PK (2014)

pk

pk (2014) – bollywood film

หนังเรื่องแรกที่ผมจะขอรีวิว เป็นหนังเรื่องแรกของหนัง bollywood film ที่ผมได้มีโอกาสดู และเป็นหนึ่งในหนังที่ผมชอบที่สุดด้วย

ที่ผมเลือกรีวิวหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก มีอีกเหตุผลหนึ่งนะครับ เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่พูดถึงแนวคิดทางศาสนาที่หลากหลายในอินเดีย ไม่ว่าจะ พุทธ(มีนิดนึง) อิสลาม คริสต์ ฮินดู ฯ มีทั้งเสียดสี จิกกัด นำเสนอความเหมือนในความแตกต่าง ความหลากหลายในหนังเป็นสิ่งที่ผมจะนำเสนอใน blog นี้ด้วยนะครับ จะมีหนังหายากมากมายจากประเทศต่างๆ เพลง เกม อนิเมะ รีวิวแบบเมามันเอาทุกอย่าง ตามใจตัวเองสุดๆ

ตอนหนังเรื่องนี้ฉาย มีคนหลายกลุ่ม (ซึ่งใครๆก็น่าจะพอเดาได้ว่ากลุ่มไหน) ออกมาชุมนุม ประท้วงไม่ให้หนังเรื่องนี้ฉาย ถึงขั้นว่ามีเผาโปสเตอร์ ยืนขวางหน้าโรงหนังไม่ให้คนเข้าไปดู แต่ยิ่งฉาวยิ่งดัง ไม่ใช่มีแต่เมืองไทย (เช่น กรณีอาปัติ) เรื่องนี้ที่อินเดีย กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในอินเดียได้สำเร็จ (โค่น Dhoom3 ที่เพิ่งสร้างสถิติไปเมื่อปี 2013) แถมยังทำเงินนอก bollywood ได้สูงที่สุดด้วย

Aamir Khan เป็นนักแสดง bollywood คนแรกที่ผมรู้จัก ก็แน่ละพระเอกหนังเรื่องนี้ เท่าที่ค้นประวัติดู ใน bollywood จะมีดารานำชายระดับซุปเปอร์สตาร์ 3 คนในยุคปัจจุบันที่เรียกว่า 3 Khan อันประกอบด้วย Aamir Khan, Shahruk Khan และ Salman Khan ถามว่าใครดังสุด ใน bollywood คงบอก Shahruk Khan ดังสุด ผมก็ได้ดูหนังของ Shahruk หลายเรื่องแล้วนะ แต่ผมกลับยังชอบ Mr. Perfectionist Aamir Khan มากกว่ามากๆ คงเพราะผมเป็นพวกชอบดูหนังที่เด่นในการนำเสนอ เนื้อเรื่อง มิติของตัวละคร หนังของ Aamir Khan จะนำเสนอแนวคิดบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนแนวคิดของคนดูได้ แถมพี่แกเล่นหนังหลากหลายมากๆ ไม่ซ้ำซากจำเจ แต่ละบทก็ท้าทายความสามารถในการแสดงมากๆ ผมจะทยอยนำหนังของ Aamir Khan มารีวิวอยู่เรื่อยๆนะครับ

สำหรับเรื่องนี้ pk นอกจากโปสเตอร์ภาพนู๊ด ที่เห็นบนเว็บแล้ว ผมเคยเห็นมีคนไปสัมภาษณ์ Shahrunk Khan ว่ากล้าถ่ายนู้ดแบบ Aamir Khan รึเปล่า (ผมฟังฮินดีไม่ออกหรอก) แต่ดูจากท่าทางแล้ว พี่ SHK ส่ายหน้า ไม่น่าจะกล้าแน่ (กลัวเสียลุคสุดๆ) จะมีแต่คนที่ Idealist กับ Perfectionist เท่านั้นที่จะสามารถทำอะไรที่สุดโต่งๆแบบนี้ได้ ผมเรื่องนี้ได้ยินว่า Aamir ไม่รับค่าตัวด้วย เพราะพี่แกเป็นนักแสดงระดับแนวหน้าของ bollywood ค่าตัวแพงสุดๆ ตอนที่ได้อ่านบทชอบมากๆ เพื่อให้หนังได้ถ่ายทำในงบที่ถูกลง เลยเลือกที่จะไม่รับค่าตัว โดยจะขอส่วนแบ่งเมื่อหนังทำกำไร … ไม่รู้เหมือนกันสุดท้ายแล้วพี่แกได้เงินไปเท่าไหร่ แต่คิดว่าอาจจะเยอะกว่าค่าตัวปกติอีก ผมคิดว่าเหตุผลแท้จริงที่ Aamir ที่ไม่รับค่าตัว เพราะพี่แกรู้ว่าหนังเรื่องนี้ต้องสร้างประเด็นให้กับสังคมอย่างแน่ๆ และอาจไม่ทำเงิน แต่เพราะมีเนื้อเรื่องที่ดีมากๆ Aamir เลยทุ่มสุดตัว เพื่อให้ได้หนังออกฉาย … โชคดีที่ ตอนหนังฉาย กระแสแรงมากๆ หวังว่าสิ่งที่ Aamir คาดหวังจะส่งถึงคนดูนะ

อีกสักย่อหน้าแล้วกันสำหรับนักแสดงนำ Aamir Khan จัดว่าเป็นนักแสดงมากฝีมือ แม้ว่าพี่แกจะอายุเกือบ 50 แล้ว ยังดูหนุ่มมากๆ ยากจะเชื่อว่า สามารถมีเคมีเข้ากับนางเอก Anushka Sharma ที่อายุ 26-27 ได้ สำหรับ Anushka ใน look ผมสั้น ผมว่าเธอดูดีมากๆ (ผมชอบ look ของ Anushka ผมสั้นนะ ผมยาวไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่) ทั้งสองเข้าขากันมากๆ แรกๆเหมือนจะเป็นคู่กัดกัน แต่พอเริ่มเข้าใจกัน พัฒนาการตัวละครทำให้เรารู้สึกอินมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ขาดไม่ได้กับหนัง Bollywood คือ ร้อง เล่น เต้น จะเรียกว่าหนังเรื่องไหน ภาษาฮินดี แล้วไม่ร้อง เล่น เต้น ไม่ใช่หนัง Bollywood สำหรับ pk แนวหนังคือ comedy/sci-fi ที่ออกแนว comedy ผสม romance เพลงมีทั้งจังหวะที่สนุกสนาน และเศร้าปะปนกันไป เพลงที่ติดหูที่สุด คงหนีไม่พ้น love is a waste of time เพลงนี้ไม่ได้มีดีแค่ที่เพลง แต่ทำนองกลายเป็นท่าเต้นก็เข้ากันมากๆ แถมช่วงโหมโรงก่อนเพลงนี้จะเริ่ม เป็นจังหวะที่เยี่ยมมากๆ ทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมไปกับเพลงด้วย (เพลง…ไม่ว่าจะภาษาไหน ฟังไม่เข้าใจ มีคำร้องไม่มีคำร้อง ถ้าเราสามารถรับรู้อารมณ์ร่วมไปกับเพลงได้ นั่นคือสุดยอดเพลง)

เหตุผลหนึ่งที่ผมดูหนังเรื่องนี้ เพราะได้เห็นกระทู้หนึ่งในพันทิป และค่อนข้างสนใจทีเดียว เปิดหาตัวอย่างหนังแล้วก็เฉยๆ แต่พอได้เห็น mv เพลงนี้เท่านั้นแหละครับ ลองกด play ดูนะครับ

ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนประพันธ์เพลงประกอบเรื่องนี้ เพราะมันมีทั้งเพลงที่เป็น theme และเป็นดนตรีที่มีคนร้อง เห็นว่ามีคนแต่งเนื้อร้อง กับทำนองจะเป็นคนละคนกัน ผมก็อยากให้เครดิตกับเขานะ แต่บอกตามตรงผมยังไม่ค่อยรู้จักคนเบื้องหลังของ bollywood สักเท่าไหร่

งานภาพ ต้องบอกว่า สวยงามมากๆ C. K. Muraleedharan เขาคือใคร ผมก็ไม่รู้จักนะ แต่งงานภาพของเขาทำให้ผมนึกถึง Roger Deakins ที่มักทำงานกำกับภาพให้กับ 2พี่น้องโคเฮน งานภาพที่ผมชอบที่สุดของ Roger Deakins คือจากเรื่อง No Country for Old men กับ True Grit สวยมากๆๆ โดยเฉพาะภาพวิวมุมกว้าง Scenery มันทำให้เรารู้สึกเหมือนไปอยู่ในสถานที่นั้นจริงๆ

งานออกแบบ Art Direction งามในระดับปกติ หนัง Bollywood ขึ้นชื่อในเรื่องสีสันอยู่แล้ว ชุดที่มีสีสันหลากหลาย อาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน ผู้คนที่หลากหลาย วัฒนธรรมที่แตกต่าง ผมชอบสีสันของเรื่องนี้นะ ดูไม่จัดจ้านเกินไป รู้สึกจะไปถ่ายที่ Belgium ด้วย เป็นการเลือกโลเกชั่นที่น่าสนใจทีเดียว ถ้าเปรียบสถาปัตยกรรม อินเดียจะออกแนวกลมๆ โค้งๆ แต่ยุโรป จะเหลี่ยมๆ แข็งๆ ตีความได้หลายแบบ

งานตัดต่อ เป็นอะไรที่น่าสนใจดีนะ ผมเพิ่งเคยดูหนัง bollywood ยังไม่รู้ธรรมเนียมของหนังเท่าไหร่ เห็นหนังเกือบ 3 ชั่วโมง ตอนแรกช็อคเลย เห้ย อะไรมันจะยาวจัง … เอาน่าคงแค่ไม่กี่เรื่อง แต่ไปๆมาๆ ดูไปหลายสิบเรื่อง มันก็ 2 ชั่วโมงครึ่ง ขึ้นเท่านั้น แถมมี Intermission ให้ด้วยแทบทุกเรื่อง ผมก็พูดไม่ออกเลยละครับ นึกถึงหนังไทยช่วงหนึ่งที่เคยมีผู้กำกับออกมาบ่นเรื่องความยาวของหนัง ตอนยุคที่ยังฉายด้วยฟิล์มอยู่ แบบว่าฟีล์มม้วนหนึ่งมันจะเล่นได้ประมาณ 15-20 นาที ดังนั้นหนังเรื่องหนึ่งมันต้องลงตัวที่ 1 ชั่วโมง40 แบบว่าถ้าหนังมันดัน 1 ชั่วโมง 42 นาที ก็จะโดนไล่ให้ไปตัดออก 2 นาที จะได้ไม่ต้องเปลืองค่าฟีล์มอีกม้วน … พอคิดแบบนี้ก็ตลกอ่ะครับ หนังไทยที่หาเกิน 2 ชั่วโมงนี่ยากมาก ถ้าเป็น hollywood ไม่ใช่หนังฟอร์มใหญ่ๆ ผู้กำกับดังๆ หรือเรื่องที่ใครๆก็รู้กันว่าต้องยาว ก็ไม่มีทางเกิน 2 ชั่วโมงหรอก จะได้รอบฉายเพิ่มขึ้นด้วยถ้าเวลาหนังไม่ยาวมาก แต่กับหนัง bollywood ไม่มีเรื่องเวลาเลยครับ ทุกเรื่องจัดเต็ม จะ 3 ชั่วโมงก็ไม่มีใครว่า เอาเลยจัดเต็ม ให้คุ้มค่าตั๋ว ดูจนตูดเมื่อย พักให้เข้าห้องน้ำด้วย ดูให้คุ้ม สะใจ ยกนิ้วให้ครับ สวนผมคนดูยุคหลังๆ ตาแฉะครับ หนัง 3 ชั่วโมง บอกเลยว่าดูเหนื่อยมาก ถ้าหนังสนุกมันก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ แต่ถ้าไม่สนุกนี่สิ T_T

สำหรับ pk งานตัดต่อ ค่อนข้างน่าสนใจ ช่วงแรกๆหนังแยกเล่าระหว่างพระเอกกับนางเอก ตอนดูผมก็คิดนะ มันจะไปประจบกันได้ยังไง พอถึงจุดนั้นก็ อืม เล่าแบบนี้ก็แปลกดีนะ คือไม่มีจุด point of view ในช่วงแรก (หรือผมหาไม่เจอหว่า) อยากเล่าตรงไหนก็เล่า แล้วอยู่ดีๆ Time Skip 3 ปีผ่านไป เอะ ยังไง? ไปว่าให้พระเอกเจอกับนางเอกก่อน แล้วไปเล่าย้อนเวลาช่วง Time Skip อีกที อืม… เป็นความรู้สึกที่ “น่าสนใจ” ตอนถึง intermission ผมก็อยากดูต่อทันทีเลย การตัดต่อช่วงที่ผมชอบที่สุด เป็นช่วงตัดเพลงนะ คิดว่าใครๆคงเดาได้ เพลง love is a waste of time นี่แหละ ในหนังเป็นเวอร์ชั่นที่เงียบเสียงอื่นหมด มีแต่เสียงเพลงแล้วให้ภาพเล่าเรื่อง ผมว่าเป็นการตัดสินใจที่เยี่ยมมากๆ ให้อารมณ์ first love ของ pk จริงๆ แถมเพลงมันยังทำให้เกิดคำถามว่า first love ของ pk มัน waste of time จริงๆเหรอ

ความสุดยอดของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงไหน บทหนัง ครับ ผมว่าคนยุโรป อเมริกัน ดูเรื่องนี้อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่กับคนไทยหรือฝั่งเอเชีย ดูแล้วสะท้อนอะไรหลายๆอย่างแน่นอน เพราะวัฒนธรรมเรากับอินเดียมีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกันอยู่ โดยเฉพาะความเชื่อในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หนังเรื่องนี้เลือกที่จะเสียดสีแต่ละศาสนา แต่ละความเชื่อได้น่าสนใจมากๆ และที่สำคัญคือไม่ลบหลู่ศาสนาใดเลย โดยในหนังสร้างศาสนาและศาสดาสมมติปลอมๆขึ้นมา ให้พระเอกเราต่อสู้กับมันในระดับเอาให้ตายไปข้างนึงเลย

ไคลน์แม็กซ์ของเรื่องนี้เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มากๆ ทางแยกตอนต้นเรื่อง มาบรรจบกับทางสายหนึ่งตอนกลางเรื่อง ทำให้เส้นทางนี้กลับไปสู่หาทางแยกตอนต้นเรื่องได้ บอกตามตรงว่าผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน กว่าครึ่งเรื่องที่ดูมา หนังเรื่องนี้เกือบจะไม่ใช่หนังโปรดผมแล้ว เพราะไม่เข้าใจว่าฉากนางเอกกับพระรองตอนต้นเรื่องที่ค่อนข้างยาว จะมีความสำคัญอะไร ถ้ามันแค่แนะนำนางเอก ผมคงผิดหวังมากๆ แต่พอถึงไคลน์แม็กซ์ มันก็ทำเอาผมน้ำตาคลอเลย โอ้ที่เวิ่นเว้อมาตอนต้น ก็เพื่อฉากนี้เอง แถมยังลากไปถึงฉากก่อนจบที่เฉลยว่าเทปมันเอาไว้ทำอะไร pk พกวิทยุติดตัวทำไม โอ้คิดได้แหะ เฉลยตรงนี้นี่ซึมเลย เป็นการสร้างบรรยากาศให้คนดูรู้สึกอิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าเลย เป็นบทที่สวยงามมากๆ

ทั้งหมดที่เล่ามา คงให้เครดิตใครไม่ได้นอกจากผู้กำกับ Rajkumar Hirani ชื่อนี้ไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ วันหลังผมจะมารีวิว 3 Idiots ให้นะครับ ผู้กำกับคนนี้น่าสนใจทีเดียว กำกับมาไม่กี่เรื่อง แต่ชอบเล่นกับแนวคิดที่เป็นขบถของสังคม นี่เป็นแนวที่ผมชอบที่สุดนะครับ เพราะมันทำให้เราคิดเยอะหลังจากดูหนังจบ ต่อจากนี้ฉันจะทำยังไง เชื่อว่าใครที่ดู pk ออกมาคงคิดอะไรบางอย่างได้ มีความระมัดระวังในความเชื่อมากขึ้น (กระมัง)

มาให้คะแนนเรื่องแรกกัน รีวิวเรื่องแรก ยาวไปหน่อย เกริ่นโน่นเกริ่นนี่เยอะไปหมด เรื่องหน้าผมจะพยายามเบาๆมือหน่อยแล้วกัน สำหรับ pk เพิ่งฉายเมื่อปี 2014 จึงจะยังไม่เห็นติด Chart หนังยอดเยี่ยมนัก ยังไงหนังเรื่องนี้ติดชาร์ทพวก Best of Bollywood แน่ๆ หนังมีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ตลกทุกมุขเลยละครับ เป็น dark comedy ที่คนไทยดูรู้เรื่อง สำหรับผมเรื่องนี้เป็นหนังที่ผมชอบมากๆ เป็นหนังทำให้ชาร์ทหนังโปรดขยับครั้งแรกในรอบหลายปีเลย ใครยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ ถือว่าพลาดแล้วนะครับ

คำโปรย : “pk หนังที่สะท้อนความเชื่อของมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบ ผ่านการแสดงระดับสุดยอดของ Aamir Khan และ Anushka Sharma”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบFAVORI

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of