Queen Christina (1933)

Queen Christina (1933) hollywood : Rouben Mamoulian ♥♥♥♥♡

หนึ่งในการแสดงยอดเยี่ยมสุดของ Greta Garbo รับบท Christina, Queen of Sweden ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชันษา 6 พรรษา คว้าชัยชนะสงครามสามสิบปี จากนั้นเรียกร้องให้มีความสงบสุขสันติภาพ ต้องการเปิดประเทศสานสัมพันธ์ต่างชาติ แต่แล้วตกหลุมรักหนุ่มชาวสเปน (รับบทโดย John Gilbert) นั่นทำให้พระองค์เกือบจะกลายเป็นกบฎต่อผืนแผ่นดิน เลยตัดสินใจสละราชบังลังก์ เพื่อเติมเต็มเสียงเพรียกเรียกร้องของจิตใจ

รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมหวนระลึกถึง The Scarlet Empress (1934) กำกับโดย Josef von Sternberg นำแสดงโดย Marlene Dietrich รับบท Catherine the Great แห่ง Empress of Russia
– Greta Garbo กับ Marlene Dietrich ต่างคือคู่รัก/คู่อริ (Rivals) นักแสดงหญิงระดับตำนานของ Hollywood
– ต่างแสดงบทบาทราชินี/จักรพรรดินี เริ่มต้นด้วยความอ่อนเยาว์วัยไร้เดียงสา ก่อนค่อยๆได้รับการยินยอมรับจนกลายเป็นตำนานผู้ยิ่งใหญ่
– แถมคือภาพยนตร์ที่ทั้งสองได้รับคำชมอย่างสูง ถูกยกให้เป็นหนึ่งในบทบาทยอดเยี่ยมที่สุด

แซว: น่าจะเป็น Dietrich ที่หลังจากรับชม Queen Christina ต้องการโต้ตอบกลับ Garbo ด้วยภาพยนตร์ลักษณะคล้ายๆกัน

Queen Christina เป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจให้ผมอย่างมาก ไม่เพียงดูสนุก แฝงข้อคิด ได้รับความบันเทิง แต่ยังไดเรคชั่นนำเสนอที่โดดเด่น งามตา น่าแปลกใจอย่างมากว่าชื่อผู้กำกับ Rouben Mamoulian แทบไม่มีใครล่วงรู้จักในปัจจุบัน

มีสองฉากที่กลายเป็นตำนานลือเล่าขานของหนัง
– Christina เดินไปรอบๆห้อง สัมผัสลูบไล้ทุกสิ่งอย่าง พยายามจดจำสถานที่แห่งความสุขนี้ไว้ในความทรงจำ … เป็นแรงบันดาลใจให้ The Dreamers (2003) ทำการคัดลอกเลียนแบบ
– ช็อตสุดท้ายของหนัง กล่องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปหาใบหน้า สายตาอันเวิ้งว่างเปล่าของ Christina ขณะยืนอยู่บนหัวเรือ … นั่นกลายเป็นภาพ Iconic ประจำตัว Greta Garbo


ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Christina, Queen of Sweden (1626 – 1689, ครองราชย์ 1632 – 1654) ทรงขึ้นครองราชย์ตอนพระชันษา 6 พรรษา ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่าง Thirty Years’ War (1618 – 1648) ระหว่าง Sweden, Dutch Republic, France ต่อสู้กับ Holy Roman Empire, Spanish Empire, Hungary บนผืนแผ่นดินทวีปยุโรป

พระนางมีบุคลิกลักษณะเหมือนผู้ชายมากกว่าหญิง โปรดการทรงม้า ลุกนั่งแบบบุรุษ ฉลองพระองค์สั้น ผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทมีคำเรียกพระนางว่า ‘เจ้าชาย Christina’

เพราะพานผ่านสงครามมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้พระนางทรงเบื่อหน่ายในการต่อสู้รบ โปรดปรานอ่านหนังสือ บทกวี งานศิลปะยุโรป พยายามสานความสัมพันธ์การทูตกับฝรั่งเศส จักรวรรดิสเปน เพื่อนำองค์ความรู้ใหม่เข้ามาเผยแพร่ในประเทศสวีเดน

สาเหตุผลจริงๆที่ทรงสละราชบัลลังก์ ไม่ใช่เพราะตกหลุมรักใคร แต่เพราะมิได้ต้องการแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้อง Charles X Gustav (เลยยกราชบัลลังก์ให้) ซึ่งหลังจากนั้นออกเดินทางสู่กรุง Rome เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตปาปา เปลี่ยนศาสนามานับถือ Roman Catholic

Rouben Zachary Mamoulian (1897 – 1987) ผู้กำกับ สัญชาติ Armenian เกิดที่ Tiflis, Russian Empire (ปัจจุบันประเทศ Georgia) บิดาเป็นเจ้าของกิจการธนาคาร ส่วนมารดากำกับละครเวที พวกเขาย้ายมาประเทศอังกฤษและอพยพสู่สหรัฐอเมริกาปี 1922-23, โตขึ้นเป็นอาจารย์สอนดนตรี Eastman School of Music จนมีโอกาสกำกับละครเวที โอเปร่า Broadway ภาพยนตร์เรื่องแรก Applause (1929), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1931), Queen Christina (1933), Becky Sharp (1935), The Mark of Zorro (1940) ฯ

จุดเริ่มต้นของ Queen Christina เกิดจากเรื่องราวครุ่นคิดโดย Margaret P. Levino ร่วมกับ Salka Viertel พัฒนาเป็น Treatment ส่งให้ Greta Garbo ขณะนั้นพักงานอยู่บ้านเกิด Stockholm อ่านแล้วเกิดความสนใจ เลยนำไปต่อรองสตูดิโอ M-G-M จนได้ผู้กำกับ Rouben Mamoulian และกลายเป็นบทภาพยนตร์โดย H. M. Harwood และ Salka Viertel

เกร็ด: Treatment ของหนังได้แรงบันดาลใจจากบทละครเวที Kristina (1901) แต่งโดย August Strindberg (1849 – 1912) นักเขียนสัญชาติ Swedish ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก

Queen Christina (รับบทโดย Greta Garbo) หลังจากขึ้นครองราชย์เป็นราชินีแห่งสวีเดน ใช้เวลาเกินกว่าครึ่งชีวิตในการสู้รบทำสงครามสามสิบปี เกิดความเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย หลังจากลูกพี่ลูกน้อง Charles X Gustav (รับบทโดย Reginald Owen) ได้รับชัยชนะกลับมา จึงประกาศกร้าวให้สงครามถึงจุดสิ้นสุด นำพาประเทศสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบสันติสุข

ความสงบสุขนั้นเองนำพาทูตจากสเปน Antonio (รับบทโดย John Gilbert) มีโอกาสพานพบเจอโดยยังไม่รู้จักกัน เป็นเหตุให้พวกเขาตกหลุมร่วมรัก แต่เมื่อความจริงเปิดเผยจึงไม่ใช่เรื่องง่ายจะสานสัมพันธ์ แถมยังถูก Count Magnus Gabriel De la Gardie (รับบทโดย Ian Keith) ผู้มีความอิจฉาริษยาตาร้อน เพราะเขามีความทะเยอทะยาน อยากแต่งงานกับราชินีเฉกเช่นกัน


Greta Garbo ชื่อจริง Greta Lovisa Gustafsson (1905 – 1990) นักแสดงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Södermalm, Stockholm วัยเด็กเป็นคนเพ้อฝัน ไม่ชอบโรงเรียน แต่มีศักยภาพผู้นำ ตอนอายุ 15 ระหว่างทำงานในห้างสรรพสินค้าชื่อ PUB ได้เป็นนางแบบขายหมวก ถูกแมวมองชักชวนมาถ่ายทำโฆษณาเสื้อผ้าหญิง แล้วเข้าตาผู้กำกับ Erik Arthur Petschler แสดงหนังสั้นเรื่องแรก Peter the Tramp (1922), นั่นเองทำให้เธอตัดสินใจเข้าเรียนต่อ Royal Dramatic Theatre’s Acting School, Stockholm เริ่มมีชื่อเสียงจากผลงานของ G. W. Pabst เรื่อง Die freudlose Gasse (1925), เซ็นสัญญากับ Louis B. Mayer มุ่งหน้าสู่ Hollywood ผลงานเด่นๆช่วงหนังเงียบคือ Torrent (1926), The Temptress (1926), Flesh and the Devil (1926), A Woman of Affairs (1928), ก้าวข้ามผ่านยุคหนังพูด Mata Hari (1931), Grand Hotel (1932), Queen Christina (1933), เข้าชิง Oscar: Best Actress ทั้งหมด 3 ครั้ง Anna Christie (1930) กับ Romance (1930)**เข้าชิงปีเดียวกัน, Camille (1936), Ninotchka (1939)

เกร็ด: Greta Garbo ติดอันดับ 5 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฝั่ง Female Legends

รับบท Christina, Queen of Sweden หลังจากพานผ่านสงครามสามสิบปี เกิดความเบื่อหน่ายการสู้รบเข่นฆ่าฟัน ทั้งยังความคาดหวังของอาณาอาณาประชาราษฎร์ ที่ต้องการให้พระนางอภิเษกสมรสลูกพี่ลูกน้อง Charles X Gustav พยายามเตะถ่วงจนกระทั่งพานพบเจอทูตจากสเปน Antonio แต่ความรักของพระองค์คงยากจะสมหวัง ทั้งยังถูกกีดกันจากแผนชั่วร้ายของ Count Magnus Gabriel De la Gardie เลยตัดสินใจสละราชบัลลังก์เพื่อหวังไปใช้ชีวิตเคียงคู่ชายคนรัก

หลังหมดสัญญากับ M-G-M เรื่อง As You Desire Me (1932) ทำให้ Garbo ตัดสินใจกลับบ้านไปพักร้อนยัง Stockholm นานถึง 18 เดือน กระทั่งได้มีโอกาสอ่านบทของ Salka Viertel เกิดความชื่นชอบประทับใจ เลยหวนกลับมาเซ็นสัญญาใหม่กับ M-G-M ต่อรองค่าตัวสูงถึง $300,000 เหรียญ และข้อแม้เพิ่มเติมคืออนุมัติโปรเจค Queen Christina (1933)

หนึ่งในบทบาทยอดเยี่ยมที่สุดของ Garbo กดน้ำเสียงทุ้มต่ำให้เหมือนชาย ทุกชุดแลดูเจิดจรัสฉาย เริดเชิดหน้าวางท่วงท่าสง่างาม สีหน้าไร้ซึ่งความหวาดกลัวเกรง พร้อมเผชิญหน้าทุกสิ่ง เฉกเช่นเดียวกับความรัก เมื่อพานพบเจอบุคคลที่ใช่ ลุ่มหลงใหลเคลิบเคลิ้มเกินห้ามใจ

สิ่งน่าทึ่งที่สุดของ Garbo คือการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านดวงตา ปฏิกิริยา การขยับเคลื่อนไหว ราวกับว่าผู้ชมได้พบเห็นความครุ่นคิดจากภายใน ไม่มีอะไรปกปิดบังตัวตนแท้จริงของเธอ/ตัวละคร

“Garbo has something behind the eyes that you couldn’t see until you photographed it in close-up. You could see thought. If she had to look at one person with jealousy, and another with love, she didn’t have to change her expression. You could see it in her eyes as she looked from one to the other. And nobody else has been able to do that on screen”.

– ผู้กำกับ Clarence Brown ที่ได้ร่วมงานกับ Grebo ถึง 7 ครั้ง


John Gilbert หรือชื่อจริง John Cecil Pringle (1899 – 1936) นักแสดง สัญชาติอเมริกา หนึ่งในดาราประสบความสำเร็จที่สุดในยุคหนังเงียบ จนได้รับฉายาว่า ‘The Great Lover’ เกิดที่ Logan, Utah วัยเด็กครอบครัวพาเขาเดินทางไปทั่วประเทศ จนสุดท้ายมาปักหลักอยู่ California โตขึ้นได้งานเป็นตัวประกอบในสตูดิโอ Thomas Ince Studios กลายเป็นคนโปรดของ Maurice Tourneur ที่ได้จ้างให้เป็นนักเขียนบท กำกับภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่สุดกลายเป็นนักแสดงนำประกบ Mary Pickford เรื่อง Heart o’ the Hills (1919)

ปี 1921, Gilbert เซ็นสัญญา 3 ปีกับ Fox Film Corporation ที่ซึ่งเขากลายเป็นนักแสดงนำในหนังโรแมนติกหลายเรื่อง อาทิ Monte Cristo (1922), The Wolf Man (1924) [นี่ไม่ใช่หนัง Horror นะครับ] ฯ หลังหมดสัญญาได้รับการชักชวนจาก Irving Thalberg เซ็นสัญญากับ M-G-M ที่นี่เองทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงค่าตัวสูงสุดของ Hollywood ประสบความสำเร็จล้นหลามกับ He Who Gets Slapped (1924), The Merry Widow (1925), The Big Parade (1925), La Bohème (1926) ได้ประกบ Greta Gabo เป็นคู่รักในและนอกจอเรื่อง Flesh and the Devil (1926), Love (1927), A Woman of Affairs (1928), Queen Christina (1933) เห็นว่า Gilbert เคยขอ Gabo แต่งงาน แต่โดนเธอเล่นตัวเชิดใส่

รับบท Antonio นักการทูตจากสเปน แรกเริ่มแสดงออกด้วยความเย่อหยิ่งทะนงในเกียรติ ศักดิ์ศรี ถือมั่นในความเป็นผู้ดีมีสกุล แต่หลังจากพานพบเจอ Christina (ระหว่างปลอมตัวมา) คาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสพานพบนางฟ้าในดินแดนไกลปืนเที่ยงขนาดนี้ ตั้งใจว่าจะเลิกราจากเป็นนักการทูต แต่กลับพบเจอเธออีกครั้งในฐานะราชินี มิอาจกล้ำกลืนความต่ำต้อยด้อยค่า ขณะเดียวกันก็คาดคิดไม่ถึงว่า เธอจะแสดงความรักมั่นขนาดนั้นต่อตนเอง

ความต้องการแรกสุดของ Garbo อยากได้ Laurence Olivier รับบทนำ แต่หลังจากทดสอบหน้ากล้องพบว่าเคมีทั้งคู่ไม่เข้าขากัน เลยจำยอมต้องหวนกลับหาคู่รักเก่า John Gilbert แม้ไม่ได้ชื่นชอบเขาสักเท่าไหร่ แค่ต้องการฉกฉวยความรู้สึกที่ฝ่ายชายมีให้ต่อตนเองต่างหาก

การแสดงของ Gilbert ช่างเต็มไปด้วยลีลา สีสัน ถ้อยคำพูด-ท่วงท่าทางสุดเซ็กซี่ ยั่วเย้ายวน สมฉายา ‘The Great Lover’ ไว้หนวดเหมือนคาสโนว่า หญิงงามใดพานพบเจอย่อมเคลิบเคลิ้มลุ่มหลงใหล แต่หลังจากนั้นบทบาทก็ค่อยๆกลายเป็นตัวประกอบชั้นสอง อ้ำอึ้งบอกไม่ถูกเมื่อสำเนียกว่าตนเองต่ำต้อยกว่า แถมดวลดาบแพ้ทำให้เสียเชิงชายไปโดยสิ้นเชิง

Gilbert ค่อนข้างล้มเหลวในยุคสมัยเปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด จนกระทั่งเรื่องนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จทำเงิน ใกล้ที่จะตัดสินใจรีไทร์ออกจากวงการ แม้การ Come Back เรื่องนี้จะทำให้มีช่องทางมากขึ้น เล่นหนังอีกเรื่องสุดท้าย The Captain Hates the Sea (1934) เพราะดื่มเหล้าหนักเกินไป หัวใจล้มเหลวเสียชีวิตขณะอายุเพียง 38 ปี


ถ่ายภาพโดย William H. Daniels ตากล้องส่วนตัวของ Greta Garbo และขาประจำผู้กำกับ Erich von Stroheim ผลงานเด่นๆ อาทิ Foolish Wives (1922), Greed (1924), Flesh and the Devil (1926), Queen Kelly (1928), เข้าชิง Oscar: Best Cinematography ทั้งหมด 4 ครั้ง Anna Christie (1930), The Naked City (1949)**คว้ารางวัล, Cat on a Hot Tin Roof (1959), How the West Was Won (1962)

หนังทั้งเรื่องสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Metro-Goldwyn-Mayer ณ Hollywood ทำให้สามารถขยับเคลื่อนไหวกล้องได้อย่างอิสระ จัดแสง-เงา เสื้อผ้าหน้าผมระยิบระยับ อลังการกับออกแบบฉาก ภาพวาดพื้นหลัง Glass Painting และบางครั้งถ่ายทำด้วย Rear Projection

งานภาพของหนังผมถือว่าสมบูรณ์แบบเลยละ ออกแบบฉากได้วิจิตรอลังการ จัดวางองค์ประกอบศิลป์ มุมกล้อง ระยะภาพ แสง-เงา ขยับเคลื่อนไหว เรียกว่าตระเตรียมการวางแผนมาเป็นอย่างดีมากๆ

ช่วงของการโต้แย้งถกเถียง ร้อยเรียงภาพใบหน้าของเหล่าขุนนาง ชนชั้นสูง ผู้นำศาสนา ซึ่งล้วนเป็นบุรุษ ไล่ระยะตั้งแต่ Medium Shot ตามด้วย Close-Up เพื่อรุมห้อมล้อม บีบกดดันการตัดสินใจของ Queen Christina อิสตรีหนึ่งเดียวในสถานที่แห่งนี้ … ว่าไปไดเรคชั่นลักษณนี้ เหมือนจะรับอิทธิพลเต็มๆจาก The Passion of Joan of Arc (1928)

ร้อยเรียงระยะภาพ Long Shot สู่ Medium Shot สู่ Close-Up สะท้อนความเข้มข้นทางอารมณ์ ระหว่างการสนทนาหัวข้อนั้นๆ และยังแสดงถึงความแน่วแน่ มั่นคงในการตัดสินใจของ Queen Christina ต่อจากนี้สงครามความขัดแย้งจักต้องยุติสิ้นสุดลง!

ในห้องบรรทมของ Queen Christina พบเห็นเพียงแสงสว่างเล็กๆบนหัวเตียง รายล้อมรอบด้วยความมืดมิดสนิท สะท้อนไม่เพียงจิตใจของเธอ แต่ยังประเทศสวีเดนขณะนั้น แทบจะถือว่าเป็นชาติป่าเถื่อนไร้อารยธรรม เก่งแต่ใช้กำลัง ไร้สมอง วัฒนธรรม ประเพณี และความชื่นชอบในงานศิลปะขั้นสูง

ในประวัติศาสตร์จริงๆไม่ได้มีการกล่าวไว้ว่า Queen Christina เป็นเลสเบี้ยนหรือเปล่า แค่การถูกเลี้ยงดูแบบบุรุษ แต่งตัวเหมือนชาย ก็แค่นั้นแหละ แต่หนังได้เติมแต่งแต้มต่อ เพิ่มฉากนี้เข้ามาถือว่าชัดเจนมากๆว่าสื่อนัยยะถึง

หนึ่งใน Sequence ได้รับการจดจำสูงสุดของหนัง หลังจากความกระอักกระอ่วนของ Queen Christina ได้รับการเปิดเผยความจริงออก ร่วมรักหลับนอน Antonio ราวกับชีวิตที่ขาดหายได้รับการเติมเต็ม ถือเป็นช่วงเวลาสามวันที่แสนสุขสำราญ เลยต้องการจดจำทุกสิ่งอย่างตราไว้ในความทรงจำชั่วนิรันดร์

ความรักที่เกิดขึ้นในจิตใจของ Queen Christina ทำให้เธอพบเห็นภาพสะท้อนตนเองกับคู่เลสคนสนิท Countess Ebba Sparre (รับบทโดย Elizabeth Young) เลยอนุญาติให้แต่งงานกับแฟนหนุ่ม

สังเกตว่าชุดของราชินี ช่างประดับด้วยความระยิบระยับ วิจิตรตระการตา สะท้อนถึงความอิ่มเอิบสุขสำราญที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ (ถ้าเป็นก่อนหน้านี้มักสวมใส่ชุดสีเข้ม สะท้อนจิตใจอันมืดหม่นหมอง ไร้จิตวิญญาณแห่งความสำเริงราญ)

ชุดรับรองเมื่อมีโอกาสพบเจอ Antonio แม้จะมิได้ระยิบระยับเหมือนชุดทางกาย แต่เกาะอกเปลือยด้านบน สะท้อนถึงความเบิกบาน รอยยิ้มสราญ เงยหน้าชูชัน พร้อมศิโรราบสยบแทบเท้าชายคนนั้น

ตั้งแต่ซีนนี้ด้วยเช่นกัน จะเริ่มพบเห็นแสงเทียนที่อยู่ข้างเคียงใบหน้าของ Queen Christina สะท้อนถึงชีวิตที่มีประกายแห่งความหวัง กำลังใจในการใช้ชีวิต และเป้าหมายความต้องการ

ชุดกันหนาวของ Queen Christina มีลวดลายเส้นๆที่เหมือนเส้นเชือกผูกรัดมัดตัวเธอไว้ แถมยังสวมหมวกปกปิดศีรษะ การแสดงความครุ่นคิดอ่านของตนเอง … สะท้อนเหตุการณ์ช่วงขณะนี้ที่พระองค์ถูกมัดมือชกจาก Count Magnus Gabriel De la Gardie เพราะความอิจฉาริษยาที่มีต่อ Antonio หาวิธีการขับไล่ไสส่งให้ออกจากสวีเดน

ห้องประชุมแห่งนี้ สังเกตว่ามีภาพวาดด้านหลังซึ่งน่าจะเป็นบรรพบุรุษกษัตริย์ของ Queen Christina ซึ่งช็อตนี้ยังสามารถสะท้อนว่า เธอถูกกดดันจากชาติกำเนิดเช่นกัน

การใช้เงาเพื่อสื่อนัยยะบางอย่างแบบนี้ ล้วนรับอิทธิพลจาก Nosferatu (1922), เมื่อ Queen Christina พบปะฝูงชนที่กำลังเต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ เธอยืนอยู่ตำแหน่งสูงสุดบนบันได ขณะที่ประชาชนกลับหยุดนิ่งชะงักงัน เงาของพวกเขานั้นขนาดใหญ่โตอยู่สูงกว่าตนเอง สะท้อนถึงการถูกควบคุมครอบงำ ซึ่งเมื่อถูกซักถามว่ามาที่นี่ต้องการอะไร กลับไม่มีใครสามารถพูดบอกตอบได้ และเมื่อโดนย้อนแย้งเข้าหาพวกเขาเอง ถึงสำเนียกความโง่เขลาเบาปัญญา

การมาถึงของซีนนี้ทำให้ผมเกิดความฟินมากๆ คล้ายๆ Xanadu เรื่อง Citizen Kane (1942) แต่คงรับอิทธิพลจาก The Fall of the House of Usher (1926) สะท้อนถึงอำนาจ เงินทอง แม้สามารถซื้อครอบครองคฤหาสถ์/ปราสาท/พระราชวังหลัง แต่กลับพานพบเห็นเพียงความเวิ้งว้างว่างเปล่า สะท้อนถึงจิตใจที่ไม่หลงเหลืออะไร แห้งแล้ง มืดมิด แสงสว่างน้อยนิด หนาวเหน็บเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ

ฉากนี้ถือเป็นค่ำคืนสุดท้ายของ Queen Christina ในฐานะพระราชินี เธอเดินเล่นยามค่ำคืนในพระราชวัง กระทำสิ่งคล้ายๆฉากสัมผัสลูบไล้ข้าวของในห้องที่โรงแรม ต้องการเก็บบันทึกทุกสิ่งอย่างนี้ไว้ในความทรงจำชั่วนิรันดร์

ชุดคลุมยาวของ Queen Christina สะท้อนถึงภาระ หน้าที่ อิทธิพล แผ่ปกคลุมประเทศชาติ ซึ่งวินาทีที่ทรงสละราชบัลลังก์ นอกจากวางเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ถอดมงกุฎ ยังคือสละชุดคลุมนี้ก้าวเดินออกมา ฉันเพียงพอแล้วที่จะถูกควบคุม ครอบงำ แค่เพียงสัญลักษณ์กษัตริย์ แต่ไร้จิตวิญญาณความเป็นคน

ช็อตจบในตำนานของหนัง หลังจากพานพบเจอความสูญเสียครั้งสำคัญ กล้องค่อยๆเคลื่อนจากระยะไกลเข้าไปถึงระยะ Close-Up ใบหน้า Queen Christina ขณะยืนเหม่อมองไปข้างหน้าบนหัวเรืออย่างเวิ้งว้างว่างเปล่า กระนั้นภายในดวงตากลับพบเห็นแสงไฟเป็นประกายเล็กๆสองดวง

การถ่ายทำฉากนี้ในยุคสมัยนั้นถือว่าโคตรยากเลยนะครับ ไม่ใช่การใช้เครนเคลื่อนกล้อง แต่คือระยะภาพที่ค่อยๆเปลี่ยนจาก Long Shot -> Meduim Shot -> Close-Up เพราะยุคสมัยนั้นยังไม่มีเลนส์ที่สามารถปรับระยะ หรือสามารถซูมเข้า-ออกได้

“Borrowing on aspects of the magic lantern, Mamoulian devised a large, ruler-shaped, glass filter strip that was clear at one end, becoming increasingly more diffused along its length. With this glass filter mounted in front of the lens, as the camera moved in on Garbo, the glass strip was gradually drawn through the filter holder, beginning with the clear end, and ending with the diffused end (close-up), softening Garbo’s facial features with more flattering results”.

แซว: ซีนนี้มีความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่มากๆ นั่นคือช็อตก่อนหน้านี้กระแสลมพัดใบเรือไปอีกทาง แต่มาภาพนี้ทรงผมของ Christina กลับถูกลมพัดไปด้านหลัง

ลำดับภาพโดย Blanche Sewell นักตัดต่อหญิง สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Grand Hotel (1932), Queen Christina (1933), Treasure Island (1934), Mutiny on the Bounty (1935), The Wizard of Oz (1939) ฯ

ดำเนินเรื่องในมุมมองสายตาของ Christina ตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นครองราชย์พระชันษา 6 พรรษา กระโดดข้ามมาเมื่อสิ้นสุดสงครามสามสิบปี จนกระทั่งสละราชบัลลังก์ และออกเดินทางสู่ยุโรปหลังจากนั้น

การลำดับภาพในแต่ละฉาก ต้องชมเลยว่าไล่เลียงลำดับ ระยะภาพ ร้อยเรียงสิ่งคล้ายคลึงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะฉากประกาศกร้าวให้สิ้นสุดสงคราม เริ่มจากเรียงความคิดเห็นขุนนาง ชนชั้นสูง ผู้นำศาสนา จาก Medium Shot สู่ระยะ Close-Up และการโต้ตอบกลับของ Queen Christina ลำดับ Long Shot -> Meduim Shot -> Close-Up ถือว่าวางแผนตระเตรียมการไว้เป็นอย่างดี

เพลงประกอบโดย Herbert Stothart ยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน คว้ารางวัล Oscar: Best Original Score จากเรื่อง The Wizard of Oz (1939) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Queen Christina (1933), Mutiny on the Bounty (1935), Marie Antoinette (1938), Mrs. Miniver (1942), Kismet (1944), The Picture of Dorian Gray (1945) ฯ

หนังเรื่องนี้ภายหลังการมาถึงของ King Kong (1933) ทำให้มีความหาญกล้าใส่บทเพลงประกอบลงไประหว่างเรื่องราว ซึ่งโคตรไฮไลท์อยู่ในสองฉากไฮไลท์
– Christina เดินไปรอบๆห้อง สัมผัสลูบไล้ทุกสิ่งอย่าง พยายามจดจำสถานที่แห่งความสุขนี้ไว้ในความทรงจำ … ท่วงทำนองมอบสัมผัสอันละมุ่นไม นุ่มนวล อ่อนหวาน ค่อยๆจารึกความทรงจำของสถานที่แห่งนี้เข้าไปในห้วงจิตวิญญาณ
– ช็อตสุดท้ายของหนัง กล่องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปหาใบหน้า สายตาอันเวิ้งว่างเปล่าของ Christina ขณะยืนอยู่บนหัวเรือ … ดนตรีค่อยเร่งเร้าอารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ (ตามการเคลื่อนกล้อง) สร้างความขนลุกขนพอง สั่นสะท้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร

เรื่องราวของ Queen Christina ในสายตาชาวสวีเดนยุคสมัยนั้น คงคือกบฎ ผู้ทรยศต่อประเทศชาติบ้านเมือง สละราชบัลลังก์เพื่อสนองตัณหา ความต้องการพึงพอใจส่วนตัว … แต่คุณมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินพระองค์แบบนั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้แม้อิงประวัติศาสตร์ถูกต้องแค่พียงบางส่วน แต่ก็ทำให้ผู้ชมเข้าใจคร่าวๆถึงสาเหตุผล การตัดสินใจสละราชบัลลังก์ครั้งนั้น ไม่ใช่แค่ความเห็นแก่ตัวของพระนางเพียงอย่างเดียว ยังมีการกระทำของข้าราชบริพาร ขุนนาง ประชาชน แทบทุกบุคคลในผืนแผ่นดินแดนแห่งนี้ ต่างทำตัวเป็นอีแร้งกา พยายามควบคุมครอบงำ กีดกดกัน เรียกร้องโน่นนี่นั่น ไม่สนใจรับฟังข้อเรียกร้อง ความปรารถนาของราชินีเจ้าของผืนแผ่นดินนี้แม้แต่น้อย

Queen Christina มิใช่ผู้ริเริ่มสงครามสามสิบปี แต่สามารถทำให้สิ้นสุดยุติ นำพาความสงบสุขบังเกิดขึ้นในสังคม แต่ภัยจากภายนอกยังมิรุนแรงเทียบเท่าความขัดแย้งภายใน เพราะสันตินี้เองใครๆจึงแสดงธาตุแท้ตัวตน เรียกร้องโน่นนี่นั่น ปฏิเสธอารยธรรมความเจริญ(จากยุโรป) สนเพียงชาตินิยม เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว

ผมมอง Queen Christina จากภาพยนตร์เรื่องนี้ สมควรได้รับยกย่องมหาราช ‘The Great’ เสียด้วยซ้ำ! ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ ความเฉลียวฉลาด รอบรู้ สามารถ แต่ยังเพราะเป็นอิสตรีท่ามกลางหมาหมู่บุรุษ กล้ายืนหยัดลุกขึ้นต่อกรมีสิทธิ์เสียง ปฏิเสธการถูกควบคุมครอบงำ กดขี่ข่มเหงทางสังคม และแม้ทรงสละราชบังลังก์ พระศพของพระนางยังได้รับการเก็บฝังไว้ที่มหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม นครรัฐวาติกัน … น่าจะพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ประเทศสวีเดนเลยกระมัง!

เรื่องราวของหนัง จะว่าไปมีลักษณะคู่ขนานกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แฝงนัยยะ Anti-Wars สามสิบปีที่สูญค่าความหมาย ทำไมเราไม่รู้จักเปิดประเทศ สานความสัมพันธ์นานาอารยะ รับเอาอิทธิพล วัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรือง เข้ามาปรับปรุงพัฒนาคนใน ให้เกิดความสงบสันติสุขยั่งยืน

ความรักของ Queen Christina ต่อบุรุษที่มาจากชาติศัตรู สะท้อนแนวคิด ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ แต่ขณะเดียวกันตรงสำนวน ‘ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร’ เพราะเมื่อ Antonio กลายเป็นมิตร Count Magnus Gabriel De la Gardie กลับแปรสภาพสู่ศัตรูคู่อาฆาต ปากอ้างทำเพื่อประเทศชาติ แท้จริงแล้วสนเพียงอำนาจ ทะเยอทะยาน ความเป็นใหญ่ของตนเท่านั้น


ด้วยทุนสร้าง $1.114 ล้านเหรียญ รายงานรายรับ $2.887 ล้านเหรียญ สูงสุดอันดับสามของปี 1933 (รองจาก Cavalcade, Gold Diggers of 1933) ทำกำไรได้กว่า $632,000 เหรียญ กลายเป็นหนึ่งในผลงานประสบความสำเร็จที่สุดของ Greta Garbo โดยทันที

การแสดงของ Garbo เป็นตัวเต็งหนึ่งของนักวิจารณ์(สมัยนั้น) มองว่าต้องจะได้เข้าชิง Oscar: Best Actress รวมไปถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี แต่กลับถูก SNUB ไม่ได้ลุ้นรางวัลอะไรทั้งนั้น

ส่วนตัวตกหลุมรักคลั่งไคล้หนังอย่างมาก ประทับใจในแทบทุกสิ่งอย่าง เนื้อเรื่องราว, ถ่ายภาพ ตัดต่อ เพลงประกอบ, เสื้อผ้าหน้าผม ออกแบบฉาก, ไดเรคชั่นผู้กำกับ Rouben Mamoulian, แต่ที่สุดขอยกให้การแสดงของ Greta Garbo สวมวิญญาณ Queen Christina จนได้รับการยกย่อจดจำเหนือกาลเวลา

ผมอาจครุ่นคิดเกินตัวไป แต่ถ้าจะมีภาพยนตร์เรื่องไหนแนะนำให้พระมหากษัตริย์ Queen Christina (1933) มีความเหมาะสมมากๆเลยละ

จัดเรต PG กับการซุบซิบนินทา สร้างอคติเพื่อใช้กฎหมู่สำหรับประชาทัณฑ์

คำโปรย | Greta Garbo ได้ทำให้ Queen Christina กลายเป็นมหาราชินี
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตกหลุมรักคลั่งไคล้

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of