Pom Poko (1994)

Pom Poko

Pom Poko (1994) Japanese : Isao Takahata ♥♥♥♥

ทานูกิ ในความเชื่อพื้นบ้านของญี่ปุ่น เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้รวมถึงมนุษย์ พวกมันอาศัยอยู่อย่างสงบไม่ชอบรุกรานทำร้ายใคร แต่เมื่อโลกก้าวมาถึงทศวรรษ Baby Boomer เพื่อรองรับจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นมหาศาล จำเป็นอย่างยิ่งต้องถากถางป่าให้โล่งเตียนนำมาก่อสร้างพื้นที่อยู่อาศัย เช่นนั้นแล้วเจ้าสัตว์หน้าขนสายพันธุ์นี้จะสามารถปรับเอาตัวรอดได้เช่นไร, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เกร็ด: Baby Boomer คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1946 – 1964 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในยุคนั้นหลายๆประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ได้รณรงค์ส่งเสริม ออกมาตรการสนับสนุนให้มีการเพิ่มจำนวนประชากร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศหลังเหตุการณ์สงคราม

การรับชม Only Yesterday (1991) ไปเมื่อวันก่อน ยืนยันความเข้าใจของผมเองเลยว่า ผู้กำกับ Isao Takahata ไม่ประทับใจพัฒนาการก้าวหน้าของสังคมเมืองสักเท่าไหร่ โหยหาในธรรมชาติ ป่าไม้เขียวขจี ความเป็นชนบทดั้งเดิม, จะว่าไปเพื่อนสนิทของเขา Hayao Miyazaki ก็แทบมีทัศนคติไม่แตกต่างกัน เห็นได้จาก Princess Mononoke (1997), Ponyo (2008) ฯ ที่ต่างสะท้อนความสูญเสียหายของธรรมชาติ อันเกิดขึ้นจากเงื้อมมือมนุษย์

คงเพราะทั้ง Takahata และ Miyazaki ต่างผ่านช่วงวัยเด็กในขณะสงครามโลกครั้งที่สอง พบเห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคถัดจากนั้นผ่านมา 3-4 ทศวรรษ อะไรๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด ซึ่งหาใช่สิ่งที่พบเห็นแล้วเกิดความชื่นชอบน่าประทับใจแม้แต่น้อย ป่าไม้สีเขียวที่เคยพบเห็นเต็มไปหมด ปัจจุบันกลายเป็นป่าคอนกรีตตึกสูงใหญ่ หาความสดชื่นสวยงาม น่าอยู่อาศัย เทียบของเก่าไม่ได้สักนิด

สิ่งที่ทั้งสองสามารถทำได้ในอาชีพสายงานของตนเอง ก็คือการสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นเพื่อย้ำเตือนสติผู้ชม อย่าหลงลืมรากเหง้าอดีตของตนเอง แล้วมุ่งสนแต่เทคโนโลยีโลกอนาคตความทันสมัย พยายามหาความสมดุลระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ อย่าเอาแต่กอบโกยไม่ทดแทน เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์นะแหละที่จะเป็นผู้พ่ายแพ้ ไม่มีทางที่ใครคนไหนจะสามารถเอาชนะธรรมชาติ และความตายลงได้

Pom Poko เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นของสตูดิโอ Ghibli ที่ผมไม่เคยรับชมมาก่อน เกิดความอึ้งทึ่งทันทีในไดเรคชั่น(ที่หลายคนอาจไม่ประทับใจสักเท่าไหร่) และเรื่องราวสะท้อนเสียดสีความชั่วร้ายของสังคมมนุษย์ ในมุมมองของสัตว์หน้าขน ทานูกิ พวกฉันไม่เคยทำอะไรให้พวกนายมาก่อนเลยนะ แต่ทำไมถึงมาขับไล่ถิ่นที่อยู่อาศัยหากิน แถมบีบบังคับให้ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามวิถีโลกยุคใหม่ นี่มันจะเป็นการเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจมากเกินไปไหม

นับตั้งแต่ Au Hasard Balthazar (1966) ภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศสของผู้กำกับ Robert Bresson น่าจะคือครั้งแรกที่นำเสนอเรื่องราวในมุมมองของลาตัวหนึ่ง จับจ้องมองการกระทำของมนุษย์ (ต่อตนเอง) ซึ่งได้ทำการเปิดโลกทัศน์ความเข้าใจของผู้ชมภาพยนตร์ คุณเคยที่จะครุ่นคิดถึงสิ่งมีชีวิตร่วมโลก สัตว์ชนิดอื่นนอกจากมนุษย์บ้างรึเปล่า

ความน่าทึ่งของอนิเมชั่นเรื่องนี้ ราวกับทำให้คุณกลายเป็น ทานูกิ เกิดการเรียนรู้จักเข้าใจวิถีตัวตนความต้องการของสัตว์หน้าขนชนิดนี้ (ถือเป็นตัวแทนของสัตว์เดรัจฉานทุกสายพันธุ์บนโลก) ที่ลึกๆแล้วไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าถิ่นที่อยู่อาศัยหากิน เคยพยายามทำทุกอย่างเพื่อสื่อสารให้มนุษย์เกิดความเข้าใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม และสุดท้ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกมนุษย์ ละทิ้งจิตวิญญาณแท้จริงของตนเองเพื่อความอยู่รอด

แรงบันดาลใจของ Pom Poko นำจากความเชื่อตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่น (Folklore) เกี่ยวกับตัวทานูกิ (Tanuki) มีนิสัยร่าเริงสนุกสนานแต่พอวันว่างๆก็ขี้เกียจคร้านเอาแต่นอน สามารถแปลงร่างเป็นคน/พระ/ปีศาจ ไม่ก็เสกเงินจากใบไม้เพื่อขออาหารโปรด (เหล้าสาเก) จากมนุษย์ ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์นำโชคลาง เทียบก็เหมือนนางกวักแต่คือแมวกวัก ตั้งไว้เพื่อเรียกคนเข้าร้าน

สิ่งที่เป็นจุดเด่นของทานูกิตัวผู้ คือมีลูกอัณฑะขนาดใหญ่ จึงมักถูกนำไปจินตนาการล้อเลียนเป็นภาพวาด/ความเชื่อปรัมปรา ว่าสามารถขยายขนาดให้ใหญ่โต กางเป็นผืนผ้า ร่มชูชีพ ลูกบอลไว้ใช้ต่อสู้ ฯ

ความเชื่อในเรื่องนิทานปรัมปรา ก็คล้ายกับป่าไม้/สัตว์ป่า ที่กำลังค่อยๆลดน้อยสูญหายหมดสิ้นไป เพราะความเจริญก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้เข้าบุกรุกเข้าถากถางทำลาย ทั้งธรรมชาติและทัศนคติต่อเรื่องเล่าตำนานพื้นบ้าน

เรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ช่วงปี 1960-1969, ฝูงทานุกิ ถูกรุกรานจากการขยายที่ทำกินแถบเนินเขา Tama, Tokyo มนุษย์ได้ทำการตัดต้นไม้ ระเบิดภูเขา ถมที่ สร้างตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่ เป็นผลให้พื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่าลดลงอย่างน่าใจหาย ด้วยความต้องการต่อสู้เพื่อรักษาบ้านของตนเองไว้ พวกมันจึงตัดสินใจกระทำการต่อต้านมนุษย์ ใช้ความสามารถที่มีอยู่คือการแปลงร่างปลอมตัว เพื่อหาทางยุติการแปรรูปที่ดินเหล่านั้น แต่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จหรือไม่?

ตัวละครหลักๆของเหล่าทานูกิ ประกอบด้วย
– Shoukichi ทานูกิหนุ่ม มีความสุภาพอ่อนโยน นิสัยประณีประณอมไม่ชอบใช้ความรุนแรง ครุ่นคิดทำอะไรหลายๆอย่างแต่ก็ไม่เห็นประสบความสำเร็จสักครั้ง
– Gonta ทานูกิหัวรุนแรง ไม่เฉลียวฉลาดนัก ชื่นชอบใช้กำลัง ต้องการเข่นฆ่าทำลายล้างเหล่ามนุษย์ให้สูญสิ้นจากไป สุดท้ายก็มิอาจต้านทาน
– แม่เฒ่า Oroku อาจารย์ผู้เสี้ยมสอนวิชาแปลงร่างให้เหล่าทานูกิ มีความเฉลียวฉลาด กล้าหาญเด็ดเดี่ยว (กว่าทานูกิผู้ชายหลายๆตัวเสียอีก) แต่ไม่ได้ชอบการออกหน้านำทัพจับศึก เลยมักเป็นผู้ช่วยให้การช่วยเหลือเป็นกองเชียร์อยู่ห่างๆ
– พ่อเฒ่า Abbot Tsurugame เพราะชีวิตผ่านอะไรๆมามาก ครุ่นคิดทำอะไรเลยไม่ค่อยเป็นที่พึงพอใจเด็กรุ่นใหม่ เลยถือเป็นเสาหลักของเหล่าทานูกิ และเริ่มมุ่งเข้าสู่วิถีการปล่อยวาง ทางสายกลาง
ฯลฯ

ว่าไปตัวละครทานูกิเหล่านี้ ต่างสะท้อนมุมมองของมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลงไปของทุกสิ่งอย่างในสังคม ยกตัวอย่างเช่น การก้าวเข้ามาของสังคมเมืองสู่ชนบท เมื่อชาวบ้านถูกบีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง
– ผู้หลักผู้ใหญ่ พ่อเฒ่าอาวุโส เพราะแก่มากแล้วจึงมิอาจปรับตัวเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งนั้น ทำได้แค่ปล่อยวางทางโลก ให้เป็นภาระวุ่นวายของลูกหลานคนรุ่นถัดๆไป
– แม่เฒ่าที่ยังมีเรี่ยวแรง ก็ได้แค่คอยสนับสนุนส่งเสริมหนุนหลัง ให้กำลังใจอยู่ห่างๆ มิอาจเข้าไปร่วมด้วยช่วยคลุกคลีเพื่อแก้ไขพัฒนาอะไรได้
– กับคนที่ยึดมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในวิถีรูปแบบเดิม อนุรักษ์นิยม พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อธำรงไว้ ชีวิตนี้ไม่ขอเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น ฆ่าให้ตายอุดมการณ์ยังคงอยู่
– และคนประเภทประณีประณอม โอนอ่อนผ่อนตาม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับวิถีชีวิตของโลกยุคใหม่ได้ไม่ยากเกินไปนัก

ไดเรคชั้นของ Takahata กับอนิเมชั่นเรื่องนี้ ถือว่ามีความหวือหวาแตกต่างพิศดารกว่าปกติมากๆเลยละ ใช้เสียงบรรยายนำร่องอธิบายเหตุการณ์ตลอดทั้งเรื่อง (เป็นเสียงของอีกคนเลย ไม่ใช่จากตัวละครใดๆ) ดำเนินไปด้วยความกระชับรวบรัด ไม่มีแช่ภาพทิ้งไว้นาน และการตัดต่อก็สลับเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วฉับไว

นี่อาจเป็นการสะท้อนจังหวะชีวิตของเหล่าทานูกิ เพราะอนิเมะเลือกเล่าในมุมมองของสัตว์หน้าขนนี้ ทุกอย่างเลยต้องเสมือนว่าผู้ชมกำลังสวมวิญญาณเป็นพวกเขาอยู่ จึงมีการเคลื่อนไหวโยกย้ายไปมาอย่างรวดเร็ว มองเห็นอะไรแบบผ่านๆ ไม่ได้มีสมาธิจดจ่อหรือเก็บมาครุ่นคิดมากเหมือนรับชมในมุมมองมนุษย์

มันอาจเป็นการยากสักนิดสำหรับคนไม่เคยล่วงรับรู้แนวคิด ประเพณี/วัฒนธรรม ความเชื่อตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับทานูกิ จะสามารถเข้าใจวิถีแนวคิด พฤติกรรม และเรื่องราววุ่นๆของสัตว์ปรัมปราชนิดนี้ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าวิธีการที่ Takahata นำเสนอออกมา มีความเป็นสากลเป็นอย่างยิ่ง แถมคำอธิบายด้วยเสียงบรรยาย เต็มเต็มหลายสิ่งที่ขาดหายจากความเข้าใจ ต่อให้คนไม่เคยล่วงรับรู้จักทานูกิมาก่อน ก็เชื่อว่าสามารถรับชมอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้ไม่ยากจนเกินไป

การแปลงร่างของทานูกิ สังเกตได้ว่ามีสามลักษณะ
– ขณะอยู่ในร่างสัตว์ Raccoon Dog จะมีรายละเอียดความสมจริงอย่างยิ่ง
– ขณะแปลงร่างเป็นคน-สัตว์-สิ่งของ ก็จะมีรูปลักษณ์เสมือนจริงเช่นกัน
– แต่ระหว่างสัตว์ <-> มนุษย์ (ครึ่งคนครึ่งสัตว์) มักมีลักษณะเหมือนตัวการ์ตูน บางครั้งก็ไร้รูปร่างเหลี่ยมคม เห็นว่ารับอิทธิพลจากผลงานมังงะของ Shigeru Sugiura (นักวาดการ์ตูนคนโปรดของ Takahata) สะท้อนถึงความครึ่งๆกลางๆ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เท่าไหร่

มีหลายฉากที่แทรกแนวคิดของศาสนาพุทธชินโตเข้ามา แต่จะขอนำเสนอสองจุดเด่นๆ, ทานูกิเปรียบมนุษย์ดั่งพระเจ้า ที่สามารถปรับเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ จากธรรมชาติที่เคยเขียวขจีให้กลายเป็นโลกใหม่ของตนเอง ซึ่งช็อตนี้การสมมติภาพมนุษย์คือพระเจ้า รูปร่างสูงใหญ่โตกว่าภูเขา กำลังง่วนอยู่กับของเล่นใหม่ (พระเจ้าในมุมของพุทธชินโต นำเสนอออกมาคล้ายพุทธรูป พระสงฆ์)

อีกครั้งหนึ่งคือการแทรกใส่แนวคิดหลังความตาย กับบุคคลที่ตั้งมั่นทุ่มเทเสียสละกายใจเพื่อผู้อื่น พระอมิตาภพุทธะและอัครสาวกทั้งหลาย จักทรงเหาะลงมารับพาตัวขึ้นสู่สรวงสวรรค์

เกร็ด: พระอมิตาภพุทธะ คือพระพุทธเจ้าของนิกายมหายาน และวัชรยาน ทรงประทับอยู่ ณ แดนสุขาวดี แต่ชาวพุทธนิกายเถรวาทจะไม่ยอมรับนับถือสักเท่าไหร่ เพราะไม่มีกล่าวถึงในพระไตรปิฏก

แต่ฉากที่ได้รับการพูดถึงเยอะสุด คือขบวนพาเรดผี จัดเต็มด้วยจินตนาการสุดบรรเจิด แต่แทนที่เหล่าทานูกิจะได้รับคำยกย่องสรรเสริญ กลับถูกมนุษย์หน้าเลือดแย่งเอาความดีความชอบไปเพียงผู้เดียว ไฮไลท์คือ Easter Egg หลากหลายตัวละครของสตูดิโอ Ghibli มาปรากฎตัวรับเชิญ ใครตาดีชอบสังเกตหน่อยก็น่าจะพอมองเห็น อาทิ แม่มดน้อย Kiki, เครื่องบินของ Porco Roso, โตโตโร่, เด็กหญิง Taeko ฯ

ภาพลวงตาที่เหล่าทานูกิสร้างให้มนุษย์ได้พบเห็น เพื่อเป็นการย้ำเตือนสติให้ได้รับรู้ถึงความจริง สัจธรรมของโลก แต่ผู้คนในยุคสมัยนี้นั้นต่างหาข้ออ้างบิดเบือน ปฏิเสธไม่ยอมรับ คิดว่าเป็นภาพหลอน หลอกลวงโกหกทั้งเพ (แถมบางคนยังนำไปใช้หาผลประโยชน์ส่วนตนอีก) ต้องถือว่าความมืดบอดได้เข้าปกคลุมจิตใจ เกิดทัศนวิสัยเข้าใจอะไรผิดๆ เช่นนี้ก็รังแต่มุ่งสู่ความหายนะโดยไม่รู้ตัว

ความพยายามครั้งสุดท้ายของเหล่าทานูกิ เลิกสนใจอีกต่อไปแล้วว่ามนุษย์จะยุติการทำลายล้างธรรมชาติหรือเปล่า นั่งคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ แต่สิ่งที่พวกเขาร่ายมนต์เสกมันขึ้นมา คือภาพความทรงจำจากอดีต วิถีชีวิต ธรรมชาติที่เคยสวยงาม เป็นการบอกลาอดีตครั้งสุดท้าย ก่อนที่มันจะสูญหายจากไปชั่วนิรันดร์

ใครอินกับอนิเมะเรื่องนี้มากๆ ก็อาจได้น้ำตาซึมฉากนี้เลยทีเดียว ผมเองก็จุดแน่นอกไม่น้อย ยิ่งตอนที่มนุษย์เด็กมองทานุกิ แสดงความไร้เดียงสาพูดออกมาว่าน่ารักเหลือเกิน นี่สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ถัดไปอาจไม่มีวันเข้าใจเรื่องพรรค์นี้เลยนะ ว่ากว่าที่โลกจะพัฒนาเจริญรุดหน้าถึงขนาดนี้ หลายสิ่งอย่างได้ถูกทำลายสูญเสียไปมากน้อยเพียงใด

ตัดต่อโดย Takeshi Seyama ขาประจำอนิเมะที่มีโคตรผลงานอย่าง My Neighbor Totoro (1988), Akira (1988), Princess Mononoke (1997), Tokyo Godfathers (2003), Paprika (2006) ฯ

เสียงบรรยายคือทุกสิ่งอย่างของอนิเมะเรื่องนี้ ที่ทำให้เรื่องราวมีความรวบรัดตัดตอน สามารถกระโดดข้ามไม่นำเสนอบางเหตุการณ์ (ที่มีความรุนแรง) ออกไปได้ อาทิ ช่วงท้ายที่มีทานูกิแบ่งออกเป็นสองพวก
– กลุ่มแรกนำโดย Gonta ใช้ความรุนแรงต่อสู้กับมนุษย์
– กลุ่มสองคือ Shoukichi และผู้อาวุโสทั้งหลาย หาทางสมานฉันท์กับมนุษย์

เริ่มต้นนำเสนอการต่อสู้ของ Gonta ในปริมาณหนึ่ง ก่อนเสียงบรรยายลากเปลี่ยนเรื่องสู่ Shoukichi ปรับตัวเข้าหามนุษย์โดยสันติ พอการพบปะเสร็จสิ้นแล้วได้ตัดข้ามวันถัดไปเลย ไม่ให้รับรู้ผลลัพท์การต่อสู้ของกลุ่มแรก … แต่เชื่อว่าหลายคนคงคาดเดาได้อยู่แล้วละ ไม่จำเป็นต้องนำเสนอผลแพ้หรือชนะออกมาแม้แต่น้อย

สำหรับเพลงประกอบ สงสัยเพราะโดนต่อว่ามาเยอะกับ Only Yesterday (1991) เพราะ Takahata เลือกเพลงที่ไม่มีความเป็นญี่ปุ่นสักนิดประกอบ ผลงานใหม่เรื่องนี้เลยจัดเต็มมีด้วยบทเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่น เลือกใช้บริการวง Shang Shang Typhoon โดดเด่นกับดนตรีสไตล์ Okinawan ใช้เครื่องดนตรีอย่าง Sangen, Banjo, Shamisen

บทเพลง Itsudemo dareka ga (แปลว่า There’s always someone) ทิ้งท้ายด้วยความหวังเล็กๆ ที่ถึงวิถีของเหล่าทานูกิจะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อนใกล้ตัวก็อีกมากมาย ไม่มีอะไรจะต้องวิตกกลัว

ในมุมของทานูกิ ตัวแทนของสัตว์เดรัจฉานทั้งปวง ก็มีชีวิตเรื่อยเปื่อย ขี้เกลียดคร้าน อยู่เฉยๆดีๆสุขสบาย แต่วันหนึ่งกลับถูกเหล่ามนุษย์รุกราน เข้ามาแก่งแย่งชิงผืนดินถิ่นที่อยู่อาศัยหากิน เช่นนี้จะให้พวกฉันแสดงปฏิกิริยา มีความรู้สึกอย่างไรกันละ!

ไม่ใช่แค่มนุษย์-ธรรมชาติ เท่านั้นที่อนิเมะเรื่องนี้สะท้อนออกมา เพราะพื้นหลังยุคสมัย Baby Boomer เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เราจึงสามารถเปรียบเทียบถึงอเมริกา-ญี่ปุ่น การเข้ามาของแนวคิดทุนนิยม โลกอุตสาหกรรม ที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ

แต่เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถขัดขืนฝืน ต่อต้านทาน ยับยั้งได้ ก็แล้วแต่คุณเองจะเลือกเป็นคนประเภทไหน มีเพียงสองสามจำพวกนี้เท่านั้น
– ดื้อรันหัวชนฝา ไม่ยินยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆที่เกิดขึ้น
– โอนอ่อนผ่อนตาม ปรับตัวเปลี่ยนแปลง
– เดินสายกลาง หันหน้าเข้าหาธรรมมะ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งใด

สิ่งหนึ่งที่ Takahata แตกต่างกับ Miyazaki ในทัศนคติเกี่ยวกับผลกระทบของโลกยุคใหม่/สังคมเมือง ต่อวิถีธรรมชาติ
– Miyazaki ดูจะมีความประณีประณอม โอนอ่อนผ่อนตาม สังเกตจาก Princess Mononoke และ Ponyo ต่างทิ้งท้ายตอนจบถึงแนวคิด วิธีการที่สองสังคมจะสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
– แต่กับ Takahata เหมือนเป็นพวกดื้อรั้นหัวชนฝา ถือหางฝั่งอนุรักษ์นิยม ธรรมชาติ/ชนบทย่อมดีกว่าสังคมเมืองเป็นไหนๆ แต่เมื่อวิถีโลกคงไม่ยอมเดินถอยหลังลงคลอง มันเลยมีวิธีเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้ คือเลือกเดินทางสายกลาง หันหน้าพึ่งพุทธศาสนา ยึดถือมั่นคงในคุณความดี อะไรจะเกิดก็ปล่อยวางมันไป

เกร็ด: ชื่ออนิเมะเต็มๆคือ 平成狸合戦ぽんぽこ อ่านว่า Heisei Tanuki Gassen Ponpoko แปลว่า Heisei-era Raccoon Dog War Pom Poko บางครั้งก็เรียก The Raccoon War, สำหรับ Pom Poko คือเสียงที่เกิดจากการเคาะท้องตนเองของตัวทานูกิ ดังว่า Poko Pon Poko แผลงมากลายเป็น Pom Poko ถือเป็นคำเรียกแทนตัวทานูกิไปในตัว

แม้ไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่อนิเมะเรื่องนี้สามารถทำเงินได้ ¥2.63 พันล้านเยน (=$27.3 ล้านเหรียญ) สูงสุดในประเทศญี่ปุ่นปีนั้น แต่รายรับทั่วโลกเป็นรอง The Lion King (1994) แบบไม่เห็นฝุ่น

เป็นตัวแทนประเทศญี่ปุ่นส่งเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film แต่ไม่เข้ารอบใดๆ, นี่คงเป็นผลพวงจาก Beauty and the Beast (1991) ที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Picture เป็นครั้งแรก ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการของญี่ปุ่นเลยกล้าส่งภาพยนตร์อนิเมชั่นเข้าชิงสาขานี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกก่อนตามด้วย Princess Mononoke (1997)

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบประทับใจอนิเมะเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง คือการสอดแทรกแนวคิดพุทธศาสนาเข้ามา คาดคิดไม่ถึงเลยทีเดียวว่า Isao Takahata เมื่อถึงจุดๆหนึ่งของชีวิตสามารถเข้าถึงวิถีทางพุทธ(ชินโต) รู้จักการไม่ยึดติดปล่อยวางทางสายกลาง ทำเอาผมสนใจสองผลงานสุดท้ายของปู่อย่างมาก อดใจรอไม่ไหวเลยละ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนโลก เวลาจะกระทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ก็ขอให้วางแผนครุ่นคิดแทนทุกสิ่งอย่างให้ดีๆ อย่าบอกปัดความรับผิดชอบที่ว่า ‘พวกมันก็แค่สัตว์’ แล้วชาติถัดๆไปเมื่อคุณกลับชาติมาเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นั้น กรรมที่เคยกระทำไว้วันนี้ย่อมต้องคืนสนองต่อคุณเอง

แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรักสัตว์ทั้งหลาย, หลงใหลในตำนานพื้นบ้าน Folklore ของญี่ปุ่นเกี่ยวกับทานูกิ, นักอนุรักษ์ นักสิ่งแวดล้อม ทำงาน Green Peace, คออนิเมชั่นจากสตูดิโอ Ghibli และแฟนๆของผู้กำกับ Isao Takahata ไม่ควรพลาด

เกร็ด: ใครชอบอนิเมะแนวทานูกิ แนะนำ Uchouten Kazoku ออกฉาย 2 ซีซันแล้ว

จัดเรต PG กับภาพความทารุณที่มนุษย์กระทำต่อสัตว์

TAGLINE | “Pom Poko ของผู้กำกับ Isao Takahata จะทำให้คุณสวมวิญญาณกลายเป็นตัวทานูกิ พบเห็นการกระทำของมนุษย์แล้วเกิดความเจ็บปวดรวดร้าวทรมานใจ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of