Gianni Schicchi

Puccini: O mio babbino caro

O mio babbino caro แปลว่า Oh my dear Papa ท่อนขับร้อง Soprano จากอุปรากร Gianni Schicchi (1918) ที่คนสมัยนี้ไม่ค่อยรับรู้จักของคีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยน Giacomo Puccini (1858-1924) แต่ได้รับการยกย่องจดจำ จนแทบจะกลายเป็นเพลงประจำเมือง Florence โหยหวน คร่ำครวญ หัวใจสั่นไหว สะท้านถึงทรวงใน

Giacomo Puccini ชื่อเต็มๆ Giacomo Antonio Domenico Michele Secondo Maria Puccini (1858-1924) คีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Lucca เป็นบุตรคนที่หกจากเก้า ในตระกูลนักดนตรีเก่าแก่ Giacomo (1712–81) สืบทอดตำแหน่ง maestro di cappella (ผู้อำนวยการดนตรี) ให้กับ Cattedrale di San Martino จากรุ่นทวดสูหลาน ยาวนานกว่าร้อยปี! ไม่ได้สนใจว่าบุตรชายจะมีความชื่นชอบด้านดนตรีหรือไม่ ทำการเสี้ยมสอน หล่อหลอม ส่งไปร่ำเรียนต่อ Milan Conservatory ประพันธ์เพลงแรก Messa (1880) เป็นแนว Church Music ใช้ประกอบพิธีมิสซา

ชื่อเสียงของ Giacomo Puccini โด่งดังจากการประพันธ์อุปรากร (Italian Opera) สืบสานต่อยุคสมัยของ Giuseppe Verdi (1813-1901) พัฒนาจากยุคปลาย late-Baroque ก้าวเข้าสู่ Romantic Era ผลงานเด่นๆ อาทิ La bohème (1896), Tosca (1900), Madama Butterfly (1904), Turandot (1924) ฯ

สำหรับบทเพลงที่ผมนำมากล่าวถึงนี้ O mio babbino caro คือท่อน Aria (บทร้องเดี่ยว สำหรับให้ตัวละครเพียงคนเดียวขับร้องในการแสดงอุปรากร) ระดับเสียง Soprano จากอุปรากรตลก Gianni Schicchi (1918) เขียนคำร้องโดย Giovacchino Forzano ได้แรงบันดาลใจจากกวีมหากาพย์ Comedìa หรือ Divine Comedy (1320) ภาค Inferno (แปลว่า Hell) ผลงานชิ้นเอกของ Dante Alighieri (1265-1321) นักเขียน นักกวีชาวอิตาเลี่ยน ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคกลาง (Middle Age)

เรื่องราวมีพื้นหลัง Florence เมื่อปี ค.ศ. 1299, เริ่มต้นด้วยฉากการเสียชีวิตของมหาเศรษฐี Buoso Donati ทำให้บรรดาญาติๆพี่น้องต่างอยู่ห้อมล้อม รอคอยการอ่านพินัยกรรม แต่ปรากฎว่าทรัพย์สินทั้งหมดถูกยกให้มหาวิหาร Santa Reparata ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้นเอง หลานชาย Rinuccio เสนอให้ไปขอคำแนะนำ Gianni Schicchi บิดาของหญิงสาวคนรัก Lauretta ถึงขนาดอาสาปลอมตัวเป็น Buoso Donati แล้วเรียกทนายความให้มาแก้ไขพินัยกรรม

ด้วยความที่ Gianni Schicchi เคยมีความเจ็บแค้นฝังหุ่นกับตระกูล Donati เพราะในอดีตเคยโดนใครต่อใครพูดดูถูกเหยียดหยามเรื่องชาติกำเนิดอันต้อยต่ำ เลยบอกให้ทนายแก้พินัยกรรมโดยให้ยกทรัพย์สมบัติส่วนมีค่าที่สุดให้ตนเอง เมื่อหนุ่มสาว Rinuccio และ Lauretta พบเห็นเหตุการณ์พลิกกลับตารปัตร ก็แสดงอาการดีใจอย่างออกนอกหน้า คาดคิดว่าพวกเขาจะมีสินสอดเงินทองสำหรับหมั้นหมายแต่งงาน ครองคู่อยู่ร่วมสมดั่งใจหวัง

ภาพการออกแบบฉากที่ใช้ในการแสดงอุปรากร

ภาพการออกแบบตัวละครและเสื้อผ้าของ Gianni Schicchi, Lauretta และ Rinuccio

กลับมาที่ O mio babbino caro แปลไทย โอ้! ปะป๊าสุดที่รัก ขับร้องโดยหญิงสาว Lauretta ในฉากที่เธอพร่ำรำพัน ร่ำร้องขอให้บิดาช่วยแฟนหนุ่มเรื่องพินัยกรรม ถึงขนาดพูดคำขู่ถ้ารักครั้งนี้ไม่สมหวัง จะไปกระโดดสะพาน Ponte Vecchio ทิ้งตนเองลงสู่ก้นเบื้องแม่น้ำ Arno

O mio babbino caro,
mi piace, è bello, bello,
Vo’ andare in Porta Rossa
a comperar l’anello!

Sì, sì, ci voglio andare!
E se l’amassi indarno,
andrei sul Ponte Vecchio,
ma per buttarmi in Arno!

Mi struggo e mi tormento!
O Dio, vorrei morir!
Babbo, pietà, pietà!
Babbo, pietà, pietà!
Oh my beloved father,
I love him, I love him,
I’ll go to Porta Rossa,
To buy our wedding ring!

Oh yes, I really love him!
And if you still say no,
I’ll go to Ponte Vecchio,
And throw myself below!


My love for which I suffer,
At last, I want to die!
Father, I beg, I beg!
Father, I beg, I beg!

ด้วยความยาวเพียงองก์เดียวของ Gianni Schicchi จึงไม่เพียงพอสำหรับหนึ่งค่ำคืน Puccini จึงมีการประพันธ์เพิ่มเติมอีกสองเรื่อง Il tabarro (The Cloak) และ Suor Angelica (Sister Angelica) รวมเรียกว่า Il Trittico (The Triptych) เปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1918 ยังโรงอุปรากร Metropolitan Opera, New York

ในบรรดาทั้งอุปรากรทั้งสามเรื่อง Gianni Schicchi ถือว่าได้เสียงตอบรับจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมดีล้นหลามที่สุด ถึงขนาดมีการแยกออกมาทำการแสดงเรื่องเดี่ยว (โดยที่ Puccini ไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจนัก) แต่กาลเวลาก็มักถูกนำไปเปรียบเทียบผลงานชิ้นเอกเรื่องอื่นๆของ Puccini ด้วยเหตุนี้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงค่อยๆลืมเลือน Il Trittico ไม่ค่อยนำกลับมาทำการแสดงสักเท่าไหร่

ภาพซักซ้อมการแสดงอุปรากร Gianni Schicchi ที่ Metropolitan Opera

บุคคลแรกที่เป็นผู้ขับร้อง O mio babbino caro ก็คือ Florence Easton (1882-1955) นักร้องอุปรากรเสียง Soprano สัญชาติอังกฤษ ผู้ให้คำนิยามตนเองว่า ‘lyric dramatic soprano’ มีชื่อเสียงโด่งดังในอังกฤษ เยอรมัน และอเมริกาเหนือ

ผมลองค้นหาเล่นๆใน Youtube คาดไม่ถึงพบเจอคลิปบันทึกเสียงจากแผ่นครั่งเมื่อปี 1918 (ปีเดียวกับที่อุปรากรเรื่องนี้เริ่มทำการแสดง) เลยนำมาให้รับฟังกัน

ส่วนฉบับบันทึกเสียงที่ทำให้บทเพลงนี้โด่งดัง กลายเป็นอมตะ ขับร้องโดย Dame Joan Hilda Hood Hammond (1912-96) นักร้องอุปรากรสัญชาติ Australian เกิดที่ Christchurch, New Zealand แล้วไปเติบโตที่ Sydney เก็บหอมรอมริด ระดมทุนจนได้ไปร่ำเรียนต่อ Vienna ติดตามด้วย London แล้วกลายเป็นนักร้องขาประจำในโรงอุปรากรชื่อดัง อาทิ Royal Opera House (อังกฤษ), La Scala (ฝรั่งเศส), Vienna State Opera (ออสเตรีย) และ Bolshoi Theatre (รัสเซีย)

ชื่อเสียงของ Dame Joan Hammond เห็นว่าไม่ได้มาจากการแสดงยังโรงอุปรากรเหล่านั้น แต่เริ่มต้นจากการบันทึกแผ่นเสียง O mio babbino caro ในชื่อภาษาอังกฤษ O My Bloved Father จัดจำหน่ายปี 1969 สามารถทำยอดขายเกินกว่า 1 ล้านก็อปปี้ (Gold Record)

มีนักร้องอุปรากรมากมายที่ตีความบทเพลงได้ไพเราะ จับจิตใจจับ แต่ผมสังเกตว่าหลายๆคนมักจะ ‘exaggerated’ บีบเค้นคั้น บดขยี้อารมณ์มากเกินไป โดยเฉพาะ Montserrat Caballé, Renée Fleming จริงอยู่พวกเธอเหล่านี้อาจทำให้ผู้ฟังขนลุกขนพอง สั่นสะท้านทรวงใน แต่เมื่อมันเลยเถิดจนถึงจุดๆหนึ่งจะเริ่มรู้สึกหวานเลี่ยน เอียนหู

ลองฟังฉบับของ Renée Fleming ที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่าโคตรน่ารำคาญใจ (อันนี้แล้วแต่รสนิยมส่วนบุคคลนะครับ หลายคนอาจฟังแล้วหลงใหลคลั่งไคล้ก็แล้วแต่เลย) พยายามบดบี้ ขย้ำขยี้ จนผู้ฟังแทนลงไปนอนแผ่พังพาบบนพื้น … คือมันต้องถึงขนาดนั้นเลยเหรอ

ผมรู้สึกสองจิตสองใจระหว่างความสวยสง่างาม ‘elegant’ ของ Dame Kiri te Kanawa และฉบับซื่อตรงไปตรงมาของ Mirella Freni (สองขั้วตรงกันข้ามกันเลยนะ) เพราะเอาจริงๆผมไม่เคยรับชมอุปรากร Gianni Schicchi (1918) เลยบอกไม่ได้ว่าตัวตนแท้จริงของ Lauretta เหมาะสมกับการตีความแบบใด

การตีความของ Mirella Freni สะท้อนถึงตัวตนของ Lauretta ที่มีความใสซื่อบริสุทธิ์ อ่อนเยาว์วัยไร้เดียงสา แสดงออกความรักอย่างมั่นคงจริงใจ ไม่มีสิ่งอื่นใดเคลือบแอบแฝง

ฉบับของ Dame Kiri Te Kanawa ให้ความรู้สึกเหมือน Lauretta เป็นเจ้าหญิงที่มีความสวยสง่างาม เปร่งประกาย เต็มไปด้วยความเพ้อใฝ่ฝัน แสดงออกความรักจากก้นเบื้องทรวงใน

มันช่างเนิ่นยาวนานเหลือเลยที่ผมไม่ได้เขียนหมวดหมู่เพลง จริงๆก็มีหลายบทเพลงคลาสสิกจากภาพยนตร์ที่อยากพูดกล่าวถึง ถ้าไม่เพราะ A Room with a View (1985) สร้างความประทับ ตราตรึง สั่นสะท้านทรวงใน ถ้าไม่เขียนถึงบทความนี้คงขาดใจตายแน่ๆ

แซว: จริงๆมันก็มีภาพยนตร์นับร้อยที่นำบทเพลงนี้มาใช้ประกอบ อาทิ The Truman Show (1998), Rocky Balboa (2006), Mr. Bean’s Holiday (2007), Now You See Me 2 (2016), Luca (2021) ฯลฯ แต่ไม่คงมีเรื่องไหนตราประทับฝังใจผู้ชมไปมากกว่า A Room with a View (1985) อีกแล้วละ!

“ถ้าพูดถึงเมือง Florence ก็ต้องนึกถึงบทเพลง Puccini: O mio babbino caro” คำกล่าวนี้ไม่ผิดเลยนะครับ ซึ่งจะปรากฎภาพสะพาน Ponte Vecchio และแม่น้ำ Arno ซึ่งต่างเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอยู่ร่วมด้วย ใครเคยได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่มีวันลืมเลือนอย่างแน่นอน

คำโปรย | Puccini: O mio babbino caro คำรำพันอันโหยหวน ที่ทำให้หัวใจสั่นไหว สะท้านถึงทรวงใน เต้นระริกรัวจนแทบขาดใจตาย
คุณภาพ | ท้
ส่วนตัว | ล่องลอยในความเพ้อฝัน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: