By the Law

By the Law (1926) USSR : Lev Kuleshov ♥♥♥♡

ภาพยนตร์ชวนเชื่อเพื่อให้ผู้ชมยึดถือมั่น ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง นั่นรวมถึงการทดลองตามทฤษฎีตัดต่อของ Lev Kuleshov โดยใช้เพียง 5 ตัวละคร 1 สถานที่ มีคำเรียก ‘Chamber Film’ แต่มันใช่สิ่งถูกต้อง/จำเป็นจริงๆนะหรือ?

มันไม่มีความจำเป็นใดๆที่ภาพยนตร์ต้องใช้ทฤษฎีตัดต่อ ‘Soviet Montage’ ฉันท์ใดฉันท์นั้น กฎหมายบ้านเมืองก็ไม่ใช่สิ่งที่เราควรหมกมุ่นยึดติดมากเกินไป! นี่ไม่ได้แนะนำให้ทำอะไรผิดกฎหมายนะครับ กติกาของสังคมคือสิ่งที่เราควรยึดถือปฏิบัติเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง แต่ใช่ว่ามันจะเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมเสียทุกเรื่อง เราควรต้องมีวิจารณญาณครุ่นคิดทบทวน เพราะกฎระเบียบบางอย่างออกมาเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น!

By the Law (1926) เป็นภาพยนตร์ที่มีการถ่ายภาพสวยๆ ลีลาตัดต่อเร้าอารมณ์ แต่ผมไม่ค่อยประทับใจเนื้อเรื่องราวสักเท่าไหร่ สัมผัสถึงการชวนเชื่อ (Propaganda) ให้ผู้ชมยึดถือมั่น ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง แต่สุดท้ายตัวละครกลับกลายเป็นศาลเตี้ยเสียเอง มันเหมือนแค่พยายามสร้างความถูกต้องชอบธรรม นั่นคือข้ออ้างศิวิไลซ์ของชาวตะวันตกกระมัง

ผมเคยอ่านทฤษฎี รับรู้จัก ‘Kuleshov Effect’ มาเนิ่นนานมากๆ แต่กลับยังไม่เคยเชยชมสักผลงานของผกก. Lev Kuleshov มีโอกาสครั้งนี้เลยตั้งใจหาภาพยนตร์สักเรื่อง เห็นคะแนน IMDB.com สูงสุดคือ By the Law (1926) และได้รับการบูรณะ 4K ก็เลยลองหามารับชม … แต่ฉบับ 4K วางจำหน่ายกันยายน ค.ศ. 2023 ซะงั้น! เอาตัวอย่างไปดูก่อนแล้วกัน

Lev Vladimirovich Kuleshov (1899-1970) ผู้สร้าง/นักทฤษฎีภาพยนตร์ สัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Tambov, Russian Empire ในครอบครัวผู้ดีมีสกุล แต่ขณะนั้นต้องตกอับเพราะสถานะทางการเงินล้มละลาย หลังบิดาเสียชีวิตย้ายมาอยู่ Moscow ได้รับการส่งเสียจากพี่ชายเข้าศึกษาศิลปะยัง Moscow School of Painting, Sculpture and Architecture แต่เรียนไม่ทันจบได้ทำงานออกแบบฉาก Khanzhonkov Film Studio ตัดต่อภาพยนตร์ แล้วมีโอกาสร่วมกำกับหนัง Twilight (1917)

ค.ศ. 1919 กลายมาเป็นอาจารย์ประจำสถาบัน Gerasimov Institute of Cinematography (VGIK) มีลูกศิษย์ดังๆอย่าง Vsevolod Pudovkin, Boris Barnet, Mikhail Romm ฯ ระหว่างนั้นพัฒนาทฤษฎีตัดต่อ ‘Kuleshov effect’ แล้วก่อตั้งเวิร์คช็อป Kuleshov Collective รวบรวมทีมงาน(ส่วนใหญ่ก็ลูกศิษย์ลูกหา)สำหรับสรรค์สร้างภาพยนตร์เพื่ออธิบายแนวความคิดดังกล่าวอย่าง The Extraordinary Adventures of Mr. West in the Land of the Bolsheviks (1924), The Death Ray (1925), By the Law (1926), The Great Consoler (1933) ฯ

ขอกล่าวถึง The Extraordinary Adventures of Mr. West in the Land of the Bolsheviks (1924) สักเล็กน้อยก็แล้วกัน เป็นภาพยนตร์แนว Comedy Satire เพื่อโต้ตอบกลับมุมมองชาวอเมริกันที่มีต่อชาวรัสเซีย (Russian Stereotypes) ที่มักตีตรา Bolsheviks ว่าเป็นพวกป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม ชอบใช้ความรุนแรง สวมใส่ชุดขนสัตว์ ฯ ด้วยการสร้างตัวละครหน้าตาละม้ายคล้าย Harold Lloyf ออกเดินทางมาผจญภัยในกรุง Moscow

ผลงานลำดับถัดมา The Death Ray (1925) เป็นภาพยนตร์ไซไฟ ทุนสูง เน้นความอลังการ แต่เสียงตอบรับกลับย่ำแย่ แถมไม่ค่อยทำเงินอีกต่างหาก เลยไม่ได้รับความใส่ในในการเก็บรักษา ฟีล์มม้วนแรกและม้วนสุดท้ายเลยเสื่อมสภาพสูญหายไป ความล้มเหลวดังกล่าวทำให้ผกก. Kuleshov ครุ่นคิดสร้างโปรเจคทุนต่ำ (low budget) โดยใช้เพียงนักแสดงกลุ่มเล็กๆ ถ่ายทำยังสถานที่เดียว มีคำเรียกแนวหนัง ‘chamber film’

ด้วยเหตุนี้ Kuleshov เลยเลือกดัดแปลงสองเรื่องสั้น The Unexpected (1905) และ Just Meat (1906) แต่งโดย Jack London ชื่อจริง John Griffith Chaney (1876-1916) นักเขียน/นักข่าว สัญชาติอเมริกัน

  • The Unexpected (1905) มีพื้นหลัง Klondike Gold Rush นำเสนอเรื่องราวของ John Gaspard นักขุดทองสันโดษ ไม่เชื่อในมิตรภาพหรือความรัก จนวันหนึ่งถูกหมีโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส แล้วได้รับความช่วยเหลือจาก Olaf Henderson แม้อีกฝ่ายพยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ Gaspard กลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต ครุ่นคิดว่าสักวันคงถูกทรยศหักหลัง แต่กาลเวลาทำให้ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิทสนม เมื่อพบเจอสายแร่ทองก็กลายเป็นมหาเศรษฐีร่วมกัน … อย่างไม่คาดฝัน
  • Just Meat (1906) มีพื้นหลัง Klondike Gold Rush เช่นเดียวกัน นำเสนอเรื่องราวของ Axel Gunderson ผู้อพยพชาว Swedish แม้มีความสามารถด้านการขุดทอง แต่เป็นคนบุ่มบ่าม ขาดความรอบคอบ ไม่ได้เตรียมตัวพร้อมเผชิญหน้าสภาพแวดล้อมยากลำบาก จนทำให้หิวโซ ขาดอาหาร กระทั่งวันหนึ่งพบเห็นซากสุนัข ตรงรี่เข้าไปก่อกองไฟ ปรุงย่าง เตรียมรับประทาน แต่วินาทีกำลังจะเข้าปากนั้นเอง เกิดความตระหนักว่าตนเองได้สูญเสียความมนุษย์ ธำรงชีวิตอยู่ด้วยสันชาตญาณสัตว์ … ไม่ต่างอะไรจากเนื้อก้อนชิ้นนี้

Kuleshov ร่วมพัฒนาบทกับ Viktor Shklovsky (1893-1984) นักเขียน/นักทฤษฎีวรรณกรรมชื่อดัง ผู้บุกเบิก Russian Formalism สนิทสนมกับแก๊งค์ผู้กำกับ ‘Soviet Montage’ มีผลงานดังๆอย่าง By the Law (1926), Bed and Sofa (1927), The House on Trubnaya (1928), Turksib (1929), Minin and Pozharsky (1939) ฯ

I was interested in adapting these novels because they dealt with the theme of the individual versus society. In both novels, the protagonist is a victim of social forces beyond his control. I wanted to explore this theme in my film, and I thought that the novels would provide a good starting point.

Lev Kuleshov

หลังจากได้บทภาพยนตร์ ผกก. Kuleshov พยายามนำไปยื่นข้อเสนอตามสตูดิโอต่างๆ แม้ด้วยงบประมาณน้อยนิดกลับถูกบอกปัดปฏิเสธ จนกระทั่งมีบทความสนับสนุนทฤษฎีของ Kuleshov Effect ตีพิมพ์ลงนิตยสารภาพยนตร์ Советский Экран (อ่านว่า Sovetsky Ekran, แปลว่า Soviet Screen) ถึงค่อยได้รับทุนสนับสนุนจาก Goskino USSR


นักขุดทองห้าคน เดินทางมาแสวงโชคยัง Yukon Territory, Canada (แต่ขณะนั้นยังอยู่ภายใต้อาณานิคมจักรวรรดิอังกฤษ) ในช่วงระหว่างการตื่นทอง Klondike Gold Rush (1896-99)

Michael Dennin (รับบทโดย Vladimir Fogel) หนึ่งในนักขุดทองที่มักถูกฉกฉวยโอกาสจากสมาชิกอื่น สะสมความอัดอั้น ไม่พึงพอใจ วันหนึ่งปะทุระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราด ด้วยการนำปืนไรเฟิลมาเข่นฆาตกรรมเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตไปสองคน หลงเหลือ Hans Nelson (รับบทโดย Sergei Komarov) และภรรยา Edith (รับบทโดย Alexandra Khokhlova) สามารถเข้ามาปลดอาวุธ แต่ขณะจะล้างแค้นเอาคืน Edith เรียกร้องขอให้ยึดถือปฏิบัติตามหลักกฎหมาย หลังฤดูหนาวพานผ่านเมื่อไหร่ ค่อยส่งตัวให้ทางการตัดสินโทษ

เมื่อฤดูกาลเคลื่อนพานผ่าน Michael ก็สามารถสงบสติอารมณ์ อธิบายเหตุผลการกระทำ รับรู้สึกสาสำนึกผิด พร้อมยินยอมรับโชคชะตากรรม และเมื่อฤดูหนาวพานผ่านไป ไม่มีใครเดินทางมาช่วยเหลือพวกเขาสักที จึงตัดสินใจตั้งศาล(เตี้ย) แล้วอ้างกฎหมายจักรวรรดิอังกฤษ พิพากษาตัดสินโทษประหารชีวิตแขวนคอ


Vladimir Pavlovich Fogel (1902-29) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Moscow ครอบครัวอพยพมาจาก German, โตขึ้นเข้าศึกษายัง Saint Petersburg State Institute of Technology แต่วิทยาลัยถูกสั่งปิดระหว่างการปฏิวัติรัสเซีย จึงใช้เวลาดังกล่าวออกท่องเที่ยว แล้วกลับมาร่ำเรียนการแสดง Gerasimov Institute of Cinematography (VGIK) เป็นลูกศิษย์ของ Lev Kuleshov รวมถึงสมาชิกคนสำคัญ Kuleshov Collective, มีผลงานภาพยนตร์ อาทิ The Extraordinary Adventures of Mr. West in the Land of the Bolsheviks (1924), Chess Fever (1925), By the Law (1926), Bed and Sofa (1927) ฯ

รับบท Michael Dennin หนึ่งในนักขุดทอง เดินทางมาแสวงโชคยัง Yukon Territory แต่มักได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ทั้งๆเป็นผู้พบเจอสายแร่ทอง กลับโดนชี้นิ้วสั่งให้ทำงานโน่นนี่นั่น เก็บสะสมความอึดอัดอั้น จนกระทั่งฟิวส์ขาดเมื่อใครคนหนึ่งพูดคำประชดประชัน จึงตัดสินใจเข่นฆาตกรรมพวกพ้องทั้งหมด ก่อนถูกหยุดยับยั้งโดย Hans และ Edith Nelson เฝ้ารอคอยฤดูหนาวพานผ่าน เพื่อคำตัดสินโทษประหารชีวิต

การแสดงของ Fogel มีความเข้มข้นและสมจริง ช่วงแรกๆมานิ่งๆเนิบๆ แต่เมื่อปะทุระเบิดก็เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง จนกระทั่งเมื่อสงบสติอารมณ์ถึงพบเห็นด้านอ่อนไหว จิตใจเปราะบาง เป็นตัวละครที่มีความหลากหลายทางอารมณ์อย่างคาดไม่ถึง ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ … เห็นว่าเป็นบทบาทได้รับการจดจำสูงสุดของ Fogel ก็ว่าได้

Vladimir Fogel gives a performance of great power and conviction as Michael Dennin, a man driven to murder by the harsh conditions of life in the Yukon goldfields. Fogel brings a sense of humanity to a character who could easily have been seen as a monster, and his performance is one of the main reasons why By the Law remains a classic of Soviet cinema.

นักวิจารณ์ Harry Potamkin จากนิตยสาร Sight & Sound

The most memorable thing about By the Law is the performance of Vladimir Fogel, the young man who is driven to murder by his sense of injustice. Fogel is a revelation: he is intense, passionate, and utterly convincing. His performance is a reminder of the power of silent cinema to tell stories in a way that is both immediate and unforgettable.

นักวิจารณ์ Pauline Kael

Aleksandra Sergeyevna Khokhlova (1897-1985) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย แต่เกิดที่ Berlin, German Empire แล้วกลับมาเติบโตยัง Moscow ค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดง รับบทสมทบ Uragan (1916), Iola (1918) ก่อนสามารถสอบเข้า Gerasimov Institute of Cinematography (VGIK) กลายเป็นลูกศิษย์/ภรรยา Lev Kuleshov ร่วมงานขาประจำ อาทิ The Extraordinary Adventures of Mr. West in the Land of the Bolsheviks (1924), The Death Ray (1925), By the Law (1926), The Great Consoler (1933) ฯ

รับบท Edith Nelson หญิงสาวเพียงคนเดียวในคณะขุดทอง ดูเป็นคนสนุกสนานร่าเริง แฉกยิ้มกว้าง อัธยาศัยดีงาม แต่หลังจากพบเห็น Michael Dennin เข่นฆาตกรรมพวกพ้อง ดวงตาเบิกโพลง สีหน้าหวาดสะพรึงกลัว ตัวสั่นสะท้าน ถึงอย่างนั้นกลับพยายามโน้มน้าวสามี Hans ยังคงไว้ชีวิตอีกฝั่งฝ่าย เฝ้ารอคอยฤดูหนาวเคลื่อนผ่าน ค่อยให้ทางการพิจารณาตัดสินโทษตามกฎหมาย

การแสดงของ Khokhlova ชวนให้ผมนึกถึง Shelley Duvall (The Shining) และ Vera Farmiga (The Conjuring) พวกเธอมีใบหน้าที่เมื่อทำตาลุกโพลง แฉกยิ้ม ช่างดูหลอกหลอน สร้างความรู้สึกขนลุกขนพอง สั่นสะท้านทรวงใน เหมาะสำหรับเล่นหนังแนว Horror อย่างมากๆ

น่าเสียดายที่เสียงวิจารณ์การแสดงของ Khokhlova ค่อนไปทางผสมๆ หลายคนมองว่าเธอดูหวาดระแวง วิตกจริต ‘paranoid’ มากเกินไป ก้าวข้ามความผ่านความสมเหตุสมผล เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะการยื้อยักเล่นตัวด้วยข้ออ้างกฎหมาย ฟังไม่ค่อยขึ้น ดูเพ้อเจ้อไร้สาระเกินไป

Khokhlova intrigues rather than infuriates, but the balance is often tested. Her performance occasionally feels like parodies of the expressionist acting fashionable in Twenties theater and often used in lieu of cinematic sound. But her performance is never less than interesting, and her character’s journey from naiveté to hardened criminal is one of the most compelling aspects of the film.

นักวิจารณ์ Juliet Jacques

ถ่ายภาพโดย Konstantin Kuznetsov (1899-1982) สัญชาติรัสเซีย เข้าศึกษาภาพยนตร์ยัง Gerasimov Institute of Cinematography (VGIK) เป็นอีกลูกศิษย์ของ Lev Kuleshov รวมถึงสมาชิกคนสำคัญ Kuleshov Collective

ความตั้งใจของ Kuleshov คือใช้นักแสดงเพียง 3-5 คน (พร้อมสุนัขอีกหนึ่งตัว) ถ่ายทำยังสถานที่แห่งเดียว โดยใช้แสงจากธรรมชาติ สภาพอากาศตามความเป็นจริง ไม่ได้มีลูกเล่นเทคนิคอะไรมากมาย แต่ไฮไลท์คือลีลาตัดต่อ เพื่อพิสูจน์ทฤษฎี Kuleshov Effect

สถานที่ถ่ายทำยัง Moscow Oblast บริเวณริมชายฝั่งแม่น้ำ Moskva (หรือ Moscow River) เห็นว่าแถวนั้นเป็นแหล่งสายแร่ Dolomite, Limestone และ Marl (แต่ไม่มีแร่ทองนะครับ) จึงมีบ้านพักของคนงานสร้างไว้ ซึ่งช่วงฤดูหนาว/เดือนเมษายนไม่มีใครอยู่อาศัย เหมาะสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์แต่ก็มีความเสี่ยงอันตรายโคตรๆ ทั้งลมพายุรุนแรง และโดยเฉพาะตอนน้ำท่วม(มันก็ท่วมจริงๆนะแหละ)เห็นว่าทีมงานโดยไฟช็อตกันเป็นว่าเล่น


แซว: เจ้าสุนัขตัวนี้น่าจะคว้ารางวัล Palm Dog ถ้าได้เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes (แต่ปีที่หนังฉายนั้น เมือง Cannes น่าจะยังเป็นเมืองเล็กๆอยู่เลยนะครับ) แต่ผมพยายามมองหาช่วงกลางเรื่อง ก็ไม่รู้มันไปหลบพายุหิมะอยู่แห่งไหน โผล่มาอีกทีตอนท้ายเรื่อง

ในช่วงแรกๆที่มีการปรากฎภาพเจ้าสุนัข เราสามารถมองในเชิงเปรียบเทียบ เพราะพฤติกรรมของมันมักสอดคล้องกับบรรดานักขุดทองทั้งห้า ได้ยินเสียงเพลงก็หูตั้งชัน เห็นคนอื่นเริงระบำก็ยืนสองขา (เลียนแบบการแสดงออกของมนุษย์) ซึ่งเมื่อเรื่องราวดำเนินไป ก็จะพบว่าคนกลุ่มนี้ไม่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานสักเท่าไหร่

ไฮไลท์การตัดต่อ เกิดขึ้นระหว่างความคลุ้มบ้าคลั่งของ Michael Dennin เมื่อเปิดประตูเข้ามาในกระท่อม แสดงสีหน้าไม่พึงพอใจกับคำพูดหยอกล้อเล่นเพื่อนร่วมงาน จู่ๆฟิวส์ขาด หยิบปืนไรเฟิลขึ้นมากราดยิง (โชคดีที่ไรเฟิลมีกระสุนแค่สองนัด) จากนั้น Edith ตรงเข้ามายื้อแย่ง ฉุดกระชาก พบเห็นการร้อยเรียงภาพมุมกว้างสลับกับโคลสอัพใบหน้า ทั้งผู้เสียชีวิต(จมคาจานอาหาร) รวมถึง(สามี) Hans ตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูกอยู่สักพักใหญ่ๆ

ความตายบนจานอาหาร ถือเป็นภาพ ‘Iconic’ ของหนัง ผกก. Kuleshov ให้คำอธิบายว่าต้องการนำเสนอความตรงกันข้ามระหว่างชีวิต (อาหารคือสัญลักษณ์แทนชีวิต) และความตาย (ชายที่ถูกยิงเสียชีวิต) เพื่อสร้างความน่าหวาดสะพรึง หลอกหลอน ขนหัวลุกพอง

I wanted to show the contrast between the man’s impending death and the simple act of eating. The plate of food is a symbol of life, and the man’s face is a symbol of death. I wanted the audience to feel the dread and foreboding that the man is feeling.

Lev Kuleshov

ภาพรอยแตกของพื้นน้ำแข็ง ไม่แค่นำเสนอสภาพอากาศช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูหนาวสู่ใบไม้ผลิเท่านั้นนะครับ ในบริบทของหนังสามารถสื่อถึงสภาพจิตใจตัวละคร หลังพานผ่านเหตุการณ์โศกนาฎกรรม ทำให้เกิดการแตกสลาย สูญเสียความเข้มแข็งแกร่ง

ซึ่งเมื่อน้ำแข็งละลายกลายเป็นสายน้ำ นี่ไม่ได้สื่อถึงการสูญเสียจิตวิญญาณนะครับ แต่คือจุดเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีนัยยะถึงการถือกำเนิด เริ่มต้นชีวิตใหม่ (ตรงกับวันเกิดของ Edith พอดิบดี) ตัวละครทั้งหลายสามารถสงบสติอารมณ์ พูดคุยกันด้วยเหตุผล และ Michael ก็ยินยอมรับสารภาพผิด กระทำสิ่งนี้เพื่อมารดาผู้ชราภาพ (มีการแทรกภาพย้อนอดีต Michael กับมารดา ที่ต่างก็มีเค้กวันเกิดวางอยู่บนโต๊ะ)

สำหรับซีเควนซ์ประหารชีวิต จะไม่ถ่ายให้เห็นขณะเชือกคล้อง แขวนคอจริงๆ (ยุคสมัยนั้นคงยังเป็นภาพที่รุนแรงเกินไป) แต่จะละเล่นมุมกล้องที่เพียงพอสำหรับจินตนาการ และหลายต่อหลายช็อตมีการถ่ายย้อนแสงอาทิตย์ พบเห็นเพียงภาพเงา (silhouette) เพื่อสื่อถึงการเดินทางสู่ความตาย … จะว่าไปช็อตนี้ชวนให้ผมนึกถึง The Seventh Seal (1957) ของผู้กำกับ Ingmar Bergman อยู่เล็กๆ

ตัดต่อไม่มีเครดิต แต่คงไม่มีใครอื่นนอกจาก Lev Kuleshov

หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครใด แต่ใช้นักขุดทองทั้งห้า(ก่อนจะเหลือเพียงสามคน) หลังจากพบเจอแร่ทองริมแม่น้ำ ตัดสินใจปักหลักร่อนแร่ในช่วงฤดูหนาว จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน Michael Dennin เข่นฆาตกรรมสองสมาชิก ก่อนถูกหยุดยับยั้งโดยสามี-ภรรยา Hans & Edith Nelson เฝ้ารอคอยการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิมาถึงเมื่อไหร่ จักพาไปขึ้นศาลไต่สวนพิพากษาความผิด

  • อารัมบท,
    • แนะนำบรรดาสมาชิกนักขุดทองทั้งห้า (พร้อมสุนัข) ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เตรียมอาหารมื้อเช้า
    • ขณะกำลังเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทางไปขุดทองแหล่งใหม่ Michael ก็ได้ร่อนแร่พบเจอแร่ทอง
  • เหตุการณ์ฆาตกรรม
    • Michael รับรู้สึกว่าตนเองได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ทั้งๆคือผู้พบเจอแร่ทอง กลับถูกใช้ทำงานซักผ้า (ขณะที่คนอื่นไปร่อนแร่ นำทองไปจับจ่ายใช้สอย)
    • ค่ำคืนหนึ่งระหว่างทั้งสี่กำลังตระเตรียมอาหาร ใครคนหนึ่งพูดแซวถึง Michael สร้างความไม่พึงพอใจจึงหยิบปืนไรเฟิลขึ้นมากราดยิง เสียชีวิตไปสองคน
    • สามี-ภรรยา Hans & Edith Nelson เข้ามาฉุดกระชากแย่งปืนได้สำเร็จ
    • Hans นำศพผู้เสียชีวิตไปกลบฝัง ท่ามกลางพายุลมฝนคลั่ง ตั้งใจจะเข่นฆ่าล้างแค้น Michael แต่ถูก Edith หยุดยับยั้ง
  • เฝ้ารอคอยการมาถึงของฤดูใบไม้ร่วง
    • Hans & Edith ต่างมีความหวาดระแวงต่อ Michael ผลัดกันเฝ้าเวรยาม รอคอยการมาถึงของฤดูใบไม้ร่วง
    • เมื่ออากาศอบอุ่นขึ้น น้ำแข็งละลาย กลายเป็นน้ำท่วมเข้ามาในบ้านพัก
    • วันเกิดของ Edith ก่อนจะเป่าเค้ก Michael จึงรับสารภาพถึงเหตุผลการกระทำ
    • Hans ไม่สามารถอดรนทนรอได้อีกต่อไป ร่วมกับ Edith จัดตั้งศาล(เตี้ย)แล้วพิพากษาตัดสินโทษประหารชีวิตแขวนคอ Michael

นอกจากฉากฆาตกรรมและฝังศพ หนังก็แทบไม่มีเรื่องราวน่าตื่นเต้นใดๆ ความน่าสนใจอยู่ที่ลีลาการตัดต่อ ซึ่งพยายามนำเอาทฤษฎี Kuleshov Effect มาปรับใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึก หวนระลึกความทรงจำ เปรียบเทียบสรรพสิ่ง และร้อยเรียงชุดภาพดั่งบทกวี

I wanted to use montage to create a sense of intimacy between the audience and the characters. I wanted the audience to feel like they were right there with the characters, experiencing everything they were experiencing.

Lev Kuleshov

มองอย่างผิวเผิน By the Law (1926) เป็นภาพยนตร์ที่มีลักษณะชวนเชื่อ (propaganda) ให้ยึดถือมั่นตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย เหตุการณ์เสี่ยงอันตราย ยังสถานที่ทุรกันดารห่างไกล เพราะการเพิกเฉย ไม่สนใจใยดี หรือกระทำสิ่งตอบสนองสันชาตญาณ นั่นจะทำให้เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ มีสภาพไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน!

จริงอยู่ว่ากฎหมายบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความเคารพ สมควรต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อประเทศชาติจักมีความเจริญก้าวหน้า ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน แต่นั่นเป็นเพียงแนวคิด “อุดมคติ” เพราะในความเป็นจริงกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ คือสิ่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อตอบสนองผลประโยชน์คนบางกลุ่ม หลายต่อหลายครั้งมันจึงเกิดความขัดแย้ง ครุ่นคิดเห็นแตกต่าง ไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมเสมอไป (ในมุมมองคนอีกกลุ่ม)

การนำเสนอในเชิงเหมารวมแบบภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมจึงมองว่าไม่ใช่สิ่งถูกต้องสักเท่าไหร่ เพียงอุดมคติเพ้อฝันของผู้สร้าง ลักษณะของการชวนเชื่อ (Propaganda) แต่ไม่เจาะจงว่าระบอบประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม … นั่นเพราะ By the Law (1926) ต้องการโน้มน้าวผู้ชม/ประชาชน ให้รู้จักยึดถือปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัดเสียมากกว่า

ซึ่งการยึดถือปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง สามารถเปรียบเทียบถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ที่พยายามทำตามทฤษฎีตัดต่อ Kuleshov Effect นี่เหมือนว่าผกก. Kuleshov ต้องการชวนเชื่อให้ผู้ชม/ผู้สร้างภาพยนตร์ เห็นพ้องคล้อยตามแนวคิด(ทฤษฎีตัดต่อ)ที่ตนเองได้พัฒนาขึ้นมา พิสูจน์แล้วว่าสามารถนำไปใช้งานได้จริง!

เรามามองในแง่มุมอื่นของหนังกันข้าว เหตุผลการฆาตกรรมของ Michael Dennin ไม่ได้มาจากความละโมบในการขุดทอง แต่คือไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากสมาชิกคนอื่นๆ (ซึ่งเต็มไปด้วยความโลภมาก เห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตัว) จึงลุกฮือขึ้นมาโต้ตอบกลับด้วยความรุนแรง … เปรียบเทียบถึงการปฏิวัติรัสเซีย Russian Revolution ค.ศ. 1917 ซึ่งสามารถมองได้สองมุมที่มีความแตกต่างตรงกันข้ามเลยนะ!

  • Michael ตัวแทนประชาชนที่ลุกฮือขึ้นมา โค่นล้มความเผด็จการของสมเด็จพระเจ้าชาห์ Nicholas II เพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคเท่าเทียม ตามอุดมการณ์สังคมนิยม Leninism
  • ในทิศทางตรงกันข้าม ยังสามารถเปรียบเทียบ Michael กับสมเด็จพระเจ้าชาห์ Nicholas II ที่เกิดอาการเสียสติ คลุ้มบ้าคลั่ง ใช้กำลังทหารเข่นฆ่าประชาชน จนสุดท้ายถูกประชาทัณฑ์ตัดสินโทษประหารชีวิต

ผมค่อนข้างเชื่อว่าความตั้งใจเคลือบแฝงของผกก. Kuleshov น่าจะคือแบบหลังที่ทำการเปรียบเทียบ Michael กับสมเด็จพระเจ้าชาห์ Nicholas II จุดประสงค์เพื่ออธิบายความถูกต้องชอบธรรม เมื่อครั้น Bolsheviks ตัดสินโทษประหารชีวิตทั้งชั่วโคตรราชวงศ์ Romanov ด้วยการยิงเป้าวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918

ยุคสมัยนั้นการประหารชีวิตยังถือว่าคือสิ่งถูกต้องชอบธรรม เป็นการตอบโต้ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ฆาตกรฆ่าคนตายย่อมต้องได้รับโทษประหาร เฉกเช่นเดียวกับราชวงศ์ Romanov เพราะความเคียดแค้นที่ประชาชนมีต่อความเผด็จการของ Tsar Nicholas II ชาวรัสเซียจึงยินยอมพร้อมใจ (ให้มีการฆ่าล้างโคตรราชวงศ์) และเป็นการตัดเสี้ยมหนาม ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้ถ่านไฟลุกไหม้ขึ้นมาอีกครั้ง!

จริงๆการเอาแนวคิดโลกยุคสมัยใหม่ มาแสดงความคิดเห็นผ่านภาพยนตร์อายุร้อยปีมันไม่ใช่สิ่งถูกต้องสักเท่าไหร่ แต่ผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า โทษประหารชีวิตกับทั้งตัวละคร Michael และ Tsar Nicholas II มันเกินกว่าเหตุไปไหม? โดยเฉพาะการที่ Edith พยายามยื้อยักอ้างกฎหมาย ‘by the law’ สุดท้ายกลับตั้งศาล(เตี้ย) แล้วตัดสินโทษประหารชีวิตเสียเอง นั่นนะหรือคือความถูกต้องชอบธรรม ข้ออ้างศิวิไลซ์ในมุมมองชาวตะวันตก?

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ขบครุ่นคิดกันก็คือหญิงสาว Edith แม้แสดงอาการหวาดกลัวตัวสั่น กลับเป็นคนลุกขึ้นมายื้อแย่งปืนจาก Michael และยังยืนกราน(กับสามี)ว่าควรต้องตัดสินโทษตามหลักกฎหมายบ้านเมือง ไม่ใช่วิถีบ้านป่าเมืองเถื่อน นี่สะท้อนถึงบทบาทสตรีเพศในรัสเซีย ได้รับการยินยอมรับ เสมอภาคเท่าเทียม สามารถครุ่นคิดด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ความถูกต้องชอบธรรม ขณะที่บุรุษมักกระทำสิ่งต่างๆเพื่อสนองสันชาตญาณมากกว่า … การให้ความสำคัญกับตัวละครนี้ ก็เพราะ Khokhlova คือคนรัก/ภรรยาผกก. Kuleshev เลยผลักดันกันอย่างสุดๆ


หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่ดูจากโปรดักชั่นก็พอมองออกว่าใช้ทุนไม่มาก (low-budget) ขณะที่เสียงตอบรับในรัสเซียดูเอื่อยๆเฉื่อยๆ แต่เมื่อส่งออกไปยุโรปกลับได้รับคำชื่นชม และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

By the Law is a cold and clinical study of human behavior. It is a film that does not shy away from the harsh realities of life, and it does not offer any easy answers. But it is also a film that is ultimately hopeful, and it shows that even in the darkest of times, there is always hope for redemption.

นักวิจารณ์ชาวรัสเซีย Vladimir Mayakovsky เขียนบทความลงนิตยสาร Izvestiya

By the Law is a stunningly beautiful film, with some of the most striking compositions and lighting effects in all of silent cinema. Kuleshov’s use of montage is also masterful, creating a powerful sense of urgency and suspense. But the film is more than just a technical marvel. It is also a deeply moving and disturbing work of social commentary. Kuleshov shows us the dehumanizing effects of prison life, and he exposes the hypocrisy of a system that claims to be based on justice.

นักวิจารณ์ Jonathan Rosenbaum ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Chicago Reader

ตอนพบเห็นเว็บข่าวที่ลงรายละเอียดการบูรณะ By the Law (1926) ผมก็ไม่ได้เอะใจหรอกว่า Blu-Ray ยังไม่ได้วางขาย หลังจากพยายามมองหาหนังอยู่นานสองนาน ก่อนค้นพบว่าลิ้งค์ดังกล่าวที่ indiegogo มันคือเว็บระดมทุน (Crowdfunding) เห้ย! นี่มันครั้งแรกเลยหรือเปล่าเนี่ย ที่ใช้เงินจากการระดมทุนเพื่อทำการบูรณะฟีล์มภาพยนตร์

(หนังเรื่องนี้เหมือนว่าระดมทุนสำเร็จแล้วนะครับ เลยสามารถกำหนดวันจัดจำหน่าย Blu-Ray เดือนกันยายน ค.ศ. 2023)

แม้ผมแอบเสียดายเล็กๆที่ไม่ได้รับชมฉบับบูรณะ เชื่อว่าภาพถ่ายคงสวยมากๆ และการตัดต่อจากผู้บุกเบิกทฤษฎีตัดต่อ ‘Soviet Montage’ การันตีความยอดเยี่ยมอยู่แล้ว! แต่ปัญหาคือเรื่องราวการอ้างถึงกฎหมาย สุดท้ายกลับกลายเป็นศาลเตี้ยเสียเอง ในสถานการณ์เช่นนั้นมันเพ้อเจ้อไร้สาระไปหรือเปล่า

ต่อให้มองในเชิงสัญลักษณ์ที่ผกก. Kuleshov ต้องการเปรียบเทียบการปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง = ตัดต่อหนังตามทฤษฎี Kuleshov Effect ผมก็ยังไม่ค่อยรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ แต่ถ้ากล่าวถึงอิทธิพลต่อแนวหนัง Horror นั่นน่าสนใจไม่น้อยเลยละ!

จัดเรต 15+ กับเหตุการณ์ฆาตกรรม มันช่างหลอกหลอนทรวงในยิ่งนัก

คำโปรย | By the Law การชวนเชื่อเพื่อให้ทำตามกฎของ Lev Kuleshov แต่มันใช่สิ่งถูกต้องจริงๆนะหรือ?
คุณภาพ | ภาพสวย ตัดต่อเยี่ยม
ส่วนตัว | น่าหวาดสะพรึง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: