Pratidwandi (1970)

Pratidwandi

Pratidwandi (1970) Indian : Satyajit Ray ♥♥♥♥

ชายหนุ่มพยายามอย่างยิ่งจะหางานทำ แต่ไปสัมภาษณ์แห่งหนไหนกลับไม่ผ่านสักที นั่นมันความผิดของเขา หรือนายจ้าง หรือสภาพสังคม หรือความคอรัปชั่นรัฐบาล หรือการมาถึงของอิทธิพลต่างชาติ หรือยุคสมัยที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป … คงไม่มีใครตอบได้แน่

Pratidwandi ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ The Adversary ที่แปลว่า ศัตรู คู่อริ ฝ่ายตรงข้าม, แต่นัยยะความหมายจริงๆน่าจะคือการแข่งขัน แก่งแย่งชิง เอาชนะใจนายจ้าง/ผู้สัมภาษณ์อื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งการงาน มีเงินสำหรับเลี้ยงดูแลตนเอง(และครอบครัว)

ถึงภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีความจำเพาะเจาะจง สะท้อนบรรยากาศการเมือง สภาพสังคมกรุง Calcutta ช่วงต้นทศวรรษ 70s แต่ด้วยไดเรคชั่นของผู้กำกับ Satyajit Ray สรรค์สร้างเรื่องราวให้มีความสากล มองเพียงผิวเผินหรือมุมอื่นๆ ยังเกิดอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ และไม่ว่ายุคสมัยไหน ปัจจุบันยังคงประสบพบเห็นได้แทบไม่แตกต่าง

นั่นแปลว่าโลกของเราไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นเลยนะครับ ถึงพบเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ สิ่งก่อสร้างมากมายผุดขึ้นระฟ้า แต่จิตใจของผู้คนกลับยิ่งถดถอยหลัง เต็มไปด้วยความขัดแย้ง คอรัปชั่น สร้างกำแพงที่คือกรงขัง ขึ้นมาห้อมล้อมปกปิดบังตัวตนเอง

ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งหนัง คือเทคนิคตื่นตระการตาที่ผู้กำกับ Ray รับอิทธิพลจาก Jean-Luc Godard, Federico Fellini อาทิ Jump Cut, Photo-Negative, ถ่ายทำแบบ Guerilla Unit ฯลฯ แทบทั้งหมดน่าจะเป็นครั้งแรกๆในภาพยนตร์อินเดียเลยกระมัง


Satyajit Ray (1921 – 1992) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอินเดีย เกิดที่ Calcutta, Bengal Presidency ปู่เป็นนักเขียน นักดนตรี จิตรกร นักปรัชญา, บิดาเป็นนักกวี เขียนบทละครเวที แต่พลันด่วนจากไปตอนลูกชายอายุได้เพียงสามขวบ โตขึ้นเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ Presidency College, Calcutta ถึงอย่างนั้นความสนใจส่วนตัวกลับคือวิจิตรศิลป์ แม่เลยโน้มน้าวให้เข้าศึกษาต่อ Visva-Bharati University, Santiniketan จนได้ปริญญาศิลปตะวันออก (Oriental Art) จบออกมาทำงานบริษัทโฆษณา Signet Press เป็นนักออกแบบ Graphic Design รับงานโฆษณา วาดภาพ ทำปกหนังสือ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนวนิยายกึ่งอัตชีวประวัติ Pather Panchali (1929) ของ Bibhutibhushan Bandyopadhyay (1894 – 1950) นักเขียนผู้บุกเบิกวรรณกรรมภาษา Bengali สมัยใหม่ ต่อมาได้มีโอกาสนำหนังสือเล่มดังกล่าวสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด Pather Panchali (1955)

ผู้กำกับ Ray เรียกสถานการณ์ใน Calcatta ต้นทศวรรษ 70s ว่า ‘a nightmare city’ เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เห็นต่าง อิทธิพลจากต่างชาติไม่ใช่แค่วัฒนธรรมตะวันตก (ทุนนิยม, แฟชั่น, ฮิปปี้) แต่ยังทัศนคติทางการเมืองแพร่จากระบอบคอมมิวนิสต์ของจีน ซึ่งขณะนั้นปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่เมือง Naxalbari (ทางตอนเหนือของอินเดีย กึ่งกลางระหว่างพรมแดนเนปาลกับปากีสถานตะวันออก) จนมีคำเรียกกลุ่มการเคลื่อนไหว/คณะปฏิวัติ Naxalite

“China’s Chairman is Our Chairman”

– สโลแกนหนึ่งของกลุ่ม Naxalite บุกเข้าสู่เมือง Calcutta ตั้งแต่ปี 1967

สภาพสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาขัดแย้งวุ่นวาย มีหรือจะไม่ส่งอิทธิพลต่อผู้กำกับ Satyajit Ray สรรค์สร้างภาพยนตร์หลายๆเรื่องในช่วงทศวรรษนี้ ล้วนแฝงนัยยะสะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบันนั้น
– Goopy Gyne Bagha Byne (1969) แม้เป็นภาพยนตร์ Comedy-Musical แต่แฝงข้อคิดเกี่ยวกับคอรัปชั่น สงคราม อยากให้มันยุติลงได้โดยง่าย แค่เพียงรับฟังเพลงแล้วเกิดความสงบสุขขึ้นภายในจิตใจ
– Aranyer Din Ratri (1970) สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ อันเป็นผลสืบเนื่องจากอิทธิพลทางสังคม วิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป
– ไตรภาค Calcutta ประกอบด้วย Pratidwandi (1970), Seemabaddha (1971), Jana Aranya (1976) สะท้อนการมาถึงของอิทธิพลต่างชาติ วิถีชีวิต/แนวคิดที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป การแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันด้วยมโนธรรมทางจิตใจ
– Ashani Sanket (1973) อิทธิพลของสงคราม/ความขัดแย้ง แม้อยู่ห่างไกลก็ยังคงได้รับผลกระทบที่น่าตื่นตระหนกตกใจ
ฯลฯ

ต้นฉบับของ Pratidwandi คือนวนิยายแต่งโดย Sunil Gangopadhyay (1934 – 2012) นักเขียนสัญชาติ Bengali ซึ่งผู้กำกับ Ray เคยดัดแปลงผลงาน Aranyer Din Ratri (1970) ออกฉายก่อนหน้าไม่ถึงปี

ขณะที่ Aranyer Din Ratri มีเพียงโครงสร้างและแนวความคิดบางอย่างที่ผู้กำกับ Ray เลือกมาดัดแปลงภาพยนตร์ แต่สำหรับ Pratidwandi ค่อนข้างจะให้ความเคารพต้นฉบับอย่างมาก แค่ปรับเปลี่ยนแปลงบางอย่างเข้ากับสถานการณ์ขณะนั้นเท่านั้น

Siddhartha (รับบทโดย Dhritiman Chatterjee) จำต้องลาออกจากร่ำเรียนแพทย์ เพราะพ่อพลันด่วนเสียชีวิต จำต้องออกหางานทำเพื่อจุนเจือครอบครัว แต่ไปสัมภาษณ์ที่ไหนก็ไม่ผ่าน ตัวเขายังขาดความกระตือรือร้น ทะเยอทะยาน อันเป็นผลพวงจากสภาพสังคมขณะนั้นของ Calcutta เต็มไปด้วยความขัดแย้ง กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเต็มถนน ได้ยินเสียงปืนแทบทุกเช้า-ค่ำ


Dhritiman Chatterjee ชื่อจริง Sundar Chatterjee (เกิดปี 1945) นักแสดงสัญชาติอินเดีย เกิดที่ Kolkata, West Bengal, โตขึ้นร่ำเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่ความหลงใหลด้านการแสดงเลยเปลี่ยนมาเป็นนักแสดงละครเวที ได้รับคัดเลือกแสดงนำ Pratidwandi (1970) แจ้งเกิดโด่งดังโดยทันที ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Agantuk (1991), Black (2005), Kahaani (2012), Pink (2016) ฯ

รับบท Siddhartha แม้เป็นคนเฉลียวฉลาด มีความครุ่นคิดอ่านของตนเอง แถมวิวาทะโน้มน้าวคนเก่ง (รูปหล่ออีกต่างหาก) แต่กลับขาดความกระตือรือร้น ไร้ความเพ้อฝัน/ทะเยอทะยาน ต้องการให้ทุกสิ่งอย่างหมุนรอบตนเอง ดำเนินไปตามความครุ่นคิดเห็นของตนเท่านั้น ซึ่งเมื่อไม่มีอะไรสมหวังดังปรารถนา ภายในที่เก็บกดจึงถูกระบายออกด้วยความเกรี้ยวกราด

Siddhartha เป็นตัวละครที่อยู่คาบเกี่ยว/กึ่งกลางระหว่างอะไรหลายๆอย่าง
– เป็นลูกคนกลางของครอบครัว พี่สาวทำงานบริษัท น้องชายเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหว Naxalite
– เรียนจบชีววิทยา ไม่จบแพทย์ กำลังอยู่ในช่วงหางานทำ สัมภาษณ์ไม่ผ่านสักที
– ความครุ่นคิดก็ยังคาบเกี่ยวระหว่าง หัวก้าวหน้า (โหยหาอิสรภาพ ต้องการเป็นตัวของตนเอง ไม่สนับสนุนสงคราม) กับความหัวโบราณ/ทัศนคติดั้งเดิมของอินเดีย (มองผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ไม่อยากให้พี่สาวต้องทำงาน ตนเองมีหน้าที่หาเลี้ยงดูแลครอบครัว, ยึดถือมั่นในศีลธรรมมโนธรรม ไม่ดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง)

แทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของ Chatterjee ต้องชมเลยว่าเป็นนักแสดงที่เอ่อล้นด้วยพลัง แสดงออกทางสีหน้า สายตา ถ้อยคำพูด เต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น คับข้อง ขุ่นเขือง สะสมเอ่อล้นอยู่ภายใน เวลากล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปใกล้ใบหน้า ผู้ชมสามารถสัมผัสจับต้องได้ถึงความเกรี้ยวกราด คลุ้มคลั่ง พร้อมปะทุระเบิดออกได้ทุกชั่วขณะ

ในบรรดานักแสดงที่ได้รับการค้นพบโดยผู้กำกับ Ray ผมครุ่นคิดว่า Dhritiman Chatterjee คือเพชรแท้เม็ดงาม มีความสามารถรอบด้าน จัดจ้าน ครบเครื่อง น่าจะโดดเด่นกว่าใครอื่นที่สุดแล้ว

“I do not know what definition of a star these filmmakers have been using, but mine goes something like this. A star is a person on the screen who continues to be expressive and interesting even after he or she has stopped doing anything. This definition does not exclude the rare and lucky breed that gets lakhs of rupees per film; and it includes everyone who keeps his calm before the camera, projects a personality and evokes empathy. This is a rare breed too but one has met it in our films.Dhritiman Chatterjee of Pratidwandi is such a star”.

– Satyajit Ray


ถ่ายภาพโดย Soumendu Roy เลื่อนตำแหน่งจากนักจัดแสง/ผู้ช่วย Subrata Mitra กลายมาเป็นขาประจำคนใหม่ของผู้กำกับ Ray, และเรื่องนี้ยังให้เครดิตผู้ช่วยอีกคน Purnendu Bose ซึ่งก็ร่วมงานกันมาตั้งแต่ The Apu Trilogy

ที่ให้เครดิตถึงสองคน น่าจะเพราะหลายๆฉากของหนังถ่ายทำแบบ Guerilla Unit บันทึกภาพวิถีชีวิตชาวเมือง Calcatta และตัวละครเดินย่ำอยู่บนท้องถนน ท่ามกลางฝูงชนเดินสวนไปมาขวักไขว่

งานภาพของหนัง มีลักษณะสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก สภาวะทางจิตของตัวละครออกมา โดดเด่นกับการจัดแสง-ความมืด ช่องว่างระยะห่าง เลือกทิศทางมุมกล้อง และเทคนิคทางภาพยนตร์ที่ถือว่าแปลกใหม่ในยุคสมัยนั้น

แรกเริ่มก็คือ Photo-Negative ล้างฟีล์มด้วยสารเคมีบางอย่าง ผลลัพท์ออกมาสลับสีตรงกันข้ามกับภาพจริง มักปรากฎขึ้นในฉากย้อนอดีต (Flashback) หรือบางสิ่งอย่างที่เป็นปม Trauma ของ Siddhartha ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากพบเห็น ไม่อยากจดจำ แต่มันมักหวนกลับมาให้ระลึกถึงอยู่บ่อยๆ

ช่วงของ Opening Credit ร้อยเรียงความว้าวุ่นวายในวิถีชีวิตประจำ บนท้องถนนของชนชาวเมือง Calcutta ซึ่งจะพบเห็น Siddhartha ห้อยโหนอยู่ริมชายคารถ สะท้อนถึงสถานะตัวเขาขณะนี้ ไม่มีหลักปักฐาน ไร้อาชีพการงาน หรือความมั่นคงใดๆในชีวิต แค่โหนเอาตัวรอดไปวันๆเท่านั้นเอง

ผมมองไม่ชัดเท่าไหร่ว่าเป้าขาดหรืออะไร แต่คือกางเกงตัวนี้จะถูกนำไปปะซ่อมโดยทันทีก่อนการสัมภาษณ์ นี่สะท้อนความ ‘Perfectionist’ ของตัวละคร ต้องเนี๊ยบ ต้องตามใจฉันเปะๆ ไม่โอนอ่อนผ่อนตามความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆนี้เป็นอันขาด

เป็นฉากการสัมภาษณ์งานที่เจ๋งสุด (เท่าที่เคยรับชมมา) โดยเฉพาะคำถาม อะไรคือเหตุการณ์สำคัญสุดในทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ใช่มนุษย์ไปย่ำเหยียบดวงจันทร์ แต่คือการมาถึงของสงครามเวียดนาม เมื่อประชาชนที่ไม่มีทางสู้รบปรบมือกับสหรัฐอเมริกา กลับสามารถลุกขึ้นต่อกร (และเอาชนะ) มหาอำนาจโลก สำหรับ Siddhartha ถือเป็นเรื่องทรงคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

ก็แน่นอนว่านี่เป็นการแสดงทัศนะความคิดเห็นของผู้กำกับ Ray ต่อสองเหตุการณ์ใหญ่แห่งทศวรรษ 60s
– มนุษย์ไปดวงจันทร์ นั่นเป็นสิ่งคาดไม่ถึง แต่มันช่างไกลเกินเอื้อมสัมผัสได้
– สงครามอินโดจีนต่างหากที่ค่อนข้างใกล้ตัว เพราะขณะนั้นในอินเดียก็เกิดการแบ่งแยก ขัดแย้งระหว่างสองขั้วแนวคิด มีโอกาส/แนวโน้มสูงมากๆที่สงครามจะลุกลามบานปลายมาถึง

ส่วนเหตุผลที่ Siddhartha พลาดงานนี้ เพราะคำตอบที่พยายามวางตัวเป็นกลางๆ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ก็สามารถสงสารเห็นใจชาวเวียดกงได้เหมือนกัน ถูกตีความเหมารวมไปเลยว่า เขาคือคอมมิวนิสต์! (ทัศนคติดังกล่าวไม่ใช่แค่สะท้อนโลกยุคสมัยนั้นนะ ปัจจุบันก็แทบไม่แตกต่างกัน เหลือง-แดง)

มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาให้คำแนะนำ Siddhartha เกี่ยวกับการหางานทำ แต่สังเกตว่าหนังจงใจไม่ถ่ายให้เห็นใบหน้าของเขา แค่เพียง Long Take ช็อตนี้ ได้ยินเพียงเสียงพูดสนทนา นั่นเป็นการสะท้อนถึงว่า เคยมีผู้คนมากมายว่ากล่าวอธิบายลักษณะนี้ ฟังจนหูเปื่อย เฉื่อยชา มันช่างไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

ทำนาฬิกาตก หยุดเดิน นำไปซ่อม แต่ค่าอะไหล่แพงชิบหาย! นี่ก็สะท้อนตรงๆถึงเวลาชีวิตที่หลงเหลืออีกไม่ค่อยมาก เสียงติกตอกก็จะได้ยินบ่อยครั้ง เป็นการนับถอยหลังของระเบิดเวลา ความอึดอัดอั้นที่สะสมบีบเค้นคั้นอยู่ภายใน เฝ้ารอคอยเวลาปะทุระเบิดออกมา

ระหว่างรอการซ่อมนาฬิกาอยู่นี้ Siddhartha เงยหน้าขึ้นเห็นชาวยุโรป ฮิปปี้ เดินพานผ่านไป นั่นก็สะท้อนการมาถึงของวัฒนธรรมตะวันตกร่วมสมัยนั้น โหยหาอิสรภาพ Free Sex ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆแบบไร้เป้าหมาย

หญิงสาวคนนี้ขณะกำลังเดินข้ามทางม้าลาย ปรากฎว่าอยู่ติดกับระหว่างทาง ต้องหยุดรอรถผ่านกลางท้องถนน ซึ่งสะท้อนเข้ากับสถานะของ Siddhartha ขณะนั้น กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับชีวิต

ซึ่งหลังจากพิจารณาอยู่สักพัก Siddhartha จินตนาการหน้าอกของเธอในเชิงวิชาการ อยู่ดีๆแทรกภาพคำบรรยายของอาจารย์หมอ นี่รับอิทธิพลจากงานศิลปะ Pop Art และ/หรือผลงานภาพยนตร์ของ Jean-Luc Godard มาเต็มๆ

ถ้าจะให้คำนิยามอินเดียยุคสมัยนั้นด้วยภาพๆเดียว ผมจะเลือกภาพสะท้อนบนผิวน้ำช็อตนี้ ที่มีความละเลือนลาน เจือจาง มองแทบไม่เห็นอีกแล้วว่า ชาวอินเดียปัจจุบันนั้นมีอัตลักษณ์ตัวตนเองเช่นไร

วินาทีนั้นเองทำให้ Siddhartha จินตนาการถึงช่วงชีวิตวัยเด็ก เคยอาศัยอยู่ท้องนาชนบท วิ่งเล่นกับพี่สาว-น้องชาย ไม่ต้องวิตกจริตวุ่นวาย ยี่หร่า เดือดเนื้อร้อนใจอะไร

แวะเวียนมาห้องเพื่อน ช็อตนี้ถ่ายจากด้านนอก ราวกับพวกเขาติดขังคุก ไม่สามารถดิ้นหลุดเอาตัวรอดไปไหนได้

กลับมาบ้านแม้จะไม่มีกรงเหล็ก แต่คือเงาพื้นหลังและความมืดมิด ที่คุมขังเชิงนามธรรมอยู่ภายในจิตใจตัวละคร

Siddhartha จับจ้องมองพี่สาวที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน ทั้งๆตนเองคือผู้ชายแต่กลับกลายเป็นช้างเท้าหลัง นั่นเป็นสิ่งย้อนแย้งตรงกันข้ามกับขนบวิถี วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนชาวอินเดีย นั่นทำให้เขาเต็มไปด้วยความละอาย รู้สึกผิด สะสมความไม่พึงพอใจอึดอัดอั้นอยู่ภายใน

พี่สาวของ Siddhartha เมื่อได้ทำงาน มีเงิน หาเลี้ยงครอบครัว เธอเลยเริ่มสามารถครุ่นคิดตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่รับฟังคำโต้แย้งอะไรใคร น้องชายพูดอะไรมา เอาจริงๆก็สามารถสวนกลับได้โดยง่าย ‘ตนเองยังเอาตัวรอดไม่ได้ แล้วยังจะมีหน้าเรียกร้องโน่นนี่นั่นอีกหรือ’

ช็อตนี้นอนอยู่บนเตียง ยกนิตยสารขึ้นมาอ่าน หลายครั้งพยายามบดบังใบหน้าน้องชาย ไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆในชีวิตตนเองสักเท่าไหร่

การกระทำของ Siddhartha ไม่ต่างกับเด็กขี้แง เรียกร้องความสนใจ เดินทางไปหานายจ้างพี่สาว โป้ปดหาข้ออ้างให้ลาออกจากงาน แต่แค่เพียงไม่กี่วินาทีก็ถูกจับได้ นายไม่มีงานทำใช่ไหม! นั้นจี้แทงใจดำเขาอย่างสุดๆ

งานภาพในฉากนี้ จะถอยกล้องออกมาห่างๆหน่อย เพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้กับตัวละครและสถานที่ เพื่อสร้างสัมผัสอันเวิ้งว้าง ว่างเปล่า ชายหนุ่มช่างมีฐานะ ชนชั้น ทัศนคติ เหินห่างไกลเจ้าของบ้านหลังนี้โดยสิ้นเชิง

ซึ่งหลังจากแผนการล้มเหลว สังเกตว่าภาพจะสลับทิศทางกับช็อตบนที่เป็นตอนเริ่มต้น นั่นสะท้อนถึงมุมมองของชายหนุ่มที่เปลี่ยนแปลงไป

นั่นเองทำให้ Siddhartha รีบเร่งร้อนหนีออกจากบ้านหลังนั้น มุมกล้องเอียงกะเท่เร่ (Dutch Angle) เดินบนท้องถนน สังเกตว่าเงาจากแสงอาทิตย์ บดบังซีกข้างหนึ่งของเขา ซึ่งหลังจากนี้เมื่อพบเห็นอุบัติเหตุ คนขับรถเบนซ์ชนเด็กหญิง เกิดความเกรี้ยวกราดขุ่นเคือง วิ่งตรงไปหลังจะรุมสะกำทำร้าย (จริงๆคนที่ Siddhartha อยากระบายความเคียดแค้นนี้ออก คือเจ้านายของพี่สาว แต่เพราะมิอาจกระทำได้เลยมาลงระบายกับผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ ที่ถือว่าเป็น’เหยื่อ’ของสังคม)

ถ้าเป็นยุคสมัยนี้ เพื่อนพาเพื่อนมาเที่ยวซ่องโสเภณี มันคือเพื่อนนิสัยดีมากๆ แต่ยุคสมัยก่อนนั้น เมื่อศีลธรรม/มโนธรรมยังค้ำคอมนุษย์ เรื่องพรรค์นี้ยังถูกมองว่าต่ำทราม บัดซบ … ซึ่งวินาทีที่ Siddhartha จุดบุหรี่ให้หญิงสาว งานภาพอยู่ดีๆสลับเป็น Photo-Negative และช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ จะได้ยินเสียงนกร้องจิบๆ ไม่รู้ล่องลอยมาจากไหน เตือนสติและทำให้ลุกขึ้นวิ่งหนีไป

พบเห็นความไก่อ่อนของ Siddhartha แบบเดียวกับตัวละครหนึ่งใน Aranyer Din Ratri (1970) เมื่อถูกยั่วเย้ายวนโดยแม่หม้าย กลับยื้อยักชักช้า จนเวลาหมดเลยอดแดก คุณธรรม/มโนธรรมค้ำคอ นั่นเป็นสิ่งถูกต้องหรือเปล่าก็ให้ถามใจตนเอง

Keya (รับบทโดย Jayshree Roy) หญิงสาวที่คือแสงสว่างในชีวิตให้กับ Siddhartha อยู่ดีๆก็เรียกมาให้ซ่อมไฟให้ จากนั้นก็เริ่มนัดพบ คบหา ตกหลุมรัก … จริงๆการเข้าหาก่อนของฝ่ายหญิง ก็สะท้อนค่านิยมตะวันตกที่บุรุษ-สตรี มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคม

อยู่ดีๆพี่สาวอยากเป็นนางแบบ แทรกภาพในนิตยสารช็อตนี้ถือเป็น Godardian แท้ๆเลยละครับ (จุดประสงค์เพื่อ บันทึกความนิยมในช่วงเวลานั้นๆไว้บนแผ่นฟีล์ม)

พี่สาว พาน้องชายขึ้นไปบนดาดฟ้า โชว์ท่าเต้นรำลีลาศแอบไปร่ำเรียนมา เพ้อฝันว่าสักวันจะได้ครองคู่หนุ่มหล่อ ไฮโซ บ้านรวย … ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมตะวันตก แผ่อิทธิพลเข้ามาสู่โลกตะวันออก แต่ไม่ใช่แค่การเต้นลีลาศเท่านั้นนะครับ เพ้อฝันครองคู่ชายในฝัน นั่นไม่ใช่ค่านิยมดั้งเดิมของอินเดียเลยสักนิด (ค่านิยมของชาวอินเดียสมัยก่อนคือ คลุมถุงชน ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เสียง เพ้อใฝ่ฝันประการใด!)

ไม่ใช่เสียงนกที่รบกวนการนอนของ Siddhartha แต่เริ่มจากนาฬิกาติก-ติก-ติก (เหลือเวลาแห่งการตัดสินใจไม่มาก) ตามมาด้วยเสียงแมวคราง (ขณะกำลังถูกตัวผู้ยั่วเย้าก่อนมี Sex) ไม่รู้นั่นคือความเชื่อชาวอินเดียหรือเปล่าว่าจะนำพาความโชคร้าย/ฝันร้าย ซึ่งก็ยังสะท้อนสภาพจิตใจของชายหนุ่ม เต็มไปด้วยความหงิดหงิด คับข้อง ไม่พึงพอใจ ในวิถีชีวิตปัจจุบันดำเนินอยู่

ถัดจาก Godardian ก็มาเป็น Felliniesque ร้องเรียงทุกเรื่องราวที่ Siddhartha ประสบพานผ่านมา ให้กลายเป็นจินตนาการขณะกำลังนอนหลับฝัน สถานที่คือบริเวณชายหาดริมทะเล สถานที่แห่งความเป็น-ตาย โลกความจริง-เพ้อฝัน และทุกสิ่งอย่างล้วนกลับตารปัตรความต้องการของเขา
– Photo-Negative ของนายจ้างสัมภาษณ์งาน
– ไม่อยากให้พี่สาวเป็นนางแบบ เธอก็กำลังถ่ายแบบ
– ไม่อยากเข้าร่วมคณะปฏิวัติ แต่กำลังตกเป็นเป้าถูกยิง
– พบเห็นตนเองกลายเป็นศพ และสาวโสเภณีสวมใส่ชุดพยาบาล เข้ามาทะนุถนอมเอ็นดู

การได้คบหา Keya ทำให้ชีวิตของ Siddhartha บังเกิดทั้งความหวังและเป้าหมาย ยืนจับจ้องมองการชุมนุมประท้วงอยู่บนดาดฟ้าตึกสูง สะท้อนถึงการดิ้นรน/เอาตัวรอดของชีวิต เราไม่สามารถรอคอย คาดหวังความช่วยเหลืออะไรจากใคร นอกเหนือจากตัวตนเอง (เข้าร่วมการประท้วงต่อให้ได้รับชัยชนะ ถ้าไม่สามารถหาอาชีพการงานทำได้ ชีวิตมันจะดีขึ้นกว่าเดิมตรงไหน!)

ผมค่อนข้างเชื่อว่า ฉากนี้ถ่ายทำขณะกำลังมีการประท้วงกันจริงๆ เป็นการฉกฉวยคว้าโอกาส ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์จริง สร้างบรรยากาศความตึงเครียดให้หนังได้อย่างตราตรึงทรงพลังทีเดียว!

ขากลับของ Siddhartha และ Keya แม้ช็อตนี้ถ่ายย้อนแสง ใบหน้าของพวกเขาปกคลุมด้วยความมืดมิด แต่ขณะลงลิฟท์สะท้อนได้ถึงลงมาจากสรวงสวรรค์/ความเพ้อใฝ่ฝัน เพื่อเดินดิน เผชิญหน้าโลกความจริง

ฉากที่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญถึงมากสุดของหนัง ระหว่างรอการสัมภาษณ์ทั้งหลาย ในจินตนาการของ Siddhartha พบเห็นทุกคนกลายเป็นภาพโครงกระดูกที่ไร้ชีวิต นั่นทำให้เขาค่อยๆตระหนักขึ้นได้ว่า มนุษย์กำลังถูกควบคุม ครอบงำโดยอะไรสักอย่าง กลายเป็นหุ่นเชิดชัก ซี่โครงกระดูก ชีวิตที่ไร้ค่า ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่อิสรภาพ

เกร็ด: ก่อนหน้านี้ผู้กำกับ Ray เคยเล่นกับโครงกระดูก ร้อง-เล่น-เต้น ในภาพยนตร์เรื่อง Goopy Gyne Bagha Byne (1969) เป็นอีก Sequence ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญไม่แพ้กัน (แต่คนละนัยยะความหมายกับหนังเรื่องนี้นะครับ)

หลังจากน็อตหลุด ห่าลง ระเบิดเวลาทำงาน Siddhartha ก็ตระหนักได้ว่าตนเองควรต้องการออกมาจาก Safe Zone ดิ้นรนทำในสิ่งสามารถเอาตัวรอดได้ก่อน แม้ทำให้เขาราวกับติดอยู่ในคุกกรงขัง แต่…

เสียงนกร้องดังก้องกังวาลย์ เลยทำให้เขาก้าวเดินออกมาจากห้อง เผชิญหน้ากับอิสรภาพด้วยตนเอง

เท่าที่ผมพยายามค้นหาว่า เสียงนกที่ได้ยินคืออะไร? กลับไม่มีใครตอบได้ ผู้กำกับ Ray ก็เงียบสงัด เลยได้ข้อสรุปว่าคือ MacGuffin เสียงสัญลักษณ์ที่ทำให้ Siddhartha ฉุกครุ่นคิด กล้าเผชิญหน้า ตัดสินใจ ไม่ยินยอมให้อิทธิพลอะไรเข้ามาควบคุม ครอบงำตัวตนเอง (หรือจะเรียกว่า เสียงเพรียกแห่งอิสรภาพ)

ตัดต่อโดย Dulal Dutta (1925 – 2010) ขาประจำหนึ่งเดียวของผู้กำกับ Ray, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Siddhartha รวมไปถึงภาพความทรงจำ (ที่มักแทรกมาแวบๆ มีลักษณะของแสง Flash) และจินตนาการเพ้อฝัน

เรื่องราวสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 องก์
– ช่วงของการแนะนำตัวละคร สัมภาษณ์งาน ชีวิตเรื่อยเปื่อยในเมือง Calcutta
– Siddhartha กับคนรู้จักทั้งหลาย สนทนากับเพื่อน พี่สาว เจ้านาย(ของพี่สาว)
– จับพลัดจับพลูพบเจอ Keya มองเห็นแสงสว่าง ความหวัง เป้าหมาย
– และการตัดสินใจอันแน่วแน่ที่จะทำบางสิ่งอย่าง

การแทรกเข้ามาบ่อยๆของภาพความทรงจำ จินตนาการเพ้อฝันของ Siddhartha ผมเคยเขียนอธิบายในผลงานเรื่องหนึ่งของ Jean-Luc Godard ลักษณะดังกล่าวมีคำเรียกว่า Pop Art (มาจากคำว่า Popular) มักเป็นภาพที่มีความสอดคล้อง ต่อเนื่องกับสิ่งบังเกิดขึ้นหรือเพิ่งอ้างอิงถึง อาทิ
– Siddhartha พบเห็นหญิงสาว หน้าอกใหญ่ ครุ่นคิดถึงที่อาจารย์หมอเคยสอนกายภาพเต้านม
– ได้ยินพี่สาวเรียกตักเตือนสติ จินตนาการถึงวัยเด็กที่พี่สาวเรียกให้รับฟังเสียงนกร้อง
– Siddhartha พูดคุยกับเพื่อนถึงเสียงนกไม่ใช่ไก่ ฉากถัดไปพวกเขาไปเดินตลาด พบเห็นไก่และนกเต็มเล้า
– พี่สาวกำลังเต้นลีลาศอยู่คนเดียว จินตนาการเห็นเธอกำลังเต้นกับชายใส่สูท ลายล้อมด้วยผู้คนมากมาย
– ยืนรอคิวสัมภาษณ์จนเมื่อ จินตนาการเห็นทุกคนกลางเป็นโครงกระดูก

เพลงประกอบโดย Satyajit Ray, มักดังขึ้นช่วงขณะตัวละครกำลังเพ้อใฝ่ฝันจินตนาการ ย้อนอดีต หรือบางสิ่งอย่างกลับตารปัตรกับโลกความจริง ซึ่งมักสะท้อนห้วงอารมณ์ความรู้สึก มีทั้งไพเราะงดงามราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ และอมทุกข์เศร้าโศก เจ็บปวดรวดร้าวใจ


“the most provocative film I have made yet. I could feel the impact on the audience. All of which surprises and pleases me a great deal, because the film is deadly serious, and much of the style is elliptical and modern. People either loved the film or hated it”.

– Satyajit Ray

ผู้กำกับ Ray สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อตั้งคำถาม ‘อัตลักษณ์’ ของสังคมอินเดีย นี่มันเกิดบ้าบอคอแตกอะไรขึ้น ทำไมผู้คนถึงเต็มไปด้วยอคติ ความขัดแย้ง เพิ่งได้รับอิสรภาพจากสหราชอาณาจักรไม่กี่ทศวรรษก่อนแท้ๆ วันนี้กลับแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้งกันเองภายใน เลวร้าวยิ่งกว่าตอนเป็นอาณานิคมชาติตะวันตกเสียอีกหรือ?

สำหรับประเทศอินเดีย ผมว่าการเอาแต่โทษจักรวรรดิอังกฤษเพียงอย่างเดียวคงไม่ถูกสักเท่าไหร่ เพราะทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นไปตามกลไก วิวัฒนาการแห่งชีวิต เมื่อมนุษย์พบเห็นอะไรล่อตาล่อใจ ความสะดวกสบาย ท้องอิ่มหนำ สนองตัณหา กามารมณ์ มีหรือจะไม่ขวนขวายไขว่คว้า คอรัปชั่นเล็กๆน้อยๆ แล้วกอบโกยผลประโยชน์มาใส่ตน

สิ่งเกิดขึ้นกับ Siddhartha สะท้อนถึงมุมมองทัศนคติของผู้กำกับ Ray พยายามวางตัวเป็นกลางในทุกสถานการณ์การเมือง แต่กลับถูกสังคมบีบบังคับให้ต้องเลือกข้าง ฝั่งฝ่ายใดหนึ่ง ถ้ามิใช่พรรคพวกตนย่อมต้องตรงกันข้ามศัตรู นั่นสร้างความคับข้อง ขุ่นเคือง สะสมอัดแน่นไว้ภายใน นานวันเข้าเริ่มแปรสภาพเป็นความเกรี้ยวกราด รอคอยวันปะทุระเบิดอาการคลุ้มคลั่งเสียสติแตกออกมา

ผู้กำกับ Ray เคยครุ่นคิดเหมือนกันว่าจะอพยพย้ายหนีจาก Calcutta แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขามิอาจกระทำได้

“For me Calcutta is the place to work, the place to live, so you take what comes – you accept the fact of change”.

– Satyajit Ray

ถึงอย่างนั้นเขาเลือกที่จะมอบอิสรภาพให้กับตัวละคร Siddhartha สามารถหลบหนี ทอดทิ้งปัญหา แล้วเริ่มต้นก้าวย่างนับหนึ่งใหม่ แม้ยังดินแดนทุรกันดารห่างไกล แต่จิตใจจักพบพานความสงบสันติสุข


เมื่อตอนหนังเข้าฉายในอินเดีย เสียงวิจารณ์แตกแยกออกเป็นสองฝั่งฝ่ายชัดเจน ถ้าไม่ชอบมากๆก็เกลียดโคตรๆ ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นอยู่ฝั่งฝ่ายไหนในความปัญหาความขัดแย้งที่บังเกิดขึ้นขณะนั้น, ส่วนนักวิจารณ์ต่างประเทศต่างยกย่องสรรเสริญกันถ้วนหน้า ชื่นชมการนำเสนอปัญหาสังคม ถ่ายทอดบรรยากาศยุคสมัยที่จับต้องได้ (แม้ไม่เคยอาศัยอยู่อินเดียก็ตามที) และเทคนิคร่วมสมัยตื่นตระการตา

ผู้กำกับ Ray ไม่ได้ครุ่นคิดต้องการสร้างเป็นไตรภาคตั้งแต่แรก แต่หลังจากเรื่องสอง-สาม พบเห็นความคล้ายคลึงเลยรวมเรียก Calcutta trilogy
– Pratidwandi (The Adversary) (1970)
– Seemabaddha (Company Limited) (1971)
– Jana Aranya (The Middleman) (1976)

แต่ก็ไม่ใช่แค่ผู้กำกับ Ray ที่ตั้งชื่อ Calcutta trilogy ยังมีอีกสามผลงานของ Mrinal Sen ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย
– Interview (1971)
– Calcutta 71 (1972)
– Padatik (The Guerilla Fighter) (1973)

ส่วนตัวชื่นชอบหนังพอสมควร ทำให้ผมเกิดความเข้าใจอะไรๆหลายอย่าง เกี่ยวกับอินเดียยุคสมัยนั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนประทับใจสุดคือการมาถึงของหญิงสาว ผู้สร้างโอกาสและความหวังเล็กๆ แม้สุดท้ายทุกสิ่งอย่างจะไม่สำเร็จสมหวังดั่งใจ แต่การเริ่มต้นก้าวออกมาจากความขัดแย้ง นั่นคือการนับหนึ่งที่จับต้องได้เสียที

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศอันตึงเครียด ชีวิตสะสมความเกรี้ยวกราดรุนแรง

คำโปรย | Pratidwandi คือทัศนคติต่อยุคสมัยของผู้กำกับ Satyajit Ray ถ่ายทอดผ่านความเกรี้ยวกราดของ Dhritiman Chatterjee
คุณภาพ | รี้
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of