Princess Iron Fan (1941)

Princess Iron Fan

Princess Iron Fan (1941) Chinese Anime Film : Wan Guchan, Wan Laiming ♥♥♡

หลายคนคงคิดว่า อนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของเอเชียคงจะสร้างโดยญี่ปุ่น แต่ความจริงกลับเป็นจีนที่สร้างเสร็จก่อน, องค์หญิงพัดเหล็ก (Tiě shàn gōngzhǔ) จากนวนิยายคลาสสิกจีนเรื่องไซอิ๋ว ขณะพระถังซัมจั๋งเดินทางมาถึงเทือกเขาแห่งหนึ่งที่มีเปลวไฟลุกโชดช่วงชัชวาลย์ การจะผ่านเส้นทางนี้ได้นั้น จำเป็นต้องใช้พัดเหล็กขององค์หญิงพัดเหล็กมาดับไปบนเทือกเขานี้, แม้คุณภาพอนิเมชั่นจะไม่ค่อยดีนัก แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการอนิเมชั่นเอเชียที่ไม่ควรพลาด

สี่สุดยอดวรรณกรรมจีน คือนวนิยายของจีน 4 เรื่องซึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมเรื่องอื่นๆ ของประเทศ ประกอบด้วย
– สามก๊ก (Romance of the Three Kingdoms) เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1330
– ซ้องกั๋ง (Water Margin) ค.ศ. 1573
– ไซอิ๋ว (Journey to the West) ค.ศ. 1590
– ความฝันในหอแดง (Dream of the Red Chamber) ค.ศ. 1792

แม้สมัยก่อนจะนับ บุปผาในกุณฑีทอง (The Plum in the Golden Vase) เป็นวรรณกรรมคลาสสิกเรื่องที่ห้าด้วย แต่เพราะเป็นนวนิยายที่มีเนื้อหาล่อแหลมทางเพศมากเกินไป จึงถูกรัฐบาลจีนแบนและตัดชื่อออกจากสุดยอดวรรณกรรม

ไซอิ๋ว (Journey to the West แปลตรงตัวว่า บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตก) เป็นนิยายคลาสสิกของจีน แต่งขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1590 ช่วงราชวงศ์หมิง ประพันธ์โดย อู๋เฉิงเอิน (Wu Cheng’en) เป็นเรื่องราวการเดินทางไปยังชมพูทวีป (อินเดีย) เพื่ออัญเชิญพระไตรปิฏกของหลวงจีนชื่อ พระถังซำจั๋ง (อ้างอิงจากผู้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ มีนามว่าพระเสวียนจั้ง) โดยมีสัตว์ 3 ตัวเป็นเพื่อนร่วมทาง คือ เห้งเจีย (ลิง) ตือโป๊ยก่าย (หมู) และซัวเจ๋ง (ปีศาจปลา) ระหว่างการเดินทางต้องพบกับการขัดขวางของเหล่าปิศาจมากมาย ด้วยเนื้อหาที่เป็นการผจญภัย และมีสัตว์เป็นตัวเอก ทำให้ไซอิ๋วได้รับความนิยมจากหมู่เยาวชนมากที่สุดในวรรณกรรมเอกทั้ง 4 เรื่อง

การเลือกไซอิ๋ว มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของประเทศจีน ต้องถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากๆ เพราะเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุด (ของจีน) มีผู้คนรู้จักมากมาย และมีความแฟนตาซี (เหนือจินตนาการ) ที่สมัยนั้นถ้าจะดัดแปลงวรรณกรรมเรื่องนี้ให้เป็นภาพยนตร์คนแสดง (Live-Action) มันแทบไม่มีความเป็นไปได้เลย เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล แต่ยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ ต้องรอคอยช่วงเวลาที่ทุกอย่างพร้อมและเหมาะสม

ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามสร้างไซอิ๋วมาแล้วครั้งหนึ่ง เป็นหนังเงียบเรื่อง The Cave of the Silken Web (1927) ชื่อตอนปราบปีศาจแมงมุม แต่น่าเสียดาย ฟีล์มต้นฉบับสูญหายไปแล้ว น่าจะถูกทำลายในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน

องค์หญิงพัดเหล็ก (Tiě shàn gōngzhǔ) ชื่อภาษาอังกฤษ Princess Iron Fan บางทีก็เรียกว่า นางรากษส (Luó shā nǚ) จีนกลางจะเรียกว่า หลัวชา จีนฮกเกี้ยเรียกว่า ล่อซั่ว เป็นหนึ่งตัวละครจากนวนิยายคลาสสิกของจีนเรื่องไซอิ๋ว, นางเป็นภริยาของราชาปีศาจกระทิง และเป็นมารดาของเด็กแดง โดยปกติ จะปรากฏกายเป็นเทพธิดารูปโฉมงดงาม แต่ที่จริงแล้ว นางเป็นรากษสี (รากษสตัวเมีย) อาศัยอยู่ในถ้ำใต้ดินร่วมกับครอบครัว มักจะรอสามีกลับบ้านเสมอ แต่จะมีความเกรี้ยวกราดเมื่อทราบว่าสามีไปคบชู้อยู่กับนางจิ้งจอก, นางเป็นเจ้าของพัดที่เรียกว่า พัดเหล็ก แท้จริงแล้วทำจากใบตอง ในโอกาสทั่วไป พัดนี้จะมีขนาดเล็ก และเธอจะอมเก็บไว้ในปาก แต่เมื่อจะใช้ พัดสามารถขยายรูปได้มหาศาลตามต้องการ และมีคุณวิเศษ เมื่อใช้โบกพัดจะบันดาลลมสลาตัน

ในเรื่องไซอิ๋ว คณะจาริกของพระถังซัมจั๋งได้เดินทางมาถึงเทือกเขาแห่งหนึ่ง ที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วงชัชวาลย์ การจะผ่านเส้นทางนี้ได้นั้น จำต้องใช้พัดเหล็กขององค์หญิงพัดเหล็กมาดับไฟบนเทือกเขาแห่งนี้ แต่นางไม่ยินยอมมอบพัดให้ง่ายๆ เรื่องราววุ่นๆจึงเกิดขึ้น

หนังสร้างโดย Wan Guchan และ Wan Laiming (หรือเรียกว่า Wan brothers) ในช่วงระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (Second Sino-Japanese War) และสงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II), ตระกูล Wan มีพี่น้อง 4 คน (อีก 2 คนคือ Wan Chaochen และ Wan Dihuan) ทั้งหมดเป็น Animator และได้รับการยกย่องว่าเป็นนักอนิเมเตอร์กลุ่มแรกของประเทศจีน มีผลงานเรื่องแรก เป็นหนังสั้นเรื่อง Uproar in the Studio (1926) ที่ถือเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรกของประเทศจีน (ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว)

Wan Brothers เริ่มวางแผนทำหนังอนิเมชั่นขนาดยาวในช่วงปลายยุค 30s (ขณะนั้น Shanghai ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น) และปี 1939 อนิเมชั่นเรื่อง Snow White and the Seven Dwarfs ได้เข้าฉายในจีน ทำให้ Wan Brothers ต้องรีบยกระดับมาตรฐานการทำอนิเมชั่นของตนเอง และเร่งสร้างอนิเมชั่นขนาดยาวแรกของจีนให้สำเร็จเทียบเท่ากับสากล

หนังใช้เวลาการสร้าง 3 ปี ศิลปิน 237 คน ทุนสร้าง 350,000 หยวน เน้นการใช้เทคนิค Rotoscoping (เป็นเทคนิคที่นักสร้างอนิเมชั่น จะวาดภาพตามต้นฉบับฟิล์ม Live-Action แบบเฟรมต่อเฟรมเพื่อ มักใช้กับฉากการเคลื่อนไหวที่จะให้ความรู้สึกสมจริง โดยเครื่องมือสำหรับการฉายภาพนี้ถูกเรียกว่าเครื่อง Rotoscoping) นี่ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำไปได้เยอะ เพราะไม่ต้องออกแบบอะไรมาก แค่ศิลปินวาดภาพอนิเมชั่นตามการเคลื่อนไหวของมนุษย์ (และสัตว์) เท่านั้น, จำนวนภาพที่วาด มีประมาณ 20,000 เฟรม ได้ฟีล์มความยาว 18,500 ฟุต (5,500 เมตร) ตัดเหลือ 7,600 ฟุต (2,300 เมตร) รวมความยาว 80 นาที

เวอร์ชั่นที่ผมดู ต้องบอกว่าคุณภาพของภาพหนัง ที่แปลงจากฟีล์มมาเป็นดิจิตอลทำได้ไม่ดีเท่าไหร่เลย (noise เยอะมาก) ทำให้ผมปวดตาและมึนหัวมากๆขณะดู ก็พยายามไม่เก็บเอามันมาเป็นความรู้สึก แต่ก็อดไม่ได้ ต้องตัดคะแนนทั้งคุณภาพกับความชอบไปพอสมควรทีเดียว

ด้านอนิเมชั่น ผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะมันมีความไหลลื่นเกินไป จนรู้เหมือนเหมือนกำลังชมภาพสโลวโมชั่นอยู่ตลอดเวลา (นี่เป็นผลจากเทคนิค Rotoscoping ล้วนๆ) และเหมือนว่าทุกฉากต้องมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทำให้มันดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียมากๆ ขาดการสร้างจังหวะ ทำให้การเคลื่อนไหวมีอารมณ์เดียวตลอดทั้งเรื่อง

ไฮไลท์ของหนังคือฉากต่อสู้ ระหว่างลูกศิษย์พระถังซัมจั๋งทั้งสาม ซุนหงอคง ตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง สู้กับราชาปีศาจกระทิง ที่ถือว่าเหนืออลังการมากๆ เหาะไปสู้กันบนสวรรค์ มีฉากแปลงร่างกลายเป็นยักษ์ ต้องใช้ทั้งเล่ห์เหลี่ยมและความสามัคคี กว่าจะเอาชนะมาได้

เสียงพากย์ เพลงประกอบ และ Sound Effect เราจะได้ยินตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีช่วงไหนที่เงียบเสียงลงเลย ผมพยายามลองฟังเสียงร้อง เพลงประกอบ ก็พบว่าไม่เลวนะ เพราะดี เป็นดนตรีจีนพื้นบ้าน ใช้ประกอบสร้างบรรยากาศ แต่เพราะคุณภาพเสียงมันไม่ดีมาก ทำให้รู้สึกหนวกหูรำคาญ เป็นความรู้สึกที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่

ไม่รู้อาจเป็นเฉพาะผมหรือเปล่านะ Comedy ในหนังมันไม่ตลกเลย คือเหมือนมันใส่มาแบบไม่มีกาลเทศะ อยากใส่ก็ใส่ ไม่สนว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม สงสัยคงได้อิทธิพลมาจาก Snow White ที่ต้องการสร้างบรรยากาศสนุกสนาน ผ่อนคลาย แต่ความสามารถในการนำเสนอ เทคนิค ลูกเล่นต่างกันมากๆ มันเลยเทียบกันไม่ติด (เห็นเป็นแค่การเลียนแบบ)

สำหรับเรื่องราวของหนังผมคงไม่ขอแสดงความเห็นและวิเคราะห์เล่าให้ฟังนะครับ ให้ไปสนุกกับเรื่องราวกันเอาเอง สำหรับข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย และสามัคคีคือพลัง

สำหรับฉากจบ ผมรู้สึกว่ามันคล้ายกับ Snow White มากๆ คำอธิบายของ Princess Iron Fan สถานที่นั้นเปรียบคือจุดหมายปลายทางของการไปอัญเชิญพระไตรปิฏก แต่ Snow White เป็นปราสาทที่อยู่ของเจ้าชาย (ซึ่งอาจมีความหมายแฝงถึงสวรรค์ โลกหน้า), นัยยะคล้ายๆกัน ลักษณะการจัดวางองค์ประกอบภาพก็คล้ายๆกัน ผมเห็นแล้วรู้สึกเลยว่า ต้องได้อิทธิพลมาแน่ๆ

ถ้านับลำดับการสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวทั่วโลก Princess Iron-Fan จะคือเรื่องที่ 12 (สูญหายไป 3 เรื่อง), อิทธิพลของอนิเมชั่นเรื่องนี้ ได้ถูกส่งออกไปญี่ปุ่น (ในปี 1942) กลายเป็นแรงบันดาลให้ Tezuka Osamu ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นพระเจ้าของวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่น ตัดสินใจเป็นนักวาดการ์ตูน

แนะนำอย่างยิ่งกับคอหนังอนิเมชั่น ที่ต้องการเห็น อนิเมะเอเชียขนาดยาวเรื่องแรก และถ้าคุณชื่นชอบวรรณกรรมคลาสสิกเรื่องไซอิ๋ว พระถังซัมจั๋ง, ซุนหงอคง, ตือโป๊ยก่าย, ซัวเจ๋ง และเรื่องราวช่วงองค์หญิงพัดเหล็ก ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรตทั่วไป แต่ภาพอนิเมชั่นอาจดูแล้วมึนๆ ปวดหัวนิดหน่อย ก็ทำใจนะครับ คุณภาพไม่ได้ดีมาก

TAGLINE | “Princess Iron Fan แม้คุณภาพอนิเมชั่นจะไม่ค่อยดีนัก แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการอนิเมชั่นเอเชียที่ไม่ควรพลาด”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
First of Animation Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] Princess Iron Fan (1941)  Anime Film : Wan Guchan, Wan Laiming ♥♥♡ […]