Pinocchio (1940)

Pinocchio

Pinocchio (1940) hollywood Anime Film ♥♥♥♥

ผลงานอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องที่สองของ Walt Disney คงไม่มีใครไม่รู้จัก Pinocchio เด็กชายหุ่นไม้ที่เวลาพูดโกหกแล้วจมูกจะยื่นยาวออกมา แต่ใจความของอนิเมะเรื่องนี้ ยังมีอะไรอีกมากที่สอดแทรกเอาไว้ ทั้งดีและเลว เด็กๆจะหลงรัก ผู้ใหญ่จะหลงใหล “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

นี่เป็นอนิเมะเรื่องหนึ่ง ที่ผมรู้ตัวว่าเคยดูมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยจำได้ว่ามีเรื่องราวอะไรยังไง นอกเสียจาก ‘เวลา Pinocchio พูดโกหก จมูกจะยื่นยาวออกมา’, โตขึ้นมาผมได้ดู Pinocchio อีกหลายรอบ ครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีก่อน มีสิ่งหนึ่งที่ยังจำติดใจ ฉากที่จมูก Pinocchio ยื่นออกมาแค่แปปเดียวเท่านั้นเอง! ดูครั้งนี้ก็ระลึกได้อีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ผมจำผิดกันมาตลอด Pinocchio ไม่ใช่เป็นเรื่องของเด็กหุ่นไม้ที่ชอบพูดโกหก แต่เป็นเรื่องราวการผจญภัยของ จิตสำนึก (Conscience) เริ่มต้นจากเด็กที่มีความไม่รู้ว่ามโนธรรมคืออะไร เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้แจ้ง ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด (จากหุ่นไม้กลายเป็นมนุษย์)

หลังเสร็จจาก Snow White and the Seven Dwarfs (1937) ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม นาย Walt Disney ก็มีหลายโปรเจคที่อยู่ในความสนใจ หนึ่งในนั้นคือ The Adventures of Pinocchio ซึ่ง Walt Disney ตั้งใจให้ Pinocchio เป็นผลงานลำดับที่ 3 ถัดจาก Bambi ที่กำลังเตรียมงานสร้างอยู่ แต่พบว่า Bambi มีความยากในการดัดแปลงเรื่องราวและยังไม่รู้ว่าจะวาดภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ออกมาได้ยังไง ทำให้สตูดิโอเลือก Pinocchio ขึ้นมาสร้างก่อน

อนิเมเตอร์ Norman Ferguson เป็นผู้นำหนังสือเวอร์ชั่นแปลของ Carlo Lorenzini (ใช้นามปากกา Carlo Collodi) ต้นฉบับเป็นภาษา Italian มาให้นาย Walt Disney ตั้งแต่ขณะทำ Snow White and the Seven Dwarfs, หลังจากอ่านจบ Walt Disney ก็มีความกระตือรื้อร้น เหมือนคนกำลังจะอกแตกตาย อยากที่จะดัดแปลงเรื่องราวจากหนังสือเล่มนี้ (Walt was busting his guts with enthusiasm.)

Carlo Lorenzini ต้นฉบับผู้แต่ง, เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนข่าวในหนังสือพิมพ์ และชอบที่จะแสดงมุมมองทางการเมืองออกมาผ่านบทความของเขา, ซึ่งพอเขาหันความสนใจ มาเริ่มเขียนหนังสือสำหรับเด็กในปี 1875 ก็มักสอดไส้แนวคิด การแสดงออกที่แฝงอะไรต่างๆไว้มากมาย, ในปี 1880 Lorenzini เริ่มต้นเขียน Storia di un burattino (The story of a marionette) หรือที่รู้จักในชื่อ Le Avventure di Pinocchio (The Adventures of Pinocchio) ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ Il Giornale dei Bambini (หนังสือพิมพ์เด็กเจ้าแรกของอิตาลี)

มีส่วนต่างระหว่างหนังสือกับภาพยนตร์พอสมควร อาทิ นิสัยของ Pinocchio ที่ในหนังจะมีความสดใสร่าเริง ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่จริงๆแล้วต้นฉบับ Pinocchio เป็นตัวละครที่ เย็นชา, หยาบคาย, เนรคุณ ฯ เขาจะเรียนรู้ความผิดพลาดจากการกระทำของตนเองเท่านั้น, ตัวละคร Jiminy Cricket ถูกเขียนเพิ่มเข้ามา เพื่อให้เป็น ‘จิตสำนึก’ เชิงรูปธรรมของ Pinocchio (แทนด้วย Ego ของมนุษย์ก็ได้)

หนังเริ่มต้นด้วยผู้สร้าง (The Creation) Geppetto เป็นช่างแกะสลักไม้ (woodcarver) ได้สร้างหุ่นเชิด (marionette) ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ แต่ยังคงเป็นหุ่นที่ไม่มีชีวิต, ในทางปรัชญา Geppetto เปรียบเสมือน lesser god ที่สามารถสร้างสรรค์ได้ทุกสิ่ง แต่ยังขาดความสมบูรณ์แบบ มีข้อจำกัด (เหมือนนาฬิกาทั้งหลายที่เขาสร้าง มีเวลาเป็นข้อจำกัด) เขาตระหนักได้ว่าวิธีเดียวที่จะทำให้ผลงานของเขาสมบูรณ์แบบ คือการอธิษฐานต่อ Greater God ต่อดวงดวงบนฟากฟ้า (wishes upon a star)

Blue Fairy เป็นตัวแทนของ Greater God ที่ลงมาสู่โลกมนุษย์ แล้วให้จิตวิญญาณ (Spark of the Universal Mind) แก่ Pinocchio, ชีวิตและอิสระ คือสิ่งที่ Fairy มอบให้กับเขา แต่ไม่ใช่ในร่างที่เป็นมนุษย์ ‘พิสูจน์ด้วยความกล้าหาญ สุจริตและไม่เห็นแก่ตัว สักวันเธอจะกลายเป็นมนุษย์ที่แท้จริง’ (Prove yourself brave, truthful and unselfish and someday you will be a real boy.)

Pinocchio จะต้องใช้ชีวิต ต่อสู้กับสิ่งยั่วยวนทั้งหลาย ผ่านจิตสำนึก (Conscience) Blue Fairy ให้หนู? Jiminy Cricket เป็นผู้แนะนำหนทางที่ถูกต้องให้กับ Pinocchio โดยเริ่มจากขั้นแรกด้วยไปโรงเรียน (โรงเรียนเป็นสัญลักษณ์ของความรู้, knowledge) แต่มันกลับมีบางสิ่งที่เข้ามาแทรกระหว่างทางไปโรงเรียน

1) ความยั่วยวนของชื่อเสียงและโชคลาภ (Temptation of Fame and Fortune)
ระหว่างทางไปโรงเรียน Pinocchio ได้ถูกคำพูดชักนำของสุนัขจิ้งจอก (สัญลักษณ์ของความหลอกลวง) และแมว (ที่เกลียดคร้าน) โดยอ้างถึง ทางลัดสู่ความสำเร็จ (easy road to success) นั่นคือ การแสดง, แม้ว่า Pinocchio จะถูกจิตสำนึกตักเตือน แต่เขากลับไม่รับฟัง พาตัวเองเข้าไปสู่เส้นทางมายา, ในไม่ช้า Pinocchio ก็ได้เรียนรู้สิ่งที่เขาต้องแลกเพื่อความสำเร็จ นั้นคือไม่สามารถกลับไปหาพ่อ (ผู้สร้าง) ของตนได้, เขาถูกขังเหมือนกับสัตว์ ไม่สามารถหลบหนี แม้แต่จิตสำนึกก็ช่วยเหลือเขาไม่ได้ (Cricket ไขกุญแจไม่ออก) มีแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะช่วยพวกเขาได้, Pinocchio พูดโกหกต่อหน้า Blue Fairy ทำให้จมูกเขายื่นยาวออกมา นั่นเพราะการโกหกมีแต่ทำให้ทุกสิ่งเลวร้ายลง เขาต้องมีความสุจริตใจต่อตนเอง ภารกิจแรกของ Pinocchio จึงจบสิ้น ด้วยการเข้าใจความหมายของคำว่า ‘สุจริต’

2) ความยั่วยวนต่อความต้องการ (Temptation of Pleasures)
หลังจาก Pinocchio หวนกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เขาได้เจอกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อีกครั้ง ที่ชักชวนเขาไปสู่เกาะสำราญ (Pleasure Island) สถานที่ซึ่งไม่มีโรงเรียน (knowledge) และกฎหมาย (morals) เด็กๆสามารถดื่มกิน สูบบุหรี่ ต่อสู้ ทำลายได้ทุกสิ่งอย่าง ก่อนที่จะกลายร่างเป็นลาน้อย (donkey=คนโง่) ถูกส่งไปขายหรือไม่ก็กลายเป็นทาสในเหมืองใต้ดินในจุดต่ำสุดของโลก, เกาะเจ้าสำราญ มีความหมายแฝงถึงความโง่เขลาของมนุษย์ ต่อความพึงพอใจอะไรเล็กๆน้อยๆ (lowest impulse) ‘ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก’, Pinocchio เริ่มตระหนักได้เมื่อเห็นเพื่อนกลายเป็นลา และร่างกายบางส่วนของเขาก็กลายเป็นลาไปแล้วเช่นกัน (หูกลายเป็นลา เพราะเป็นคนไม่ยอมฟังจิตสำนึก, ส่วนหาง คือส่วนที่ไม่มีประโยชน์สำหรับมนุษย์) มันคือข้อแลกเปลี่ยน ที่เราต้องสูญเสียจิตวิญญาณบางส่วน จากการหลงเข้าสู่ความสถานที่แห่งนี้, นี่เป็นภารกิจที่ทำให้ Pinocchio เอาชนะความเห็นแก่ตัว จากความต้องการของตน

3) ความกลัวต่อการเริ่มต้น (The Initation)
เมื่อ Pinocchio กลับบ้าน พบว่าพ่อถูกปลาวาฬยักษ์กลืนกินไป เขาและจิตสำนึกจึงกระโดดน้ำลงไปช่วย (จิตสำนึกก็มีความกลัว แต่ยอมทำตาม) ทั้งสองเดินอยู่ใต้น้ำค้นหาปลาวาฬยักษ์ (ค้นหาตัวตน) เมื่อพบแล้วก็ถูกปลาวาฬกลืนกินเข้าไป ภารกิจสุดท้ายคือการหาทางหนีเอาตัวรอดจากความมืดสู่แสงสว่าง (เอาชนะตัวเอง) นี่เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความกล้าหาญ และไหวพริบ ความเฉลียวฉลาด ซึ่งเมื่อหนีออกมาได้ ก็ใช่ว่าปลาวาฬจะยอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ พยายามเอาคืนสิ่งที่สูญเสียไป แต่ถ้าเรายังมีความมั่นคง เชื่อไป ก้าวเดินไปต่อข้างหน้าโดยไม่หยุด มันก็จะถึงจุดที่อดีตไม่สามารถตามต่อไปได้อีก

การผจญภัยของ Pinocchio เต็มไปด้วยความยากลำบาก การได้ออกจากท้องปลาวาฬเปรียบเสมือนการได้เกิดใหม่ นั่นทำให้เขากลายเป็น มนุษย์จริงๆ (real boy) ที่หมายถึงตัวตนที่สูงกว่า สู่ความเป็น ‘มนุษย์’ ที่ดีและจิตสำนึกจากเศษเหล็กกลายเป็นเหรียญทอง หมายถึงคุณค่าของการเรียนรู้ที่หามาไม่ได้ง่ายๆ

reference: http://vigilantcitizen.com/moviesandtv/the-esoteric-interpretation-of-pinocchio/

สำหรับทีมพากย์ หลังความสำเร็จของ Snow White, Walt Disney คิดว่านักพากย์มีส่วนผสมที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จ (เพราะ Snow White ใช้คนดังๆมาให้เสียงมากมาย) Cliff Edwards หรือที่รู้จักในชื่อ Ukelele Ike นักร้องคนแรกที่สามารถขายแผ่นเสียงได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น ได้รับการว่าจ้างให้มาพากย์เสียง Jiminy Crickey, สำหรับ Pinocchio เป็นเสียงของ Dickie Jones อายุ 12 ที่กำลังมีชื่อเสียงจากการแสดงหนังเรื่อง Mr. Smith Goes to Washington (1939) ของ Frank Capra, นอกจากนี้ Frankie Darro พากย์เสียง Lampwick, Walter Catlett พากย์เสียงสุนัขจิ้งจอก, Evelyn Venable เป็น Blue Fairy, Charles Judels ในบทตัวร้าย Stromboli กับ Coachman, และ Christian Rub ในบทพ่อ Geppetto

หนังเริ่มขั้นตอนการสร้างเมื่อเดือนกันยายนปี 1938, ถือได้ว่าเป็นหนังมีงานสร้างภาพอนิเมชั่นที่ล้ำยุคระดับ groundbreaking เลยละ, หัวหน้าทีมออกแบบตัวละคร Joe Grant ได้ปั้นดินน้ำมันตัวละครทุกตัว (ที่เรียกว่า maquettes) เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่ทีมงานและนักวาดภาพ, สำหรับนาฬิกาของ Geppetto ได้ทำต้นแบบ (model) เอาไว้แล้วใช้การถ่ายภาพ ทำเทคนิค Stop-Motion เข้าช่วยก่อนใช้เป็นแบบวาด, นอกจากนี้ยังมีการให้นักแสดงเคลื่อนไหวในท่วงท่าต่างๆ แล้วเอามาเป็นแบบในขณะวาดภาพเคลื่อนไหว นี่เป็นการทำให้การเคลื่อนไหวของตัวละครในหนังมีความสมจริงมากๆ, กับการเคลื่อนไหวของมนุษย์นั้นไม่ถือว่ายากอะไร เพราะสามารถขอให้นักแสดงเคลื่อนไหวในท่วงท่าต่างๆได้ แต่กับสัตว์นี่จะไปขอมันยังไง (นี่คือเหตุผลที่ทำให้การสร้างอนิเมะเรื่อง Bambi ล่าช้าไปหลายปี)

นอกจากการเคลื่อนไหวของมนุษย์แล้ว ยังมียานพาหนะ เครื่องยนต์กลไก ฝนตก ฟ้าผ่า หิมะตก ควัน เงา ผิวน้ำ และที่เด่นที่สุดคือ Fairy Dust ขณะ Blue Fairy ร่ายมนต์ใส่ Pinocchio, ที่ยกมาทั้งหมดนี้ นี่คือครั้งแรกของหนังอนิเมชั่นเลยนะครับ ที่ทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ขึ้นมา และมีความสมจริงมากๆ อย่างฉากในท้องทะเล เราจะเห็นคลื่น ฟองน้ำ ผิวน้ำกระเพื่อม ฯ รายละเอียดเล็กๆน้อยๆพวกนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ใต้น้ำจริงๆ

นักวิจารณ์ Leonard Maltin ได้กล่าวว่า Pinocchio เป็นหนัง Disney ที่ไม่ได้มีแค่ความสุดยอดในการสร้างเท่านั้น แต่ได้เปิดประตูสู่โลกของอนิเมชั่นที่มีความสมจริง (with Pinocchio, Disney reached not only the height of his powers, but the apex of what many critics consider to be the realm of the animated cartoon.)

เพลงประกอบ ประพันธ์โดย Leigh Harline กับ Paul J. Smith ทำนองโดย Ned Washington, สำหรับเพลงอมตะที่สุดของหนังเรื่องนี้ When You Wish Upon A Star ร้องโดย Cliff Edwards (คนพากย์ Jiminy Cricket) จะได้ยินในฉากแรกและฉากสุดท้ายของหนัง, นี่เป็นเพลงที่ทำให้ Disney ได้ Oscar 2 ตัวแรก ในสาขา Best Original Song และ Best Original Score

When You Wish Upon A Star ต่อมาได้กลายเป็นเพลงเปิดโลโก้ของ Walt Disney ที่เราจะได้ยินทุกครั้งเมื่อเห็นโลโก้ของหนังจาก Disney ปรากฎขึ้น (ฟังจริงๆอาจไม่คุ้นหูเท่าไหร่ แต่ทำนองดัดแปลงมาจากเพลงนี้นะครับ), ใน AFI’s 100 Years…100 Songs จัดอันดับเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ ในบรรดาหนังของ Disney เพลงนี้ติดอันดับสูงที่สุด อันดับ 7

ยังมีอีกเพลงที่แม้จะไม่ดังเท่า แต่ได้รับการพูดถึงอย่างสูงเมื่อปี 2015 คือเพลง I’ve Got No Strings ที่หนังเรื่อง Avengers: Age of Ultron (2015) นำเนื้อร้องไปใช้แทน Ultron, เพลงนี้แต่งโดย Leigh Harline เนื้อร้อง Ned Washington ร้องโดย Dickie Jones ที่รับบท Pinocchio, ฉากนี้ ขณะกำลังเต้น มีหุ่นจากประเทศต่างๆ อาทิ Dutch puppet, French puppet (ที่เต้นยกกระโปรงคล้าย Can-Can), Russian puppet และ Cossacks (ร่วมร้องโดย Patricia Page, Mae Questel และ Mel Blanc ตามลำดับ)

ตอนผมดูอนิเมะเรื่อง Mind Game มีความรู้สึกว่า ฉากที่หนีเอาตัวรอดจากท้องปลาวาฬยักษ์ มันไม่ใช่ฉากที่แปลกใหม่เลย แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นจากไหน พอได้ดู Pinocchio ก็ระลึกได้ ว่าน่าจะเป็นหนัง/อนิเมะ เรื่องนี้แหละที่นำเสนอฉากนี้, ผมเจอในบทความที่ผมใส่ลิ้งค์ไว้ด้านบน พบว่าเรื่องที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจของฉากนี้ มาจาก Book of Jonah (น่าจะเป็นหนึ่งในไบเบิ้ล) ครั้งหนึ่งเมื่อ Jonah ถูกปลาอะไรสักอย่างขนาดใหญ่กลืนกินลงไปในท้องนาน 3 วัน 3 คืน แต่ยังไม่ตาย Jonah ได้อธิษฐานขอพระเจ้าและให้สัตย์สาบานว่าจะปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ พระเจ้าจึงได้ขอให้ปลายักษ์คาย Jonah ออกมา

ที่ผมเล่ามาทั้งหมดคือด้านสว่างของหนัง ย่อหน้านี้ผมจะพูดถึงความชั่วร้ายที่แอบสอดไส้อยู่นะครับ, สัตว์เลี้ยงทั้งสองของ Geppetto ที่จะได้เป็น Cameo ในอนิเมชั่นเรื่องอื่นของ Disney อีกหลายเรื่อง ผมมานั่งคิดดูมันจะเป็นสัญลักษณ์แทนได้ด้วยอะไร, แมวสีดำ ว่ากันด้วย Common Sense คงไม่มีมนุษย์คนไหนสั่งแมวให้ไปเปิดหน้าต่างให้ แต่ที่ Geppetto สั่งได้ เพราะแมวเป็นสัตว์สัญลักษณ์แทนได้ด้วยการเป็นคนใช้ และตอนฉากที่ Pinocchio กำลังไปเรียนหนังสือ Geppetto รั้งเจ้าแมวไว้แล้วพูดว่า ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ของนาย นี่ทำให้ผมมั่นใจเลยว่า แมว เป็นสัญลักษณ์แทนด้วย ‘คนผิวสี’ แน่ๆ (แถมแมวผิวสีดำ), สำหรับปลาทองในอ่างแก้ว ที่มีความสวยงาม ชอบเล่นหูเล่นตา เรียกร้องความสนใจ และมีการจุ๊บ (แทน Sexual) นี่ย่อมเป็นสัญลักษณ์ของ ‘เพศหญิง’ ปลาทองกับนกในกรงมีสภาพไม่ต่างกัน ต้องถูกขังไว้ ไม่สามารถเป็นอิสระได้ ทำตามคำสั่งของนายเท่านั้น ขนาดว่าในฉากหนีจากท้องปลาวาฬ ปลาทองในอ่างแก้ว ก็ยังสามารถเอาตัวรอดขึ้นฝั่งได้โดยไม่หก อ่างแก้วไม่แตก ปลาทองไม่ยอมหนีเอาตัวรอด นี่ผิดวิสัยสุดๆ, ผมมองว่า 2 ตัวละครนี้ คือทัศนคติของนาย Walt Disney ต่อคนผิวสีและผู้หญิง ที่แสดงความโคตรเหยียดหยาม (racist) แฝงเข้าไปในหนังทุกเรื่อง (มันถึงไปโผล่ Cameo ในหลายๆเรื่อง), จริงๆไม่ใช่แค่นาย Walt Disney นะครับ แต่ทั้งบริษัทในยุคนั้นเลย ผมเคยอ่านเจอว่าบริษัท Walt Disney ในสมัยนั้น ไม่มีคนผิวสีหรือผู้หญิงที่ได้รับโอกาสให้เข้าทำงาน จะเป็นได้แค่คนใช้ แม่บ้าน ซึ่งจะถูกหยามเหยียดจากแทบทุกคนในบริษัท, นี่คือเหตุผลหนึ่งด้วย ที่ผมไม่มีอนิเมะเรื่องโปรดที่มาจากยุคของนาย Walt Disney แม้บางเรื่องอย่าง Pinocchio ที่มีแนวคิดดีมากๆ ผมชอบมากด้วย แต่การที่ผู้สร้างมันเลวร้ายแถมยังแอบสอดไส้ยาพิษในขนมหวาน ผมโตพอที่จะเห็นและไม่หลงกินมันเป็นอันขาด

ด้วยทุนสร้าง $2.2 ล้านเหรียญ ว่ากันว่าในการฉายครั้งแรกหนังทำเงินได้แค่ $1.4 ล้านเหรียญเท่านั้น ขาดทุนย่อยยับ แม้จะได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากๆก็ไม่มีผล เพราะขณะนั้นเป็นช่วงขณะสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงไม่มีใครอยากดูหนังประเภทนี้, หนังได้รับการฉายใหม่ (re-release) อยู่หลายครั้ง แทบจะทุกๆ 7 ปี นับตั้งแต่ 1945, 1954, 1962, 1971, 1978, 1984 และ 1992 ซึ่งสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะหนังได้แปรสภาพกลายเป็น ‘คลาสสิก’ ทำให้ใครๆก็อยากดู ซึ่งพอมี Home Video จึงเลิกฉายโรง รวมรายได้จนถึงปัจจุบัน Pinocchio ทำเงินไป $84.2 ล้านเหรียญ เทียบไม่ได้เลยกับเมื่อตอนฉายครั้งแรก

นิตยสาร TIMEOUT จัดอันดับ The 100 Best Animated Movies โดยให้ Pinocchio ติดอันดับ 1 และนิตยสาร TIME จัดให้ Pinocchio ติดอันดับ All-TIME 100 Movies เป็นหนึ่งในหนังอนิเมะไม่กี่เรื่องที่ติดชาร์ทยอดเยี่ยมร่วมกับหนังคนแสดง

ผมจัดอนิเมชั่นเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แม้มันจะมีบางอย่างที่เลวๆแฝงอยู่ แต่คงมีคนไม่เยอะที่สังเกตเห็น ผมพอที่จะปิดหูปิดตา ไขว้นิ้วกัดลิ้น แนะนำอนิเมะเรื่องนี้ได้นะครับ, กับเรื่องราว ‘จิตสำนึก’ ของ Pinocchio ที่สะท้อนสิ่งที่มีคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นจากการปล่อยตัวปล่อยใจให้ไปกับสิ่งยั่วยวนต่างๆ แม้หนังจะไม่ได้เสนอแนะวิธีแก้ไข แต่สอนให้เราระวังตัว อย่าเผลอตกหลุมหลงกลในสิ่งที่เห็นๆกันอยู่ ฟังจิตสำนึกของตนเองบ้าง และจงกล้าที่จะทำในสิ่งถูกต้อง

แนะนำอย่างยิ่งกับเด็กเล็ก นี่เป็นหนังที่สามารถเปลี่ยนชีวิต ทัศนคติของเขาได้เลย, ผู้ใหญ่ก็เช่นกัน คนที่ยังมัวเมา ลุ่มหลง หลงใหล Pinocchio อาจไม่ได้สอนอะไรคุณ แต่รู้ตัวหรือเปล่า หนังมันกำลังหัวเราะเยอะเย้ยคุณอยู่ เด็กอย่าง Pinocchio ยังกลายเป็นคนดีได้ แล้วคุณละโตจนป่านนี้แล้ว ยังเป็นแบบนั้นอยู่อีกเหรอ?

จัดเรตทั่วไป พ่อ-แม่-ลูก นั่งดูพร้อมหน้าได้ทั้งครอบครัว

TAGLINE | “Pinocchino คือเรื่องการผจญภัยเพื่อเรียนรู้จิตสำนึกของตัวเอง แต่เหมือน Walt Disney จะขาดบางสิ่งที่เป็นจิตสำนึกของตนเอง”
QUALITY | RAREGENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of