Psycho (1960)

psycho

Psycho (1960) hollywood : Alfred Hitchcock ♥♥♥♥♡

สิ่งที่ทำให้ Psycho เป็นอมตะ คือ ความกลัวของมนุษย์ที่ปรากฎอยู่ในหนัง กลัวที่จะกระทำความผิด, กลัวที่ใครอื่นจะล่วงรู้, กลัวจะถูกฆ่า และกลัวจะทำให้คนอื่นผิดหวัง ฯ เมื่อมนุษย์เกิดความกลัวต่ออะไรสักอย่าง จะจดจำสิ่งนั้นฝังลึกในใจไม่ลืมเลือน เช่นกันกับหนังเรื่องนี้ ใครกันจะกล้าลืม Psycho ผลงาน Masterpiece ของ Alfred Hitchcock, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

คำเตือน: บทความนี้มีการสปอยใจความสำคัญของหนังอย่างมาก ถ้าท่านยังไม่ได้ดู ควรที่จะหลีกเลี่ยง เพราะทำให้อรรถรสในการชมเสียไปแน่นอน

สำหรับคอหนังไม่ว่ายุคสมัยไหน คงไม่มีใครไม่รู้จัก Psycho หนังที่ได้รับการกล่าวขาน กล่าวขวัญ พูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก, ผมรู้จักหนังเรื่องนี้ว่าไปก่อนหน้าชื่อ Alfred Hitchcock เสียอีก ดูไปกี่รอบไม่เคยนับ แต่ก็ไม่มีรอบไหนที่ดูแล้วจะชอบหนังเรื่องนี้เลย เหตุผลก็คือ ความรุนแรงและไม่เข้าใจว่ามันยอดเยี่ยมยังไง, นี่ไม่น่าแปลกใจนัก ยุคสมัยนี้มากมายเต็มไปหมด กับหนังที่มีเรื่องราวเชิงจิตวิทยา นำเสนอความผิดปกติของจิตมนุษย์ หรือหนังแนวฆาตกรรมที่แฝงความรุนแรง เห็นมีดแทงเข้าเนื้อเลือดไหลเป็นทาง ความเคยชินกลายเป็นชินชาจนเพิกเฉยไม่รู้สึกอะไร และแทบทั้งนั้น ทุกผู้ทุกคนจะดูหนังลักษณะพวกนี้มาก่อน Psycho เสมอ, มันเลยเป็นไปไม่ได้ ที่ใครจะเข้าใจความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ของหนัง ณ ขณะที่ฉาย เพราะ Psycho คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งอย่างที่ผมเล่ามา มันสมบูรณ์แบบ ณ ขณะที่ฉาย ปัจจุบันอาจดูเชย ล้าสมัย แต่นี่คือความคลาสสิกและอมตะ ที่มีค่าขนาด “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

กับคนที่อยากดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจว่าหนังยิ่งใหญ่ยังไง คุณต้องสามารถเข้าใจความรู้สึกหนึ่งได้ก่อน นั่นคือ ‘คุณค่าของสิ่งที่สร้างขึ้นครั้งแรกของโลก’ ผมยกตัวอย่าง ให้ลองสมมติตัวเองเป็น โทมัส เอดิสันขณะสร้างหลอดไฟดวงแรกสำเร็จ, ไอน์สไตล์ขณะค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ, หรือขณะอาร์คิมิดีส ร้อง ยูเรก้า แล้ววิ่งแก้ผ้าไปหาพระราชา ฯ ลองสมมติตัวเองเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ในปี 1960 ไม่เคยดูหนังที่มีเรื่องราวเชิงจิตวิทยา หรือแนวฆาตกรรมเลือดสาดมาก่อน อะไรที่เคยจดจำได้ ลืมมันเสียให้หมด สวมหัวโขนเป็นเด็กเกิดใหม่ ไม่รู้ไม่คิดอะไร เชื่อว่าถ้าคุณทำได้ ขณะดูหนังเรื่องนี้จะอึ้ง ทึ่ง ช็อค อ้าปากค้าง มือสั่น ปากสั่น สะท้านด้วยความกลัว เมื่อนั้นแหละคุณจะเข้าใจ ว่าทำไมหนังเรื่องนี้กลายเป็นอมตะ

ผมไม่ได้สร้างสถานการณ์นี้ให้กับตัวเองขณะดูหนังนะครับ แต่ผมสามารถจินตนาการตาม และเข้าใจความรู้สึกของคนยุคนั้นได้ (นี่จะเป็นกับคนที่ดูหนังมาเยอะๆ และเข้าใจเทคนิคกระบวนการสร้างของภาพยนตร์) นี่ไม่ใช่ทางลัดที่จะทำให้คุณเข้าใจหนังเรื่องนี้ เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ ระยะเวลา รักหนังมากๆ บ้าหนังสุดๆ และการคิดวิเคราะห์อย่างหนัก, ก็คิดดูว่า ผมดูหนังเรื่องนี้มาน่าจะเกิน 10 รอบ ไม่เคยชอบหรือมีอะไรประทับใจ จดจำไว้เลย กลับมาดูครั้งนี้ ค่าประสบการณ์เต็มหลอด เห้ย! ชอบว่ะ เห็นและเข้าใจความสวยงาม ความยอดเยี่ยม และหนังมี impact ที่สร้างความตะลึง ตะงันอย่างคาดไม่ถึง เป็นไปได้ยังไงกัน! ดูมาก็หลายรอบแล้วแต่ไฉนไม่เคยเห็นมาก่อน ก็สมกับที่ใครๆว่ากัน นี่เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ Alfred Hitchcock

Psycho ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Robert Bloch ตีพิมพ์ปี 1959 เรื่องราวได้แรงบันดาลใจจากฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต Ed Gein ที่อาศัยอยู่ในเมือง Wisconsin, ลักษณะของนิยาย จะแบ่งออกเป็นบทๆ เริ่มต้นสร้างตัวละครขึ้นมา เน้นผู้หญิง ให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกหลงรัก ชื่นชอบ แล้วพวกเธอจะถูกฆ่าทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เห็นว่านิยายทั้งเล่มก็เป็นแบบนี้ หญิงสาวกี่คนก็ไม่รู้ที่ถูกฆ่า จนฆาตกรถูกจับได้และค้นพบว่าแท้จริงเขาเป็นอะไร

คนที่แนะนำ Hitchcock ให้รู้จักกับนิยายเล่มนี้คือ Peggy Robertson ผู้ช่วยส่วนตัวของเขา ที่ได้เห็นบทวิจารณ์ของหนังสือเป็นไปในทางบวก เลยแนะนำให้กับ Hitchcoock ได้อ่านและตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงมาในราคา $9,500 เหรียญ, ก่อนหน้านี้ Hitchcock ทำหนังใหญ่ทุนสูงมา 2 เรื่องติดคือ Vertigo (1958) และ North by Northwest (1959) ซึ่งครานี้ยื่นขอเสนอให้ Paramount Picture แต่ด้วยความที่พล็อตหนังไม่เป็นที่ต้องการของสตูดิโออย่างยิ่ง Hitchcock จึงต่อรองยอมลดค่าตัวลง ไม่คัดเลือกนักแสดงดังๆ ถ่ายด้วยภาพขาวดำ ตัดงบไปมาจนเหลือทุนสร้างเพียง $800,000 กว่าเหรียญ ทำให้ Paramount ยอมออกทุนและเป็นผู้จัดจำหน่าย

สำหรับการดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ นักเขียนคนแรกคือ James P.Cavanagh ที่พอร่างบทหนังเสร็จ ส่งไปพิจารณาก็ถูกปฏิเสธ เพราะ Hitchcock รู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายสยองขวัญขนาดสั้นหลายๆเรื่องอยู่, ภายหลังได้พบกับ Joseph Stefano ที่แม้เพิ่งจะเริ่มเข้าวงการ ได้พัฒนาบทหนังมาแค่เรื่องเดียว แต่ทั้งสองคุยกันถูกคอ จึงได้รับการว่าจ้างให้ดัดแปลงทันที, แทนที่จะเล่าทุกเรื่องราว ทุกตัวละคร ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิยาย Stefano เลือกนำเอาเรื่องราวของหญิงสาวคนเดียวที่ชื่อ Mary (ในหนังเปลี่ยนเป็น Marion) ที่มีบทบาทเพียง 2 บท มาขยายให้กลายเป็นหนังครึ่งเรื่อง และแทนที่จะเล่าให้เป็นเหมือนสารคดีของฆาตกรโรคจิต ก็เปลี่ยนเป็นให้ผู้ชมรู้สึกลุ้นระทึก เหมือนกำลังดูเรื่องราวลึกลับ ไขปริศนา และกำลังมองหาคำตอบ

ในวันแรกของกองถ่าย Hitchcock ให้ทีมงานทุกคนยกมือขึ้นทำสัญญา (เหมือนสาบาน) ว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องราวของหนังให้คนนอกได้รับรู้, เห็นว่าตอน Hitchcock ได้สิทธิ์ในการดัดแปลงนิยาย ก็กวาดซื้อหนังสือที่วางขายทั้งหมดมาเก็บตุนไว้ ให้ผู้คนรู้ได้ตอนจบน้อยที่สุด, และตอนหนังออกฉาย ก็มีโฆษณาตัวหนึ่งที่บอกว่า ‘อย่าสปอยหนังเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง’ (Do not reveal the surprises!) เอาว่าผมคงไม่ต้องเตือนกันอีกนะครับ

นำแสดงโดย Janet Leigh, นี่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเธอในสัญญาทาส 7 ปีกับ Paramount Picture หลังจากอ่านนิยายจบ เธอก็รับเล่นหนังทันทีโดยไม่เกี่ยงเรื่องค่าตัว (ได้ $25,000 เหรียญ), Marion Crane ถือเป็นตัวละครดำเนินเรื่องในครึ่งแรกของหนัง การแสดงของเธอถือว่าสามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาทางสีหน้า แววตา การกระทำได้อย่างชัดเจน, ชอบที่สุดคือตอนเธอถูกตำรวจปลุก ด้วยความตกใจ หวาดกลัว ดวงตาของเธอกลมโตผิดปกติ ท่าทีลุกลี้ลุกลนเร่งรีบ เหมือนเด็กที่ทำความผิดแล้วกลัวพ่อแม่จับได้ กับคนที่ดูหนังเป็น ผมเชื่อว่าน่าจะเห็นและเข้าใจกันได้ การแสดงช่วงนี้อาจจะแจ่มแจ้ง ตรงไปตรงมาสักหน่อย แต่นี่แหละที่ทำให้หนังมีความน่าพิศวงมาก, หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ Janet Leigh ได้รับจดหมายจากแฟนๆโรคจิตมากมาย ซึ่งล้วนบรรยายสรรพคุณ สิ่งที่พวกเขาคิดอยากจะกับตัวละคร Marion Crane จนมีครั้งหนึ่งมันน่าขยะแขยงมาก เลยส่งให้ FBI เพื่อตามหาเจ้าของจดหมายดังกล่าวมาดำเนินคดี

กับคนที่ชอบสังเกต ตอนต้นเรื่อง Marion ใส่เสื้อในสีขาว (บริสุทธิ์ผุดผ่อง) แต่พอเธอขโมยเงิน เสื้อในเปลี่ยนเป็นสีดำ (ชั่วร้าย) เช่นกันกับกระเป๋า ตอนแรกกระเป๋าเงินสีขาว ขโมยเงินแล้วเปลี่ยนเป็นสีดำ

เกร็ด: เงินที่ Marion ขโมย $40,000 เมื่อปี 1960 เทียบกับปัจจุบัน (2016) คงประมาณ $321,000 เหรียญ ส่วนค่ารถที่จ่ายไป $700 เทียบเท่ากับ $5,600 เหรียญ

สำหรับ Anthony Perkins ขณะนั้นกำลังเป็นนักแสดงดาวรุ่งมาแรง ได้เคยเข้าชิง Golden Globe และแสดงละครเวที ได้เข้าชิง Tony Award กับหนังเรื่องนี้ได้ค่าตัว $40,000 เหรียญ และแสดง 2 บทบาท, Norman Bates ชายหนุ่มเจ้าของโรงแรม ที่หลังจากก่อเหตุการณ์บางอย่างในครึ่งแรก เขากลายเป็นคนดำเนินเรื่องในครึ่งหลัง มีคำพูดหนึ่งของตัวละคร ที่แทนตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี

‘I think that we’re all in our private traps, clamped in them, and none of us can ever get out. We scratch and we claw, but only at the air, only at each other, and for all of it, we never budge an inch.’

ปมของ Norman ตอนจบของหนัง Hitchcock ใส่คำอธิบายมาละเอียดมากแล้วนะครับ ผมไม่ขอวิเคราะห์เพิ่มแล้วกัน แต่จะชี้ให้เห็นว่า ปมนี้มันไม่ใช่แค่ตัวละคร Norman แต่ยังรวมถึง…

กับคนที่เคยอ่านชีวประวัติของ Alfred Hitchcock จะรู้ว่า เขามีปมกับแม่ ที่เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ ชอบสั่งโน่นนี่ (พ่อเสียไปตอน Hitchcock อายุ 15 แม่จึงคือผู้ปกครองลูกๆทั้งหลาย) ดูไปก็คล้ายๆกับ Mrs. Bates, กับหนังของ Hitchcock ในยุคแรกๆ เขาพยายามเลี่ยงไม่ใส่ตัวละคร แม่ ที่อาจจะสะท้อนความคิด ความรู้สึกของตนออกมา แต่พอแม่เสียชีวิตในปี 1942 ก็ไม่มีอะไรยั้ง Hitchcock อีกแล้ว เป็นเหมือนการระบาย เราก็จะได้เห็น แม่ ในหนังหลายๆเรื่องที่ชอบ ‘domineering’ วางตัวเองเหนือกว่าลูก อาทิ Notorious (1946), Strangers on a Train (1951), North by Northwest (1959) ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Psycho ไม่เพียงแต่ Norman Bates พูดว่า ‘เพื่อนที่ดีที่สุดของผู้ชายคือ แม่’ (a boy’s best friend is his mother.) แต่เขายังแสดงออก ท่าทาง บุคคลิก การแต่งตัว ที่ล้วนได้อิทธิพลมาแบบเต็มๆ แม้มันจะ delusion of reality ก็ตามทีเถอะ, Hitchcock เล่าให้ฟังว่า ตอนเขาเป็นเด็ก แม่เคยสั่งทำโทษด้วยการให้ยืนปลายเตียง แล้วเล่าความผิดที่ตนกระทำออกมา นี่คงเป็นอะไรที่จำฝังใจเขาไม่น้อย

ผมได้มีโอกาสดู Hitchcock สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์หนึ่ง พิธีกรแซวว่า ‘You look like such a pussy cat.’ Hitchcock ตอบว่า ‘ตอนผมอายุ 3 เดือน แม่ทำให้เขากลัว เธอส่งเสียง BOO ให้ตกใจ ผมสะอึก ร้องไห้ แต่เหมือนเธอจะรู้สึกพึงพอใจเป็นพิเศษ’ (I think my mother scared me when I was 3 months old. You see, she said BOO. It gave me the hiccups. And she apparently was very satisfied.) ถ้าเปรียบนั่นคือความกลัวครั้งแรกของเขา (ก็ไม่รู้อายุเท่านั้นจำได้ยังไงนะ คงจะมีคนเล่าให้ฟัง) และแม่ที่เป็นอิทธิพลของ Hitchcock จะพบว่าหนังเรื่องนี้มีความ ส่วนตัว มากๆของผู้กำกับเลยละ

สำหรับ Anthony Perkins หลังจากหนังเรื่องนี้เขาก็กลายเป็น Typecasted คือไม่มีใครจ้างให้เล่นบทอื่นได้อีกเลย เพราะการแสดงของเขาในหนังเรื่องนี้ กลายเป็นภาพติดตาผู้ชมอย่างมาก เห็นจากหนังเรื่องอื่นก็ คนจะคิดว่าเขาเป็นฆาตกรโรคจิต, กระนั้น Perkins ก็ไม่เสียใจที่รับบทนี้นะครับ บอกว่า ต่อให้รู้ว่าเส้นทางในวงการจะจบสิ้นลงเลยก็ตาม แต่การได้อยู่ในหนังระดับตำนานเรื่องนี้ ครั้งเดียวในชีวิตก็มีค่าจริงๆ

สำหรับทีมงานอื่นๆของหนัง ด้วยทุนสร้างที่จำกัด Hitchcock ต้องการคนที่มีประสบการณ์สูง คุยง่าย คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และต่อรองลดค่าจ้างได้ จึงยกทีมงานแทบทั้งชุดมาจากที่ทำ TV Series: Alfred Hitchcock Presents ประกอบด้วย คนออกแบบฉาก, ผู้ช่วยผู้กำกับ, ตากล้อง John L. Russell, นักตัดต่อ George Tomasini, ออกแบบ Title Saul Bass และ เพลงประกอบ Bernard Herrmann ทีมงานชุดนี้ หมดเงินไปเพียง $62,000 เหรียญ

ถ่ายภาพโดย John L. Russell คนนี้มาจากฝั่งภาพยนตร์โทรทัศน์ แทบไม่มีเครดิตถ่ายหนังฉายโรงเลย เว้นไว้แต่ Psycho นี่แหละที่ถือเป็น Masterpiece ที่สุดแล้ว, มีฉากเยอะแยะที่ผมอยากพูดถึง แต่ขอแค่ 3 ฉากแล้วกัน

กับฉากที่ผมชอบที่สุด นี่เป็นขณะที่ Norman หลังจากถกเถียงกับแม่เพื่อเชิญ Marion ไปกินข้าวเย็นที่บ้านด้วยกัน แต่แม่ไม่อนุญาติ เขาเลยยกถาดน้ำและขนมปังมาให้, ขณะที่ทั้งสองคุยกัน ‘No…mother…my mother…what is the phrase? She isn’t quite herself today.’ เสียงพูดของ Norman ตะกุกตะกัก ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นภาพใบหน้าของเขาสะท้อนกับกระจกจางๆ นี่แสดงถึง การมี 2 ตัวตนในคนๆเดียว, ฉากลักษณะนี้มีเยอะมากในหนังนะครับ กระจกที่สะท้อนตัวตนของตัวละคร แต่ที่ผมชื่นชอบช็อตนี้ที่สุด เพราะ คำพูด mother ที่ซ้ำ 2 รอบ มันสื่อถึง Marion ได้ด้วย, กับมุมมองการดำเนินเรื่อง ที่ครึ่งแรกเป็น Marion ครึ่งหลังเป็น Norman นี่แสดงถึง 2 เรื่องราว 2 ตัวละครหลักในหนัง 1 เรื่อง ซึ่งก็คือ 2 ตัวตนใน Norman ครึ่งหนึ่งคือแม่ อีกครึ่งหนึ่งคือเขา มีคนหนึ่งต้องตาย เช่นกันกับในจิตใจของ Norman ที่ตอนจบเหลือเพียงคนเดียว

กับฉากคลาสสิกที่สุดของหนัง ที่ใครๆก็ต้องพูดถึงกัน มีชื่อเรียกว่า Shower Scene ใช้เวลาถ่ายทำ 7 วัน (ระหว่างวันที่ 17-23 ธันวาคม ปี 1959) ประกอบด้วยมุมกล้อง 77 ทิศทาง ส่วนใหญ่เป็น Extreme Close-Up ใช้การตัดต่อ 50 คัท ความยาวตลอดทั้งฉากประมาณ 3 นาที, ไม่มีฉากที่ถ่ายให้เห็นมีดแทงเข้าไปในเนื้อหนังของมนุษย์ (แต่มีฉากที่มีดโดนผิวหนัง) ไม่มีบาดแผล ไม่เห็นเลือดไหลออกจากแผล (แต่มีเลือดไหลเป็นทาง) มีแต่เสียงกรีดร้อง ดึงผ้าม่านห้องน้ำ ค่อยๆล้มลง ฯ ก่อนฉากจบเคลื่อนภาพออกจากดวงตาที่เบิกโพลง, ผู้ชมสมัยก่อนจินตนาการสูงส่งมาก เห็นแค่นี้พวกเขากรี๊ดลั่น สลบคาโรงหนังเลยก็มี ผู้ชมสมัยนี้ ไรว่ะ! ไม่เห็นสมจริงเลย, นี่คือหนึ่งในฉากที่โคตร Artistic ที่สุดแห่งโลกภาพยนตร์แล้วนะครับ (ถ้ารู้สึกไม่ได้ก็บังคับตัวเองให้เข้าใจเลยนะครับ ว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นศิลปะที่โคตรวิจิตรในสื่อภาพยนตร์)

ครั้งแรกของความรุนแรงระดับนี้ ที่ถึงจะไม่มีฉากที่ถ่ายให้เห็นมีดแทงโดนร่างกายของมนุษย์ เลือดไหลออกจากผิวหนัง แต่นี่คือเป็นจุดเริ่มต้น หรือเป็นบิดาแห่งหนังแนว Slasher Film ฆ่าๆ แทงๆ เลือดสาดอย่าง The Texas Chainsaw Massacre (1974), Halloween (1978), Friday the 13th (1980) ฯ

การจับมีดของ Norman นี่น่าสนใจนะครับ ถ้าใครเคยดู 12 Angry Men มา มีประเด็นถกเถียงเรื่องการจับมีดที่เป็นข้อกังขาอยู่ กับคนจิตปกติ ไม่มีใครจับมีดแบบนี้แน่ๆ ซึ่งผมคิดว่า การจับมีดแบบ Norman แสดงถึงความผิดปกติของจิตใจ และหนังทุกเรื่องที่มีการจับมีดแบบนี้ ก็แสดงถึงได้เลยว่าหมอนั่นจิตไม่ปกติแน่นอน

เกร็ดไร้สาระ: นี่เป็นหนัง Hollywood เรื่องแรกที่ถ่ายให้เห็น โถส้วมขณะกดชักโครก

สำหรับอีกฉากที่ผมสนเท่ห์ เซอร์ไพรส์มากๆ คือการถ่ายภาพขณะการตายของอีกตัวละครหนึ่ง เริ่มต้นจากกล้องค่อยๆถอย เคลื่อนขึ้นบันไดแล้วไปหยุดถ่ายลงมาเห็น Bird Eye View จากนั้นฆาตกรก็เดินออกมาจากห้อง ตรงเข้าไปแทงชายคนนั้นตกบันได ขณะตกบันได หนังใช้การ Close-Up ใบหน้า แล้วติดตาม (Tracking) ไถลลงสู่พื้นชั้นล่าง นี่ไม่ใช้ Blue Screen แน่นอนนะครับ น่าจะใช้รถเลื่อนหรือเครน ค่อยๆลากลงชั้นล่าง, นี่เป็นฉากที่ผมทึ่งในความสร้างสรรค์ของ Hitchcock เลย ถ้าไม่เพราะ Shower Scene ที่โด่งดังสะท้านฟ้า ผมว่าฉากนี้คือ Number 2 ของหนัง น่าทึ่งมาก คิดแล้วถ่ายออกมาได้ยังไง!

ยังมีอีกหลายฉากที่เจ๋งๆเลย อาทิ ขณะรถค่อยๆจมลงสู่หนอง ผมเชื่อว่าฉากนี้ใครๆคงลุ้นให้รถมันจมมิด แต่เคยคิดไหมละครับ ทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น?, ฉากตอน Mrs.Bates หันมา ปรากฎว่าเธอกลายเป็นซากศพไปแล้ว คงมีคนกรี๊ดลั่นแน่, และตอนจบที่ Norman ยิ้มกริ่ม พร้อมเสียงบรรยาย คำพูดสุดท้าย ‘she wouldn’t even harm a fly.’ ฯ แต่ขอเว้นไว้ก่อนนะครับ

สำหรับเหตุผลที่หนังถ่ายเป็นภาพขาว-ดำ มี 2 ประเด็น คือ 1) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย (ถ้าฟีล์มสี จะต้องเสียค่าล้างที่แพงกว่าขาวดำ) 2) และเพื่อไม่ให้หนังมีความรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะฉากในห้องอาบน้ำ, กับเหตุผลหลัง Hitchcock ได้อิทธิพลมาจากหนังเรื่อง Les Diabolique (1955) ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส Henri-Georges Clouzot (เห็นว่าเรื่องนี้ Hitchcock และ Clouzot แย่งลิขสิทธิ์กันด้วย ซึ่งเป็น Hitchcock แพ้ แล้ว Clouzot ได้สิทธิ์ดัดแปลงไป) หนังถ่ายด้วยภาพขาวดำ เพื่อลดความรุนแรงลง และหนังเรื่องนี้ Robert Bloch ผู้แต่งนิยาย Psycho บอกว่าเป็นหนัง Horror เรื่องที่เขาชอบที่สุดด้วย

บ้านของ Norman Bates ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดสีน้ำมันของ Edward Hopper ชื่อ ‘House by the Railroad’ วาดขึ้นในปี 1925 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Museum of Modern Art ในเมือง New York

House by the Railroad

Hitchcock สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นด้านหลัง Universal Studio ปัจจุบันก็ยังตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นนะครับ ไม่ได้ถูกทำลายทิ้ง และกลายเป็น Landmark ที่ท่องเที่ยวสำคัญ สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมสตูดิโอ มักจะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเสมอ

เกร็ด: บ้าน 3 ชั้นของ Norman มีการวิเคราะห์แทนด้วย Id, Ego และ SuperEgo มองกันออกหรือเปล่า ชั้นไหนเป็นอะไร?

ตัดต่อโดย George Tomasini ขาประจำของ Hitchcock, กับหนังเรื่องนี้ ยังคงเป็นความสุดยอดของการใช้เทคนิค Montage ตัดสลับระหว่างภาพ 2 ภาพ อาจเป็น ใบหน้าตัวละคร กับสิ่งที่เขาเห็น, กับฉากรถไหลลงหนองบึง มีสิ่งน่าสนเท่ห์ว่า ทำไมผู้ชมส่วนใหญ่ถึงลุ้น เชียร์ให้รถมันจมลงมิด ให้ Norman ปกปิดหลักฐานสำเร็จ นี่เพราะการตัดต่อ เล่าเรื่องที่หยอกล้อกับผู้ชมมาตั้งแต่ต้น, นี่เป็นหนังที่ตัวละครหลักคือคนประเภท Antihero (การกระทำขัดแย้งกับความถูกต้องเหมาะสมสมควร) เหตุที่หนังต้องเปลี่ยนมุมมองตัวละครดำเนินเรื่อง เพราะ Marion จากที่เคยเป็นคนนิสัยไม่ดี ขโมยเงิน หลบหนี ผู้ชมให้กำลังใจเชียร์ ลุ้นว่าเธอจะหนีพ้นเอาตัวรอดหรือเปล่า กลางเรื่องอยู่ดีๆเธอก็เปลี่ยนใจ ต้องการกลับไปเป็นคนดีใหม่ นี่ทำให้ผู้ชมรู้สึกถูกทรยศหักหลัง ซึ่งหนังได้ส่งไม้ต่อให้กับ Antihero อีกคนคือ Norman ที่จัดการบดขยี้ความรู้สึกของผู้ชมให้รู้สึกสะใจกับการกระทำ เมื่อ Antihero คนแรกจากไป คนใหม่เข้ามาสานต่อ เมื่อเห็นว่า เขาได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่สนองความต้องการของผู้ชม ก็เกิดการลุ้นระทึก หวังให้เขาทำสำเร็จ

หนังมีการใช้คำบรรยาย (Narrator) ประกอบหนัง ขณะที่ Marion ขับรถหนีไปเรื่อยๆ เราจะได้ยินเสียงของหญิงสาวเพื่อนร่วมงาน, เจ้านาย และคนที่เธอขโมยเงิน พูดพาดพึงถึงการกระทำของเธอ นี่เหมือนเสียงจินตนาการที่ดังขึ้นในหัวของเธอ แต่ผมว่ามันคือเหตุการณ์จริงๆนะแหละ แบบว่าแทนที่จะเสียเวลาตัดต่อให้ผู้ชมเห็นภาพ ก็ทำเป็นเชิงใช้คำพูดสนทนาซ้อนกันไปเลย จะได้ไม่เสียเวลาหนังมาก, นี่ทำให้ความพิศวงของหนังเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะเราจะเห็นสีหน้าของ Marion แสดงออกซึ่งความรู้สึกของเธอแบบเต็มๆ นี่แหละครับที่เรียกว่า Antihero

เพลงประกอบโดย Bernard Herrman เดิมทีนั้นทั้ง Hitchcock และ Stefano วาดภาพเพลงประกอบหนังในสไตล์ Jazz แต่ Herrman เมื่อเผชิญหน้ากับค่าตัวที่แสนน้อยคิด เขาเลยคิดใช้เครื่องสายเดียวตลอดทั้งเรื่อง (ประหยัดที่จะไม่ต้องไปจ้าง Orchestra มาบรรเลง) ผลลัพท์ออกมาเหนือกว่าที่ใครๆคาดคิดไว้ ถึงขนาด Hitchcock ต้องเพิ่มค่าตัวให้ และบอกว่า ‘33% ของหนังเรื่องนี้ที่ประสบความสำเร็จ มาจากเพลงประกอบของ Herrman’, เปิดเรื่องมา เพลงประกอบก็ให้ความรู้สึกที่ตื่นเต้น ลุ้นระทึก สุดฉงนสงสัย เสียงเชลโล่นำสร้างบรรยากาศอึมครึม เสียงไวโอลินตามขึ้นมาสร้างความพิศวง นี่ยังกะบ้านผีสิง มีคนตายที่คอยหลอกหลอน, อย่าเปิดเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ก่อนนอนนะครับ เชื่อว่า หลับไม่ลงแน่ๆ

ความยอดเยี่ยมของเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ติดอันดับ 4 จากการจัดอันดับ AFI’s 100 Years of Film Scores (เพลงประกอบภาพยนตร์อเมริกันยอดเยี่ยมในรอบ 100 ปี)

เกร็ด: แผ่นเสียงของ Norman Bates เขียนไว้ว่าเป็นของ Ludwig van Beethoven: Symphony No. 3 (Eroica)

สิ่งที่ Hitchcock สร้างขึ้นกับหนังเรื่องนี้ คือการ ‘กำกับอารมณ์ของผู้ชม’ ให้มีความรู้สึก ‘ร่วม’ ไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, Hitchcock เปรียบว่า ‘ฉันกำลังเล่นกับอารมณ์อยู่ เหมือนออร์แกน’ (You might say I was playing them, like an organ.) นี่อาจไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในปัจจุบัน แต่ยุคสมัยนั้นนี่คือสิ่งที่กำลังทดลองกันอยู่ กับการตั้งโจทย์ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหนังสามารถชี้นำ ชักนำอารมณ์ของผู้ชม ให้เป็นตามสิ่งที่ผู้สร้างคาดหวังได้ เป้าหมายคือ ผู้ชมจะรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ สุขใจ ตกใจ หวาดกลัว ถ้าทำสำเร็จสักอารมณ์หนึ่ง ก็จะสามารถชี้นำอารมณ์อื่นให้เกิดขึ้นตามต่อมาได้

การมาของหนังเรื่องนี้ ต้องถือพอดีเหมาะเจาะ เพราะขณะนั้น Method Acting กำลังเบิกบาน ด้วยการที่นักแสดงสามารถถ่ายทอด inner สวมบทบาท เข้าถึงความรู้สึกข้างในจิตใจตัวละคร ให้เกิดความสมจริง เทียบเท่าความรู้สึกของผู้ชม เมื่อผสมกับการกำกับ ดำเนินเรื่องที่มุ่งเน้นให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วม สองสิ่งนี้ถือว่าเมื่อได้ผสมเข้าด้วยกัน เกิดความลงตัวอย่างประจวบเหมาะ นั่นจะทำให้ความตั้งใจของผู้สร้าง ถ่ายทอดส่งไปถึงผู้ชม ได้รับสัมผัส รู้สึกและเข้าใจอย่างไม่ผิดเพี้ยน

อาจมีคนสงสัย ประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ก็มีมาตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเริ่มที่ Psycho? คือก่อนหน้านี้มันไม่ใช่แบบนี้นะครับ คนที่ดูหนังมาไม่เยอะจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างเท่าไหร่ แต่ในยุค Classic Era บทหนังเรื่องราวก็เรื่องหนึ่ง นักแสดงแค่เล่นตามบท ผู้กำกับก็สร้างสรรค์ในมุม Artistic ของตนเอง, เหตุที่ชื่อว่า Classic เพราะความเป็นโดดเด่นเป็นเอกเทศน์ของงานศิลปะ ที่ผู้ชมจักต้องเข้าหา ทำความเข้าใจผลงานด้วยตนเอง คือไม่สามารถจับต้องได้ เราต้องเอาอารมณ์ ความรู้สึกไปสัมผัส เข้าหาด้วยตนเอง, หลังจากยุค Classic หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป้าหมายของสื่อภาพยนตร์เปลี่ยนไป หนังเริ่มเข้าหาผู้ชมมากขึ้น เริ่มที่จะชักจูง ชี้นำ เราอยู่เฉยๆ ก็สามารถรับสาสน์ที่ป้อนเข้ามาแล้วเข้าใจ สัมผัสอารมณ์ ความรู้สึกได้ (นี่ทำให้ความงดงามเชิง Artistic ของสื่อภาพยนตร์ลดลง แต่เข้าถึงคนได้ง่าย) ช่วงเวลาเริ่มต้นของยุคนี้คือ 50s นะครับ Psycho ถือว่าไม่นานเลยในยุคนี้ ที่สามารถทำสำเร็จ เป็น Milestone เรื่องสำคัญ ที่ทำให้ช่องว่างระหว่าง ภาพยนตร์กับผู้ชม ลดลงอย่างมาก กลายใกล้ชิดกัน แนบสนิทกันเลยละ

ใจความอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ก็คือ ‘ความกลัว’ ที่ Hitchcock เลือกความรู้สึกนี้ เพราะเป็นสิ่งที่เขาใกล้ชิด เข้าใจมันมากที่สุด และคงมีความเชื่อว่า กับความกลัว เมื่อมนุษย์ได้พบเห็นสัมผัส ก็จะจดจำไม่มีลืมเลือน กลัวที่จะกระทำความผิด, กลัวที่ใครอื่นจะล่วงรู้, กลัวจะถูกฆ่า และกลัวจะทำให้คนอื่นผิดหวัง, ซึ่งมนุษย์มีการจัดการ แสดงออกกับความกลัวนี้ต่างออกไป เช่น Marion ขณะเธอเห็นตำรวจ ดวงตากลมโต (แสดงความกลัว) กลัวว่าเขาจะสงสัยอะไร (วิตกกังวล) เธอจึงขายรถแล้วซื้อใหม่ (วิธีจัดการกับความกลัว), Norman กลัวว่าแม่จะผิดหวัง เขาสร้างแม่ในจินตนาการขึ้นมา และกลายเป็นเธอ นี่ก็ถือเป็นการจัดการกับความกลัวประเภทหนึ่ง

ผมสังเกตจุดต่างระหว่างครึ่งแรกกับครึ่งหลัง, Marion ในตอนท้ายของครึ่งแรก เธอตัดสินใจที่จะยอมรับผิด คืนเงิน นี่เป็นวิธีการจัดการกับความกลัว โดยการเผชิญหน้า, ส่วน Norman ในตอนท้ายของครึ่งหลัง เขาเลือกที่จะหลบซ่อนตัวเอง เก็บอยู่ในจิตใต้สำนึกไม่ออกมาเผชิญหน้ายอมรับความจริง นี่คือวิธีจัดการกับความกลัว โดยการหลบหนี

Hitchcock ให้สัมภาษณ์ ถึงวิธีที่เขาใช้เอาชนะความกลัวต่างๆ ที่เกิดขึ้นข้างในจิตใจของตนเอง คือ ‘สร้างหนังเกี่ยวกับมัน’ (the way to get rid of my fears is to make films about them) อย่างที่ผมวิเคราะห์ไป เขามีปมเรื่องแม่ที่เข้มงวด ก็สร้างหนังแล้วทำให้แม่เข้มงวดกับตัวเอกของเรื่อง นี่ถือเป็นวิธีการระบาย หรือบำบัดทางจิตทางหนึ่งนะครับ ให้ความเครียดมันผ่อนคลายออกไปบ้าง จะไม่ช่วยให้เราเสียสติหรือหมกมุ่นอยู่กับมันมากเกินไปจนกลายเป็นบ้า (ที่ผมเคยวิเคราะห์ Luis Buñuel กับสิ่งที่เขาระบายออกมาในหนังเรื่อง Viridiana-1961 ความรู้สึก ความทรงจำอะไรที่เลวร้ายบางอย่าง เก็บสะสมไว้นาน เมื่อถึงเวลาก็ต้องระเบิดออก)

ชื่อหนัง Psycho มาจาก Psychoanalysis หรือจิตวิเคราะห์ นี่เป็นหนังแนวจิตวิทยาที่มีการวิเคราะห์ลงลึกเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ ตีแผ่สิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง นำเสนอออกมาเป็นครั้งแรกของโลก! แม้ส่วนใหญ่จะเป็นด้านมืดที่ไม่มีใครอยากให้ใครเห็น แต่การมีใครสักคนพูด นำเสนอออกมา นี่จะทำให้ใครๆก็จะได้ขบคิด ทบทวน ทำความเข้าใจ สนใจกับมันอย่างจริงจัง, มนุษย์ทุกคนมีด้านมืดในตัว แต่เราเลือกที่จะแสดงมันออกมา ปกปิดมันไว้ หรือระบายออกในวิธีอื่น นี่คืออีกหนึ่งใจความของหนังนะครับ

รู้สึกบทความนี้จะยาวไปแล้ว ผมคงขอยกเรื่อง ความกลัว กับ นก ข้ามไปตอนเขียนบทความหนังเรื่อง The Bird นะครับ สัญลักษณ์นกทั้งหลายในหนังเรื่องนี้ มีใจความแฝงเกี่ยวกับความหวาดกลัวที่จิกกัด กัดกร่อน มีผู้ล่ากับเหยื่อ ตัวละครอย่างนางเอกนามสกุล Crane มาจาก Phoenix หรืออย่าง Norman ที่มีงานอดิเรกสต๊าฟสัตว์ โดยเฉพาะนก เหล่านี้มีความหมายอะไร Hitchcock ได้อธิบาย สานต่อแนวคิดนี้ในหนังเรื่อง The Bird นะครับ

สมัยก่อนโรงภาพยนตร์มีไม่เยอะ รอบหนังมีน้อย คนที่ไปถึงโรงหนัง อยากดูเรื่องไหนก็ดู บางเรื่องฉายไปเกินครึ่งเรื่องแล้วก็เข้าไปดูได้, Psycho (1960) เป็นหนังเรื่องแรกในสมัยนั้น ที่ Hitchcock พยายามสร้างค่านิยมว่า ‘ถ้าคุณจะดูหนังเรื่องนี้ ต้องเข้าโรงหนังให้ตรงเวลาฉาย และเริ่มดูจากต้นเรื่องเท่านั้น ถึงจะได้อรรถรสอย่างเต็มอิ่ม’, ถึงขนาดไปต่อรองกับผู้จัดการโรงหนัง ว่าต้องไม่อนุญาติให้ใครเข้าชมหนังตอนกลางเรื่อง ใช้กำลังเข้าห้ามได้เลย

psycho

และเพื่อเป็นการให้แน่ใจว่า จะมีผู้ชมนั่งรอหนังฉาย (แทนที่จะเดินเล่นฆ่าเวลา) เป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่โรงหนังได้นำอัลบัมเพลงประกอบ Soundtrack ของหนังเปิดรอ แล้วมีเสียงพูดบอกว่า ‘อีก 10 นาที Psycho จะฉาย’ (Ten minutes to Psycho time), ‘อีก 5 นาที Psycho จะฉาย’ (Five minutes to Psycho time) ฯ

เกร็ด: เหตุผลที่ Hitchcock รีบโผล่มาในหนังตั้งแต่ต้นเรื่อง (แอบอยู่นอกบริษัทที่นางเอกทำงาน) นั่นเพราะเขารู้ว่า ผู้ชมคงเฝ้าค้นหาเขาอยู่ตลอด ว่าจะโผล่มาเมื่อไหร่ เขาจึงรีบปรากฎตัวเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง เพื่อผู้ชมจะได้เอาเวลาไปดูหนังมากกว่าตามหาเขา

ด้วยทุนสร้าง $800,000 เหรียญ ทำเงินกว่า $50 ล้านเหรียญ เป็นหนังของ Hitchcock ที่ทำรายได้สูงที่สุด และเขาได้กำไรกว่า $15 ล้านเหรียญ (เทียบกับเงินปัจจุบันก็เกือบๆ $150 ล้านเหรียญ)

เข้าชิง Oscar 4 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Director
– Best Actress in a Supporting Role (Janet Leigh)
– Best Cinematography, Black-and-White
– Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White

แต่ Janet Leigh ได้ Golden Globe Award สาขา Best Supporting Actress นะครับ ถือเป็นรางวัลปลอบใจเดียวสำหรับหนังเรื่องนี้

มีความพยายามสร้างภาคต่อ Psycho ถึง 4 ภาค Psycho II (1983), Psycho III (1986), Psycho IV: The Beginning (1990), และมีการ remake โดยผู้กำกับ Gus Van Sant เมื่อปี 1998 (ได้รับการโหวตให้เป็นภาพยนตร์ยอดแย่แห่งปี) แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่คุณภาพยอดเยี่ยมได้เท่าต้นฉบับนี้อีกแล้ว, Stephen King เจ้าพ่อแห่งนิยายสยองขวัญ ให้ความเห็นว่า ‘ผู้คนจดจำประสบการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับ Janet Leigh ได้เป็นอย่างดี จะไม่มีหนังสร้างใหม่หรือภาคต่อใด ที่สามารถสร้างความรู้สึกขณะเธอดึงผ้าม่านตอนถูกแทงครั้งนั้นได้ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว’ (people remember the first time they experienced Janet Leigh, and no remake or sequel can top that moment when the curtain is pulled back and the knife starts to do its work.)

นี่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของ Alfred Hitchcock กับ Paramount Picture ซึ่งหลังจากหนังฉายหลายปี ด้วยความที่ Paramount ไม่มีแผนที่จะทำอะไรต่อกับหนัง Hitchcock ได้กวาดซื้อลิขสิทธิ์หนังที่เขาสร้างทั้งหมด มาไว้ในครอบครองกับ Universal จนถึงปัจจุบัน (จะเห็นว่าโลโก้ Paramount ยังติดอยู่ในหนังไม่ได้หายไปนะครับ)

Psycho เป็นหนังที่ใครๆก็อาจดูได้ แต่ถ้าจะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งต้องอาศัยประสบการณ์ และความเข้าใจสูงมาก ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าใจได้ทันที, หลังจากผมดู Psycho รอบนี้ ก็ถึงสัจธรรมเลยละครับ เข้าใจโดยสมบูรณ์ว่าทำไม Psycho ถึงได้รับการกล่าวขวัญ ยกย่องว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดของ Alfred Hitchcock กับหนังเรื่องอื่น ทุกองค์ประกอบอาจสมบูรณ์แบบ แต่ยังขาดสิ่งที่กระชากใจผู้ชม
– Rebecca ที่มีพล็อตโคตรหักมุม แต่สู้กับจุดหักมุมแบบช็อคคนดู ถึงขั้นเป็นตายใน Psycho ไม่ได้
– Vertigo แม้จะมี Visual Effect สวยงามตระกานตา แต่ก็สู้การตัดต่อ 50 กว่าช็อตในนาทีกว่าๆไม่ได้
– Rear Windows ถึงตัวเอกจะชอบแอบดูคนอื่น แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ส่วน Psycho แอบจริง จิตจริง ทำจริง เห็นคนตาย
– และ North by Northwest ยิ่งใหญ่อลังการสุดมัน แต่สู้ความหลอนติดตาของ Psycho ไม่ได้

ในบรรดาหนังของ Hitchcock ผมแนะนำให้ดู Psycho เรื่องท้ายๆเลยนะครับ คือควรที่จะชม Rebecca (1940), Rear Windows (1954), North by Northwest (1959), The Bird (1963) มาเสียก่อน ถึงค่อยมาดูหนังเรื่องนี้ จะสามารถเข้าใจอะไรๆหลายอย่างได้เพิ่มขึ้นมาก กระนั้นเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เมื่อจะเริ่มต้นดูหนังของ Hitchcock มักจะหยิบ Psycho มาดูเรื่องแรกๆเสมอ เพราะนี่เป็นหนังดังที่สุด มีชื่อเสียงที่สุดของเขา คนเรามักจะเริ่มต้นจากอะไรดีที่สุดก่อนเสมอ

แนะนำอย่างยิ่งกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ที่ศึกษาเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ พบกับผู้ป่วยในหนังเรื่องนี้ ศึกษาทำความเข้าใจ ได้ประโยชน์แน่

แนะนำอย่างยิ่งอีกเช่นกันกับนักเรียน คนทำงานสายภาพยนตร์ นี่เป็นหนังเรื่องบังคับเสมือนตำราเรียน มีอะไรให้ศึกษา ค้นคว้า เป็นแบบอย่างเยอะเลย

กับคนที่ชอบวิเคราะห์หนัง, ชื่นชอบแนวหักมุม, Thriller, Psychological, Suspense, แฟนหนัง Anthony Perkins, Janet Leigh และเพลงสุดแนวของ Bernard Herrmann

แถมท้ายสำหรับตัวอย่างหนัง Teaser Trailer ผู้กำกับ Alfred Hitchcock จะนำพาคุณไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เกิดเหตุ (เป็นฉากในสตูดิโอ) ถ้าคุณเห็นแบบนี้ก่อนจะยังมีความรู้สึกหวาดสะพรึงกลัวอยู่ไหม ลองถามตัวเองดูนะครับ

ตอนขณะฉายหนังไม่มีเรตติ้งนะครับ แต่พอได้ฉายซ้ำ ก็ได้รับเรตตั้งแต่ M (Mature), PG, PG-13 และ PG-15 เรียกว่าได้เกือบครบทุกเรตเลย (ถ้าฉายเมืองไทยสงสัยได้เรต G)

ผมจัดเรต 13+ ก็น่าจะพอนะครับ กับฉากความรุนแรงที่มีเห็นแค่เลือด และบรรยากาศที่อึมครึมน่ากลัว

TAGLINE | “สิ่งที่ทำให้ Psycho เป็นผลงาน Masterpiece ของ Alfred Hitchcock และเป็นอมตะ คือ ความกลัวของมนุษย์ที่ปรากฎอยู่ในหนัง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of