Lydia Ate the Apple

Farewells (1958) Polish : Wojciech Has ♥♥♥♡

พร่ำเพ้อรำพันถึงเธอ โปแลนด์ในอดีต (ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) เพราะปัจจุบันนั้นไม่มีวันที่เราสองจักหวนกลับมาครอบครองคู่รักกันอีกครั้ง, กลิ่นอาย Casablanca (1942) แต่มีความเหนือจริงอยู่เล็กๆ

Farewells (1958) หรือ Lydia Ate the Apple ภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่สองของผู้กำกับ Wojciech Has มองผิวเผินคือเรื่องราวโรแมนติกระหว่างหนุ่ม-สาว ช่วงก่อน-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (pre-Wars vs. post-Wars) แต่เราสามารถครุ่นคิดตีความเชิงสัญลักษณ์ เธอคือประเทศโปแลนด์ในอดีต-ปัจจุบัน เคยตกหลุมรักคลั่งไคล้ เดี๋ยวนี้กลับต้องตีตนออกให้ห่างไกล

การซุกซ่อนนัยยะเชิงสัญลักษณ์ของผู้กำกับ Has ทำได้อย่างแนบเนียนจนผู้ชม/นักวิจารณ์สมัยนั้น ตีตรากันว่าเป็นบุคคลเห็นแก่ตัว ไม่สนใจสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ มัวแต่สรรค์สร้างภาพยนตร์รักๆใคร่ๆ ไร้สาระ เพียงกาลเวลาถึงพิสูจน์คุณค่า Farewells (1958) คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องสำคัญที่สุดของชนชาวโปแลนด์

หลังจากรับชม The Noose (1957) ผมค่อนข้างมีความคาดหวังต่อผลงานเรื่องถัดๆมาค่อนข้างมาก แม้ว่า Farewells (1958) จะมีโปรดักชั่นงานสร้างดูเหนือจริง มีอะไรให้ขบครุ่นคิดตามมากมาย แต่หลายสิ่งอย่างมากล้นจนเกินไป ทำให้ภาพรวมขาดความกลมกล่อมลงตัว … แต่ถ้าคุณเป็นชาว Polish นี่คือภาพยนตร์ที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เลยนะ!


Wojciech Jerzy Has (1925-2000) ผู้กำกับสัญชาติ Polish เกิดที่ Kraków ค้นพบความชื่นชอบด้านการวาดรูปตั้งแต่เด็ก ช่วงระหว่าง Nazi Germany ยึดครอง Poland ในสงครามโลกครั้งที่สอง เข้าศึกษายัง Szkoła Handlowa w Krakowie แล้วต่อด้วยสาขาภาพยนตร์ Academia de Arte Frumoase Jan Matejko ระหว่างนั้นมีโอกาสเป็นผู้ช่วยตากล้อง ผู้ช่วยผู้กำกับ Two Hours (1946), แล้วเข้าร่วม Warsaw Documentary Film Studio กำกับสารคดี/หนังสั้น Harmonia (1948), และเมื่อกลายเป็นสมาชิกกลุ่ม Polish Film School จึงสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Noose (1958)

If Wojciech Has had become a painter, he would surely have been a Surrealist. He would have redrawn antique objects with all their real accoutrements and juxtaposed them in unexpected ways.

นักวิจารณ์ Aleksander Jackiewicz ให้คำนิยามผู้กำกับ Wojciech Has

ผลงานของ Has อาจดูเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นการเมือง มุ่งเน้นสร้างโลกส่วนตัว บรรยากาศเหนือจริง สะท้อนจิตวิทยา แต่ลึกๆแล้วตัวเขามีความสนใจในสถานการณ์ปัจจุบัน เพียงซุกซ่อนเร้นทุกสิ่งอย่างไว้ในวัตถุ สิ่งข้าวของเชิงสัญลักษณ์ เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในระบอบการปกครองพรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์

I reject matters, ideas, themes only significant to the present day. Art film dies in an atmosphere of fascination with the present.

Wojciech Has

สำหรับภาพยนตร์เรื่องที่สอง Farewells (1958) ดัดแปลงจากนวนิยายของ Stanisław Dygat (1914-78) นักเขียนชาว Polish นำประสบการณ์ก่อน-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มาพัฒนาเป็นผลงานเรื่องแรก Jezioro Bodeńskie (1946) [แปลว่า Lake Constance] และติดตามด้วย Pożegnania (1948)

แต่แม้ว่าผกก. Has ยังคงรายละเอียดจากต้นฉบับไว้เกือบทั้งหมด แต่ก็ปรับเปลี่ยนจากนวนิยายเบาสมอง บรรยากาศผ่อนคลาย กลายมาเป็น Melodrama ที่มีความเข้มข้น เต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหว Sentimentalism

ช่วงปลายปี 1957 สมาคมนักเขียนของโปแลนด์ (Komisji Ocen Scenariuszy) ได้มีการประชุม พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อบทหนังที่นำมาเสนอของบประมาณ แทบทั้งนั้นวิพากย์วิจารณ์ Pożegnania ว่ามีความเป็นวรรณกรรมมากเกินไป “too much dialogue” “too literary” แม้แต่ผกก. Jerzy Kawalerowicz ยังแสดงความคิดเห็นว่า “this is not a script”

แต่มีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นคือ ผกก. Jerzy Zarzychi แสดงความคิดเห็นสนับสนุนโปรเจคนี้ “to me it seems very cinematic” จึงพยายามโน้มน้าวสมาชิกคนอื่นๆ จนยินยอมตอบตกลงอนุญาตให้มีการสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยงบประมาณของรัฐ


ฤดูร้อนปี ค.ศ. 1939 ณ กรุง Warsaw, เรื่องราวของ Paweł (รับบทโดย Tadeusz Janczar) ชายหนุ่มจากครอบครัวมีฐานะ แวะเวียนเข้าไปยังไนท์คลับแห่งหนึ่ง พบเจอนักเต้นสาว Lidka (รับบทโดย Maria Wachowiak) เกี้ยวพาราสี ชักชวนหลบหนี ออกเดินทางสู่เมือง Podkowa Leśna เช่าห้องพักยัง Quo Vadis แม้สุดท้ายพวกเขาต้องพลัดพรากจาก แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่ต่างเก็บไว้ในความทรงจำ

กระโดดไปมกราคม ค.ศ. 1945, โชคชะตานำพาให้ Paweł รอดชีวิตจากค่ายกักกัน Auschwitz เมื่อกลับมาถึง Podkowa Leśna มีโอกาสพบเจอ Lidka ที่แต่งงานอยู่กินกับ Count Mirek (รับบทโดย Gustaw Holoubek) แม้ทั้งสองยังคงมีเยื่อใยความสัมพันธ์ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะครองคู่อยู่เคียงข้างกันอีกต่อไป


Tadeusz Janczar (1926-97) นักแสดงสัญชาติ Polish เกิดที่ Warsaw, บิดาเป็นทหาร ทำให้เขาเติบขึ้นในค่ายทหารที่เมือง Rembertów การมาถึงของสงครามโลก เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์เลยเข้าร่วมกลุ่มใต้ดิน ไต่เต้าจนเป็นสมาชิก Home Army ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเป็นนักแสดงละครเวที หลังสงครามได้เข้าเรียน Janusz Strachocki Drama School ตามด้วย National Film School ภาพยนตร์เรื่องแรก Załoga (1951), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Five from Barska Street (1954), ผลงานเด่นๆ อาทิ A Generation (1955), Kanal (1956), Pożegnania (1958), Bad Luck (1960) ฯลฯ

รับบท Paweł ชายหนุ่มจากตระกูลชนชั้นสูง มักถูกบิดาบีบบังคับขู่เข็น เลยพยายามต่อต้านขัดขืน ไม่ยินยอมจ่ายค่าร่ำเรียนดนตรี นำเงินไปเที่ยวไนท์คลับ พบเจอตกหลุมรักนักเต้นสาว Lidka ชักชวนกันหลบหนีไปอยู่ชนบท แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็คงอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืมเลือน

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ไม่ได้อาสาสมัครทหารรับใช้ชาติ แต่ถูกจับกุม ส่งตัวเข้าค่ายกักกัน Auschwitz หลังจากเอาตัวรอดออกมา กลายเป็นคนเตร็ดเตร่ เร่ร่อน ไม่มีกระจิตกระใจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ระหว่างแวะเวียนกลับมาญาติ Countess Róża บังเอิญพบเจอ Lidka แม้ยังคงรัก ห่วงโหยหา แต่ก็ไม่สามารถพูดบอก แสดงออกมา เก็บกดความรู้สึกไว้ภายใน และพยายามผลักไสเธอออกห่างไกล

การแสดงของ Janczar จะไม่มุ่งเน้นแสดงออกทางอารมณ์อย่างโจ่งแจ้ง (ตรงกันข้ามกับ Wachowiak) แต่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้จากปฏิกิริยาสีหน้า ถ้อยคำพูดจา (มีคารมคมคายยิ่งนัก) รักษาความเป็นผู้ดีมีสกุล ครึ่งแรกพยายามสำแดงพฤติกรรมหัวขบถ กระทำสิ่งขัดย้อนแย้งคำสั่งบิดา ผิดกับครึ่งหลังเก็บกดทุกความรู้สึก ไม่ต้องการเปิดเผยอะไรใดๆออกมา เพราะไม่ต้องการให้ใครพบเห็นว่า ตนเองยังคงรักมั่นคงต่ออดีตแฟนสาวไม่เสื่อมคลาย

ตัวละครนี้ไม่เพียงเป็นตัวตายตัวแทน ผกก. Has แต่ยังสามารถเหมารวมถึงชาวโปแลนด์ ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของ German-occupied Poland (และเหมารวมหลังจากนั้น โปแลนด์ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์) น่าจะเริ่มเกิดความตระหนักว่านี่ไม่ใช่วิถีทางถูกต้องเหมาะสม คร่ำครวญโหยหา รำพึงพันถึงอดีต โปแลนด์ยุคก่อนหน้าสงครามโลกครั้งหนึ่งสอง อยากให้ช่วงเวลาดังกล่าว ความทรงจำดีๆหวนกลับคืนมาอีกสักครั้ง!


Maria Wachowiak-Holoubek (1938-2019) นักแสดงสัญชาติ Polish เกิดที่ Warsaw สำเร็จการศึกษาจาก Aleksandra Zelwerowicza w Warszawie แล้วเริ่มเป็นนักแสดงละครเวทียัง Powszechny Theater, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Real End of the Great War (1957), Farewells (1958) ฯลฯ

รับบท Lidka นักเต้นสาวกำลังเบื่อหน่ายในอาชีพการงาน ไม่ต้องการถูกตีตราผู้หญิงขายตัว จนกระทั่งพบเจอชายหนุ่มหล่อ Paweł พยายามเล่นบทพ่อแง่แม่งอน เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย แล้วจู่ๆตัดสินใจร่วมออกเดินทางมุ่งสู่ Podkowa Leśna แสร้งว่าเป็นสามี-ภรรยา ร่วมหลับนอนในห้องเช่า Quo Vadis แม้ลึกๆบังเกิดความรักความเอ็นดู แต่ระหว่างสงครามตัดสินใจแต่งงาน Count Mirek เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในชีวิต ไม่นานก็ตระหนักได้ว่าครุ่นคิดผิด แล้วพอจับพลัดจับพลูหวนกลับมาพบเจอ Paweł พยายามแสดงออกว่ายังคงห่วงโหยหา โดยไม่สนใจอะไรสามี อยากมีโอกาสครองคู่รักกันอีกครั้ง

ตรงกันข้ามกับ Janczar การแสดงของ Wachowiak จะมีความซื่อตรงไปตรงมา ครุ่นคิดอะไรก็พูดบอก แสดงออกปฏิกิริยาสีหน้า เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวง้อ-เดี๋ยวงอน ชอบกระทำสิ่งเรียกร้องความสนใจ ไม่ได้ดั่งใจอะไรก็ระบายความเกรี้ยวกราด … หลายคนอาจรู้สึกน่าเบื่อหน่ายกับหญิงสาวลักษณะนี้ แต่คนส่วนใหญ่กลับบังเกิดความลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักคลั่งไคล้ พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ

แม้โดยส่วนตัวจะชื่นชอบการแสดงอันลุ่มลึกของ Janczar แต่ก็อดไม่ได้จะชื่นชมเสน่ห์ มารยาหญิงของ Wachowiak เต็มไปด้วยความน่ารัก เอ็นดู ชวนให้ลุ่มหลงใหล โดยเฉพาะครึ่งหลังเมื่อหวนกลับมาพบเจอเขาอีกครั้ง พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อโอกาสเคียงข้าง ครอบครองรัก แสดงพฤติกรรมเกรี้ยวกราดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ แม้ท้ายสุดจักสำเร็จสมหวัง แต่คงไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตต่อไป

ผมมองตัวละครนี้คือตัวแทนของโปแลนด์ในอดีต ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แม้เธอมีนิสัยดื้อดึง เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ แต่ก็เป็นที่รักมักเอ็นดูของใครต่อใคร, ช่วงสงครามกลายเป็นสามีของ Count Mirek (ตัวแทนของ Nazi Germany ในช่วง German-occupied Poland) ไร้ซึ่งอิสรภาพเสรี แต่ยังมีความระริกระรี้ คร่ำครวญโหยหา ต้องการหวนกลับมาครอบครองรักกับเขาอีกครั้ง


ถ่ายภาพโดย Mieczysław Jahoda (1924-2009) ตากล้องสัญชาติ Polish ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เข้าเรียนคอร์สภาพยนตร์ Warsztatu Filmowego Młodych แล้วมาย้ายมาศึกษาต่อยัง Instytut Filmowy w Krakowie ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ถ่ายทำสารคดีให้สตูดิโอ Wytwórnia Filmów Oświatowych จากนั้นเปลี่ยนมาเรียนการถ่ายภาพ ณ Łódź Film School กลายเป็นผู้ช่วยตากล้อง, เครดิตถ่ายภาพเรื่องแรก Zimowy zmierzch (1957), โด่งดังจากร่วมงานขาประจำผกก. Wojciech Has ตั้งแต่ The Noose (1958)

สไตล์ของผู้กำกับ Has จัดเต็มด้วยลูกเล่นภาษาภาพยนตร์ ‘mise-en-scène’ มักตั้งกล้องให้ตัวละครเดินเข้า-ออก ลุก-นั่ง ขยับตำแหน่งใกล้-ไกล โดดเด่นด้านการจัดแสง-เงามืด รายละเอียดประกอบฉากเต็มไปด้วยวัตถุสิ่งข้าวของ สามารถบ่งบอกวิทยฐานะ และสะท้อนสภาพจิตวิทยาตัวละครขณะนั้นๆออกมา

ผมรู้สึกว่างานภาพของหนัง รับอิทธิพลจากโทรทัศน์/ละครเวทีค่อนข้างมาก มักให้นักแสดงหันหน้าเข้าหากล้อง ระยะ Medium Shot แม้สายตาเหม่อล่องลอยไปทางอื่น (เพื่อไม่ให้มีลักษณะ “Breaking the Fourth Wall”) แต่ก็เหมือนกำลังพูดคุยสนทนากับผู้ชม วิธีดังกล่าวมอบสัมผัสเหนือจริง (Surrealist) อยู่ไม่น้อยเลยละ!

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงเป็นส่วนใหญ่ Warsaw และ Podkowa Leśna แต่ก็มีหลายๆฉากภายในอย่างไนท์คลับ, ห้องเช่า Quo Vadis, คฤหาสถ์ของ Countess Róza ฯลฯ ล้วนเป็นการสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Zespół Filmowy Syrena


ช็อตแรกของหนังมาคล้ายๆ The Noose (1957) เริ่มต้นด้วยพื้นหลังเบลอๆหลุดโฟกัส ขณะปรากฎขึ้นข้อความ Opening Credit เมื่อเสร็จสิ้นก็ทำการปรับความคมชัด พบเห็นคู่รักกางร่ม กอดจูบ ยืนอยู่ข้างๆเสาไฟ ทำให้ Paweł บังเกิดความเคลิบเคลิ้มหลงใหล ใคร่อยากมีใครสักคนเคียงข้างตนเองแบบนั้นบ้าง

แซว: ช็อตนี้แลดูละม้ายคล้ายๆภาพจากภาพยนตร์ Singin’ in the Rain (1952)

ลีลาการนำเสนอของผู้กำกับ Has เน้นความเรียบง่ายแต่โคตรซับซ้อน อย่างซีนนี้แทบจะค้างมุมกล้องเอาไว้ โดยให้ชายหนุ่ม Paweł ยืนตำแหน่งชิดใกล้เบื้องหน้า บิดาเปิดประตู พูดโน่นนี่นั่น ปรับโฟกัส เดินเข้าหา พอเสร็จสรรพก็กลับออกไป แต่ความเรียบง่ายดังกล่าวก็แฝงนัยยะอย่างลึกล้ำถึงความสนใจของเขาต่อบิดา ไม่ใคร่สนใจใยดี แสดงสีหน้าเบื่อหน่าย รำคาญชิบหาย

กล้องเริ่มขยับก็เมื่อ Paweł ทำการเคลื่อนไหว เดินไปยังโต๊ะทำงาน นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจของหนัง นำเสนอผ่านมุมมอง บอกให้ผู้ชมจับจ้องเรื่องราวของตัวละครนี้

น่าเสียดายที่ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าภาพวาด Impressionist นี้เป็นผลงานศิลปินใด แต่รายละเอียดภาพถือว่าบอกใบ้เรื่องราวของหนังอยู่เล็กๆ หนุ่ม-สาวออกเดินทางโดยรถม้า ออกเดินทางผ่านผืนป่า มุ่งหน้าสู่ชนบท ราวกับกำลังจะไปฮันนีมูนหลังแต่งงาน (มีเทพเทวดาอำนวยอวยพร บรรเลงบทเพลงสร้างความครึกครื้นเครงตลอดการเดินทาง)

โดยไม่รู้ตัว ภาพวาดนี้อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Paweł ตัดสินใจชักชวน Lidka ร่วมหลบหนี ออกเดินทางมุ่งสู่ชนบท Podkowa Leśna สถานที่ที่พวกเขาจะใช้เวลาฮันนีมูนร่วมกัน

เมื่อหลบหนีออกจากบ้าน Paweł นั่งเหม่อลอยอยู่บริเวณบ่อน้ำพุ (สถานที่สำหรับปลดปล่อยน้ำ…กาม) แล้วมีสองสาวสวมชุดลายจุด ดูยังไงก็เหมือนโสเภณี (ลายจุด สามารถสื่อถึงความด่างพร้อย รอยตำหนิ) พยายามชักชวนให้เขาจุดบุหรี่ แล้วมีช่วงเวลาสุขกระสันต์ร่วมกัน แต่ชายหนุ่มกลับบอกปัดปฏิเสธ นี่ไม่ใช่รสนิยม(ทางเพศ)สำหรับตนเอง … กล่าวคือไม่ชอบผู้หญิงหากินที่มีตำหนิ หมกหมุ่นแต่เรื่องทางเพศ

Lidka เป็นผู้หญิงที่ราวกับสวรรค์ส่งมา (สังเกตรูปภาพนางฟ้าด้านหลัง) มีความบริสุทธิ์แต่ไม่ไร้เดียงสา ทำตัวเหมือนคนมากประสบการณ์แต่กลับไม่เคยพานผ่านอะไรทั้งนั้น เพียงอารมณ์ผันแปรเปลี่ยน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นิสัยเอาแต่ใจ โดยไม่รู้ตัวสร้างความหวั่นไหวให้ Paweł หลงในมารยาเสน่ห์ เธอชักชวนทำอะไรก็ยินยอมพร้อมใจ ลุกออกไปเต้น และร่วมเดินทางมุ่งสู่ชนบท Podkowa Leśna

นี่เป็นซีนเล็กๆที่ผมชื่นชอบมากๆ Paweł กำลังรับชมชุดการแสดงอันยั่วเย้ายวน รันจวนใจที่สุดของไนท์คลับแห่งนี้ ผู้ชมเองก็แทบมิอาจละสายตาย แต่การมาถึงของ Lidka ทำให้ชายหนุ่มเลิกสนใจ แล้วออกเดินทางร่วมไปกับเธอ … สร้างความโคตรฉงนสงสัยให้บริกร ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยินยอมทอดทิ้งโอกาสดังกล่าว?

ใครเคยรับชม The Saragossa Manuscript (1965) อาจมักคุ้นกับซีนลักษณะคล้ายๆกันนี้ ถูกท้าทายจากปีศาจ/ซาตาน ให้ต้องเลือกระหว่างความถูกต้อง กับสิ่งสร้างความยั่วเย้ายวนรันจวนใจ คนส่วนใหญ่มักเลือกแบบหลัง มิอาจหักห้ามตัวตนเอง ปล่อยตัวปล่อยให้หลงระเริงไปกับตัณหาราคะ

ใครเคยรับชมภาพยนตร์อย่าง Partie de campagne (1946), Le Plaisir (1952), A Sunday in the Country (1984), Van Gogh (1991) ฯลฯ ก็น่าจะมักคุ้นการเดินทางสู่ชนบท นั่งนอนเล่นบนกองฟาง พรอดรักบนเรือ/ริมแม่น้ำ ล้วนเป็นการสร้างบรรยากาศที่มอบสัมผัส Impressionist ซึ่งจุดประสงค์ของทั้งซีเควนซ์นี้ก็เพื่อสร้างความประทับใจในรัก เก็บฝังความทรงจำ ช่วงเวลาไม่รู้ลืมเลือน

ไก่บนเปียโน? มองผิวเผินเหมือนว่าทั้งสองมาถึงยังร้านอาหารเช้าเกินไป เลยยังไม่อะไรให้บริการสักสิ่งอย่าง ขณะเดียวกันก็สื่อว่าสถานที่แห่งนี้กำลังอยู่ในสภาพรกร้าง ถูกทอดทิ้งขว้าง เพราะสงครามกำลังใกล้เข้ามาถึง ผู้คนจึงเริ่มอพยพหลบหนี สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงเข้ามาแทนที่

B & B (Bed and Breakfast) ห้องเช่า (Boarding House) ชื่อว่า Quo Vadis (ภาษาละตินแปลว่า Where are you going?) แต่เชื่อว่าหลายคนต้องมักคุ้นโคตรภาพยนตร์ Quo Vadis (1951) มีสองชื่อไทย โรมพินาศ และ ศึกรัก ศึกแผ่นดิน … แค่นี้ก็บอกใบ้อะไรหลายๆอย่าง

แม้หนังจะไม่นำเสนอภาพภายนอกของสถานที่แห่งนี้ แต่บรรยากาศภายในมีความทะมึน อึมครึม พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยความมืดมิด แสงภายนอกสาดส่องเข้ามาพบเห็นเหมือนเรือนจำ ห้องคุมขัง (เพื่อสื่อถึงสถานที่ที่ต้องถูกปกปิด ซ่อนเร้น เก็บไว้ภายในความทรงจำ)

ขณะเดียวกันเฟอร์นิเจอร์ สิ่งข้าวของต่างๆมีความเก่าแก่ หรูหรา ในห้องพักนอกจากภาพวาดใครก็ไม่รู้ วอลเปเปอร์ยังประดับด้วยด้วยคิวปิดตัวน้อย ก้อนเมฆล่องลอย ราวกับดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ (สื่อถึงสถานที่แห่งความสุข สมควรค่าแก่การจดจำ)

เครื่องเล่นแผ่นเสียง (Gramophone) คืออุปกรณ์ที่นำเอาสิ่งเคยบันทึกไว้ในแผ่นครั่ง (ความทรงจำเมื่อครั้นอดีต) นำมาเปิดรับฟัง หวนรำลึกความหลัง ให้บังเกิดความครุ่นคิดถึง คำนึง โหยหา

Lydia Ate the Apple

สถานีรถไฟ สถานที่โคตรคลาสสิกแห่งการพบเจอ-ร่ำลาจาก Lidka ตัดสินใจปฏิเสธร่วมเดินทาง มีเพียงลูกสุนัขราวกับตัวตายตัวแทนของ Paweł จักคอยเลี้ยงเอ็นดู ทะนุถนอม เฝ้ารอคอยความรักที่จักค่อยๆเติบใหญ่ คาดหวังว่าสักวันเราอาจมีโอกาสพบเจอกัน เมื่อถึงครานี้ฉันจะทำทุกสิ่งอย่างเพื่อไม่ให้เธอจากไป

คฤหาสถ์ของคุณป้า Countess Róża เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์หรู รูปภาพวาดที่สื่อถึงบรรพบุรุษ ชาติตระกูล มีความโอ่โถ่ง รโหฐาน ถูกใช้เป็นสถานที่หลบลี้ภัยสำหรับคนเคยรู้จัก แต่สังเกตว่า Paweł กลับหันหลังให้กล้องแทบจะตลอดทั้งซีเควนซ์ แม้แต่ตอนหวนกลับมาพบเจอ Lidka ก็จงใจไม่ให้พบเห็นปฏิกิริยาสีหน้า (เพื่อสื่อถึงความพยายามปกปิดซุกซ่อนเร้นทุกสิ่งอย่างไว้ภายใน) ผิดกับฝ่ายหญิงที่พอผู้ชมพบเห็นใบหน้า ก็จักเกิดความตระหนักรับรู้ว่าเธอยังคงรัก มีเยื่อใย เลิกสนใจกระทั่งสามีของตนเอง

สิ่งของจำเป็นที่ต้องพบเห็นในภาพยนตร์ของผู้กำกับ Has ก็คือนาฬิกา (ใครเคยรับชม The Noose (1957) ย่อมตระหนักถึงความสำคัญของมันได้แน่) แต่ความน่าสนใจของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เวลาที่เคลื่อนหมุน (แบ่งหนังออกเป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลัก) ยังรวมถึงขาตั้งซึ่งพังไปข้างหนึ่ง สามารถสื่อถึงครึ่งชีวิตที่ขาดหายของ Paweł หรือก็คือ Lidka ขณะนั้นแต่งงานอยู่กันกับชายอื่น

มื้ออาหารเย็นที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่นวาย นำเสนอผ่านมุมมองสายตา Paweł เดี๋ยวหันซ้าย เดี๋ยวหันขวา พบเห็นบางคนซุบซิบนินทา บางคนตั้งข้อครหา การมาถึงของสมาชิกใหม่ทำให้ใครต่อใครดูไม่ค่อยพึงพอใจ เพราะทำให้พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์ในส่วนแบ่ง(มื้ออาหาร) สิทธิ์เสียงที่ลดน้อยลงไป ข้ออ้างคุณธรรมมโนธรรม ไม่สามารถทำให้ท้องอิ่มกาย … นี่เป็นซีเควนซ์อาหารเย็น ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเย็นเลยสักนิด!

แซว: ซีเควนซ์นี้ล้อกับครึ่งแรกในฉากมื้อเช้าที่ไม่มีอะไรเสิร์ฟสักสิ่งอย่าง ส่วนเจ้าไก่ขันก็เปลี่ยนมาตีฆ้องร้องป่าวอาหารเย็น

Maryna หญิงวัยกลางคนที่ดูหยาบกระด้าง กร้านโลก พานผ่านอะไรมามากจริงๆ ตรงกันข้ามกับ Lidka (ที่ตอนต้นเรื่องทำตัวเหมือนคนมากประสบการณ์ แต่ชีวิตจริงไม่เคยพานผ่านอะไรมาทั้งนั้น) แถมฉากนี้นั่งดื่มในร้านอาหาร มุมกล้องถือว่าล้อกับตอน Paweł แรกพบเจอ Lidka รวมถึงบริกรเสิร์ฟจากด้านหน้า-หลัง

เรื่องราวของ Butler Feliks แม้ดูเป็นส่วนเกินของหนัง แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย จากเคยเป็นพ่อบ้านรับใช้ Countess Róża สามารถเก็บสะสมเงินทองจนสามารถก่อร่างสร้างตัว เปิดธุรกิจการร้านอาหาร เลื่อนจากคนทำงาน (Working Class) มาเป็นชนชั้นกลาง (Middle Class) แถมยังว่าจ้าง Paweł (ที่ถือเป็น Upper-Middle Class) ให้มาเป็นลูกน้องตนเองอีกต่างหาก

ศตวรรษ 20th และสงครามโลกทั้งสองครั้ง คือช่วงเวลาที่ทำให้ระบบขุนนาง ชนชั้นสูง กำลังค่อยๆสูญเสียอำนาจหน้าที่ ยศศักดิ์ศรี โดยมีบรรดาพ่อค้า ชนชั้นกลาง สะสมความมั่งคั่ง ไต่เต้าจนสามารถยืนอยู่เคียงข้าง ไม่ต้องเป็นขี้ข้าใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาทอีกต่อไป

Countess Róża ถือเป็นตัวตายตัวแทนบิดาของ Paweł ในช่วงครึ่งหลัง (บิดาจริงๆเห็นว่าอพยพหลบหนีสงครามไปอยู่อังกฤษ) ขณะที่เขาแสดงพฤติกรรมต่อต้านบิดาแท้ๆ แต่กลับยินยอมทำตามคำร้องขอของคุณป้า เลยได้รับความรัก ความเอ็นดูมากเป็นพิเศษ รวมถึงตอนเดินทางมาหาขณะล้มป่วยนอนติดเตียง เหมือนตั้งใจจะมอบทุกสิ่งอย่างถ้าตนเองตกตายไป

นอกจากนี้ทั้งบิดาและ Countess Róża ยังเป็นตัวแทนระบบขุนนาง/ชนชั้นสูง การปกครองแบบเก่า กำลังสูญเสียอำนาจ สิทธิ์อันชอบธรรมในประเทศโปแลนด์

ผมเห็นประติมากรรมแจกันอันใหญ่นี้ มีรูปลักษณะคล้ายๆบ่อน้ำพุตอนต้นเรื่อง (ที่ Paweł ถูกเกี้ยวพาโดยสองสาวโสเภณี) แต่คราวนี้นอกจากไม่มีน้ำโพยพุ่ง ต้นไม้ที่งอกเงยก็เพียงกิ่งก้าน ไร้ความชุ่มชื่นชีวิตชีวา สะท้อนความสัมพันธ์กับ Lidka เธอพยายามเรียกร้องให้เขามองมา แต่กลับถูกปฏิเสธ ไม่สนใจใยดี แถมยังผลักไส ตีตนให้ห่างไกล

การแสดงพฤติกรรมไม่ใยดีของ Paweł สร้างความเกี้ยวกราดโกรธาต่อ Lidka จนบ้างครั้งเกิดอารมณ์อิจฉาริษยา มองหาสิ่งระบายอารมณ์ ไม่สามารถควบคุมตัวตนเอง … มีแต่ผู้ชมที่สามารถเข้าใจเธอนะครับ ตัวละครอื่นๆดูจะไม่ยี่หร่า ขณะที่ Butler Feliks กลับมีสีหน้าพึงพอใจ เพลิดเพลินกับการพบเห็นสันดานธาตุแท้ของพวกชนชั้นสูง ยินยอมปล่อยให้เธอระบายความคลุ้มบ้าคลั่งออกมา

ทั้งซีเควนซ์นี้ให้ความรู้สึกล้อกับตอนที่ Paweł ไม่ยี่หร่าต่อบิดา แต่ครานี้เปลี่ยนมาเป็น Lidka ที่ไม่สนห่าเหวอะไรอีกต่อไป เมื่อสบโอกาสก็ตัดสินใจทรยศหักหลังสามี Count Mirek เดินทางมายัง Quo Vadis เพื่อโอกาสในการร่วมรักหลับนอน เติมเต็มความความเพ้อใฝ่ฝันเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งก็มีแต่ตัวเธอเองที่บังเกิดความพึงพอใจสูงสุด ส่วนเขาดูมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย แต่มุมกล้องก็ทำให้ผู้ชมไม่ค่อยพบเห็นปฏิกิริยาแสดงออกสักเท่าไหร่

เมื่อเสร็จจากกามกิจ สังเกตว่า Paweł ลุกขึ้นไปยืนตรงหน้าต่าง สร้างระยะห่าง ต้องการออกไปจากสถานที่แห่งนี้ (แต่ไปไหนไม่ได้เพราะถูกเงาที่แลดูเหมือนกรงขัง อาบฉาบเรือนร่างกาย) ปล่อยให้ Lidka นอนเคลิบเคลิ้มอยู่โดยลำพัง นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้รู้สึกพึงพอใจต่อเพศสัมพันธ์ครั้งนี้นัก นอกจากเป็นเรื่องผิดศีลธรรม-มโนธรรม สันดานธาตุแท้ของเธอคนนี้ก็เปลี่ยนแปลงจนแทบจดจำไม่ได้อีกต่อไป … กล่าวคือโปแลนด์หลังถูกยึดครองโดย Nazi Germany มีการเปลี่ยนแปลงจนแทบไม่หลงเหลือสภาพเดิมอีกต่อไป

บางประเทศใช้ชื่อหนัง Lydia Ate the Apple หรือก็คือ Lidka กัดแทะแอปเปิ้ลตอนท้ายเรื่อง ระหว่างที่ทหารของสหภาพโซเวียตกำลังกรีธาทัพเข้ามาขับไล่ Nazi Germany ออกไปจากประเทศโปแลนด์ พอดิบพอดีกับสามี Count Mirek ตัดสินใจอพยพหลบหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้

แอปเปิ้ล ในบริบทนี้น่าจะสื่อถึงผลไม้ต้องห้าม (ตามคัมภีร์ไบเบิล พันธสัญญาเก่า) สะท้อนความสัมพันธ์ที่ขัดต่อหลักศีลธรรม-มโนธรรม ระหว่างตนเองแต่งงานมีสามี แต่กลับยินดีครอบครองรักกับ Paweł โดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น หรือก็คือโปแลนด์ยุคสมัยใหม่ เปลี่ยนแปลงไปจนไม่หลงเหลืออะไรให้จดจำ

ตัดต่อโดย Zofia Dwornik ขาประจำผู้กำกับ Wojciech Has ตั้งแต่ The Noose (1958),

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Paweł ผ่านพานสองช่วงเวลา ก่อน-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งจะมีความแตกต่างตรงกันข้ามในทุกๆองค์ประกอบ

  • ฤดูร้อนปี ค.ศ. 1939
    • Paweł ไม่พึงพอใจที่ถูกบิดาบีบบังคับโน่นนี่นั่น
    • เดินทางไปยังไนท์คลับแห่งหนึ่ง พรอดรักกับ Lidka
    • ร่วมกันออกเดินทางมุ่งสู่ Podkowa Leśna
    • เช่าห้องพักอยู่ยัง Quo Vadis
    • บิดาเดินทางมาลากพาตัว Paweł กลับสู่กรุง Warsaw เป็นเหตุให้ต้องร่ำลาจาก Lidka
  • มกราคม ค.ศ. 1945
    • Paweł ในสภาพซอมซ่อ รอมร่อ เดินทางมาเยี่ยมเยือน Countess Róza ที่ Podkowa Leśna เลยได้หวนกลับมาพบเจอ Lidka
    • Paweł กลับมาเช่าห้องพักที่ Quo Vadis
    • Paweł แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน Lidka อยู่บ่อยครั้ง
    • การจากไปของนาซีและสามีของ Lidka หลงเหลือเพียงเธอและเขา ครองรักกันในห้องพักที่ Quo Vadis

หลายคนน่าจะรู้สึกเพลิดเพลินกับการสังเกตค้นหาว่า สิ่งต่างๆที่เคยบังเกิดขึ้นเมื่อตอนครึ่งแรกของหนัง จะมาปรากฎให้เห็นด้วยรูปแบบลักษณะไหนในครึ่งหลัง ละม้ายคล้ายคลึง หรือแตกต่างตรงกันข้ามเช่นไร แต่สำหรับคนพานผ่านภาพยนตร์มาเยอะ(อย่างผม) อาจไม่ค่อยรู้สึกน่าตื่นตาตื่นใจ … ใครที่เกิดความตระหนักถึงทิศทางของหนัง ครึ่งแรกตรงกันข้ามกับครึ่งหลัง ย่อมสามารถคาดเดาตอนจบได้เลยละ!


เพลงประกอบโดย Lucjan Kaszycki (1932-2021) คีตกวีสัญชาติ Polish สำเร็จการศึกษาด้านการประพันธ์เพลง จากสถาบันดนตรี Krzysztofa Pendereckiego w Krakowie เป็นลูกศิษย์ของ Stanisław Wiechowicz จากนั้นได้งานผู้อำนวยการเพลงยัง Groteska Theatre จากนั้นก็เริ่มประพันธ์ Symphony, Orchestra สอนวิชาดนตรี ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Farewell (1958), Gangsters and Philanthropists (1962), How to Be Loved (1962) ฯลฯ

งานเพลงของหนังมีลักษณะ diegetic music มักพบเห็นบรรเลงเปียโน การแสดงในไนท์คลับ หรือได้ยินจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ล้วนมีท่วงทำนองอ่อนไหว ซาบซึ้งกินใจ (Sentimental) คร่ำครวญโหยหา ใคร่อยากได้เธอมา ครอบครองคู่รักกันอีกสักครั้ง

ผมไม่ค่อยแน่ใจบทเพลงบรรเลง Opening Credit (ได้ยินทุกครั้งเมื่อมีการเล่นเปียโน) แต่รู้สึกว่ามีความละม้ายคล้ายผลงานของ Frédéric Chopin ร่วมสร้างบรรยากาศอ่อนไหว ซาบซึ้งกินใจ จนอาจทำให้ใครหลายๆคนมิอาจอดกลั้นธารน้ำตา ไม่ให้หลั่งไหลรินออกมา

สำหรับบทเพลงได้ยินที่ไนท์คลับ Pamietasz, byla jesien แปลว่า Remember, It was autumn แต่งโดย Andrzej Czekalski & Ryszard Pluciński, ขับร้องโดย Sława Przybylska, แต่นักแสดงพบเห็นในหนังคือ Anna Łubieńska, ใครตั้งใจอ่านซับไตเติ้ลตาม ก็จะพบว่าถูกสปอยเนื้อหาหนังทั้งเรื่อง!

Room number 8
an aged doorman
gave me the key with a smile.

Impatient, in the stairs,
you secretly kissed my hair

Did golden leaves outnumber
your caresses, today I’m no longer sure.

You left so suddenly,
the door ajar, a wind-blown leaf
fell at my feet.

And then I understood:
it was the end, now it was time
to bid farewell.

Remember, it was autumn,
room number 8,
and darkness in the hall.

I will never forget
the little Rose Hotel,
although it has been a year.

Darling, come back to me,
I miss you
and may farewells,
my darling
keep us no longer apart.

Stop all the trains,
may the mailman
never deliver bad news
to the little Rose Hotel.

เมื่อแรกพบเจอเธอ แม้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แตกต่างทางชนชั้นฐานะ แต่หญิงสาวคนนี้ก็มากล้นด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล ชวนให้ตกหลุมรักคลั่งไคล้ จดจำช่วงเวลาดีๆฝังลึกทรวงใน ใคร่อยากย้อนเวลากลับมาอยู่เคียงข้าง เหมือนดั่งภาพยนตร์ Quo Vadis (1951) ที่เคยโปรดปราน

แต่กาลเวลาเป็นสิ่งแบ่งแยกเธอกับฉัน สงครามทำให้เราพลัดพรากจากกัน ฝ่ายหญิงจำต้องตัดสินใจแต่งงานกับบุคคลไม่ได้ตกหลุมรัก เพียงเพราะต้องการความอยู่รอดปลอดภัย จนกระทั่งเมื่อเขาหวนกลับคืนมา พยายามแสดงออกให้เห็นถึงความห่วงโหยหา เรียกร้องความสนใจ เพื่อโอกาสอาศัยอยู่เคียงข้าง หวนระลึกความทรงจำ ครอบครองรักกันอีกสักครั้งหนึ่ง

บรรยากาศของภาพยนตร์เรื่องนี้ ช่างมีความละม้ายคล้าย Casablanca (1942) ยิ่งนัก! เรื่องราวของชายที่เคยตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง สงครามทำให้พวกเขาพลัดพรากจากกัน เมื่อมีโอกาสพบเจอเธออีกครั้ง ‘As Time Goes By’ ปรากฎว่าแต่งงานกับชายอีกคน สร้างความระทมขมขื่น ถึงยังรักอีกฝ่ายอยู่มาก แต่ก็มิอาจฝืนกระทำสิ่งขัดต่อศีลธรรมจรรยา

แม้ครึ่งหลังตามความตั้งใจของผู้แต่งนวนิยาย Dygat ต้องการอ้างอิงถึง German-occupied Poland ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง (Lidka แต่งงานกับ Count Mirek) จนกระทั่งกองทัพ Nazi Germany จำต้องถอยร่นจากการมาถึงของสหภาพโซเวียต (Count Mirek หลบหนีออกนอกประเทศ) ทำให้ Paweł มีโอกาสครอบครองรักกับ Lidka จบลงอย่าง Happy Ending

แต่เราสามารถเปรียบเทียบเรื่องราวครึ่งหลัง กับสภาพของประเทศโปแลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (post-Wars) ไม่แตกต่างจากตกเป็นเมืองขึ้นของสหภาพโซเวียต ด้วยการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ (Polish People’s Republic) เช่นนี้แล้วไม่มีทางที่ตอนจบจะสร้างความรู้สึก Happy Ending ให้ผู้ชม(ชาวโปแลนด์)สมัยนั้นเลยสักนิด!

ผลงานของผู้กำกับ Has อาจดูเหมือนไม่ค่อยมีองค์ประกอบที่เป็นอัตชีวประวัติ ความเป็นส่วนบุคคล แต่ทุกเรื่องราวล้วนสะท้อนมุมมอง ทัศนคติ ความรู้สึกส่วนตัวต่อประเทศบ้านเกิดโปแลนด์ (ที่เป็นปัจจุบันมากๆ) แต่เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ จึงจำต้องเบี่ยงเบนอะไรหลายๆอย่าง จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ดูเหนือจริง Surrealist ผู้ชมสมัยนั้นไม่สามารถจับต้อง ถูกนักวิจารณ์ตีตราถึงความเห็นแก่ตัว … กาลเวลาเท่านั้นถึงสามารถพิสูจน์ความเป็นนิรันดร์ของศิลปิน


เมื่อตอนออกฉาย หนังถูกมองข้ามโดยสิ้นเชิงจากนักวิจารณ์ (เลยไม่ได้ถูกส่งออกฉายต่างประเทศ) บอกว่าดัดแปลงซื่อตรงจากต้นฉบับเกินไป ตัวละครพูดมาก ไม่มีฉากวีรบุรุษห้าวหาญ เพียงเรื่องราวรักๆใคร่ๆ ไร้สาระจะคุย แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าคือหนึ่งในภาพยนตร์ทรงคุณค่าของชาวโปแลนด์ ปัจจุบันได้รับการบูรณะคุณภาพ 4K

เกร็ด: มีภาพยนตร์ 4 เรื่องของผกก. Wojciech Has ที่ได้รับการบูรณะเสร็จสิ้นพร้อมๆกัน Farewells (1958), How to Be Loved (1963), The Saragossa Manuscript (1965) และ The Hourglass Sanatorium (1973)

ถึงโดยส่วนตัวจะชื่นชอบโปรดักชั่นงานสร้าง ความสลับซับซ้อน นัยยะซ่อนเร้นของหนัง มีอะไรให้ขบครุ่นคิดมากมาย แต่ผมกลับรู้สึกว่าหลายๆอย่างดูเยอะเกินไป ตัวละครพูดมากจนน่ารำคาญ สูญสิ้นความโรแมนติก ภาพรวมออกมายังไม่กลมกล่อมสักเท่าไหร่

แนะนำคอหนังโรแมนติก พ่อแง่-แม่งอน คร่ำครวญหวนคิดถึง (Nostalgia) บรรยากาศก่อน-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และคนชื่นชอบขบครุ่นคิดนัยยะเชิงสัญลักษณ์ ลองหามารับชมดูนะครับ

จัดเรต 13+ บรรยากาศก่อน-หลังสงคราม

คำโปรย | Farewells คำร่ำลาโปแลนด์ในอดีต (ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) ที่ผู้กำกับ Wojciech Has ทำได้เพียงพร่ำเพ้อถึงเธอ
คุณภาพ | พร่ำเพ้อ
ส่วนตัว | เยอะไปนิด

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: