ปล้นปั้มน้ำมัน เข่นฆ่าคนตาย ออกเดินทางจาก Paris มุ่งสู่ French Riviera แล้วติดเกาะอยู่กลางทะเล Mediterranean

หลังจากทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันสักพัก Marianne เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไร เลยตัดสินใจทอดทิ้ง Pierrot สร้างความเจ็บปวดรวดร้าว ระทมขมขื่น ผ่านไปหลายเดือนจู่ๆเธอก็หวนกลับมา พยายามโน้มน้าวให้ร่วมก่ออาชญากรรมบางอย่าง แต่พอสำเร็จเสร็จสรรพก็ละทอดทิ้งเขาไปอีก นั่นทำให้จิตใจของชายหนุ่มเกิดอาการคลุ้มคลั่ง แทบจะกลายเป็นบ้าโดยทันที!


Jean-Paul Belmondo (เกิดปี 1933) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Neuilly-sur-Seine บิดาเป็นนักแกะสลักชาวอิตาเลี่ยน ส่วนมารดาคือจิตรกรวาดภาพ, ตั้งแต่เด็กชื่นชอบการเล่นกีฬาฟุตบอล ต่อยมวย เคยขึ้นเวทีสมัครเล่นชนะรวด 3 ไฟต์ แต่เลิกชกเพราะเห็นหน้าตัวเองในกระจกแล้วรับไม่ได้, หลังจากปลดประจำการทหาร เข้าเรียนด้านการแสดง Conservatoire of Dramatic Arts จบมาเป็นนักแสดงละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก On Foot, on Horse, and on Wheels (1957), เข้าตาผู้กำกับ Jean-Luc Godard ชักชวนมาเล่นหนังสั้น Charlotte and Her Boyfriend (1958) และแจ้งเกิดกลายเป็นตำนาน Breathless (1960), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Léon Morin, Priest (1961), That Man from Rio (1964), Pierrot le Fou (1965), Borsalino (1970), The Professional (1981) ฯลฯ

รับบท Ferdinand Griffon ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายต่อชีวิตคู่ จู่ๆเลยตัดสินใจเกี้ยวพาราสีอดีตแฟนสาว Marianne ร่วมกันหลบหนีจากกรุง Paris ก่ออาชญากรรม ปล้น-ฆ่า มาจนถึงทะเล Mediterranean แล้วใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย วันๆเอาแต่อ่าน-เขียนนวนิยาย ไร้ความกระตือรือล้น ไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าเท่าที่มีอยู่

หลังจากถูก Marianne ทรยศหักหลัง ทอดทิ้งเขาไป (กรรมสนองที่เคยทำไว้กับภรรยา) ก็ทำให้ Ferdinand กลายเป็นเหมือนตัวตลกละครใบ้ Pierrot ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย ทำงานกะลาสีเรือเอาตัวรอดไปวันๆ จนกระทั่งเธอหวนกลับชักชวนไปร่วมปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรมบางอย่าง พอสำเร็จเสร็จสรรพก็ละทอดทิ้งเขาไปอีกครั้ง นั่นสร้างความโกรธเกลียดเคียดแค้น จนแทบกลายเป็นคนคลุ้มบ้าคลั่ง

เกร็ด: Pierrot le fou (Crazy Pete) ยังคือชื่อเล่นของอาชญากร Pierre Loutrel (1916-46) ที่ทางการฝรั่งเศสยกให้เป็น ‘Public Enemy No.1’ ในช่วงทศวรรษ 40s จากการเป็นหัวหน้ากลุ่ม Gang des tractions ปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรมอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ภาพจำติดตัวของ Belmondo (จาก Breathless (1960)) คือจิ๋กโก๋ โจรกระจอก มาดนักเลง ทำตัวเก๊าเจ้ง คำพูด-ท่าทางมีความยียวนกวนประสาท ครุ่นคิดอยากทำอะไรก็ทำ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้สักสิ่งอย่าง นั่นคือสิ่งที่ผู้ชมยังพบเห็นในครึ่งแรกของหนัง แต่หลังจากเดินทางถึงสุดปลายขอบฟ้า ก็เริ่มปล่อยปละละวางสิ่งต่างๆ พอถูกแฟนสาวทอดทิ้ง ความเย่อหยิ่งเหล่านั้นก็พลันสูญหายไป สีหน้าตาดูเหงาหงอยเศร้าซึม ภายในรู้สึกหมดสิ้นหวังอาลัย เมื่อเธอหวนกลับมาเลยยินยอมให้โอกาสลองดูอีกสักครั้ง แต่ยังไม่ทันจะข้ามวัน … กูจะบ้าตาย!

แม้บทบาทจะเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ผันแปรเปลี่ยนราวกับรถไฟเหาะ (Roller Coaster) แต่เอาจริงๆ Belmondo ไม่ใช่นักแสดงที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้น ใครช่างสังเกตจะพบว่าผกก. Godard มักใช้ภาษาภาพยนตร์ในการสื่อแทนอารมณ์/ความรู้สึกขณะนั้นๆออกมา … แต่ก็ต้องยอมรับว่า Belmondo เป็นตัวตายตัวแทน Godard ใกล้เคียงมากๆเลยละ


Anna Karina ชื่อจริง Hanne Karin Bayer (1940-2019) เกิดที่ Frederiksberg, Denmark โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักร้อง-เต้นคาบาเร่ต์ ตามด้วยโมเดลลิ่ง แสดงหนังสั้นที่คว้ารางวัลเทศกาลหนังเมือง Cannes เลยตัดสินใจปักหลักอยู่กรุง Paris (ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ด้วยซ้ำ) ได้รับการค้นพบโดยแมวมอง พามาถ่ายแบบ นิตยสาร กระทั่ง Jean-Luc Godra ชักชวนมารับบทนำ Breathless (1960) แต่กลับบอกปัดปฏิเสธเพราะไม่อยากเข้าฉากนู๊ด ถึงอย่างนั้นก็ยินยอมร่วมงานตั้งแต่ A Woman Is a Woman (1961), My Life to Live (1962), The Little Soldier (1963), Band of Outsiders (1964), Pierrot le Fou (1965), Alphaville (1965) และ Made in USA (1966), ผลงานเด่นๆหลังจากนั้น อาทิ The Nun (1966), The Stranger (1967), Man on Horseback (1969), Chinese Roulette (1976) ฯ

รับบท Marianne Renoir หญิงสาวเต็มไปด้วยความระริกระรี้ โหยหาชีวิตที่ตื่นเต้น กระทำสิ่งรุกเร้าใจ หลงใหลการร้องรำทำเพลง เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย Pierrot (ชื่อเล่นที่เธอใช้เรียก Ferdinand Griffon) จึงละทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ไม่ได้ใคร่อยากหวนกลับหา แค่เพียงมาหยอกล้อเล่น กลั่นแกล้งให้เขารุมร้อนทรวงใน เลยได้รับผลกรรมตอบแทนอย่างสาสมแก่ใจ

เกร็ด: Marianne คือชื่อเรียกของรูปสัญลักษณ์เชิงบุคลาธิษฐานประจำชาติฝรั่งเศส ในรูปลักษณ์สตรีเพศผู้เป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพ, ส่วน Renoir สื่อถึง Pierre-Auguste Renoir (1841-1919) จิตรกรเอกแห่งยุคสมัย Impressionist และยังเป็นบิดาของผู้กำกับ Jean Renoir (1894–1979)

ตัวละครของ Karina ในหลายๆผลงานก่อนหน้านี้ของผกก. Godard มักมีความสวยใสไร้สมอง ทำตัวน่ารักๆ ตาพองโต ดูสดใสซื่อบริสุทธิ์เดียงสา แต่มาครานี้เต็มไปด้วยความระริกระรี้ โฉดชั่วร้าย ใช้มารยาหญิงหว่านโปรยเสน่ห์ สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองตัณหา ความพึงพอใจในตนเอง ไม่ยินยอมศิโรราบอยู่แทบเท้าชายคนรัก (ทั้ง Pierrot และผกก. Godard) อีกต่อไป

เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก
แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน
ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน
แต่น้ำตาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล

สุนทรภู่, พระอภัยมณี

ผมรู้สึกว่า Karina ดูมีชีวิตชีวา สนุกสนานเพลิดเพลินกับบทบาทนี้มากๆ เพราะตนเองได้รับเสรีภาพจาก ผกก. Godard แทบไม่เคยพูดคุย/ไม่ให้คำแนะนำอะไรๆใดๆในกองถ่าย อยากทำอะไรก็ทำไป เป็นตัวของตนเองไปนะแหละ ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไร … น่าจะเป็นบทบาทใกล้เคียงกับตัวตนของ Karina มากที่สุดแล้วกระมัง

[Godard and Karina] are like a cobra and a mongoose, always glaring at each other.

Jean-Paul Belmondo กล่าวถึงความสัมพันธ์ในกองถ่ายระหว่างผกก. Jean-Luc Godard กับอดีตภรรยา Anna Karina

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วยผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969) ฯลฯ

ความตั้งใจของ ผกก. Godard บอกว่า Pierrot le Fou (1965) คือการทดลองสร้าง’ชีวิต’ให้กับภาพยนตร์ จริงๆก่อนหน้านี้เคยทดลองมาแล้วกับ Vivre Sa Vie (1962) แต่เป็นหนังขาว-ดำ ครานี้เปลี่ยนมาใช้ฟีล์มสี Eastmancolor ในอัตราส่วน CinemaScope (2.35:1) ด้วยความพยายามครุ่นคิด’ภาษา’ให้องค์ประกอบของสีสัน (เน้นหลักๆคือน้ำเงิน-ขาว-แดง ธงชาติฝรั่งเศส) สำหรับกระตุ้นความรู้สึก ให้ผู้ชมบังเกิดอารมณ์ร่วมบางอย่าง

It is not really a film, it’s an attempt at cinema. Life is the subject, with [Cinema]Scope and color as its attributes … In short, life filling the screen as a tap fills bathtub that is simultaneously emptying at the same rate.

Jean-Luc Godard

การทดลองมากมายเกี่ยวกับการใช้สีสันสื่อสารภาษาภาพยนตร์ ทำให้นักวิจารณ์เปรียบเทียบถึงตอนที่ผกก. D. W. Griffith ทำการทดลองผิดลองถูกกับงานภาพ The Birth of Nation (1915) และตัดต่อ Intolerance (1916), รวมถึงหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบ Film Noir เลยได้รับการกล่าวขวัญ “หนังนัวร์ภาพสี เรื่องแรกของโลก”


แรกสุดกับ Opening Credit ปรากฎตัวอักษรไล่เรียงจาก A → Z นี่ก็คือการเปิดประเดิมด้วยแนวคิดศิลปะสไตล์ Pop Art ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจแฟนไชร์ Alien(s) อย่างแน่นอน!

หลังจากข้อความต่างๆขึ้นครบหมดสิ้น ตัวอักษรสีแดงก็จะสูญหายวับ หลงเหลือเพียงคำว่า PIERROT LE FOU → PIERROT FOU → O O → O เมื่อถึงจุดนี้มันคงไม่ตัวอักษรโอ (O) แต่น่าจะสื่อถึงเลขศูนย์ (0) ซึ่งสามารถสื่อถึงการสูญเสียทุกสิ่งอย่าง

นี่เท่ากับว่าการปรากฎและลบหายของตัวอักษร สามารถเปรียบเทียบถึงความสัมพันธ์ชาย-หญิง, Pierrot-Marianne รวมถึง Godard-Karina เริ่มต้นทีละลำดับอย่างเชื่องช้า เมื่อครบถ้วนอิ่มหนำ (จุดสูงสุดของความรัก) ความขัดแย้งจักทำให้ทุกสิ่งอย่างหายวับพริบตา กลายสภาพเป็นคนบ้า (PIERROT LE FOU → PIERROT FOU) และสูญเสียทุกสรรพสิ่งอย่างไป (O O → O)

Velázquez, past the age of fifty, no longer painted specific objects. He drifted around things like the air, like twilight, catching unawares in the shimmering shadows the nuances of color that he transformed into the invisible core of his silent symphony.

Élie Faure นักวิจารณ์ศิลปะในหนังสือ Histoire de l’Art กล่าวถึง Diego Velázquez (1599-1660) จิตรกรชาว Spanish แห่งยุคสมัย Baroque ในช่วงเวลา Spanish Golden Age

แม้ว่าขณะนั้นผกก. Godard อายุเพียง 35 ปี แต่คงรู้สึกเหมือนตนเองไม่ต่างจากวัย 50 (เมื่อตอน Alphaville (1965) ก็เคยได้ยินตัวละครคำพูดในทำนองว่า แม้เพิ่งเข้ามาอยู่ในเมืองแห่งนี้แค่ค่ำคืนเดียวแต่รู้สึกยาวนานเหมือนศตวรรษ!) คล้ายๆจิตรกร Diego Velázquez ช่วงบั้นปลายชีวิตได้ค้นพบเทคนิคใหม่ๆในการใช้สีสัน … หรือก็คือผกก. Godard ทำการละเลง Eastmancolor ในการสรรค์สร้าง Pierrot le Fou (1965) นั่นเองละครับ!

The world he lived in was one of sadness: A degenerate king, sickly infantes, idiots, dwarfs, cripples, a handful of clownish freaks dressed up as princes, whose function it was to laugh at themselves … and to amuse a cast that lived outside the law, in the meshes of etiquette, plots and lies, bound by the confessional and remorse, with the inquisition and silence at the door.

ในโลกที่ Velázquez เคยอาศัยอยู่ ยังสามารถสะท้อนมุมมองในปัจจุบันของผกก. Godard อารมณ์ของเขาขณะนั้นคือความชอกช้ำระกำใจ จากการถูกอดีตภรรยาทรยศหักหลัง จึงเต็มไปด้วยอคติต่อสิ่งต่างๆรอบข้าง กลายเป็นบุคคลมองโลกในแง่ร้ายไปเลยก็ว่าได้

A spirit of nostalgia pervades his work, yet he avoids what is ugly, sad, or cruelly morbid about those oppressed children. Velasquez is the painter of evening, of open spaces and of silence, even when he painted in broad daylight or in a closed room, even with the din of battle or of the hunt in his ears. As they seldom went out during the day, when everything was drowned in torrid sunshine, the Spanish painters communed with the evening.

ผลงานในช่วงบั้นปลายของ Velázquez แม้วาดตอนกลางวันแต่ล้วนได้รับการเปรียบเทียบดั่งค่ำคืนมืดมิด หรือก็คือ Pierrot le Fou (1965) ที่แม้นำเสนองานภาพเต็มไปด้วยแสงสีสัน หรือถ่ายทำเพียงตอนกลางวัน แต่เนื้อหาสาระแท้จริงนั้นไม่ต่างจากหนังนัวร์ (film noir) สะท้อนสภาพจิตใจของตัวละคร Ferdinand/Pierrot (และผู้กำกับ Godard) ต่างจมปลักอยู่ในความมืดมิด หมดสิ้นหวังอาลัย

คำอธิบายสรุปย่อทั้งหมดนี้อ่านออกเสียงโดยตัวละคร Ferdinand ขณะกำลังอยู่ในอ่างอาบน้ำ ย้อนรอยกับคำพูดของผกก. Godard ที่ว่า “ชีวิตก็เหมือนการเติมน้ำในอ่าง ขณะเดียวกันก็เปิดให้มันไหลออกด้วยอัตราเท่ากัน” หรือก็คือความสุข-ทุกข์ ดีใจ-เศร้าโศก พบเจอ-พลัดพรากจาก รักมากๆ-รังเกียจชัง ฯลฯ สองสิ่งขั้วตรงข้ามที่สามารถเติมเต็มกันและกัน

In short, life filling the screen as a tap fills bathtub that is simultaneously emptying at the same rate.

เกร็ด: เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ Histoire de l’Art ของ Élie Faure มีทั้งหมด 5 เล่ม ประกอบด้วย L’art antique, L’art médiéval, L’art renaissant, L’art moderne I และ II ที่มีการกล่าวถึงในหนังคือ Modern Art ทั้งสองเล่ม

หนึ่งในเทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า/ชุดชั้นในทศวรรษ 60s ผู้หญิงจะไม่สวมใส่ Slip กันแล้ว ได้รับการพัฒนามาเป็น Girdle (ผมก็ไม่รู้มันแตกต่างกันยังไง แต่เอาว่าคือกางเกงซับใน สวมใส่แล้วมันจะขับเน้นบั้นท้ายให้เห็นทรวดทรงที่ชัดเจนขึ้น)

ทำให้ Pierrot (และผู้กำกับ Godard) พูดแซวขำๆแบบจริงๆจังๆ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัย “Age of the Ass” เมื่อตอน Alphaville (1965) ก็มีหนึ่งในภาพร่างที่ระบบคอมพิวเตอร์ Alpha 60 จินตนาการมนุษย์ในโลกอนาคต ใบหน้ากับบั้นท้ายอยู่ตำแหน่งซ้อนทับกัน!

การได้บังเอิญพบเจออดีตคนรัก Marianne ทำให้ Pierrot เกิดอารมณ์คักคัก พูดคุยกับเพื่อนถึงบทเพลง Beethoven: Symphony No. 5 ที่มีชื่อเล่นว่า ‘Victory Symphony’ และท่วงทำนอง แท้น แท้น แท้น แทน ดังขึ้นแบบไม่มีปี่ขลุ่ย (นี่ก็ Pop Art นะครับ)

งานเลี้ยงปาร์ตี้/แวดวงไฮโซที่น่าเบื่อหน่าย (ในมุมมองของ Ferdinand และผกก. Godard) ร้อยเรียงภาพ Monotone ประกอบด้วย สีน้ำเงิน-ขาว-แดง (ธงไตรรงค์ฝรั่งเศส) และเขียว-เหลือง สำหรับสื่อแทนอารมณ์บางอย่างของ Pierrot แต่ผมขออธิบายแค่เฉดสีที่น่าสนใจ

  • สีเขียว สีของธรรมชาติ/ข้อเท็จจริง พบเห็นระหว่างที่ Ferdinand พูดคุยผ่านล่ามกับ Samuel Fuller (1912-97) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อยุคสมัย French New Wave นอกจากรับเชิญมาปรากฎตัว ยังพูดประโยคที่ถือเป็นอีกหนึ่งใจความของหนัง
    • Film is like a battleground. There’s love, hate, action, violence, death… in one word: emotion.
  • ปกติแล้วสีที่จัดเป็น Erotic Color มันจะออกม่วงๆ ไม่ก็สีรุ้งไปเลย แต่ผกก. Godard เลือกใช้แสงขาวขุ่นๆ นำเสนอภาพในความครุ่นคิด/จินตนาการของ Pierrot ที่ทำการปลดเปลื้องหน้ากากของผู้คนแวดวงไฮโซ พยายามสร้างภาพให้ดูดี แต่ภายในจิตใจก็ครุ่นคิดแต่เรื่องพรรค์นี้
  • ระหว่างเดินผ่านชาย-หญิงคู่หนึ่ง เมื่อพวกเขาโถมตัวเข้ามาจุมพิตและแยกจากกัน เฉดสีเปลี่ยนจากเขียว → น้ำเงิน ราวกับต้องการสื่อว่า จูบเพราะรักแต่หลังจากนั้นคือความเย็นชา

เมื่อความเบื่อหน่ายของ Ferdinand มาถึงขีดสุด! เลยขอหยิบยืมกุญแจรถจากญาติรู้จัก จากนั้นเดินไปหยิบเค้กปาใส่หน้าภรรยา (สังเกตว่าภาพช็อตนี้ไม่ได้เป็น Monotone อีกต่อไป เพื่อสื่อว่า Ferdinand กำลังหวนกลับสู่โลกความจริง)

แต่ยังไม่ทันพบเห็นความเปลอะเปลื้อน ก็ตัดมาภาพพลุกำลังปะทุระเบิด ‘Match cut’ แสดงถึงความดีอกดีใจ ราวกับชัยชนะสุดยิ่งใหญ่ ฉันไม่ต้องอดรนทนต่อปาร์ตี้ไร้สาระนี้อีกต่อไป … นี่เป็นอีกลูกเล่นลีลาตามแนวคิดศิลปะ Pop Art ที่เด่นชัดเจนมากๆ

ภาพวาดงานศิลปะที่ปะติดอยู่ตามผนังกำแพง มักมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับตัวละคร อย่างภาพร่างดินสอที่อยู่เหนือศีรษะ Marianne เลียนแบบท่านั่งบนโซฟาเหมือนเปี๊ยบ!

ค่ำคืนนี้ดึกดื่นเกินกว่าหญิงสาวจะกลับบ้านตัวคนเดียว Ferdinand เลยครุ่นคิดข้ออ้าง ขับรถพาไปส่งยังอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งพอทั้งสองก้าวออกจากห้องพัก ตัดไปภาพพลุกำลังปะทุระเบิดอีกครั้ง! นี่เช่นกันแสดงถึงความดีอกดีใจ (แต่สังเกตว่าพลุจะดูขมุกขมัว ไม่โดดเด่นชัดเหมือนคราก่อน สามารถสื่อถึงการที่ตัวละครไม่สามารถแสดงความรู้สึกดังกล่าวออกมาตรงๆเหมือนตอนปาเค้ก) เพราะกำลังมีโอกาสพูดคุยสนทนา เกี้ยวพาราสีอดีตคนรัก เผื่อว่าถ่านไฟเก่าคุกรุ่นขึ้นมา

โดยปกติแล้ว ผกก. Godard จะนิยมถ่ายทำจากสถานที่จริง นั่นรวมถึงการขับรถไม่ว่ากลางวัน-กลางคืน แต่ซีเควนซ์นี้กลับถ่ายทำในสตูดิโอ(หรือไม่ก็โรงเก็บรถ) แล้วสาดแสงไฟ (สมัยนี้มีคำเรียกไฟดิสโก้เธค) ราวกับต้องการสื่อว่าพวกเขากำลังอยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน ช่วงเวลาสุดพิเศษที่สองเราได้เคียงข้างกัน

แซว: มีขณะหนึ่งที่ Marianne บอกไม่อยากเล่าเรื่องของตนเอง Pierrot เลยบอกให้หยุดพูด เธอเลยหุบปากสักพักหนึ่ง (แล้วมาเปิดฟังวิทยุ) นี่ล้อกับเกม 1 นาทีแห่งความเงียบสงัดของ Bande à part (1964) … แต่วินาทีนั้นเหมือนยังได้ยินเสียงรถราวิ่งสวนไปมาอยู่นะ

Marianne เปิดรับฟังวิทยุ ได้ยินข่าวการเสียชีวิตของทหารหาญยังดินแดนห่างไกล พร่ำเพ้อว่าไม่รู้สึกอะไรทั้งๆกำลังมีคนตายทุกเสี้ยววินาที! นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้กำกับ Godard กล่าวถึงความเป็นไปของโลกภายนอก (คำกล่าวของ Marianne ชวนให้นึกถึงสุนทรพจน์จาก Le petit soldat (1963)) แต่หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้เขาก็จะหันมาให้ความสนใจอย่างมากๆ (เพราะการหย่าร้างภรรยา Karina คงทำให้โลกทัศน์ของ Godard เปิดกว้างมากขึ้น และไม่ต้องหมกมุ่นอยู่แต่อารมณ์รักๆใคร่ๆอีกต่อไป)

We know nothing about them. All they say is “115 killed.” It’s like photographs. They’ve always fascinated me. You see this frozen image of a guy with a caption underneath. Maybe he was a coward. Maybe he was a nice guy. But at the moment it was taken, no one can really say who he was, what he was thinking about. His wife? His mistress? The past? The future? Basketball? No one will ever know.

Marianne Renoir

ด้านหลัง Pierrot มีทั้งหมดสามภาพวาด ล้วนสามารถสื่ออะไรบางอย่างถึงตัวละคร

  • Les Amoureux (1923) แปลว่า Lovers, วาดโดย Pablo Picasso ในช่วงเวลา Neoclassicism Period
    • ชาย-หญิงกำลังเกี้ยวพาราสี สามารถสื่อตรงๆถึง Pierrot-Marianne
  • Paul en Pierrot (1925) แปลว่า Paul as Pierrot (บุตรชายของ Picasso), วาดโดย Pablo Picasso ในช่วงเวลา Neoclassicism period
    • ชื่อภาพวาดตรงกับตัวละคร Pierrot
  • Saint-Jean-Cap-Ferrat, Lovers in the moonlight (1952) วาดโดย Marc Chagall
    • หนุ่มสาวกำลังโอบกอด พรอดรักยามค่ำคืนอยู่ริมชายหาด ณ Saint-Jean-Cap-Ferrat เมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส 
    • แม้ไม่เชิงว่า Saint-Jean-Cap-Ferrat คือเป้าหมายปลายทางของ Pierrot-Marianne แต่ก็ให้บรรยากาศโรแมนติกคล้ายๆกัน

สำหรับ Marianne (เอาที่อยู่ในอพาร์ทเม้นท์นี้ก่อนนะครับ) มักเปรียบกับภาพวาด Impressionist พบเห็นหลายๆผลงานของจิตรกร Pierre-Auguste Renoir (นามสกุลของเธอคือ Renoir ก็ต้องมาจากตระกูลศิลปิน) แต่จากศิลปินอื่นก็มีนะครับ

  • Petite fille à la gerbe (1888) แปลว่า Girl with sheaf of wheat, วาดโดย Pierre-Auguste Renoir
    • ภาพนี้จะปรากฎขึ้นเมื่อเสียงบรรยายของ Ferdinand พูดชื่อตัวละคร Marianne Renoir
  • Nude (1880), วาดโดย Pierre-Auguste Renoir
  • Femme à la cravate (1917) แปลว่า Woman with tie, วาดโดย Amedeo Modigliani
    • ยุคสมัยนั้นผู้หญิงสวมไทด์แสดงถึงความเป็นสาวมั่น กล้าที่จะครุ่นคิดตัดสินใจ โหยหาเสรีภาพของตนเอง

มันคงน่าแปลกใจไม่น้อยถ้าผกก. Godard ไม่ได้มีการอ้างอิงภาพวาดของ Henri Matisse หรือผลงานใดๆจากกลุ่มการเคลื่อนไหว Fauvism (ที่โด่งดังเกี่ยวกับใช้เฉดสีสันถ่ายทอดอารมณ์ศิลปิน) หลบซ่อนอยู่ช็อตนี้ ประกอบด้วย

  • Grand intérieur rouge (1948) แปลว่า Big Red Interior
    • ภาพวาดภายในห้องที่จัดจ้านด้วยเฉดสีแดง แสดงถึงความลุ่มร้อนแรง เต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
  • Conversation (1941)
    • ภาพสองสาวกำลังพูดคุย ซุบซิบนินทา
  • La Blouse roumaine (1940) แปลว่า The Romanian Blouse
    • หญิงสาวสวมชุดประจำชาติโรมาเนีย ปักลวดลายดอกไม้ แลดูคล้ายๆชุดของพวกยิปซี ซึ่งสามารถสื่อถึงเสรีภาพในการใช้ชีวิต

ภาพนี้ชื่อว่า Jeune femme au miroir (1932) แปลว่า Young woman in the mirror, วาดโดย Pablo Picasso คาดว่าต้องการสื่อถึงตัวตนของ Marianne เบื้องหน้าแสดงออกอย่างหนึ่ง แต่ตัวตนแท้จริงกลับตรงกันข้ามกับทุกสิ่งอย่างที่ Pierrot เคยรับล่วงรู้จัก

สองภาพวาดด้านขวา เป็นผลงาน Lyrical Abstraction ของจิตรกร Georges Mathieu ด้วยแนวคิด “Freedom is emptiness” ประกอบด้วย

  • ภาพสีน้ำเงินชื่อว่า Paris, Capital of the Arts (1965)
  • ส่วนภาพแนวตั้งชื่อว่า Les Capétiens partout! (1954) แปลว่า Capétiens Everywhere (Capétiens คือชื่อราชวงศ์กาเปเซียงที่ปกครองอาณาจักรฝรั่งเศสในสมัยกลาง บางครั้งก็เรียกว่าต้นตระกูลฝรั่งเศส)

ภาพถ่ายด้านหลังตู้เย็นคือ Moïse Kapenda Tshombe (1919-69) ชาวคองโกที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่ง Republic of Katanga (1960-63), นี่แฝงนัยยะตอนที่ Marianne แอบหลบหลังตู้เย็น สื่อถึงการลี้ภัย/หลบซ่อนตัวทางการเมือง

ส่วนหน้าปกนิตยสาร Paris Match ฉบับเดือนพฤศจิกายน 1954 ภาพของนักแสดง Gina Lollobrigida (1927-) สัญชาติอิตาเลี่ยน โด่งดังจากการเป็น ‘Sex Symbol’ และมีผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Bread, Love and Dreams (1953), The World’s Most Beautiful Woman (1955), Venere Imperiale (1963), Buona Sera, Mrs. Campbell (1968) ฯลฯ

ความน่าพิศวงของซีเควนซ์นี้ นอกจากเต็มไปด้วยระเบิด อาวุธปืน ยังคือชายคนหนึ่งนอนเสียชีวิตอยู่บนเตียง หมอนี่เป็นใคร? มาจากไหน? ถูกฆาตกรรมหรืออย่างไร? เมื่อตอนที่ Frank (เจ้าของห้องพัก/คนรักของ Marianne) เดินเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ใคร่สนใจ อีกทั้งกล้องยังเคลื่อนไหลโฉบเฉี่ยว Long Take ล่องลอยราวกับอยู่ในความเพ้อฝัน อะไรจริง-เท็จ What the fuck is happening?

คำบอกใบ้ประกอบด้วยโปสเตอร์ภาพยนตร์ Le petit soldat (1963) และตัวอักษร OAS (Organisation Armée Secrète) องค์กรกึ่งทหารฝ่ายขวาสุดของฝรั่งเศสในช่วงสงครามแอลจีเรีย Algerian War (1954-62) ที่ทำตัวเหมือนผู้ก่อการร้าย วางระเบิด ก่อการจราจล ลอบสังหารเป้าหมาย pro-FLN (Front de libération nationale) เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้แอลจีเรียได้รับอิสระจากการปกครองอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่ก็สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

เกร็ด: หลายคนอาจสับสนกับ La Main Rouge แม้มีเป้าหมายเดียวกันคือพยายามขัดขวางไม่ให้แอลจีเรียได้รับอิสรภาพ แต่องค์กรนี้ดำเนินการโดยหน่วยงานข่าวกรองต่างประเทศของฝรั่งเศส จึงเต็มไปด้วยสายลับ คอยหลบอยู่ข้างหลังฉาก

แม้ว่า OAS จะล่มสลายไปตั้งแต่พ่ายแพ้สงครามแอลจีเรีย แต่นี่เป็นการบอกใบ้ว่าเครือญาติพี่น้อง/คนรู้จักของ Marianne ย่อมเคยมีความสัมพันธ์บางอย่าง นำไปสู่ Frank หรือชายที่ถูกฆาตกรรมนี้ น่าจะลักขโมยเงินจากองค์กรอาชญากรรม/ก่อการร้าย เธอเลยถูกไล่ล่าติดตาม จำต้องหาหนทางหลบหนีไปให้แสนไกล

เมื่อตอนที่ Frank กลับเข้ามาในห้องพัก สังเกตว่า Marianne ถือนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ L’Epatant ฉบับที่ 1 ปี 1965 หน้าปกสามสหาย La Bande des Pieds Nickelés (แปลว่า The Nickel Feet Band) แต่ง/วาดโดย Louis Forton แนว Humour/Aventure เริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 จนสิ้นสุด 2015 (เป็นหนึ่งในการ์ตูนแถบ (comic strip) ยาวนานและเก่าแก่ที่สุดในโลก)

เกร็ด: Les Pieds nickelés หรือ Nickel Feet สำนวนภาษาฝรั่งเศส หมายถึง บุคคลผู้บ่ายเบี่ยง/ขี้เกียจคร้านในการทำงาน (น่าจะคล้ายๆ คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด เลยมีอุปนิสัย ขี้เกียจสันหลังยาว)

ในบริบทของหนังนี้ Marianne ถือหนังสือการ์ตูนระหว่างพูดคุยกับ Frank สามารถสื่อถึงการแสร้งว่าทำตัวเหมือนเด็กๆ ไร้เดียงสา แต่แท้จริงแล้วเธอและชู้รัก (Pierrot) กำลังครุ่นคิดแผนการชั่วร้ายบางสิ่งอย่าง!

หลังจากที่ Marianne ทุบศีรษะ Frank จะนำเข้าสู่ซีเควนซ์ที่โคตรมึน! ตัดต่อแบบ ‘jump cut’ กระโดดไปกระโดดมา ดูมั่วซั่ว ไม่เรียงลำดับด้วยนะ (ทั้งสองขับรถออกไปแล้ว ตัดกลับมาเพิ่งวิ่งออกจากอพาร์ทเม้นท์) แต่ผมมองว่าเป็นความจงใจของผกก. Godard เพื่อสร้างความสับสนมึนงงให้ตัวละคร(และผู้ชม) นี่ฉันกำลังทำบ้าบอคอแตกอะไรอยู่ ไม่ตระหนักรับรู้ตนเอง ‘unconscious moment’ บังเกิดสติอีกทีก็เมื่อโบกมือลาอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ กำลังออกเดินทางไปจากกรุง Paris

เพราะความเร่งรีบ ทั้งสองจึงหยิบเอาสิ่งที่ครุ่นคิดว่าสำคัญสุดในชีวิตติดไม้ติดมือไปด้วย ประกอบด้วย

  • ปืนยาว (Rifle) สัญลักษณ์ของการต่อสู้ ความรุนแรง เอาไว้ระเบิดรถ และเป่าสมองเป้าหมาย
  • ตุ๊กตาหมี ของรักของหวงของ Marianne … นี่ผมแอบสงสัยว่าตัวเดียวกับ Breathless (1960) หรือเปล่า?
  • นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ L’Epatant เอาไว้อ่านฆ่าเวลา แสร้งว่าทำตัวเหมือนเด็กน้อย

หลายคนอาจมีภาพจำอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (The Statue of Liberty) ที่ตั้งตระหง่าน ณ เกาะ Liberty, มหานคร New York แต่เทพีดังกล่าวเป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสมอบให้แก่สหรัฐอเมริกา สำหรับการเฉลิมฉลองวันชาติครบ 100 ปี วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1876 โดยส่งมอบอย่างเป็นทางการให้ปธน. Grover Cleveland วันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1886

เกร็ด: สาเหตุที่ชาวฝรั่งเศสมอบเทพีเสรีภาพให้แก่สหรัฐอเมริกา เพราะพวกเขาชื่นชมชาวอเมริกันที่หาญกล้าลุกขึ้นต่อสู้กับสหราชอาณาจักร และประกาศอิสรภาพจนเป็นชาติเอกราชในที่สุด

ในฝรั่งเศสเองก็ยังมีอีกเทพีเสรีภาพ ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ Seine ทางตะวันตกของกรุง Paris โดยเป็นการจำลองย่อส่วน 1 ใน 4 สร้างโดยชุมชมชาวฝรั่งเศสในสหรัฐอเมริกา มอบเป็นของขวัญคืนแก่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1889

การออกเดินทางของ Pierrot และ Marianne จึงเริ่มต้นด้วยการทักทายเทพีเสรีภาพ เพื่อสื่อถึงอิสรภาพชีวิตของพวกเขา ต่อจากนี้จะไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยใช้ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ยี่หร่าอะไรใครอื่นทั้งนั้น!

Belmondo คืออดีตนักมวยเก่า เคยขึ้นชกสามไฟต์ชนะน็อกรวด แต่วันหนึ่งตัดสินใจเลิกชกเพราะกลับมาบ้านแล้วส่องกระจก จดจำใบหน้าของตนเองไม่ได้ … เลยเป็นเรื่องปกติมากๆที่จะพบเห็นเขาโยกเต้น ทำท่าระบำต่อยมวย ว่าไปก็ตั้งแต่ Breathless (1960) เลยด้วยซ้ำ!

I stopped when the face I saw in the mirror began to change.

Jean-Paul Belmondo

แซว: ระหว่างเติมน้ำมัน Pierrot พูดประโยคหนึ่งว่า “Put a Tiger in my Engine” นี่เป็นคำโปรยโฆษณาปั๊ม Esso/Exxon แต่พวกเขากลับกำลังเติมเต็มถังที่ปั๊มคู่แข่ง TOTAL ซะงั้น!

หลังหลบหนีจากปั๊มน้ำมัน จะมีการร้องเรียงชุดภาพ Montage ใช้ภาพวาดเคียงคู่คำพูดคุยสนทนาของตัวละคร ส่วนใหญ่มักเป็นภาพที่เคยปรากฎพบเห็นมาแล้ว แต่ภาพใหม่เลยก็มี

Total – It was an adventure film – Diadem of Blood –  Total – Tender is the Night – It was a love story.

  • ภาพแรกนำจากหนังสือการ์ตูน Mister-X N.2 Diadème de sang ตีพิมพ์เดือนมิถุนายน 1965
  • Les Amoureux (1923) แปลว่า Lovers, วาดโดย Pablo Picasso
  • Saint-Jean-Cap-Ferrat, Lovers in the moonlight (1952)

หนึ่งในสไตล์ Godardian มักนำเสนอฉากเดิมๆซ้ำสองครั้งแต่ในลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม (เหมือนเปิดน้ำลงอ่างน้ำ แล้วปล่อยไหลออกพร้อมๆกัน) อย่างการขับรถหลบหนียามค่ำคืน นี่เป็นอีกครั้งที่ถ่ายทำในสตูดิโอ โลกส่วนตัวของพวกเขา กลับตารปัตรที่ว่า Marianne เป็นคนขับรถ และเธอสอบถาม Pierrot ว่าเคยฆ่าคนตายหรือเปล่า? … ล้อกับเธอรำพันความตายของทหารหาญ และบอกใบ้ศพที่อยู่ในอพาร์ทเม้นท์ แนวโน้มฝีมือของเธอเอง

Marianne: What are you doing?
Pierrot: Looking at myself.
Marianne: What do you see?
Pierrot: A man about to drive over a cliff at 60 mph.
Marianne: I see a woman in love with the man about to drive over a cliff at 60 mph.

หลังจากทั้งสองสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งที่นั่ง สนทนาถึงความตาย จุมพิต แล้วปรากฎภาพหนังสือการ์ตูน Mister-X No.1 Rendez-vous avec la mort (แปลว่า Appointment with Death) นี่เป็นการล้อกับช็อตก่อนหน้าที่เริ่มต้นด้วยเล่มสอง แล้วปิดท้ายซีเควนซ์นี้ด้วยเล่มหนึ่ง (หนังของ Godard ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ 1-2-3 นะครับ)

เกร็ด: Appointment with Death ยังคือนวนิยายสายสืบ Hercule Poirot แต่งโดย Agatha Christie ตีพมิพ์เมื่อปี 1938

เมื่อน้ำมันหมดถัง Pierrot-Marianne จึงจอดแวะข้างทาง มองหาเหยื่อสำหรับบริจาคทาน (ล้อกับช่วงกลางเรื่อง ที่ก็เล่นละคอนขอเงินจากทหารอเมริกัน) หนึ่งในตัวประกอบที่ควรรับรู้จักไว้ก็คือ László Szabó (1936-) นักแสดง/ว่าที่ผู้กำกับดังสัญชาติ Hungarian, ในหนังใช้ชื่อตัวละคร Lazlo Kovacs ซึ่งคือนามแฝงของ Michel Poiccard (ตัวละครของ Jean-Paul Belmondo) จากภาพยนตร์ Breathless (1960)

สำหรับเรื่องเล่าของ Pierrot-Marianne ฟังจากคำบรรยายจะพบว่ามีความแตกต่างขั้วตรงข้าม

  • Marianne เล่าเรื่องการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ของ William of Gellone (c. 755 – 812/814) ฉายา William of Orange รบเอาชนะชนชาวมุสลิม Saracens ที่เข้ามารุกรานฝรั่งเศสในยุทธการ Prise d’Orange
  • ส่วน Pierrot
    • ในตอนแรกพยายามจะเล่าเรื่อง Georges Guynemer (1894-1917) นักบินผู้ยิงศัตรูตกมากที่สุดอันดับสอง (53 ชัยชนะ) ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนได้รับยกย่อง National Hero
    • แต่พออีกฝ่ายไม่สนใจเลยเปลี่ยนมาพรรณาฤดูกาล สภาพอากาศ หน้าร้อนที่แสนอบอุ่น

ธงชาติฝรั่งเศส ประกอบด้วยริ้ว 3 สี คือ น้ำเงิน-ขาว-แดง เรียงกันตามแนวตั้ง ความหมายสื่อได้ตรงกับคำขวัญ เสรีภาพ-เสมอภาค-ภารดรภาพ (liberté – égalité – fraternité)

หลังจากขอทานเงินได้มาจำนวนหนึ่ง ฉากนี้ขับรถที่ขโมยมาสีแดง (ภารดรภาพ) พุ่งชนสีขาว (เสมอภาค) และถอยหลังชนสีตุ่นๆ มองเป็นน้ำเงินไปก็แล้วกัน (เสรีภาพ) ประมาณมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมที่จะพุ่งชนเสรีภาพและความเสมอภาค โดยไม่สนถูกผิดอะไรทั้งนั้น … คิดเล่นๆนะครับ

ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าสะพานนี้ถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร? เพราะตามหลักวิศวกรมันควรที่จะเริ่มก่อสร้างจากตีนสะพานไล่ไปเรื่อยๆ หรือแบบเมืองไทยที่สร้างเสาขึ้นโด่เด่ พอเงินหมดก็ปล่อยทิ้งร้าง … แต่เอาเป็นว่ามันกลายเป็นสถานที่สรรค์สร้างงานศิลปะชั้นเลิศ สะท้อนความคอรัปชั่นของผู้รับเหมา/องค์กรที่เกี่ยวข้อง ในบริบทนี้สามารถสื่อถึง Pierrot-Marianne ทำการปลอมแปลงความตายจากอุบัติเหตุรถยนต์ แผดเผาให้ทุกสิ่งอย่างมอดไหม้ จากนั้นก้าวข้ามผ่านแม่น้ำ/ชายแดน สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่

Café Terrace at Night (1888) ภาพเขียนสีน้ำมันของ Vincent van Gogh ตั้งอยู่ย่าน Place du Forum, Arles แม้คาเฟ่แห่งนี้จะปิดให้บริการไปนานแล้ว แต่ปัจจุบันก็มีร้านใหม่ชื่อ Le Café La Nuit พยายามคงสภาพให้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด

ผมละโคตรสงสัย Marianne ไปหาชุดทหารอเมริกันมาส่วนใส่ตั้งแต่เมื่อไหร่ … ระหว่างเดินข้ามแม่น้ำ พานผ่านผืนป่า จู่ๆเธอก็เปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าชุดนี้เลยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงชุมชนเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง แม้ไม่มีรถขับแต่ก็นั่งลงตรงปั๊มน้ำมัน TOTAL เพื่อสื่อถึงการหยุดพัก เติมพลังงานให้ตนเอง และ Pierrot อ่านหนังสือการ์ตูน พูดถึงทะเลทราย Bayoda desert และเมือง Khartoum (เมืองหลวงของประเทศซูดาน) … เรื่องราวไม่ต่างจากที่ทั้งสองผจญภัยผ่านมา

After covering a good distance, they came to the Bayorda desert, which they had to cross to reach Karthoum.

‘Darn! Not much shade!’ They grumbled, as they set out across the scorching sand.

‘We’d be better off in the cool shade of a glass of lager’.

นี่เป็นฉากการขโมยรถ Ford Galaxie (คันนี้ของผกก. Godard) ที่น่ารำคาญสุดๆ เพราะบทเพลงแม้มีท่วงทำนองน่าตื่นเต้น แต่เดี๋ยวดัง-เดี๋ยวหยุด (เงียบเพลงขณะตัวละครกำลังพูดสนทนา หรือมีเสียง Sound Effect บางอย่าง) เพื่อเตือนสติว่าที่รับชมอยู่คือภาพยนตร์ อย่าไปเพลิดเพลินกับการลักขโมย หรือโจรกรรมในชีวิตจริง

แซว: เอาจริงๆแค่การวิธีการลักขโมยของ Pierrot ก็ไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ ใครมันจะไปลอกเลียนแบบได้สำเร็จเล่า!

ระหว่างกำลังขับรถเล่นเรื่อยเปื่อย Pierrot จงใจปล่อยมือเล่นกับพวงมาลัย แต่เขาขับได้แค่เส้นตรงเท่านั้น (สามารถสื่อถึงชีวิตที่ยังคงดำเนินไปตามครรลองครองธรรม) Marianne เลยท้าทายให้เขาหักเลี้ยว (กระทำสิ่งต่างๆตามหัวใจเรียกร้อง) และนี่คือผลลัพท์ขับพุ่งลงทะเล Mediterranean ใครทันสังเกตจะพบเห็นรุ้งกินน้ำ ปรากฎขึ้นเพียงชั่วแวบหนึ่ง มันคงไม่ใช่ความตั้งใจ แต่สามารถสื่อถึงการเดินทางมาถึงดินแดนโลกสีรุ้ง (Over the Rainbow ภาพยนตร์ The Wizard of Oz (1939))

เมื่อตอนปล้นรถ Ford Galaxie ได้สำเร็จ จะมีขณะหนึ่งปรากฎตัวอักษรจากหลอดไฟนีออน VIE ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Life สามารถสื่อถึงการกระทำดังกล่าว (ปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม) ทำให้ทั้งสองรู้สึกราวกับกำลังมีชีวิต

และหลังจากหักเลี้ยวพวงมาลัยพุ่งรถ Ford Galaxie ลงทะเล Mediterranean ก็จักปรากฎตัวอักษรจากหลอดไฟนีออนอีกครั้ง คราวนี้ขึ้นข้อความเต็มๆว่า RIVIERA (สื่อถึงเป้าหมายปลายทางแห่งนี้) มันช่างเป็นความบังเอิญที่น่าทึ่งทีเดียว

เกร็ด: Côte d’Azur หรือ French Riviera คือบริเวณชายฝั่งทะเล Mediterranean ทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส ลากยาวตั้งแต่เมือง Toulon ไปจนถึง Menton

To Mystery Island, like Captain Grant’s children.

คำพูดของ Pierrot กล่าวถึงนวนิยาย L’Île mystérieuse (1874) แปลว่า The Mysterious Island ชื่อไทยเกาะพิศวง แต่งโดย Jules Verne เป็นการ Crossover ภาคต่อของ Twenty Thousand Leagues Under the Seas (1870) และ In Search of the Castaways (1867–68) [เรื่องหลังมีอีกชื่อเรียกว่า The Children of Captain Grant]

แต่การเดินทางของไปเกาะพิศวงของ Pierrot-Marianne ไม่ได้ใช้การล่องเรือ หรือว่ายข้ามทะเล Mediterranean เพียงพวกเขานอนกลิ้งเกลือกอยู่บนชายหาด (ท่าทางเหมือนทารกน้อยในครรภ์) พอพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า → ดวงจันทร์ปรากฎขึ้น → และเช้าวันใหม่ ไม่รู้เกิดเหตุอะไรทั้งสองถึงถูกทรายทับถมในสภาพเปลือยเปล่า (แลดูคล้ายๆการฟักไข่เต่า ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่) จากนั้นตะเกียกตะกายขึ้นมาราวกับว่าสถานที่แห่งนี้คือ The Mysterious Island


I don’t like spinach, because if I did, I’d eat it, and I can’t stand the stuff. It’s the same with you, only just the opposite. There was a film like that with Michel Simon, where he fell for this girl.

Pierrot กล่าวถึงภาพยนตร์ของโคตรนักแสดง Michel Simon ผมเคยรับชมอยู่สองสามเรื่อง ครุ่นคิดว่าน่าจะสื่อถึง Port of Shadows (1938) ของผู้กำกับ Marcel Carné


ระหว่างที่ Pierrot-Marianne ตะเกียกตะกายขึ้นจากพื้นทราย มีการอ่านบทกวี Life in a Love (1855) ของ Robert Browning (1812-89) นักกวีชาวอังกฤษ แต่ซับไตเติ้ลเหมือนจะแปลจากภาษาฝรั่งเศส เลยไม่ตรงต้นฉบับแท้ๆสักเท่าไหร่

Escape me?
Never—
Beloved!
While I am I, and you are you,
So long as the world contains us both,
Me the loving and you the loth,
While the one eludes, must the other pursue.
My life is a fault at last, I fear:
It seems too much like a fate, indeed!
Though I do my best I shall scarce succeed.
But what if I fail of my purpose here?
It is but to keep the nerves at strain,
To dry one’s eyes and laugh at a fall,
And, baffled, get up and begin again,—
So the chase takes up one’s life, that’s all.
While, look but once from your farthest bound
At me so deep in the dust and dark,
No sooner the old hope goes to ground
Than a new one, straight to the self-same mark,
I shape me—
Ever
Removed!

Life in a Love

I am fire, I am light, I am a miracle. I no longer hear. I ascend. I pass through the air. I’ve seen happiness before me. Supernatural emotion! And then … I no longer know anything. I inch my hands forward … and I dare … to the right … I lightly stroke … my fairy’s hair … that wonder whom I adore … Virginia.

จากนวนิยาย Guignol’s Band (1944) แต่งโดย Louis-Ferdinand Céline (1894-1961) นักเขียนชาวฝรั่งเศส

แต่ละประโยคที่ Pierrot อ่านจากนวนิยายเล่มนี้ จะมีการแสดงปฏิกิริยาออกมาให้สอดคล้องกัน อาทิ

  • “I’ve seen happiness” หันมามอง Marianne 
  • “Supernatural emotion!” วิ่งขึ้นบนเนินดิน แล้วกระโดดลงมา
  • “I lightly stroke … my fairy’s hair” ลูบไล้ทรงผมของ Marianne 

You promised me China and Tibet, Mr. Sosthène. The Sunda Islands, and wonderful plants with magical powers. Where is all that now? Cham cham cham ratatam. I caught him in his lies.

Marianne หยิบนวนิยาย Guignol’s Band (1944) มาอ่านอีกบทหนึ่งซึ่งสามารถเปรียบเทียบ Mr. Sosthène = Pierrot เคยให้คำสัญญาว่าจะให้ทุกสิ่งอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ เกาะแห่งนี้ (The Sunda Islands=The Mysterious Island) กลับไม่มีอะไรเลยสักสิ่งอย่าง

Pierrot สวมเสื้อลายทาง ชื่นชอบการอ่านหนังสือ มีนกแก้ว (Parrots) เป็นเพื่อนคู่ใจ, Marianne สวมชุดลายขวาง ชื่นชอบฟังเพลง เปรียบได้กับสุนัขจิ้งจอก (Fennec Fox หรือ Desert fox มาจากทะเลทราย Sahara) กำลังดิ้นพร่าน โหยหาอิสรภาพ แต่ถูกล่ามโซ่เอาไว้

การสนทนาฉากนี้ระหว่าง Pierrot-Marianne ก็แสดงให้ถึงความแตกต่างในเชิงรูปธรรม-นามธรรม

  • Marianne พูดถึงดอกไม้, สัตว์เลี้ยง, ท้องฟ้าสีคราม, บทเพลง
  • Pierrot พูดถึงความทะเยอทะยาน, ความหวัง, สิ่งเคลื่อนไหว, อุบัติเหตุ

เฉกเช่นเดียวกับ Pierrot นั่งเขียน-อ่านหนังสืออยู่บนโขดหิน (ชีวิตที่สงบสุข หยุดอยู่นิ่ง), Marianne เดินเลียบริมชายหาด (ตำแหน่งระหว่างทะเล-ผืนแผ่นดิน) ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป (โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ ไม่สามารถหยุดอยู่นิ่ง)

ความสัมพันธ์ระหว่าง Pierrot-Marianne มาถึงจุดที่พบเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่เขากำลังเขียนบันทึกประจำวัน มีการร้อยเรียงสามภาพที่น่าสนใจ

  • นวนิยายสายสืบ Le Vent De L’est (แปลว่า The East Wind) แต่งโดย Richard Caron
  • ภาพถ่ายเด็กชายอายุ 16 ปี ที่เข้าร่วม Hitler Youth
  • ภาพหญิงสาวผมแดง พร้อมข้อความ Mort ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Dead, ความตาย

I’ve got an idea for a novel: Not to write about people’s lives anymore, but only about life – life itself. What lies in between people: Space, sound, and color. I’d like to accomplish that. Joyce gave it a try, but it should be possible to do better.

Pierrot พยายามทำเสียงเหมือนคนแก่ระหว่างพูดประโยคนี้ เพื่อสื่อถึงวัยวุฒิ/ประสบการณ์ทำให้ค้นพบแนวความคิดเขียนนวนิยาย (หรือคือผู้กำกับ Godard สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้) ไม่ได้กล่าวถึงวิถีผู้คน แต่คือพยายามทำให้หนังสือ/ภาพยนตร์มี’ชีวิต’ขึ้นมา

เกร็ด: ผมคิดว่าน่าเปรียบเทียบถึง James Joyce (1882-1941) นักเขียนชาว Irish ผู้พยายามสรรค์สร้างนวนิยายแนว Modernist แบบ Avant-Garde ผลงานโด่งดังคือ Ulysses (1922) ด้วยความพยายามดำเนินเรื่องคู่ขนานกับมหากาพย์ Odyssey ในลักษณะการเขียนตามกระแสสำนึก (steam of consciousness) ให้ราวกับมีชีวิตขึ้นมา

และนี่เป็นครั้งแรกที่ Marianne กระทำสิ่งนอกเหนือคำร้องขอของ Pierrot ด้วยการซื้อแผ่นเสียงของ Richard Anthony อัลบัม La Corde Au Cou (1964) แปลว่า The rope around the neck (สื่อได้ถึง Marianne ไม่ต่างจากถูกพันธการเหนี่ยวรั้งจาก Pierrot)

Uncle Sam’s nephew versus Uncle Ho’s niece.

แม้เป็นการแสดงสวมบทบาท Uncle Sam (Pierrot) vs. Uncle Ho (Marianne) ล้อเลียนสงครามเวียดนาม Vietnam War (1955-75) ให้ทหารอเมริกันรับชม (เพื่อขอเงินสำหรับการเดินทาง) แต่ความขัดแย้งระหว่าง Pierrot-Marianne สามารถเปรียบเทียบระดับมหภาคนี้ได้เช่นกัน!

ทุกองค์ประกอบของทั้งสองตัวละครนี้ล้วนมีความแตกต่างตรงกันข้าม เสื้อผ้าชุดทหาร-ชาวบ้าน, ผิวขาว-โบ๊ะเหลือง, หมวกทหาร-งอบ (Nón Lá), อาวุธปืน-ระเบิด, พื้นหลังกำแพงปูน-ท้องทะเล ฯลฯ

การแสดงของ Pierrot-Marianne ไม่ได้จบแค่การทะเลาะโต้เถียง พูดสำเนียงฟังไม่ได้สดับ แต่ยังมีการร้อยเรียงภาพในเชิงสัญลักษณ์ ถึงเครื่องบิน(สหรัฐอเมริกา)กำลังไปทิ้งระเบิดยังประเทศเวียดนาม

  • ทำภาษามือเหมือนเครื่องบิน แล้วปล่อยทิ้งไม้ขีดลง(จุดไฟ)ลงบนพื้นผิวน้ำ
  • เปลวไฟลุกพรึบบนพื้นผิวน้ำ
  • รูปภาพเสือ น่าจะสื่อถึงปั๊มน้ำมัน Esso
  • เช่นกันกับตัวอักษร SS เหมือนอยู่ระหว่างคำว่า ESSO

ภาพวาดบนพื้นไม้ของ Pierrot-Marianne ประกอบด้วย

  • ตัวอักษรด้านบนคือ FIDEL น่าจะสื่อถึง Fidel Castro (1926-2016) นักปฏิวัติและนักการเมืองคิวบา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคิวบาตั้งแต่ ค.ศ. 1959 ถึง 1976 และประธานาธิบดีตั้งแต่ ค.ศ. 1976 ถึง 2008
    • แต่ภาพของ Fidel Castro อยู่ทางฝั่งขวามือ สังเกตจากสวมใส่หมวกทหารสีเขียว และหนวดครึ้มๆ
  • ตัวอักษรด้านล่าง MAO สื่อถึงประธานเหมาเจ๋อตุง, Mao Zedong (1893-1976) นักปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ชาวจีน กลายเป็นบิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 
    • ส่วนภาพของประธานเหมา สังเกตได้จากผิวเหลือง ชุดและหมวกสีน้ำเงิน
  • ส่วนอักษร VIVE ที่แทรกอยู่ระหว่างกลาง ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Viva! หรือ Long Live

เริ่มต้น-สิ้นสุดบทเพลง Ma Ligne De Chance จะเป็นภาพ Close-Up ของ Marianne (พื้นหลังกำแพงอิฐ) และ Pierrot (กลางพงหญ้า) ต่างพูดพร่ำถึงความต้องการของตนเอง ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงจุดแตกหักของพวกเขาทั้งสอง

I heard there’s a dance hall across the water. I’m going dancing. If we get killed, too bad. They’ll catch up with us. So what? Tuesday I wanted to buy a record player, but he spends all our money on books. Oh, I don’t really give a damn. But he can’t even understand that. I don’t give a damn about books or records or anything – even money. I just want to live. But he’ll never understand that.

Marianne Renoir

ความแตกต่างของทั้งคู่จะสะท้อนอยู่ในเนื้อคำร้องบทเพลง Ma Ligne De Chance (แปลว่า My Luck Line, ลายเส้นแห่งโชคชะตา) ขณะที่ Marianne พยายามเรียกร้องให้ชายคนรักหันมาแสดงความสนใจ Pierrot บอกแล้วยังไง อนาคตอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด … และมันจะขณะหนึ่งที่เขายืนอยู่ยอดไม้ ส่วนเธอยืนอยู่บนพื้นดิน ไม่มีทางที่ทั้งสองจะสามารถหันมองสบตา แสดงความเสมอภาคเท่าเทียมอีกต่อไป

Maybe I’m daydreaming. She makes me think of music. Her face. We have come to the age of man and his double. We no longer need mirrors to talk to ourselves. When Marianne says, “It’s a fine day,” what’s she thinking about? All I have is that image of her saying, “It’s a fine day.” Nothing else. What good is it figuring all this out? We are made of dreams, and dreams are made of us. It’s a fine day, my love, in dreams, in words and in death. It’s a fine day, my love. It’s a fine day in life.

Ferdinand Griffon

Remember me? You stayed at my place in Fontainebleau last year. I lent you 100,000 francs. You slept with my wife.

การทักทายแปลกๆอย่างนี้เคยพบเห็นใน A Woman Is a Woman (1961) แต่ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าชายคนนี้คือใคร และมีแนวโน้มสูงมากๆว่าเป็นการกล่าวถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทั้งสองร่วมแสดงกัน

Marianne ใช้กรรไกรไม่เพียงเข่นฆ่าคนแคระ แต่ยังใช้เป็นสัญลักษณ์ของการตัดขาดความสัมพันธ์กับ Pierrot หลังจากนี้จะสูญหายตัว ทอดทิ้งเขาไปอย่างไร้เยื่อใย (บางคนมักตีความถึงเทคนิค ‘jump cut’ ที่เมื่อตอน Breathless (1960) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนยุคสมัยจาก Classical Era → Modern Cinema)

สองภาพวาดด้านหลัง ล้วนเป็นผลงาน Surrealist ของจิตรกร Pablo Picasso ประกอบด้วย

  • Portrait de Sylvette David (1954) นางแบบชื่อ Sylvette David ทำงานอยู่ร้านเครื่องปั้นดินเผาใกล้ๆสตูดิโอของ Piccaso ที่ Vallauris พบเจอครั้งแรกเมื่อค.ศ. 1953 ขณะอายุเพียง 19 ปี ประทับใจทรงผมหางม้า เลยกลายเป็นนางแบบขาประจำกว่า 40+ ทั้งภาพวาดและรูปปั้นแกะสลัก
    • I had this gorgeous hair and, like Coco Chanel, I used to tailor a man’s shirt or jacket to fit me. I was like an iceberg. You couldn’t get close to me. They didn’t dare come near me, the men. That was why Picasso was intrigued.
      – Sylvette David
  • Jacqueline aux fleurs (1954) แปลว่า Jacqueline with flowers นี่เป็นภาพที่ ผกก. Godard เคยใช้ใน Breathless (1960) นางแบบชื่อ Jacqueline Roque พบเจอเมื่อ ค.ศ. 1953 ขณะอายุ 27 ปี (ส่วน Piccaso ขณะนั้นอายุ 72) แล้วแอบสานสัมพันธ์โรแมนติก หลังจากภรรยาคนแรก Olga Koklova ล้มป่วยเสียชีวิตเมื่อปี 1955 ทั้งสองเลยได้ครองคู่รักอยู่ร่วมกัน

หญิงสาวทั้งสองต่างเป็น ‘muse’ ของ Piccaso แต่สังเกตจากภาพวาดก็พบเห็นความแตกต่างขั้วตรงข้ามอย่างมากๆ ทั้งทรงผม เค้าโครงหน้า ท่วงท่าทาง เสื้อผ้าสวมใส่ รวมถึงความสัมพันธ์ (กับ Piccaso) สามารถเปรียบดั่งภาพสะท้อนกระจก (คล้ายๆภาพวาดของ Piccaso ที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้ Young woman in the mirror (1932)) และเป็นจุดหมุนครึ่งแรก-ครึ่งหลังของหนัง

  • ครึ่งแรก Pierrrot ทอดทิ้งภรรยาและบุตรสาว
  • ครึ่งหลัง Pierrot เลยถูก Marianne ละทอดทิ้ง ตัดขาดความสัมพันธ์

ลักษณะการเสียชีวิตของคนแคระ นี่คือฝีมือของ Marianne อย่างแน่นอน! สะท้อนถึงตอนต้นเรื่องที่ชายคนหนึ่งนอนเสียชีวิตอยู่บนเตียง (แม้ครานี้จะนอนอยู่บนพื้นผ้าขาว แต่ต่อมาจะถูกอุ้มไปพานเก้าอี้โซฟาด้านหลัง) ชี้นำอย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ศพแรกของ Marianne

โดยปกติแล้วกรรไกรมีหน้าที่ตัดสองสิ่งให้ขาดออกจากกัน แต่ Marianne กลับใช้มันทิ่มแทง ทรยศหักหลัง เข่นฆาตกรรมบุคคลที่พยายามพลัดพรากอิสรภาพไปจากตนเอง

แซว: การเสียชีวิตของคนแคระนี้ Pierrot เรียกว่า “A glorious death” เป็นคำพูดล้อกับความตายของตนเองตอนจบ … มันยิ่งใหญ่ยังไงกัน??

การมาถึงของอาชญากรสองคนที่กำลังติดตามไล่ล่า Marianne ทำให้ Pierrot พยายามต่อสู้ขัดขืน ระหว่างถูกรุมสกรัม มีการนำเอาภาพวาด Jacqueline with flowers (1954) มาพลิกกลับตารปัตร สื่อถึงการถูกหญิงสาวคนรักทรยศหักหลัง ก่อนทิ้งท้ายด้วย Portrait of Sylvette David (1954) กลายเป็นแค่เพียงคนรับรู้จักกัน

เกร็ด: Sylvette David เป็นหญิงสาวที่ไม่เคยมีเรื่องชู้สาวกับ Piccaso พยายามรักษาระยะห่าง ปฏิเสธวาดภาพเปลือย คงพอดิบพอดีกับตอนเขาได้แต่งงาน Jacqueline Roque เลยไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์รักๆใคร่ๆสักเท่าไหร่ มองเป็นความพิศวง น่าลุ่มหลงใหล เลยได้ร่วมงานกลายเป็นขาประจำ

ใครเคยรับชม Le petit soldat (1963) ย่อมมักคุ้นวิธีการทรมานแบบเดียวกันนี้ แถมมีโปสเตอร์หนังเห็นแวบๆตอนต้นเรื่อง(ในอพาร์ทเม้นท์ของ Marianne) ซึ่งการใช้ชุดสีแดงคลุมศีรษะอาบน้ำ แฝงนัยยะถึงเธอคือบุคคลที่ทำให้เขาต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมาน … ฉากการทรมานนี้ไม่ใช่แค่การล้วงข้อมูลของสองอาชญากรเท่านั้นนะครับ แต่ยังสื่อแทนความเจ็บปวดทางกายของตัวละคร หลังจาก Pierrot ถูกแฟนสาว Marianne ละทอดทิ้งไป

จะว่าไปเมื่อตอนต้นเรื่องยังมีฉากที่ Pierrot กำลังนั่งแช่ในอ่างอาบน้ำ (และอ่านหนังสือ Histoire de l’Art) ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบได้ว่า

  • ขณะนั้นมีความเบื่อหน่ายทางจิตใจ ไม่อยากจะไปร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้ กำลังจะละทอดทิ้งภรรยา
  • ขณะนี้กำลังถูกทรมาน เจ็บปวดทางร่างกาย และเพิ่งโดนแฟนสาวละทอดทิ้ง

หลังรอดพ้นการถูกทรมาน Pierrot ครุ่นคิดอยากจะฆ่าตัวตาย เดินมานั่งอยู่ตรงรางรถไฟ จากนั้นกล้องแพนไปด้านขวามือเพื่อสร้างระยะวัดใจ พอตัวละครเกิดความขลาดหวาดกลัว/ครุ่นคิดได้ว่ายังไม่อยากตาย เลยรีบลุกขึ้นหนีขบวนรถไฟ สังเกตว่ากล้องจะค่อยๆเคลื่อนลงอย่างช้าๆ ดั่งอารมณ์ที่เคยลุ่มร้อน ผ่อนคลายเย็นลงเบาๆ และพอทุกสิ่งอย่างพานผ่านไป ก็จะหวนกลับขึ้นไปใหม่อีกครั้ง

Pierrot นั่ง/นอนอ่านหนังสือ Histoire de l’Art: L’art moderne II (เล่มสอง) ของ Élie Faure ในโรงภาพยนตร์ที่กำลังฉาย Newsreel เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม จากนั้นตัดไปฉายภาพยนตร์ The World’s Most Beautiful Swindlers (1964) ซึ่งผกก. Godard ร่วมกำกับหนังสั้น Le Grand escroc (แปลว่า The Big Crook) นำแสดงโดย Jean Seberg กำลังพูดว่า

Your story ends there. Yes, he turned away… leaving me bewildered. We were looking carefully for the moment when we had abandoned the fictional character to return to the real one, if it ever existed.

คำพูดประโยคนี้สามารถสื่อถึง Pierrot (และผกก. Godard) สมควรที่จะหวนกลับสู่โลกความจริง เลิกโหยหาคร่ำครวญ Marianne (บอกตนเองให้ตัดใจจาก Karina) … ขณะเดียวกันนี่ยังเป็นจุดจบของเรื่องราวรักโรแมนติกชวนฝัน ต่อจากนี้คือความตั้งใจแท้จริงของผกก. Godard ในการสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

เกร็ด: แม้เห็นแค่เพียงเศษเสี้ยวของใบหน้า ก็เพียงพอให้มองออกว่าคนข้างล่างคือ Jean-Pierre Léaud ลูกรักของผกก. François Truffaut ที่ยังมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนังเรื่องนี้อีกด้วย (ไม่ขึ้นเครดิต)

รับเชิญฉากนี้คือ Princesse Aïcha Abadie คือใครกัน??

I am Princess Aïcha Abadie, and despite my fragile, doll-like appearance, I am a very strong-minded woman. I don’t like people getting in my way. I want to be obeyed.

I am Lebanese by adoption. In 1960 I married Emir Abadie, and I am queen of Lebanon in exile, for, as you know, my country is currently a socialist republic. I am therefore in Nice incognito, as my husband and I have terrible enemies. There’s a price on our heads in Lebanon. I’m often the target of machine-gun fire, which always misses me, no doubt due to Allah’s protection, because to marry the emir, I had to convert to Islam. I’ve flown to Beirut twice in my husband’s space machine, and the marabout of Atla -Alexis, don’t let me go flying off. The sea is choppy, and you know how light I am.

น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถหารายละเอียดใดๆเกี่ยวกับ Princess Aïcha Abadie แต่ก็คงจริงอย่างที่เธอกล่าวไว้ เป็นเจ้าหญิง Lebanese ผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ฝรั่งเศส เคยเอาตัวรอดพานผ่านกระสุนปืนกลนับครั้งไม่ถ้วน … ผมมองว่า ผกก. Godard ต้องการให้เจ้าหญิงคือตัวแทนของ Marianne/Karina เมื่อยามแก่ชราภาพ แม้ร่างกายเปราะบาง แต่จิตใจยังคงมีความเข้มแข็งแกร็งไม่เสื่อมคลาย

ผมคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินประโยคคล้ายๆกันนี้ใน Contempt (1963) นั่นรวมถึงบทสัมภาษณ์ของ Karina ที่ถึงแม้เลิกราหย่าร้างผกก. Godard ก็ยังคงรักในวิถีทางของตนเอง (ที่ไม่ใช่ต้องครองคู่อยู่ร่วมรักหลับนอน หรือเหมือนสิ่งข้าวของกันและกัน)

แม้เสื้อของทั้งสองยังคงสีแดง-น้ำเงิน (สีสัญลักษณ์ของทั้งสองตัวละคร) แต่หมวกของ Marianne เคยพบเห็นเขาเคยสวมใส่ตอนเล่นละครอเมริกัน vs. เวียดกง, ส่วนของ Pierrot ก็คล้ายๆหมวกทหารที่เธอเคยสวมใส่ หลังจากข้ามแม่น้ำ กำลังจะปล้นรถคันใหม่ … นี่สามารถสื่อถึงมุมมองที่กลับตารปัตร

  • ตอนครึ่งแรก Pierrot เป็นคนชักชวนเธอเดินทางหลบหนี ก่ออาชญากรรม ปล้น-ฆ่า มาจนถึง French Riviera
  • มาขณะนี้ Marianne กำลังพูดโน้มน้าวให้เขาช่วยทำบางสิ่งอย่าง ปล่น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม

Tender and cruel…
real and surreal…
terrifying and funny…
nocturnal and diurnal…
usual and unusual…
handsome as anything…
Crazy Pierrot! (ประโยคสุดท้ายพูดภาษาฝรั่งเศสว่า Pierrot le Fou)

บทกวีที่ Marianne เขียนให้กับ Pierrot สังเกตว่าเต็มไปด้วยสองสิ่งขั้วตรงข้ามที่เขาเคยแสดงออก นุ่มนวล-หยาบคาย สมจริง-เหนือธรรมชาติ สนุกสนาน-น่าหวาดสะพรึง บลา บลา บลา หล่อเหลาและบ้าคลั่งในคราวเดียวกัน

หลังจาก Pierrot ตอบตกลงทำตามคำร้องขอของ Marianne ระหว่างกำลังขับรถมาถึงท่าเรือเดียวกับโคตรภาพยนตร์ Pépé le Moko (1937) กำกับโดย Julien Duvivier นำแสดงโดย Jean Gabin, จะมีปรากฎตัวอักษรนีออกสามสี น้ำเงิน-ขาว-แดง ข้อความ CINEMA

  • สามารถสื่อถึงเรื่องราวต่อจากนี้ที่เป็นการปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม ต้องการย้ำเตือนสติผู้ (ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้) ว่านี่คือเหตุการณ์เกิดขึ้นในภาพยนตร์ ไม่ใช่เรื่องจริง ให้เกิดสติหยุดยับยั้งชั่งใจอยู่ตลอดเวลา
  • ฝรั่งเศสคือ CINEMA เป็นทั้งผู้ให้กำเนิด พัฒนามาถึงจุดสูงสุด จนกลายมาเป็นทุกสิ่งอย่าง
  • ขณะเดียวกันเรื่องราวหลังจากนี้ สามารถตีความในเชิงสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นของจุดจบ (องก์สุดท้ายของหนัง) ความล่มสลายของวงการภาพยนตร์ และประเทศฝรั่งเศส ได้เช่นเดียวกัน!

แซว: ผมไม่ทันสังเกตว่า Marianne เปลี่ยนมาสวมเสื้อขาวตอนไหน แต่คาดว่าเสื้อแดงก่อนหน้าอาจเป็นเสื้อนอกแขนยาว ขณะนี้จึงทำให้เธอเปลี่ยนมาโทนสีน้ำเงิน (ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของ Pierrot) อย่างเต็มตัว

ระหว่างการเดินทางล่องเรือไปยังเมือง Toulon, Var ด้านหลังของ Marianne คือธงชาติฝรั่งเศส (Marianne ยังคือรูปสัญลักษณ์เชิงบุคลาธิษฐานประจำชาติฝรั่งเศส) ดังนั้นเรื่องเล่าต้นกำเนิดของเธอขณะนี้ จึงแฝงนัยยะประวัติศาสตร์ประเทศฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน!

They’ve never been apart. They were almost separated once. Papa was leaving on a trip. I can’t remember where. Some short trip. They didn’t have money for two tickets. Mama went with him to the bus stop, and they looked at each other, Mama from the sidewalk, Papa from the window. Just as the bus started up, Papa dashed to get off. He didn’t want to leave Mama. While he got off in front, she was getting on in back, because she didn’t want to leave his side. In the end, he didn’t go.

เรื่องเล่าของ Marianne ไม่ใช่ชีวประวัติของ Karina นะครับ (บิดาทอดทิ้งมารดาของเธอไปตั้งแต่ยังเด็ก) แต่ต้องการสะท้อนคำกล่าวของผกก. Godard (ชีวิตเหมือนการเติมน้ำในอ่าง แล้วปล่อยไหลในอัตราเท่าๆกัน) และเปรียบเทียบถึงฝรั่งเศส ที่ทุกสิ่งอย่างกำลังเวียนวนหวนกลับมาบังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม”

What a crazy set-up.

หลายครั้งที่ Marianne จู่ๆขับร้องเพลงขึ้นมา ผมก็ไม่ได้เอะใจเท่ากับเมื่อเธอ (และ Pierrot) เดินทางมาถึงชายหาดเมือง Toulou แล้วพบเห็นนักแสดงกำลังกระโดดโลดเต้น เลยเกิดความตระหนักว่า Pierrot le Fou (1965) ยังเป็นความพยายามผสมผสานหลากหลายแนวภาพยนตร์ Drama, Romance, Musical, Fantasy, Crime, Wars, Comedy, Tragedy ฯลฯ เหมือนอย่างครั้งหนึ่งเคยได้ยินตัวละครพูดว่า

Come on. We’ve played Jules Verne long enough. Let’s go back to our detective novel, with fast cars and guns and nightclubs.

Marianne Renoir

แซว: หลังจากฉากนี้ Marianne จะโยนเสื้อเชิ้ตสีแดง (ที่เคยเป็นสีสัญลักษณ์ของตนเอง) มอบให้กับ Pierrot พอสวมใส่ก็แสดงถึงการกลับตารปัตรตรงกันข้ามระหว่างทั้งสองโดยสมบูรณ์

ก่อนจะเริ่มต้นแผนจัดการสองอาชญากรจาก Arab League? จะปรากฎตัวอักษรนีออนข้อความ LAS VEGAS แน่นอนว่าต้องการสื่อถึงเมืองที่เลื่องชื่อด้านคาสิโน ในรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ซึ่งเราสามารถตีความฉากนี้เหมือนการละเล่นเกมในบ่อนการพนัน เริ่มจากปล่อยตาข่ายสำหรับดักจับรถยนต์ → จากนั้น Marianne ทำการยิงเป้าด้วยปืนไรเฟิล → และเมื่อถูกเป้าหมาย ได้รับชัยชนะ พร้อมรับเงินรางวัล

เอาจริงๆผมลืมไปแล้วว่าภาพโปรโมทที่หนุ่ม-สาว Pierrot-Marianne จุมพิตข้ามรถคนละคัน แดง-น้ำเงิน Renault-Simca ในหนังจริงๆจะพบเห็นจากระยะ Long Shot ไม่ได้มีความน่าจดจำสักเท่าไหร่ และใช้เป็นสัญลักษณ์ของการสลับเปลี่ยน ส่งไม้ผลัด หลังเสร็จสิ้นภารกิจของ Marianne ต่อจากนี้จะเป็นงานของ Pierrot

เอาจริงๆผมไม่ค่อยเข้าใจภารกิจของ Pierrot ขับรถมาขวางทาง? จัดฉากฆาตกรรม? ลักขโมยกระเป๋าใส่เงิน? แต่เขากลับทำในสถานที่สาธารณะ มีผู้คนมากมายพบเห็นเหตุการณ์ นี่คือความจงใจ? หรือต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่?

เมื่อได้กระเป๋าใส่เงิน Pierrot เดินทางมาพบเจอ Marianne ยังลานโบว์ลิ่ง กีฬาที่ต้องใช้ความแม่นยำ โยนลูกโบวลิ่งให้กระแทกพิน ล้มหมดหน้าตักเรียกว่า Strike! คือสัญลักษณ์ของการกระทำสิ่งต่างๆสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย แต่ทั้งสองกลับ…

  • เริ่มต้นพบเห็น Marianne ยืนโยนลูกโบว์ลิ่ง หลงเหลือพินเดียว … เหลือสิ่งหนึ่งที่ยังคั่งค้างคาใจ?
  • ช่วงท้าย Pierrot หลังจากโยนลูกโบว์ลิ่งเหลือสองพิน (ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างติดค้างๆคาๆ) แล้วนั่งลงนับตัวเลข 1-137 ก่อนขับรถติดตามไปยังท่าเรือ

นี่เป็นซีเควนซ์ที่ผมโปรดปรานที่สุดของหนัง, หลังจาก Pierrot มาไม่ทัน ตกเรือ ทำให้รับรู้ตนเองว่าถูก Marianne ทรยศหักหลังอีกครั้ง! เดินมานั่งอย่างหมดสิ้นหวังอาลัย รับฟังเรื่องเล่าจากชายแปลกหน้า พูดถึงท่วงทำนองบทเพลงที่แรกๆชื่นชอบคลั่งไคล้อย่างมากๆ (สามารถสื่อถึง Marianne/Karina ได้อย่างชัดเจน) แต่เมื่อได้ยินซ้ำๆในหลายโอกาส ฟังต่อเนื่องมานานนับสิบๆปี เลยเริ่มเกิดอาการเบื่อหน่าย โคตรรำคาญ อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป (สะท้อนพฤติกรรมเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิกของ Marianne/Karina) แถมปัจจุบันกลับยังคงได้ยินเสียงนั้นอยู่ตลอดเวลา ดังกึกก้องอยู่ภายในจิตวิญญาณ เลยอยากทำบางสิ่งอย่างให้รู้แล้วรู้รอด เอามันให้ตกตายไปข้างหนึ่ง!

ความสมบูรณ์แบบของฉากนี้ คือเสียงบรรเลงเปียโนดังคลอประกอบตลอดฉาก ช่วยทำให้ผู้ชมจินตนาการถึง’เสียง’ที่ชายคนนี้ได้ยิน ซึ่งช่วยเสริมพลังความเกรี้ยวกราดขณะรับฟังเรื่องเล่าอย่างออกอารมณ์ นี่เป็นการอธิบายความรู้สึกลุ่มร้อนทรวงในของ Pierrot ได้อย่างสมบูรณ์แบบ! (โดยที่ Belmondo ไม่ต้องทำการแสดงออกอะไรใดๆ)

การเดินทางครั้งสุดท้ายของ Pierrot นั่งอยู่บนเรือ ถ่ายให้เห็นพื้นผิวน้ำกว้างใหญ่ สะท้อนสภาวะทางอารมณ์/สภาพจิตใจของตัวละคร ภายนอกดูสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆออกมา แต่ภายในเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดโกรธเกลียด ดั่งพายุมรสุมที่พร้อมพัดทำลายทุกสรรพสิ่งอย่าง

สถานที่แห่งนี้ (ถ่ายทำบนเกาะ Île de Porquerolles, Hyères ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส) ผมครุ่นคิดว่าน่าจะล้อกับ Casa Malaparte เคยพบเห็นช่วงองก์สามของ Contempt (1963) แต่จากสถาปัตยกรรมเลิศหรูสไตล์ Modern กลับกลายมาเป็นโบราณสถาน เศษซากปรักหักพัก ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะทางอารมณ์/สภาพจิตใจของ Pierrot (และผกก. Godard) เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด คลุ้มบ้าคลั่ง ไม่หลงเหลืออารยธรรม ความเป็นมนุษย์อีกต่อไป!

ถ่ายจากภายในบ้านพักช็อตนี้ ระหว่างที่ Pierrot แบกพา Marianne (แบบเดียวกับภาพวาดหญิงสาวแบกรวงข้าว) ให้ความรู้สึกเหมือนกรอบจอภาพยนตร์ (เมื่อตอน Contempt (1963)) ก็จะมีฉากลักษณะคล้ายๆกันนี้ในช่วงองก์สามด้วยนะครับ) เพื่อย้ำเตือนสติผู้ชมว่านี่คือการแสดง เล่นละคร ไม่ใช่หญิงสาวถูกยิงเสียชีวิตจริงๆ

ผมหาข้อมูลรูปติดผนังห้องนอนไม่ได้ว่าผลงานของศิลปินใด แต่ล้อกับภาพวาดที่พบเห็นตอนต้นเรื่อง Girl with sheaf of wheat (1888) ของ Pierre-Auguste Renoir จากเด็กหญิงถือรวงข้าว กลายมาเป็นหญิงสาวกำลังแบกข้าวสาลี นี่คงสื่อถึงการเติบโตของงานศิลปะ วิวัฒนาการของ Marianne จากเคยแสร้งว่าเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา มาตอนนี้เติบโตกระทำสิ่งชั่วช้า ก่ออาชญากรรมปล้น-ฆ่า พร้อมทรยศหักหลังชายคนรัก จึงได้รับผลกรรมติดตามทัน

จากเคยกระดาษสีขาว (ไม่มีอารมณ์ร่วมใดๆ) มาคราวนี้สาดสีแดง แสดงถึงความเกรี้ยวกราด คลุ้มบ้าคลั่ง หลังการเสียชีวิตของ Marianne ทำให้ Pierrot เขียนข้อความ “… dynamite, machine guns …” แทนการพบเห็นสิ่งข้าวของเหล่านั้นวางอยู่กระจัดกระจายอยู่เต็มบ้าน ทำให้เกิดความครุ่นคิดบางอย่าง แล้วเขียนตัวอักษรสุดท้ายบนกระดาษสีน้ำเงิน (สัญลักษณ์ของความหนาวเหน็บ เยือกเย็นชา หมดสิ้นหวังอาลัย)

เริ่มต้นปรากฎตัวอักษร La rt ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Art, ศิลปะ จากนั้นเขียนตัวอักษร mo แทรกระหว่างกลางเป็น La mort แปลว่า Dead, ความตาย (ล้อกับภาพหญิงสาวผมแดงที่มีข้อความ Mort) นี่เป็นการละเล่นคำเพื่อสื่อถึง Art=Death ศิลปะคือความตาย นั่นคืออุดมคติของผู้กำกับ Godard มาตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก Breathless (1960) แทบทั้งหมดล้วนต้องจบลงด้วยโศกนาฎกรรม แล้วจักได้กลายเป็นนิจนิรันดร์

เริ่มจากทาใบหน้าสีน้ำเงิน → ครอบชั้นแรกไดนาไมท์สีเหลือง (จะมองว่าสีธรรมชาติของไดนาไมท์ แทนด้วยสีขาวก็ได้นะ) → และปิดท้ายด้วยแดง … นั่นคือธงไตรรงค์ฝรั่งเศส สามารถสื่อถึงจุดจบ หายนะ ประเทศชาติล่มสลาย เทียบเท่ากับการฆ่าตัวตายโง่ๆของ Ferdinand ได้กลายเป็น Pierrot le Fou (Pierrot the Fool) โดยสมบริบูรณ์

การเสียชีวิตด้วยการระเบิดใบหน้า/ศีรษะ เพราะครุ่นคิดว่ามันคงเป็น “A glorious death”. ในทางวรรณกรรม ภาพยนตร์ งานศิลปะนั้นถือว่าใช่ เป็นตอนจบที่ลงตัวสมบูรณ์แบบ แต่จู่ๆตัวละครรู้สึกสำนึกตัว “What an idiot! Shit!” เพื่อเป็นการย้ำเตือนสติผู้ชมว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งโง่เขลา ไร้สาระ เพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ ครุ่นคิดได้เมื่อสาย … แต่ท้ายที่สุด ผกก. Godard เมื่อวัย 91 ก็กระทำการุณยฆาตเนี่ยนะ???

ภาพสุดท้ายของหนังแพนนิ่งจากการระเบิดฆ่าตัวตาย สู่ท้องทะเล Mediterranean แบบเดียวกันเปี๊ยบกับ Contempt (1963) สัญลักษณ์ของการกลายสภาพสู่นิจนิรันดร์ แต่จู่ๆคำพูดสุดท้ายของตัวละครกลับเป็นการตั้งคำถาม อะไรคือนิรันดร์? ไม่ใช่แค่ผืนน้ำ ท้องฟ้า และทุกสรรพสิ่งอย่างสูญหายไปหรอกหรือ?

A glorious death. It’s ours again. What is? Eternity. That’s just the sea, gone. With the sun.

  • ขณะที่ตอนจบของ Contempt (1963) การจากลาของหญิงสาว=จุดสิ้นสุดวงการภาพยนตร์ยุคสมัย Classical Era แต่เพราะฝ่ายชายยังมีชีวิตอยู่ ทุกสิ่งอย่างมันจึงยังคงอยู่ในความทรงจำ แปรสภาพกลายเป็นอมตะ และนิจนิรันดร์
  • ขณะที่ Pierrot le Fou (1965) เกิดการสูญเสียทุกสิ่งอย่าง (ทั้งเขาและเธอตกตายจากไป)=ไม่หลงเหลืออะไรใดๆ แม้แต่ความทรงจำ เศษซากปรักหักพัง หรือความเวิ้งว่างเปล่า

แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นตำนานบทสุดท้ายในยุคสมัยแรกของผู้กำกับ Godard สามารถสื่อถึงการสูญเสีย(อดีตภรรยา Karina)จิตวิญญาณ ความเชื่อมั่นในมนุษย์ และทุกสรรพสิ่งอย่าง

แซว: ผมว่าผกก. Godard ต้องเคยคิดอยากจบคำพูดสุดท้ายด้วย Gone With the Wind แต่อาจติดขัดอะไรบางอย่าง หรือมีอคติต่อภาพยนตร์เรื่องนั้น เลยลงเอยด้วย Gone With the Sun แทนทรวงในที่ลุกมอดไหม้กลายเป็นขี้เถ้าถ่าน

ตัดต่อโดย Françoise Collin (1937-) สัญชาติฝรั่งเศส หนึ่งในขาประจำของ ผกก. Jean-Luc Godard ร่วมงานตั้งแต่ Bande à part (1964) ติดตามด้วย Une Femme Mariée (1964), Pierrot le Fou (1965), Made in U.S.A (1966) และ 2 or 3 Things I Know About Her (1967)

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองตัวละคร Ferdinand Griffon หรือ Pierrot ตั้งแต่มีโอกาสพบเจอสาวใช้/อดีตคนรัก Marianne Renoir จากนั้นก็ร่วมหลบหนี ออกเดินทางจากกรุง Paris มุ่งสู่ French Rivera แล้วติดเกาะอยู่กลางทะเล Mediterranean นั่นคือจุดหมุนให้สิ่งต่างๆหวนย้อนกลับมาหาตนเอง หญิงสาวตัดสินใจทอดทิ้งเขาไป แล้วจู่ๆวันหนึ่งหวนกลับหา มาชักชวนให้ร่วมก่ออาชญากรรม แล้วเสร็จสรรพก็ทอดทิ้งเขาไปอีกครั้ง (ที่สาม)

  • การผจญภัยของ Pierrot & Marianne
    • อารัมบทความเบื่อหน่ายของ Pierrot
    • Pierrot & Marianne ตัดสินใจร่วมหลบหนีจากกรุง Paris มุ่งสู่ French Rivera ชีวิตเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม กระทำสิ่งตอบสนองความต้องการตลอดการเดินทาง
  • เกาะพิศวงกลางทะเล Mediterranean
    • Pierrot เลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อ่าน-เขียนนวนิยายไปวันๆ พึงพอใจในสิ่งที่มี
    • Marianne บังเกิดความเบื่อหน่าย โหยหาสิ่งสามารถสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ
    • การมาถึงของกลุ่มอาชญากรรมที่ไล่ล่าติดตามตัว Marianne เลยตัดสินใจละทอดทิ้ง Pierrot เพื่อไปอยู่กับคนที่เธอเรียกว่าพี่ชาย (แต่น่าจะคนรักมากกว่า)
  • Pierrot กับชีวิตที่หลงเหลือ
    • Pierrot กลายมาเป็นกะลาสีเรือ ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อยไปวันๆ
    • กระทั่งการหวนกลับมาของ Marianne ชักชวนให้ร่วมทำงานบางอย่าง
    • แต่พอสำเร็จเสร็จสรรพ เธอก็ทอดทิ้งเขาไปอีกครั้ง
    • เมื่อความโกรธเกลียดเคียดแค้นสุมอยู่แน่นเต็มอก Pierrot จึงแสดงความคลุ้มบ้าคลั่งออกมา

การดำเนินเรื่องของหนังจะมีการแบ่งออกเป็นบทๆ โดยเสียงพูดบรรยายของ Ferdinand/Pierrot แต่มันจะไม่เรียงลำดับ 1-2-3-4 ชอบที่จะกระโดดข้าม วนกลับมา หลายๆบทไม่กล่าวถึงเลยก็มี เป็นโครงสร้างหลวมๆสำหรับอ้างอิงถึง Vivre Sa Vie (1962) เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนวนิยายในคราวเดียวกัน และสอดคล้องกับคำพูดที่เจ้าตัวเคยกล่าวไว้

A story should have a beginning, a middle and an end, but not necessarily in that order.

Jean-Luc Godard
  • Chapter Two เริ่มต้นที่ Ferdinand เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้
  • Next Chapter: Despair หลังจาก Ferdinand ปาเค้กใส่หน้าภรรยา เดินทางกลับบ้านพบเจอกับ Marianne เลยตัดสินใจหลบหนีไปด้วยกัน
  • The Next Day: Rendezvous with Death หลังค่ำคืนหลบหนี เดินทางมาถึง Central France
  • Chapter Eight: A Season in Hell หลังจากเผาทำลายรถคันเก่า ก้าวออกเดินข้ามแม่น้ำ/ชายแดนฝรั่งเศส
  • Chapter Eight: A Season in Hell หลังจาก Ferdinand ขับรถที่ขโมยมาพุ่งลงทะเล Mediterranean
  • Chapter Seven หนุ่มสาวดันตัวขึ้นจากกองทราย คือจุดเริ่มต้นการใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆกลางทะเล Mediterranean
  • Next chapter: Despair หลังจากเล่นละครเวียดกง ความสัมพันธ์ระหว่าง Ferdinand กับ Marianne ก็มาถึงจุดแตกร้าว
  • Next chapter: Despair หลังจาก Ferdinand ยินยอมทำตามแผนการของ Marianne (หลังจากที่หวนกลับมาหาเขา) แต่ดูเธอไม่ยี่หร่าอะไรกับเขาสักเท่าไหร่

ลีลาการตัดต่อสไตล์ Godardian ได้พัฒนามาถึงจุดสูงสุดจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม Pop Art (ศิลปะประชานิยม) รูปแบบงานศิลปะที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษ 60s ด้วยแนวคิดกระตุ้นให้ผู้ชมบังเกิดความรู้สึกตื่นเต้นอย่างฉับพลัน มีการให้นิยามว่ามีลักษณะเป็นที่นิยม (Popular), ชั่วครั้งคราว (Transient), พอใช้ได้ (Expendable), ราคาถูก (Low Cost), ผลิตได้เป็นจำนวนมาก (Mass Produced), กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น (Young), มีความหลักแหลม (Witty), เซ็กซี่ (Sexy), เต็มไปด้วยลูกเล่น (Gimmicky), งดงาม (Glamorous) และสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Big Business)

ตัวอย่างสไตล์ Godardian สามารถจัดเข้าพวก Pop Art ปรากฎอย่างชัดเจนในภาพยนตร์เรื่องนี้ อาทิ

  • เฉดสีในงานเลี้ยงที่ผันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ น้ำเงิน-ขาว-แดง (ธงชาติฝรั่งเศส) แถมบางช็อตหญิงสาวก็เปลือยท่อนบน สร้างความฉงนสงสัย เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดใจ
  • Pierrot เดินเข้ามาหยิบเค้กปาใส่หน้าภรรยา แล้วตัดเปลี่ยนภาพพลุปะทุระเบิดบนท้องฟ้า แสดงถึงความระเริงร่า พึงพอใจ ได้ทำสิ่งไม่มีใครคาดคิดถึง
  • ในอพาร์ทเม้นท์ของ Marianne มีใครก็ไม่รู้นอนเสียชีวิตอยู่กลางห้อง เขาคือใคร? ถูกฆาตกรรมเพราะอะไร? ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่? ใส่มาเพื่ออะไร?
  • หลายครั้งที่เพลงประกอบดังๆหยุดๆ คั่นระหว่างเสียงพูดสนทนาตัวละคร หรือบางครั้ง Marianne ก็ขับร้องเพลงขึ้นมา … นี่หนังเพลงรึนี่?
  • Pierrot กำลังขับรถแล้วจู่ๆหักเลี้ยวพุ่งลงทะเล Mediterranean แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
    ฯลฯ

เพลงประกอบโดย Antoine Duhamel (1925 – 2014) คีตกวีสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Valmondois, Val-d’Oise เป็นบุตรของนักเขียน Georges Duhamel และนักแสดงหนังเงียบ Blanche Albane, ด้วยความสนใจด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก โตขึ้นได้เป็นลูกศิษย์ของ René Leibowitz มีเพื่อนร่วมรุ่น Serge Nigg, André Casanova, Jean Prodromidès, จากนั้นทำงานวาทยากร ครูสอนดนตรี มีผลงานเขียนบทเพลง Opera, Symphony, Concerto, มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์จากทำโคตรหนังสั้น Méditerranée (1963), ร่วมงานผู้กำกับ Jean-Luc Godard เพียงสองครั้ง Pierrot le Fou (1965), Weekend (1968), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Stolen Kisses (1968), Mississippi Mermaid (1969), Bed and Board (1970), Belle Epoque (1992), Safe Conduct (2002) ฯลฯ

งานเพลงของ Duhamel มีความละม้ายคล้าย Georges Delerue ต่างมอบสัมผัสทางอารมณ์ที่ลุ่มลึก บีบเค้นคั้น อึดอัดแน่นทรวงใน เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง เฝ้ารอคอยวันปะทุระเบิดออกมา … ผมเลยอดใจไม่ได้ที่จะต้องทำการเปรียบเทียบระหว่าง Contempt (1963) และ Pierrot le Fou (1965)

  • ช่วงแรกๆของ Contempt (1963) บทเพลงยังเต็มไปด้วยความสับสน โล้เล้ลังเลใจ ก่อนค่อยๆตระหนักถึงความเจ็บปวดที่ค่อยๆสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผิดกับ Pierrot le Fou (1965) เพียงท่วงทำนองเริ่มต้น ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ทันทีถึงความรวดร้าวที่อัดแน่นทรวงใน
  • Contempt (1963) จะมีสัมผัสเหนือธรรมชาติอยู่เล็กๆ เพราะมีการอ้างอิงถึงมหากาพย์ Odyssey, แต่เรื่องราวของ Pierrot le Fou (1965) เกี่ยวกับมนุษย์ชาย-หญิง ท่วงทำนองจึงสามารถจับต้อง รับรู้สึกถึงห้วงอารมณ์ต่างๆโดยง่าย
  • แทบทุกบทเพลงของ Contempt (1963) มักเวียนวนอยู่กับท่วงทำนองหลัก ได้ยินซ้ำๆจนสามารถจดจำขึ้นใจ, Pierrot le Fou (1965) จะมีความหลากหลายทางอารมณ์ที่ชัดเจนกว่า รวมทั้งบทเพลงขับร้องของหญิงสาว ทำให้อยากหาฟัง และขับร้องตาม

แม้ว่าบทเพลง Ferdinand ไม่ได้มีความหลากหลายทางอารมณ์(รถไฟเหาะ)อย่างที่ตัวละครประสบพบเจอตลอดทั้งเรื่อง แต่เลือกนำเสนอช่วงเวลาเจ็บปวดรวดร้าวที่สุด บีบเค้นคั้นจนแทบขาดใจ น้ำตาไหลเอ่อนองออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว (นี่คืออีกความแตกต่างที่ผมไม่รู้สึกใดๆเมื่อรับฟังบทเพลงของ Delerue)

สำหรับอารมณ์อื่นๆของ Ferdinand (ที่ไม่ใช่อมทุกข์เศร้าโศก) ถูกนำมารวบรวมเป็นอีกบทเพลงชื่อว่า Pierrot เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว คลุ้มบ้าคลั่ง เหมือนต้องการสื่อถึงพฤติกรรมที่มิอาจคาดเดา ครุ่นคิดกระทำสิ่งต่างเพียงเพื่อสนองตัณหา พึงพอใจส่วนบุคคล แต่ทั้งหมดนั้นก็เพียงตัวตลกในละครใบ้ (ดั่งชื่อ Pierrot the Fool)

Jamais Je Ne T’ai Dit Que Je T’aimerai Toujours (แปลว่า I never told you that I would always love you, ฉันไม่เคยบอกว่าจะรักเธอทั้งชีวิต) คำร้องโดย Serge Rezvani, ขับร้องโดย Anna Karina

Marianne พยายามที่จะพูดบอกความครุ่นคิด ทัศนคติของตนเอง วันนี้ฉันรักเธอก็จริง แต่ใช่ว่าพรุ่งนี้ทุกสิ่งจะยังคงเหมือนวันวาน ซึ่งตรงกันข้ามกับ Pierrot ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าคงรักเธอตลอดไป จนถึงวันที่หญิงสาวหมดสิ้นความรักกับเขา ชายหนุ่มผู้มิอาจยินยอมรับความจริง จึงเต็มไปด้วยความระทมทุกข์ทรมาน

ต้นฉบับฝรั่งเศสแปลภาษาอังกฤษ
Jamais je ne t’ai dit que je t’aimerai toujours
Ô mon amour
Jamais tu ne m’as promis de m’adorer
Toute la vie
Jamais nous n’avons échangé de tels serments me connaissant,
Te connaissant
Jamais nous n’aurions cru être à jamais pris par l’amour nous qui étions
Si inconstants

Pourtant,
Pourtant tout doucement sans qu’entre nous rien ne soit dit
Petit à p’tit
Des sentiments se sont glissés entre nos corps qui se plaisaient

À se mêler
Et puis des mots d’amour sont venus sur nos lèvres nues
Petit à p’tit
Des tas de mots d’amour se sont mêlés tout doucement à nos baisers
Combien de mots d’amour ?

Jamais je n’aurais cru que tu me plairais toujours
Ô mon amour
Jamais nous n’aurions pensé pouvoir vivre ensemble
Sans nous lasser

Nous réveiller tous les matins aussi surpris de nous trouver si bien
Dans le même lit
De ne désirer rien de plus que ce si quotidien plaisir d’être ensemble
Aussi bien

Pourtant,
Pourtant tout doucement sans qu’entre nous rien ne soit dit
Petit à p’tit
Nos sentiments nous ont liés bien malgré nous sans y penser
À tout jamais
Des sentiments plus forts et plus violents que tous les mots d’amour connus
Et inconnus
Des sentiments si fous et si violents, des sentiments auxquels avant nous n’aurions

Jamais cru
Jamais, ne me dis jamais que tu m’aimeras toujours
Ô mon amour
Jamais ne me promets de m’adorer
Toute la vie

N’échangeons surtout pas de tels serments me connaissant,
Te connaissant
Gardons le sentiment que notre amour au jour le jour,
Que notre amour est un amour
Sans lendemain
I never told you that I’ll love you forever.
Oh my love,
Never have you promised me to adore me all my life.
All the life
Never have we exchanged such vows knowing me,
Knowing you.
Never would we have believed to be never taken by love
Us, who are so fickle.

However,
However so slowly without anything being said between us
Little by little
Some feelings have drifted between our bodies
which felt good to mingle

To mingle
And then the words of love came, on our bare lips
Little by little.
Copious words of love mingled together So slowly with our kisses
How many words of love?

Never would I have believed that you would please me forever
Oh my love
Never would we have thought to be able to live together
Without getting bored

We wake up every morning so surprised to find ourselves so fine
in the same bed
To desire nothing more than this daily pleasure
of being together like this.
As well

However
However so slowly without anything being said between us
Little by little
Our feelings linked us in spite of us never thinking of it
Forever
The feelings stronger and more wild than all the words of love known and unknown
And strangers
Feelings so crazy and so strong, the feeling that before we would have never believed

Never, never tell me
that you will love me forever
Oh my love.
Never promise to adore me
All my life.

Really let’s not exchange such vows knowing me,
knowing you.
Let’s keep the feeling that our love, day by day,
that our love is a love
without consequence

แซว: เพลงนี้มีฉบับขับร้องโดย Jeanne Moreau ด้วยนะครับ (แอบรู้สึกว่าไพเราะกว่าฉบับของ Anna Karina อีกนะ!) เผื่อใครอยากหารับฟัง https://www.youtube.com/watch?v=8nCVyXQsUNg

Ma Ligne De Chance (ลายเส้นชีวิตของฉัน) คำร้องโดย Serge Rezvani, ขับร้องคู่โดย Anna Karina กับ Jean-Paul Belmondo, ระหว่างเดินเรื่อยเปื่อยท่ามกลางป่าเขา Marianne ดูลายมือของตนเองแล้วเกิดความใคร่พิศวง อนาคตชีวิตฉันจะเป็นเช่นไร? พยายามชี้ให้ดู ซักถาม Pierrot แต่ได้รับคำตอบว่า มันจะเป็นยังไงก็ไม่เห็นต้องไปใส่ใจ

ผมแอบรู้สึกว่าบทเพลงนี้ราวกับบทสรุป/เรื่องย่อภาพยนตร์ Contempt (1963) ฝ่ายหญิงพยายามเรียกร้องชายคนรักให้หันมาเอาใจใส่ตนเอง แต่กลับเขาปล่อยปละละเลย เพิกเฉยเฉื่อยชา ไม่อยากยี่หร่าต่อสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ (ก็แค่ลายนิ้วมือ ไม่เห็นมีอะไรน่าสงสัย) มันจึงกลายเป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้ทั้งสองค่อยๆเหินห่าง ความสัมพันธ์รวดร้าวฉาน สะสมพอกพูนจนถึงจุดแตกหักเมื่อไหร่ ก็ไม่สามารถมองหน้าสบตา หวนกลับมาคืนดีได้อีกต่อไป

ต้นฉบับฝรั่งเศสแปลภาษาอังกฤษ
Moi j’ai une toute p’tite ligne de chance
Moi j’ai une toute p’tite ligne de chance
Si peu de chance dans la main
Ça me fait peur des lendemains
De ma ligne de chance, de ma ligne de chance
Dis-moi, chéri, qu’est-ce que t’en penses?

Ce que j’en pense, quelle importance
C’est fou ce que j’aime ta ligne de hanche
Ta ligne de hanche
Ma ligne de chance
J’aime la caresser de mes mains
Ta ligne de hanche
Ma ligne de chance
C’est une fleur dans mon jardin

Mais regarde ma p’tite ligne de chance
Mais regarde ma p’tite ligne de chance
Regarde ce tout petit destin
Si petit au creux de ma main
De ma ligne de chance, de ma ligne de chance
Dis-moi, chéri, qu’est-ce que t’en penses?

Ce que j’en pense, quelle importance
Tais-toi et donne-moi ta main
Ta ligne de hanche
Ma ligne de chance
C’est un oiseau dans le matin
Ta ligne de hanche
Ma ligne de chance
L’oiseau frivole de nos destins

Quand même, une si p’tite ligne de chance
Quand même, une si p’tite ligne de chance
Une si p’tite ligne, c’est moins que rien
À peine un p’tit point dans la main
De ma ligne de chance, de ma ligne de chance
Dis-moi, chéri, qu’est-ce que t’en penses?

Ce que j’en pense, quelle importance
J’suis fou de joie tous les matins
Ta ligne de hanche
Ma ligne de chance
Un oiseau chante dans mes mains
Ta ligne
De hanche
Ma ligne
De chance
C’est l’oiseau vole de nos destins
I have a very small line of luck
I have a very small line of luck
So little luck in hand
It scares me of tomorrow
From my luck line, from my luck line
Tell me honey what do you think?

What i think has no importance
It’s crazy what I like about your hip line
Your hip line
My luck line
I like to caress her with my hands
Your hip line
My luck line
It’s a flower in my garden

But look at my little line of luck
But look at my little line of luck
Look at this tiny fate
So small in the palm of my hand
From my luck line, from my luck line
Tell me, darling, what do you think?

What I think has no importance
Shut up and give me your hand
Your hip line
My luck line
It’s a bird in the morning
Your hip line
My luck line
The frivolous bird of our destinies

Still, such a small line of luck
Still, such a small line of luck
Such a small line is less than nothing
Barely a little dot in the hand
From my luck line, from my luck line
Tell me, darling, what do you think?

What I think has no importance
I’m overjoyed every morning
Your hip line
My luck line
A bird sings in my hands
Your line
Hip
Smart
Luck
It’s the bird flies from our destinies

ผมพยายามมองหาบทเพลงที่ใช้ในฉากรองสุดท้าย ท่วงทำนองที่ดังกึกก้องอยู่ในจิตวิญญาณ แต่น่าเสียดายไม่มีในอัลบัม Soundtrack อ่านจากความคิดเห็นก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ จนกระทั่งพบเจอ Till There Was You (หรือ Till I Met You) ขับร้องโดย Eileen Wilson ร่วมกับ Meredith Willson And His Orchestra ลองฟังซ้ำๆอยู่หลายครั้งก็ตระหนักว่า หนังเอาเพียงท่อน ‘Till There Was You’ มาบรรเลงเปียโนวนๆซ้ำๆอยู่แค่นั้น (ไม่ได้เอาทั้งเพลงมาใช้)

ไหนๆก็ไหนๆเลยเอา Till There Was You (1950) มาให้รับฟังเลยก็แล้วกัน และเพลงนี้ยังถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์ The Music Man (1962) ทำเอาผมเกิดความอยากรับชมโดยทันที!

Pierrot-Marianne มีความแตกต่างสุดขั้วในระดับนามธรรม-รูปธรรม, ชายหนุ่ม-หญิงสาว, ชื่นชอบหนังสือ-บทเพลง, เต็มไปด้วยความครุ่นคิด-อยากทำโน่นนี่นั่น, โหยหาความสงบสุข-ต้องการสิ่งตื่นเต้นเร้าใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เริ่มสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ จากนั้นจะมีความเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ พอการเดินทางมาถึงทะเล Mediterranean จักพบเห็นความแตกต่างที่ไม่สามารถประณีประณอมกันได้อีก

นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างผกก. Godard และอดีตภรรยา Karina ช่วงแรกๆจีบกันใหม่ๆ (ช่วงโปรโมชั่น) ไม่เคยได้สังเกตความแตกต่างขั้วตรงข้ามเหล่านี้ เพราะเธอคือสาวสวย ตรงสเป็ค เขาเลยปฏิเสธสนใจอะไรอื่น ‘ความรักทำให้ตาบอด’ จนกระทั่งได้เป็นเจ้าของ ใช้ชีวิตครองคู่อยู่สักพัก ความขัดแย้งต่างๆก็เริ่มประจักษ์ จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งทั้งสองก็มิอาจประณีประณอมต่อกัน

ผมเคยค้นพบเจอบทสัมภาษณ์ของ Karina อ่านดูก็พอรับรู้ว่าคือแรงบันดาลใจผกก. Godard ในการสร้าง Pierrot le Fou (1965)

Godard: I want to take you to the South of France.
Karina: Great!

จากนั้นพาขับรถจากกรุง Paris ระยะทางกว่า 200+ กิโลเมตร เกือบจะไปถึงทะเล Mediterranean แล้วจู่ๆเปลี่ยนใจวนรถกลับ

Godard: Oh I really don’t want to go to South of France.
Karina: What do you mean? I mean, you asked me to go down there for fun.
Godard: I have to go back to talk to François Truffaut and Jacques Rivette. I’ve got to talk to them because I’ve got something to tell them. I’ve got to work.
Karina: Okay let’s go back.

ก็แน่ละใครกันจะแสดงความรู้สึกพึงพอใจออกมา

Godard: You look upset…
Karina: No, I’m just a little bit disappointed, you know, because you asked me to go to the South of France. I didn’t ask you for anything — you’re the one who asked me to go to the South of France.
Godard: Well, if that’s how you feel about it, then we’ll just go to the South of France.

กลายเป็นว่า Godard เลี้ยวรถกลับอีกรอบ ขับต่อไปอีกสักพักก็เปลี่ยนใจพูดขึ้นว่า

Godard: We’re going back again to Paris.

พอเลี้ยวรถกลับรอบสอง นั่นทำให้ Karina เริ่มหงุดหงิดสติแตก

Karina: Stop the car, I don’t give a shit any more about going to the South of France.

เมื่อเปิดประตูลงจากรถก็ใช้เท้าถีบรถ Ford Galaxy

Godard: You’re hysterical.
Karina: Yeah, you’re driving me fucking crazy.

ชีวิตคู่ต้องรู้จักการประณีประณอม นั่นเป็นคำพูดเลิศหรูฟังดูดี แต่เหมาะสำหรับคนที่มีรสนิยม/ชื่นชอบอะไรๆใกล้เคียงกัน ไม่ใช่บุคคลมีความแตกต่างขั้วตรงข้าม เหมือนขั้วการเมืองซ้าย-ขวา เผด็จการ-ประชาธิปไตย อนุรักษ์นิยม-หัวก้าวหน้า ฯ มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่สลิ่มกับสามกีบจะยินยอมปรองดอง มองอีกฝั่งฝ่ายอย่างเสมอภาคเท่าเทียม

มันคืออิทธิพลของความรัก ทำให้หนุ่ม-สาว ไม่สนว่าอีกฝั่งฝ่ายจะคือใคร มาจากไหน เชื้อชาติ เผ่าพงศ์พันธุ์ใด มีความแตกต่างอะไรยังไง แต่เมื่อหมดสิ้นช่วงเวลาโปรโมชั่น ฟื้นตื่นจากความเพ้อฝัน หรือเมื่อครองคู่อาศัยอยู่ร่วมกันสักพัก สันดานธาตุของแต่ละคนก็จักเริ่มเปิดเผย ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ เมื่อนั้นความประณีประณอมจักค่อยๆกลายเป็นอคติ จนไม่สามารถมองหน้ากันติดอีกต่อไป

การเลิกราหย่าร้างแม้เป็นสิ่งสร้างความเศร้าโศกแต่ก็ยังพอทำใจ (เพราะตระหนักรับรู้ว่าไม่มีทางที่เราสองจะอยู่ร่วมกัน) ใช้เวลาสักพักความเจ็บปวดก็จักค่อยๆเลือนลางหาย จนกระทั่งการหวนกลับมาของเธอ นั่นคือประกายแห่งความหวัง โอกาสที่จะเริ่มต้นสานสัมพันธ์ครั้งใหม่ ตระหนักถึงคุณค่าความรัก ความสำคัญของอีกฝ่ายในวันที่ไม่ได้อยู่เคียงชิดใกล้

แต่การถูกทรยศหักหลังครั้งที่สอง นั่นสร้างความโกรธ รังเกลียด เพลิงโทสะลุกไหม้ทรวงใน ต้องการทำอะไรสักสิ่งอย่างเพื่อระบายความอึดอัดอั้น สำหรับ Pierrot คือโศกนาฎกรรม, สำหรับผกก. Godard สรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยความหมดสิ้นหวัง ไม่รับรู้ตนเองด้วยซ้ำว่ากำลังกระทำอะไรอยู่

It is a completely unconscious film.

I remember that when I began Pierrot le fou, one week before, I was completely panicked, I didn’t know what I should do. Based on the book, we had already established all the locations, we had hired the people … and I was wondering what we were going to do with it all.

The only scenario that I had, the only subject … was to convey the sense of what Balthazar Claës was doing in Le Chef-d’œuvre inconnu (The Unknown Masterpiece).

Jean-Luc Godard

เกร็ด: Le Chef-d’œuvre inconnu (1831) หรือ The Unknown Masterpiece คือเรื่องสั้นแต่งโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศส Honoré de Balzac (1799-1850) ผมขี้เกียจอธิบายเนื้อเรื่องย่อ แต่จะบอกว่าคือแรงบันดาลใจโคตรภาพยนตร์ La Belle Noiseuse (1991) ของผู้กำกับ Jacques Rivette

ชื่อหนัง Pierrot le Fou แปลตรงตัวว่า Pierrot the Fool แต่แปลกที่ไม่ใครใช้ชื่อภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่จะอ่านทับศัพท์ไปเลย นอกจากจะสื่อถึงตัวละคร Ferdinand Griffon โดนลวงล่อหลอกโดยแฟนสาว Marianne Renoir ไม่ต่างจากตัวตลกในสายตาเธอ (เธอไม่เคยพูดชื่อจริง เอาแต่เรียกเขาว่า Pierrot) ยังคือคำด่าทอตนเองของผกก. Jean-Luc Godard ไอ้งั่งที่ตกหลุมรัก Anna Karina

Pierrot le Fou (1965) ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในยุคสมัยแรกของผกก. Godard เพราะหลังจากเลิกราหย่าร้างภรรยา Karina เขาจะค่อยๆสูญเสียความกระตือรือล้น สัมผัสทางอารมณ์ หันมาสรรค์สร้างผลงานที่มีลักษณะ ‘Essay Film’ ทำเหมือนสนใจสิ่งต่างๆรอบข้าง ปัญหาวัยรุ่น สังคม การเมือง แต่นำเสนอด้วยวิธีการไม่ยี่หร่าว่าใครจะสามารถทำความเข้าใจ

แซว: ถ้าตามคำเรียก Anna Karina เปรียบเทียบยุคสมัยหลังจากนี้ของอดีตสามีว่าราวกับรับชมภาพวาด Cubism ของ Pablo Picasso


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Venice ได้รับเสียงโห่ไล่จากผู้ชม เลยไร้รางวัลใดๆติดไม้ติดมือกลับมา แต่ก็มีนักวิจารณ์หลายๆคนชื่นชมอย่างออกนอกหน้า

I feel no embarrassment declaring that Pierrot le fou is the most beautiful film I’ve seen in my life.

Michel Cournot นักวิจารณ์จาก Le nouvel observateur

ด้วยทุนสร้างประมาณ $300,000 เหรียญ เข้าฉายในฝรั่งเศสมียอดจำหน่ายตั๋ว 1,310,579 ใบ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนนิตยสาร Cahiers du Cinéma ยกให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี และเป็นตัวแทน(ฝรั่งเศส)เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film แต่ไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ

กาลเวลาทำให้ Pierrot le Fou (1965) กลายเป็นหนึ่งในโคตรภาพยนตร์ทรงอิทธิพลที่สุดของผู้กำกับ Godard ได้รับการโหวตติดอันดับจากหลายๆสำนักดังๆ อาทิ

  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 อันดับ 43
  • Sight & Sound: Director’s Poll 2012 อันดับ 91
  • Cahiers du cinéma: Top 100 of all time อันดับ 48
  • TIMEOUT: The 100 Best French Films อันดับ 4

เมื่อปี 2018 มีการนำหนึ่งในภาพถ่าย ‘iconic’ ของหนัง Pierrot-Marianne จุมพิตระหว่างขับรถคนละคัน มาทำเป็นโปสเตอร์ประจำเทศกาลหนังเมือง Cannes ครั้งที่ 71 เพื่อเป็นการเคารพคารวะช่างภาพนิ่งในตำนาน Georges Pierre (จริงๆเมื่อปี 2016 ก็เพิ่งใช้ภาพนิ่งจาก Contempt (1963) นำมาเป็นโปสเตอร์เทศกาลหนังเมือง Cannes ไม่น่าจะเร่งรีบร้อนปีเว้นปีแบบนี้)

The poster of the 71st Festival de Cannes, taken from Jean-Luc Godard’s Pierrot le fou (1965), is inspired by the work of Georges Pierre (1927-2003). This immense still photographer immortalised the shooting of over a hundred films in a 30-year career that began in 1960 with Jacques Rivette, Alain Resnais and Louis Malle. He then worked in partnership with Robert Enrico, Yves Robert, Claude Sautet, Bertrand Tavernier, Andrzej Zulawski, Andrzej Wajda, and of course Jean-Luc Godard.

Committed to achieving recognition for stills photographers as artists in their own right, Georges Pierre founded the Association des Photographes de Films, tasked with defending the material and moral interests of cinema photographers

ดั้งเดิมนั้นลิขสิทธิ์จัดจำหน่าย Blu-Ray เป็นของ Criterion Collection (เรื่องแรกๆของค่ายที่ออก Blu-Ray ด้วยนะ) แต่เหมือนมีปัญหาข้อกฎหมายบางอย่างเลยสูญเสียสิทธิ์ดังกล่าวเมื่อปี 2008 ให้กับ StudioCanal แต่ภายหลังการบูรณะคุณภาพ 2K เมื่อปี 2018 ถึงค่อยได้รับการต่อรองใหม่ ปัจจุบันสามารถรับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channal แล้วนะครับ

ผมมีความชื่นชอบหลงใหลหนังตั้งแต่แรกรับชม แม้จดจำได้อย่างแม่นยำว่าดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่งานภาพสวยๆ ทิวทัศน์ท้องทะเล Mediterranean การใช้โทนสีที่เข้ากับอารมณ์ และสอดคล้องประสบการณ์ส่วนตัวได้เคยพบเจอผู้หญิงอย่าง Karina/Marianne อยู่บ่อยครั้ง เลยทำให้ตกหลุมรักแรกพบโดยพลัน

การรับชมรอบถัดมานั้น เพราะได้รับโอกาสเขียนบทความลงนิตยสารแห่งหนึ่ง นั่นเป็นประสบการณ์ยากจะลืมเลือน ทำให้ต้องดูหนังซ้ำๆอยู่สองสามรอบ จนสามารถจับใจความ เข้าถึงเนื้อหาหลายๆอย่าง และเริ่มตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างผกก. Godard และ Karina

มาครั้งนี้เมื่อสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของหนัง สัมผัสความเจ็บปวดรวดร้าวในระดับแทบจะคลุ้มบ้าคลั่ง นั่นทำให้ผมพบเห็น ‘ความเป็นมนุษย์’ ของผกก. Godard ขึ้นมานิดนึง และรู้สึกโปรดปรานจากคนหัวอกเดียวกัน หญิงสาวลักษณะนี้ ‘love to hate’ เสียจริงๆ

แนะนำคอหนังโรแมนติก รักดัดจริต, ชื่นชอบทิวทัศน์สวยๆของฝรั่งเศสจาก Paris สู่ทะเล Mediterranean, ศิลปิน จิตรกร ผู้คลั่งไคล์วัฒนธรรม Pop-Art เทรนด์แฟชั่นช่วงทศวรรษ 60s, นักเรียน/นักศึกษา คนทำงานวงการภาพยนตร์ นี่คือผลงานสไตล์ Godardian มีความทรงอิทธิพลที่สุด!

จัดเรต 15+ กับวิถีอาชญากรรม ปล้น-ฆ่า และตัวตาย

คำโปรย | Pierrot le Fou คือความเคียดแค้นแทบคลุ้มคลั่งของ Jean-Luc Godard ขณะเดียวกันมันคือความรักครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดต่อ Anna Karina
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว |

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of