Raise the Red Lantern (1991)

Raise the Red Lantern

Raise the Red Lantern (1991) Chinese : Zhang Yimou ♥♥♥♥

หนังรางวัล Silver Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice ได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Foreign Language Film ผลงานกำกับของ Zhang Yimou และนางเอกขาประจำ Gong Li, โคมแดงถูกจุดขึ้นหน้าบ้านภริยาคนไหน แสดงว่าคืนนั้นสามี/นายท่านจะเข้าไปหา ซึ่งบ้านที่โคมแดงสว่างบ่อยๆ จะกลายเป็นภรรยาคนโปรด และสามารถควบคุมกิจการในบ้านได้

นี่เป็นหนังที่ภายนอกเห็นเป็นแนว Drama สะท้อน เสียดสีสังคมสมัยก่อน เป็นกึ่งๆ Propaganda สนองนโยบายลูกคนเดียวของจีน ที่พูดถึงความวุ่นวายของการมีภรรยาหลายคน แต่เบื้องลึกของหนังจิกกัดแนวคิดการบริหารปกครองประเทศ ของผู้มีอำนาจและผู้ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจได้อย่างเจ็บแสบ

ผู้กำกับ Zhang Yimou หลังจากทำหนังมา 2 เรื่อง Red Sorghum (1987) ได้รางวัล Golden Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin และ Ju Dou (1990) ที่ได้เข้าชิง Oscar สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ กับผลงานเรื่องที่ 3 จึงได้รับการคาดหมายอย่างสูงว่าต้องออกมายอดเยี่ยม และเขาก็ไม่ทำให้ใครๆผิดหวัง, กระนั้นการที่หนังเรื่อง Ju Dou มีฉาก love scene ที่เร้าร้อนรุนแรง ทำให้หนังถูกกอง Censors ของจีนสั่งแบนห้ามฉายในประเทศ (อยู่หลายปี ภายหลังจึงยอมผ่อนปรนให้ฉายได้ในปี 1992) Yimou เอาบทเรียนที่ได้มาใช้สร้างหนังเรื่องนี้ (ดูออกประชดประชันแบบแรงๆ) ทั้งๆที่เป็นเรื่องของการแย่งชิงความสนใจสามีของภริยาทั้ง 4 ที่ดุเด็ดเผ็ดเดือด แต่กลับไม่มีฉาก love scene แบบโต้งๆให้เห็นเลยสักฉาก (กระนั้นหนังก็ยังถูกแบนนะครับ แต่เป็นเหตุผลอื่น)

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Wives and Concubines เขียนโดย Su Tong ตีพิมพ์เมื่อปี 1990 (แปลไทยในชื่อ มงกุฎดอกส้ม) ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย Ni Zhen, บทหนังได้รับการตรวจสอบและอนุมัติผ่านกอง Censors ของจีนแล้วด้วยนะครับ (แต่เมื่อทำหนังเสร็จกลับถูกแบนห้ามฉายเสียอย่างนั้น), พื้นหลังของหนังเกิดขึ้นในยุค 1920s ที่จีนยังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนสงครามกลางเมือง (Chinese Civil War) จะเริ่มต้น 1 ปี

ฉากเปิดเรื่อง แสดงถึงค่านิยมของคนจีนต่อลูกผู้หญิง ที่มักจะไม่เห็นคุณค่า เพราะสักวันก็ต้องออกจากบ้าน แต่งงานเป็นสะใภ้ครอบครัวอื่น ไม่สามารถเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูลได้, หลังจากพ่อเสียชีวิต ลูกสาวที่ถูกตามใจมาตลอด ก็เสมือนถูกแม่ผลักไสไล่ส่ง เธอยอมเลือกที่จะเสียสละตัวเองแต่งงาน กับคนที่มีฐานะร่ำรวย จะได้ชีวิตสุขสบาย มีกินไม่อดอยาก แม้จะเป็นเพียงเมียน้อย/นางสนม/นางบำเรอ (Concubine) หรือของเล่นของคนรวยเท่านั้น

หนังเล่าเรื่องโดยใช้ระยะเวลา 1 ปีเต็ม ในบ้าน/คฤหาสถ์/วัง ของตระกูล Chen ไม่มีการถ่ายสถานที่อื่นเลย นี่มีลักษณะเหมือนการจำลอง ‘เหตุการณ์ในห้องปิด’ แต่แทนที่จะเป็นผนังกำแพงของห้อง กลับเป็นกำแพงสูงสี่ด้านล้อมรอบ และด้านบนเป็นท้องฟ้าเปิด, ในบ้านหลังนี้มีภรรยา 4 คน แต่ละคนได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี มีอาหาร การกิน มีคนใช้ที่คอยรับคำสั่ง, สำหรับผู้มาใหม่ เมื่อได้เรียนรู้ระเบียบ กฎเกณฑ์ ไม่นานก็จะได้พบการแข่งขัน แก่งแย่งชิงดี มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะ จักได้เป็นคนโปรดของสามี

โคมไฟสีแดง เป็นสัญลักษณ์แห่งความสิริมงคลที่ชาวจีนนิยมแขวนประดับ ในช่วงที่มีพิธีการสำคัญๆ หรืองานเลี้ยงฉลองสำคัญๆ อาทิ งานแต่งงาน, ฉลองครบรอบ, มีลูก, ขึ้นบ้านใหม่ ฯ สำหรับชาวจีน โคมไฟเป็นวัฒนธรรมมงคลที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมความมีสิริมงคล เพราะโคมไฟนั้นเป็นวัตถุให้แสงสว่างแก่มนุษย์ การประดับโคมไฟก็คือการให้แสงสว่างแก่สถานที่นั้นๆ และโคมไฟที่ระบายหรือตกแต่งด้วยสีแดง ก็เป็นความหมายถึงสีสัญลักษณ์มงคลด้วยเช่นกัน

ในหนังใช้ โคมแดง เป็นสิ่งสัญลักษณ์ แสดงถึง การเลือก ความพึงพอใจ การตอบสนอง และ Sex (แม้ในบริบทของหนังจะไม่มี Sex ปรากฎอยู่เลย แต่สีแดงคือสีของเลือด กับผู้หญิงสื่อได้ตรงๆถึง ประจำเดือน และการเสียความบริสุทธิ์), โคมแดง ยังมีอีกความหมาย คือ การเป็นเจ้าของ เหตุที่คนใช้ของภรรยาสี่ ที่ในห้องนอนแอบเก็บโคมแดงไว้ นั่นเพราะเธอต้องการเป็นผู้ครอบครอง บ้านภริยาคนไหนที่คืนนั้นได้จุดโคมแดง นั่นคือเธอคือผู้ได้ครอบครอบสามี

Gong Li รับบท Songlian ภริยาคนที่ 4 ของตระกูล Chen, เธอเป็นผู้หญิงที่เหมือนจะมีความรู้ ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัย แต่ยังไม่ทันเรียนจบก็ได้มาแต่งงานเสียก่อน, ว่าไปความรู้ที่ตัวละครอ้างว่าได้มา ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยต่อชีวิตเลย (แค่หน้าตาเหมือนคนมีความรู้) ทีแรกผมคิดว่า เธอคงเอาความ modern เข้ามาเปลี่ยนแปลง tradition แต่กลายเป็นว่าเธอน้อมรับเอาขนบธรรมเดียมเดิม ยอมรับเข้ามาในตัวเสียอย่างนั้น นี่แสดงถึงคนประเภท ‘ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด’

นี่คือเหตุผลของคนสมัยก่อนด้วยกระมัง กับแนวคิดที่ว่า ผู้หญิงจะเรียนหนังสือไปทำไม? เรียนไปก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์! ผมคิดว่าแนวคิดนี้เกิดขึ้นเพราะ การมองผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ต้องเป็นผู้ตามเสมอ และผู้หญิงส่วนมาก เมื่อถึงวัยก็มองหาผู้ชายการงานดีๆ ร่ำรวย พอแต่งงานอยู่กินกับสามี จะได้ไม่ต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ การอยู่แต่กับบ้านทำงานบ้าน แบบนี้จะเรียนหนังสือไปทำไม เปลืองเงิน เสียเวลา!

He Caifei รับบท Meishan ภริยาคนที่ 3, น้ำเสียงร้องงิ้วของเธอไพเราะมากๆ ใบหน้ากลมสวยหมวยจีน แม้จะเป็นคนขี้อิจฉา ชอบเรียกร้องความสนใจ แต่นิสัยตรงไปตรงมา มีลับลมคมในบ้าง แต่ไม่ได้ปกปิดอะไร ใครๆเมื่อได้รู้จักกับเธอแล้ว จะกลายเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้

Cao Cuifen รับบท Zhuoyun ภริยาคนที่ 2, อาซ้อคนนี้ทีแรกดูเหมือนเป็นคนดีจริงใจ แต่ภายหลังพบว่าเป็นพวกขี้ริษยารุนแรง ดังคำพูดในหนังที่ Meishan เปรียบเธอว่า ‘ใบหน้าอิ่มเอิบเหมือนพระพุทธ แต่จิตใจมีพิษร้ายเหมือนแมงป่อง’ (She has the face of Buddha and the heart of a scorpion.)

สำหรับบทนายท่านตระกูล Chen สามีของภริยาทั้ง 4 เราจะได้เห็นแค่หลังของเขาไวๆเท่านั้น ไม่มีฉากที่ถ่ายให้เห็นหน้าเต็มๆแม้แต่ฉากเดียว และเราจะรู้แค่ว่าเขาเป็นผู้นำตระกูล ไม่รู้ว่ามีอาชีพ ทำงานอะไรถึงร่ำรวยเงินทอง มีบ้านหลังใหญ่โต, เหตุที่ต้องทำขนาดนี้ เพื่อให้มองตัวละครนี้เป็น ‘สัญลักษณ์’ เพียงอย่างเดียวนะครับ หรือจะมองว่าเป็น MacGuffin ก็ยังได้ ไม่ได้มีความสำคัญหรือมีความหมายมากกว่า ‘ตัวแทนของอำนาจ’

ถ่ายภาพโดย Zhao Fei, หนังเรื่องนี้งานภาพสวยมากๆ การเคลื่อนกล้องอาจไม่เยอะมากนัก เน้นการแช่ภาพ (mid shot/long shot) ที่ทำให้เราเห็นสถานที่ เรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา มองไปด้านไหนเห็นแต่กรอบ ‘กำแพง’ ล้อมรอบอยู่ตลอดเวลา ถ้าเคลื่อนกล้องก็จะแบบช้าๆ ให้ความรู้สึกค่อยๆ ‘ย่างกราย’ เข้าไป (ให้อารมณ์พิศวงสงสัย), หนังถ่ายด้วยฟีล์ม TechnoColor ที่ขึ้นชื่อเรื่อง เมื่อล้างฟีล์มแล้วสีแดงกับเหลืองจะเด่นเป็นพิเศษ นี่เป็นสีหลักของหนังเลย, โทนสีของภาพหนัง สร้างบรรยากาศให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป กลางวัน/กลางคืน ฤดูกาลต่างๆ มีทั้งวันที่แสงแดดจ้าๆ ฝนตกเปียกๆ หิมะขาวโพลน

ตัดต่อโดย Du Yuan ถือว่าทำได้สอดคล้องกับงานภาพ ตัดต่อด้วยความรวดเร็ว ฉับไว จนบางทีอาจรู้สึกห้วนๆ แต่ก็ไม่ได้ซับซ้อน เข้าใจยากเกินไปนัก, มุมมองของหนังใช้การเล่าเรื่องผ่านสายตาของภรรยา 4 ที่ได้พบกับเหตุการณ์ต่างๆทั้งหมด เธอถือเป็นตัวเจ้าปัญหา เพิ่งมาอยู่แค่ปีแรกก็สร้างเรื่องวุ่นวายให้เกิดขึ้นมากมาย, การแบ่งเหตุการณ์ออกเป็นช่วงฤดู ทำให้บรรยากาศงานภาพ เรื่องราวและการตัดต่อแต่ละช่วงมีเอกลักษณ์ของตนเอง

เพลงประกอบโดย Zhao Jiping โดดเด่นสุดๆ มีเสียงที่ถือเป็นเอกลักษณ์จดจได้อยู่ 4 อย่าง หนึ่งคือเสียงนวดฝ่าเท้า, เสียงงิ้วโหมโรง (ตอนลุ้นว่า วันนี้โคมแดงหลังไหนจะถูกจุด) เสียงขลุ่ยจีนที่กึกก้องกังวาน และเสียงร้องโอเปร่า (งิ้วจีน) He Caifei, เพลงประกอบทั้งหมดใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านจีนล้วนๆ ว่าไปผมคิดว่านี่เป็นหนังของ Zhang Yimou ที่มีเพลงประกอบโดดเด่น ไพเราะที่สุดนะครับ

การจำลองสถานการณ์ปิดในหนังเรื่องนี้ สามารถมองเปรียบเทียบได้เชิงมหภาค เมื่อสามีคือผู้ปกครองประเทศ มีอำนาจเหนือภริยาทั้ง 4 ซึ่งคือผู้อยู่ภายใต้การปกครองอย่างสมยอม ประเพณีเปรียบเสมือนกฎระเบียบที่สร้างขึ้นเพื่อใช้อยู่อาศัยร่วมกัน บางครั้งอาจมีการผ่อนปรนได้บ้าง แต่ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่ยอมรับได้ แต่ในกรณีที่ฝ่าฝืนด้วยความรุนแรง จะต้องถูกลงโทษ ด้วยความรุนแรงมากน้อยต่างกันไป, ภริยาทั้ง 4 ที่ถูกควบคุมโดยสามี มีสถานะเหมือนกับ ‘ทาส’ (Slavery) ที่ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า การรองรับความต้องการ (Sex) แต่นี่กลับเป็นสิ่งที่ภริยาทุกคนโหยหาต้องการ และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาครอบครอง

นี่ฟังดู Corruption มากๆนะครับ ลองนึกคนที่เป็น ‘ทาส’ ในสมัยก่อน ด้วยความที่ตนไม่สามารถเป็นอิสระ ต้องพึ่งพานาย และวิธีที่จะทำให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัย มีชีวิตที่ดีที่สุด คือการแสดงออกอย่างทุ่มเท ให้นายเชื่อใจ วางใจ ตกหลุมรัก เจ้านายก็จะให้การดูแลเอาใจใส่ มีชีวิตสะดวกสบาย แต่…คุณเป็นทาสนะ! มันมีคำว่า สะดวกสบายตรงไหนในการเป็นทาส, ต้องถือว่านี่เป็นกรอบแนวคิดที่เป็นเหมือนการ ‘หลอกตัวเอง’ คนที่เป็นทาสได้สร้างโลกและกฎเกณฑ์ของตนขึ้นมาเพื่อตอบสนองสถานะที่ตนเป็นอยู่ ทั้งๆที่จริงๆแล้วกฎนั้นไม่มีอยู่เลย แต่เพราะไม่สามารถเป็นอิสระได้ จึงต้องหาทางออกที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้

ในมุมมหภาค ระดับประเทศ การที่เราอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบใดๆ ถ้าเราสร้าง ‘กรอบ’ ครอบงำความคิดของตนเองขึ้นมา แสดงออกอย่างทุ่มเท เชื่อใจ วางใจ ยึดมั่นในระบบ ก็เท่ากับเราตกเป็น ‘ทาส’ ของมันนะครับ นี่ผมไม่ใช่พูดถึงแค่คอมมิวนิสต์นะครับ แต่รวมถึงทุนนิยม และประชาธิปไตยด้วย, นี่ถือเป็นการเปรียบเทียบ เสียดสีแนวคิดที่รุนแรงมากๆ และความคอรัปชั่นของคนที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครอง ก็เหมือนกับภริยาทั้ง 4 ที่ต่างกอบโกยเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ไม่มีใครในบ้านนี้ที่สนใจ ‘ทำเพื่อวงศ์ตระกูล’ แม้แต่น้อย

สำหรับตอนจบของหนัง นำเสนอ ‘ทางออก’ ของคนที่ทำการผูกมัดตัวเองเข้ากับระบบ ไม่สามารถดิ้นหลุดได้พ้น, มันคงง่ายที่เราจะหนีออกไปจากบ้านหลังนี้ แต่ชีวิตจริงถึงจะหนีได้ แต่ก็ไม่มีทางหลุดพ้นบ่วงของความผิดที่เคยผูกมัดตัวเอง, ทางออกที่ง่ายที่สุด คือความตาย แบบภริยาสาม หลังจากการถูกจับได้ว่ากระทำผิดต่อกฎระเบียบที่ร้ายแรง เธอถูกจับไปขังในห้องๆหนึ่ง (น่าจะเพื่อรอการลงโทษ) แต่แทนที่เธอจะเสียเวลาทนทุกข์ทรมาน จึงผูกคอฆ่าตัวตาย นี่เป็นทางออกที่ง่ายที่สุด และโง่ที่สุดนะครับ, กับคนที่ไม่กล้าพอแต่ต้องการหาทางออก ก็มีอีกแนวคิดหนึ่งแบบภริยาสี่ ผมเชื่อว่าเธอจงใจ ‘แกล้งบ้า’ มากกว่าเป็นบ้าจริงๆ เพราะเมื่อเธอรู้ตัวว่าหนีไม่ได้ วิธีที่จะไม่ให้คนอื่นยุ่งกับเธอ คือ การที่เธอไม่ยุ่งกับใคร ทำตัวให้ไม่ถูกยุ่ง เป็นบ้าเนี่ยแหละครับง่ายสุด สามีไม่สนใจ แต่ไล่ออกจากบ้านไม่ได้ มีชีวิตสุขสบาย แต่แค่ทำตัวบ้าๆบอๆ ไม่สุงสิงกับใคร, สำหรับภริยา 5 ที่มาใหม่ในตอนจบ เปรียบได้กับวังวนวังเวียน ตราบใดที่มีคนพยายามออก ก็มีคนพยายามเข้า เป็นวัฎจักรที่ไม่มีวันจบสิ้น

เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ ถือว่านำเสนอแนวคิดที่คอรัปชั่นมากๆ แต่ด้วยวิธีการนำเสนอ ทำให้สามารถมองเห็น และเข้าใจได้ชัด ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ไม่เหมาะสม นี่เป็นความสวยงามระดับ Breathtaking ที่ผู้ชมฝั่งยุโรปอเมริกาเห็นแล้วอึ้งทึ่ง พูดไม่ออก ชื่นชมในนัยยะที่แฝงซ่อนไว้ในหนัง, แต่จะว่าไปนักวิจารณ์ฝั่งยุโรปอเมริกา ไม่มีใครพูดถึงวัฒนธรรมเรื่องการมีภรรยาหลายคนของฝั่งเอเชียเลยนะครับ จะมีก็แค่นักวิจารณ์ฝั่งเอเชียเท่านั้นที่พูดถึงแนวคิดนี้ ที่มักมองเป็นเชิงอิจฉาว่า คงต้องเป็นคนรวย มีบารมีเท่านั้นถึงจะทำได้, แนวคิดเรื่องผัวเดียวเมียเดียว เป็นอิทธิพลที่มาจากยุโรปอเมริกานะครับ ด้วยการอ้างหลักศาสนาที่ว่า ผู้ชายควรแต่งงานและรักผู้หญิงคนเดียว พุทธเราไม่มีข้อห้ามเรื่องมีเมียหลายคน แต่ห้ามเรื่องการไปผิดลูกเมียคนอื่น ดังนั้นว่ากันตามตรง มันไม่ผิดหรอกที่จะมีลูกเมียหลายคน แต่ถ้าคุณเป็นคนมีบารมีจริงๆ มีแค่เมียเดียวทั้งชีวิตก็เหลือเฟือนะครับ

หนังฉายในเทศกาลหนังเมือง Venice และได้รางวัล Silver Lion (สาขา Best Director) ในปีนั้นได้ร่วมกับ Terry Gilliam จากหนัง The Fisher King และ Philippe Garrel จากหนัง J’entends plus la guitare, หนังได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Foreign Language Film ถึงรอบ 5 เรื่องสุดท้าย แต่ไม่ได้รางวัล (แพ้ให้กับ Mediterraneo หนัง Italian ของผู้กำกับ Gabriele Salvatores), ในงานประกาศรางวัลหนังของประเทศจีน Hundred Flowers Awards หนังคว้ามาได้ 2 รางวัลคือ Best Picture และ Best Actress (Gong Li)

นิตยสาร Empire จัดอันดับ 100 Best Films of World Cinema ติดอันดับ 28
นิตยสาร Time Out จัดอันดับ 100 Best Chinese Mainland Films ติดอันดับ 13

ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ดูไม่ยากนะครับ หลายๆอย่างตรงไปตรงมา การเล่าเรื่องง่ายๆ ประกอบกับ การแสดงที่ทรงพลัง ภาพถ่ายสวยๆ เพลงประกอบเพราะๆ คนทั่วไปก็สามารถซึมซับความงดงามของหนังได้ไม่ยาก แต่การจะวิเคราะห์ความลึกซึ้งของหนัง อาจต้องใช้สมองหนักหน่อย จัดเป็นหนังที่มีใจความแฝงน่าสนใจมากๆ ซึ่งเมื่อค้นพบแล้ว จะรู้สึกเลย ว่านี่เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมสุดๆเรื่องหนึ่ง

แนะนำกับคนทำงานสายภาพยนตร์ ศึกษาเทคนิค เรียนรู้ คิดวิเคราะห์ กับโจทย์ในกำแพงปิดตาย, คอหนังจีน ชมชอบหนังประวัติศาสตร์ แนวคิด วิถีชีวิตของคนรวยสมัยก่อน ภาพสวยๆ เพลงเพราะๆ, แฟนหนัง Zhang Yimou และ Gong Li ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับแนวคิด คำพูดที่แฝงความรุนแรง และการกระทำที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง อิจฉาริษยา

TAGLINE | “Raise the Red Lantern เป็นหนังสะท้อน เสียดสีสังคมได้อย่างรุนแรงและเจ็บแสบ ผ่านงานภาพสีสันสุดสวย เพลงประกอบสุดไพเราะ โดยผู้กำกับ Zhang Yimou นำแสดงโดย Gong Li”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of