Rear Window (1954)

Rear Window

Rear Window (1954) hollywood : Alfred Hitchcock ♥♥♥♥♡

อีกหนึ่ง Masterpiece ของ Alfred Hitchcock มี James Stewart เล่นเป็นคนขาหัก รักษาตัวในอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง วันๆไม่มีอะไรทำ เลยมองออกไปนอกหน้าต่าง ส่องดูวิถีชีวิตคนอื่นไปทั่ว แล้วเรื่องวุ่นๆก็เกิดขึ้น เมื่อมีเพื่อนบ้านคนหนึ่งทำตัวน่าสงสัย ฤาเขากำลังวางแผนหรือทำอะไรบางอย่าง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

นี่เป็นหนังของ Alfred Hitchcock ที่ผมถือว่าเป็น Masterpiece เพราะความท้าทายในการสร้างเรื่องราวที่มีขอบเขตจำกัด ด้วยวิธีการนำเสนอที่อาศัยเทคนิคตระการตามากมาย ผลลัพท์ออกมาถือว่ามหัศจรรย์สุดเหลือเชื่อเหนือความคาดหมาย (มีหนัง 4 เรื่องของ Hitchcock ที่ส่วนตัวผมถือว่าคือ Masterpiece ประกอบด้วย Rear Windows, Vertigo, Psycho และ The Birds)

Rear Window ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องสั้น It Had to Be Murder เขียนโดย Cornell Woolrich ในปี 1942 ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย John Michael Hayes ที่หลังจากเรื่องนี้ได้ร่วมงานกับ Hitchcock อีก 3 เรื่อง To Catch a Thief (1955), The Trouble with Harry (1955) และ The Man Who Knew Too Much (1956) เรื่องหลังสุดเป็น remake จากเวอร์ชั่นปี 1934

It Had to Be Murder เป็นเรื่องสั้นที่ไม่มีเรื่องรักๆใครๆ และไม่มีการส่องดูเพื่อนบ้านคนอื่นๆเลย (ส่องเฉพาะเพื่อนบ้านคนที่ทำตัวน่าสงสัย) ซึ่งพอนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว Hitchcock และ Hayes จำเป็นต้องสร้างเรื่องราวเพิ่มเติมเข้าไปพอสมควร อาทิ ใส Lisa แฟนสาวของพระเอกเพิ่มเข้าไป, Stella ที่เป็นพยาบาล เห็นมาแทนที่ตัวละครเดิมชื่อ Sam ที่เป็น houseman คนคอยเช็คอาการว่าพระเอกอยู่ดีกินดีหรือเปล่า, และเพื่อนบ้านทั้งหลาย ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า เรื่องราวของพวกเขาทั้งหมดมีบางสิ่งบางอย่างสอดคล้องกัน

สำหรับเรื่องราวมุมมองความรักของพระเอกและ Lisa เห็นว่า Hitchcock ได้แรงบันดาลใจมาจากการเห็นนักแสดง Ingrid Bergman ขณะกำลังถ่ายหนังเรื่อง Notorious (1946) [กำกับโดย Hitchcock] ที่เธอได้คบชู้อยู่กับ Robert Capa ผู้เป็นช่างภาพอาศัยอยู่ที่ Greenwich Village (ตอนนั้น Bergman แต่งงานแล้วกับ Petter Lindström) แต่ทั้งสองคบกันได้ไม่ถึงปีก็เลิกกัน

นำแสดงโดย James Stewart นี่เป็นการร่วมงานครั้งที่ 2 (จากทั้งหมด 4 ครั้ง) กับ Hitchcock รับบท L. B. “Jeff” Jefferies ช่างภาพที่ประสบอุบัติเหตุขาหักเข้าเฝือก พักรักษาตัวอยู่ในห้องอพาร์ทเมนต์ วันๆไม่มีอะไรทำ ด้วยความเบื่อหน่ายเขาจึงชอบมองออกไปนอกหน้าต่าง สังเกตพฤติกรรมของเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม, หนังใช้มุมมองของ Jeff ทั้งเรื่อง ไม่ถ่ายในห้องก็มองออกไปนอกอพาร์ทเมนต์, สำหรับบทนี้ดูเหมือน Stewart แทบจะไม่ต้องใช้การแสดง ทำอะไรมากเลย นอกจากนั่งอยู่บนเก้าอี้ มีแค่สายตา สีหน้าที่เปลี่ยนไปตามสิ่งที่เขามองเห็นนอกหน้าต่างเท่านั้น

Grace Kelly รับบท Lisa แฟนสาวสุดสวยของ Jeff, โอ้! ใบหน้า ท่าทาง การแสดง นิสัยของเธอ สวยงามราวกับนางฟ้าเสียนี่กระไร (ก็แน่ละ ภายหลังเธอได้กลายเป็นเจ้าหญิงจริงๆ แต่งงานกับเจ้าชายโมนาโก กลายเป็น Grace of Monaco) เริ่มต้นมาเราจะเห็นตัวละครนี้ตรงข้ามกับ Jeff แทบทุกอย่าง ดูแล้วไม่น่าเข้ากันได้เลย แต่เพราะความรัก ไม่เขาหรือเธอสักคนต้องยอมเปลี่ยน ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็น Lisa ที่เปลี่ยน เปรียบกับเรื่องราวของเพื่อนบ้านผู้น่าสงสัย ทีแรก Lisa ไม่เชื่อ Jeff แต่เมื่อ ‘สัญชาตญาณ’ ของผู้หญิงบอกเธอ ทำให้เห็นด้วย เข้าข้างกันเขา และเชื่อว่าเพื่อนบ้านคนนั้นน่าสงสัยจริงๆ

Kelly ทั้งชีวิตเล่นหนัง 11 เรื่อง (เลิกเล่นเพราะแต่งงานกลายเป็นเจ้าหญิง) เล่นหนังกับ Hitchcock ทั้งหมด 3 เรื่อง Dial M for Murder (1954), Rear Window (1954) และ To Catch a Thief (1955) เธอบอกปัดแสดงหนังเรื่อง On the Waterfront (1954) เพื่อมาเล่นหนังเรื่อง Rear Window โดยเฉพาะ, ได้เข้าชิง Oscar 2 ครั้ง ได้มา 1 รางวัล Best Actress in a Leading Role จากหนังเรื่อง The Country Girl (1954) นอกจากนี้ผลงานเด่นๆของเธอยังมี High Noon (1952), Mogambo (1953) ฯ เรื่องราวชีวิตของเธอ เปรียบได้ดั่ง ‘เทพนิยาย’ จากผู้หญิงธรรมดา กลายเป็นเจ้าหญิง งานแต่งงานของเธอถือเป็นการแต่งงานที่โด่งดังที่สุดแห่งศตวรรษ และการเสียชีวิตของเธอเมื่อปี 1982 ได้สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้คนทั้งโลก ใครอยากรู้เรื่องของเธอ ไปหาหนังเรื่อง Grace of Monaco (2014) นำแสดงโดย Nicole Kidman รับบท Grace Kelly

เกร็ด: เพื่อนบ้านที่น่าสงสัย รับบทโดย Raymond Burr ที่ Hitchcock เลือกชายคนนี้ เพราะเขาหน้าเหมือนโปรดิวเซอร์ David O. Selznick คนที่ Hitchcock เคยทำงานด้วย และไม่ชอบขี้หน้าที่สุดเลย (Selznick เป็นโปรดิวเซอร์ Rebecca-1940 หนัง hollywood เรื่องแรกของ Hitchcock)

หนังทั้งเรื่องถ่ายทำในฉากเดียว อพาร์ทเม้นท์สร้างขึ้นที่ Paramount Studio ว่ากันว่าค่าออกแบบ $9,000 เหรียญ ค่าก่อสร้าง $72,000 ดอลลาร์ ประกอบด้วยตึก 7 แถว (ถนนอีก 3 แถว) ความกว้าง 98 ฟุต ยาว 185 ฟุต สูง 40 ฟุต (เทียบได้กับตึกสูง 5-6 ชั่น) รวมจำนวน 31 ห้องพัก มี 8 ห้องที่เฟอร์นิเจอร์ น้ำไฟใช้งานได้จริง

Hitchcock เริ่มวางแผนสร้างหนังเรื่องนี้ ขณะกำลังถ่ายทำหนังเรื่อง Dial M for Murder (1954) ซึ่งพอถ่ายทำเสร็จ ก็มาถ่าย Rear Window ต่อทันที เปิดกอง 27 พฤศจิกายน 1953 ถ่ายเสร็จ 26 กุมภาพันธ์ 1954

ถ่ายภาพโดย Robert Burks ขาประจำของ Hitchcock กับหนังเรื่องนี้ ปักหลักถ่ายทำกันในห้องของ Jeff ที่เดียวเท่านั้นไม่ได้ย้ายไปไหน Hitchcock เองก็ฝังรากงอกอยู่ที่นี่เช่นกัน สำหรับนักแสดงที่รับบทเพื่อนบ้านทั้งหลาย แต่ละคนจะมีหูฟังไร้สาย เพื่อรับฟังคำสั่งขณะแสดง, เนื่องจากระยะห่างของสองอพาร์ทเมนท์ไม่ได้ใกล้กันเลย Burks ต้องใช้ Telephoto Lens (สมัยนั้นติดกล้องถ่ายภาพมีขนาดใหญ่มาก) เอาตั้งไว้บนเครน เพื่อสำหรับถ่ายเวลาต้องการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ภายนอกหน้าต่าง

เกร็ด: กล้อง 35mm ที่ตัวละครของ James Stewart รุ่น Exakta VX เป็นกล้อง SLR ของ Ihagee Kamerawerk ผลิตที่ Dresden, (East) Germany ส่วนตัวเลนส์ Telephoto ขนาด 400mm Kilfitt คนเล่นกล้องคงรู้ดีว่า เลนส์ตัวนี้ Sensitive มาก ถ้าไม่ใช้ขาตั้ง (tripod) จะแทบมองไม่ได้เลย และถ้าสังเกตให้ดีจะมีเทปสีดำแปะอยู่ (ปิดโลโก้สินค้าไว้ กันเรื่องลิขสิทธิ์)

ลักษณะการถ่ายภาพของหนังเรื่องนี้เหมือนกับการ ‘ถ้ำมอง’ (Voyeur) แอบมอง แอบถ่าย, ความหมายจริงๆของ ถ้ำมอง จะออกไปในทางสื่อความหมายเรื่องเพศ ความพึ่งพอใจที่ได้เห็นร่างกายเปลือยเปล่าหรือกิจกรรมทางเพศของผู้อื่น, กับหนังเรื่องนี้มันก็สื่อไปทางนั้นนะครับ พระเอกของหนังส่อง สิ่งที่เป็นวิถีชีวิตประจำวันของเพื่อนบ้าน คนส่วนใหญ่คงไม่อยากเห็น (แต่การเปิดประตูหน้าต่างแบบนั้น เป็นเหมือนการเชื้อเชิญให้มองเห็นมากๆ) เชื่อว่าคนจิตปกติทั่วไปน่าจะรู้ดี ว่าการถ้ำมองเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเลย (เพราะเป็นการไปรุกรานสิทธิของผู้อื่น) Roger Ebert ตั้งคำถาม มันไม่ใช่ว่านี่เป็นสิ่งที่เราทำอยู่ทั่วไปเวลาดูหนังทุกเรื่องหรอกหรือ?

สิ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ ชายคนหนึ่งที่เป็นผู้ชม แอบส่องดูเรื่องราว ชีวิตส่วนตัวของคนอื่น ผ่านเลนส์กล้องถ่ายรูป เทียบกันตรงๆก็คือ คนดูหนัง นั่งชมเรื่องราว ชีวิตส่วนตัวของตัวละคร ผ่านฟีล์มภาพยนตร์ มันช่างไม่ต่างกันเลย สามารถเรียได้ว่า ถ้ำมอง เหมือนกัน แต่ไฉนแบบแรกไม่เหมาะสม แบบหลังยอมรับได้? คำตอบคือ ‘สาธารณะ’ กับการถ้ำมองสิ่งที่ตนไม่ต้องการให้คนอื่นเห็น นี่ถือเป็นสิ่งผิด แต่ถ้านั่นเป็นสิ่งที่เขายอมรับ เปิดเผยได้ เป็นสาธารณะ นั่นจะไม่ใช่ถูกมองว่าเป็นการถ้ำมองอีกต่อไป

ตัดต่อโดย George Tomasini อีกหนึ่งขาประจำของ Hitchcock, สิ่งโดดเด่นมากที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือการตัดต่อแบบ Reverse Shot Pattern เทคนิคนี้ได้อิทธิพลมาจาก Russian Montage ที่มีการตัดสลับใบหน้าของตัวละคร กับสิ่งอื่นๆที่ใช้แทนอารมณ์ความรู้สึก ที่เมื่อผู้ชมเห็นแล้วจะและเข้าใจไปทางนั้น เช่น ตัดภาพใบหน้าคนสลับกับจานข้าว เราจะเข้าใจว่าคนๆนั้น หิว เป็นต้น, กับหนังเรื่องนี้ใช้การตัดสลับหน้าของ James Stewart กับภาพวิถีของเพื่อนบ้าน ทำให้เราเข้าใจว่าเขากำลัง ถ้ำมอง และการตัดสลับกลับมาเห็นใบหน้าของ Stewart อีกครั้ง เพื่อแสดงความรู้สึก สีหน้าของเขาต่อสิ่งที่เห็น ฉากพวกนี้อาจดูเฉื่อยช้าน่าหลับ แต่ผมดูกี่ทีก็ยังรู้สึกว่า มันใช่ ลงตัว เหมาะสมเหมาะเจาะ พอดี นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าคือช็อต Masterpiece ของหนังเลยนะครับ

เพลงประกอบโดย Franz Waxman ตอนแรกผมเอะใจว่า มีด้วยเหรอ? คุ้นๆว่าไม่ได้ยินเพลงอะไรในหนังเลย มาเช็คดูก็พบว่า มีตอนต้นเรื่องกับท้ายเรื่อง และทำนองเปียโนเพลง Lisa ที่แต่งโดยเพื่อนบ้าน

เกร็ด: อพาร์ทเมนท์ของนักแต่งเพลง Ross Bagdasarian ที่มารับเชิญในหนัง เขาเป็นนักแต่งเพลงจริงๆนะครับ โด่งดังที่สุดก็ The Chipmunk Song ประกอบ Alvin and the Chipmunks

ถึงเพลงประกอบจะไม่เด่น แต่ Sound Effect ในหนังสมจริงมาก สังเกตขณะที่กล้องเคลื่อนผ่านห้องต่างๆ แต่ละห้องก็จะมีเสียงเพลง ทำนอง ประกอบเฉพาะตัว พอกล้องเคลื่อนผ่านห้องหนึ่ง เสียงเก่าก็จะค่อยๆเบาลง พอถึงห้องใหม่ เสียงใหม่ก็จะดังขึ้น, Hitchcock เรียกเสียงลักษณะนี้ว่า Diegetic Sound มีลักษณะ เสียงดังขึ้นจากชีวิตปกติของตัวละคร (sounds arising from the normal life of the characters) ใช้การบันทึกเสียงขณะถ่ายทำนะครับ

ถ้าเราลำดับเรื่องราว เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นขณะตัวละครของ James Stewart ถ้ำมองเพื่อนบ้าน มันจะเหมือนว่าสิ่งที่เขาเห็น คือมุมมอง ความเป็นไปได้ของ ชีวิตและการแต่งงาน
> คนโสด
– นักดนตรีหนุ่มที่รายล้อมไปด้วยพรรคพวก เพื่อนฝูงมากมาย แต่ยังไร้ซึ่งคู่ครอง แต่งเพลงน่าจะเพื่อจีบสาว
– นักบัลเล่ต์สาว ที่วันๆซ้อมแต่บัลเล่ต์ เพื่อหวังว่าจะเข้าตาชายหนุ่มหล่อๆรวยๆ
> แต่งงานแล้ว
– คู่แต่งงานใหม่ ที่วันๆไม่ทำอะไรนอกจากปิดผ้าม่าน (ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าทำอะไรกัน)
– ครอบครัวที่อยู่กันมานาน นอนที่ระเบียง มีแมวเป็นเหมือนลูก (คาดว่าถ้ามีลูกไม่ได้ ก็ลูกโตพอออกจากบ้านไปแล้ว)
– สามีที่ดูแลภรรยาเจ็บป่วยนอนอยู่บนเตียง
> หญิงหม้าย
– หญิงหม้ายที่ใช้ชีวิตอย่างเงียบเหงาตามลำพัง จินตนาการถึงคนรัก ครั้งหนึ่งพาหนุ่มหล่อเข้าห้อง แต่เขาสนใจแค่หวังฟันเธอเท่านั้น คิดจะฆ่าตัวตาย แต่เสียงแห่งความรักหยุดรั้งเธอไว้
– หญิงหม้ายอีกคน ที่ไม่ได้สนใจความรักแล้ว เอาเวลาไปปั้นรูปปั้น (ที่อาจจะกลายเป็นหนุ่มในอุดมคติของเธอ)
ฯลฯ

ตัวพระเอกมีความลังเล ‘ไม่แน่ใจ’ ในชีวิตแต่งงาน แม้จะมีแฟนสาวที่สวย ฉลาด ดีพร้อม แต่เพราะเขาต้องการเป็นอิสระ ไม่ต้องการยึดตัวเองติดกับอะไร และไม่อยากเสียสละอะไร (เอาหน้าที่การงานของตนมาอ้าง) การส่องดูเพื่อนบ้านในอพาร์ทเม้นท์ ทำให้เขามองเห็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในชีวิตเขา ถ้าไม่ได้แต่งงานจะเป็นยังไง? ถ้าได้แต่งงานจะเป็นยังไง? แต่งงานแล้วอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง? ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วตระหนักได้ว่า กำลังเห็นภาพเรื่องราวทั้งชีวิตของมนุษย์ ทั้งๆที่หนังถ่ายแค่จากห้องพักเล็กๆแคบๆห้องหนึ่งห้องเดียวแค่นั้น … ขนลุก ทำไปได้ยังไง!

การใส่ความระทึก (Thriller) เข้ามา ทำให้หนังมีเรื่องราวที่ซับซ้อนขึ้น เพราะสิ่งที่เราเห็น ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แค่บางส่วนของเรื่องราว เปรียบได้กับการคละชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ออกจากกัน สิ่งที่เราหยิบขึ้นมาเป็นเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เราจะต้องประติดประต่อ ประกอบขึ้นใหม่ด้วยตนเอง, เริ่มจากการสังเกต เกิดเป็นสมมติฐาน เราต้องหาหลักฐานมาประกอบสนับสนุน จึงสามารถหาคำตอบข้อสรุปได้ ที่ผมพูดนี้ไม่ใช่แค่กับเหตุการณ์สุดพิศวงที่เกิดขึ้นในหนังนะครับ แต่ยังมองได้ถึงความรักระหว่างชายหญิง ที่เริ่มต้นเราคงได้แค่สังเกตจากภายนอก ว่าคู่ของเรามีลักษณะนิสัยตัวตนอย่างไร พอจะยอมรับเขาได้ไหม เมื่อได้แต่งงานอยู่กินร่วมกัน ธาตุแท้ตัวจริงของทั้งสองฝ่ายเริ่มเผยออก จากรูปธรรมเป็นนามธรรม จากสมมติฐานเป็นข้อสรุป จิ๊กซอว์ได้รับการประกอบใหม่จนสำเร็จ นี่คือสิ่งที่ทำให้หนังมีความระทึกขวัญ

ความท้าทายของการเปลี่ยนมุมมองจาก ผู้ชม กลายเป็นผู้เล่นในช่วงท้าย เป็นสิ่งที่มนุษย์เราทั่วไปไม่ยอมเปลี่ยนกันง่ายๆ (ถ้าไม่ถูกบังคับจริงๆ) ตัวละครของ Stewart ไม่ได้มีความต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์เลยด้วยซ้ำ มันเสี่ยงอันตรายเกินไป และร่างกายที่เป็นอุปสรรค จึงต้องการหลีกเลี่ยงทุกสิ่งอย่างขอเป็นแค่ผู้ชมหลบซ่อนอยู่เบื้องหลัง แต่เป็นแฟนสาวที่ทะยาน กระโดดเข้าหา ยอมรับความเสี่ยง จนทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของพระเอกทำให้เขาถูกค้นพ้น และต้องกลายเป็นผู้เล่น ด้วยอาวุธที่มีเพียง Flash จากกล้องถ่ายรูป ซึ่งรั้งปัญหาได้เพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น

กับบทวิจารณ์ส่วนใหญ่ คงจะพูดสอนถึงคุณโทษของ การถ้ำมอง อย่างเมามัน ผมขอข้ามไปเลยนะครับ ถ้าคุณโตพอจะเข้าใจได้ คงไม่ต้องให้มาใครสอนหรอกว่านี่เป็นสิ่งเหมาะสมหรือเปล่า, แต่อยากแนะนำโทษตามกฎหมายไว้ ในประเทศไทย ไม่มีกฎหมายกำหนดโทษสำหรับการแอบดูโดยเฉพาะ แต่มีกฎหมายประมวลอาญามาตราที่ 397 ที่กำหนดว่า

“ผู้ใด ในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ด้วยทุนสร้าง $1 ล้านเหรียญ หนังทำเงิน $36.8 ล้านดอลลาร์ กำไรเน้นๆ เข้าชิง Oscar 4 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Director (พ่ายให้กับ Elia Kazan เรื่อง On the Waterfront)
– Best Writing, Screenplay
– Best Cinematography, Color
– Best Sound, Recording

โพลจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ติดอันดับ 42 จากการจัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time 1998
ติดอันดับ 48 จากการจัดอันดับ AFI: Greatest American Films Of All Time 2007
ติดอันดับ 48 จากการจัดอันดับ Sight & Sound: Director’s Poll 2012
และติดอันดับ 53 จากการจัดอันดับ Sight & Sound: Critic’s Poll 2012

เกร็ด: Hitchcock ปรากฏ Cameo แอบซ่อนในห้องของนักแต่งเพลง ลองหาดูนะครับ

ถึงผมจะชื่นชอบเทคนิค วิธีการนำเสนอของหนังเรื่องนี้มาก แต่ถ้าดูตอนง่วงๆ ก็หาวหลับได้สบาย ความยาว 112 นาที กับการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างช้า ค่อยเป็นค่อยไป กับนักดูหนังสมัยใหม่ คงได้อยู่ไม่สุขเบื่อสุดๆเป็นแน่, กระนั้นหนังเรื่องนี้ถือว่า ‘คลาสสิก’ ในวิธีการนำเสนอ ที่ต้องใช้ความรู้สึกซึมซับ และการคิดวิเคราะห์ตีความ, ผมจัดให้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะความประณีตของการเล่าเรื่อง เทคนิคที่เรียบง่ายแต่ล้ำยุคสมัย และเนื้อหาที่แฝงข้อคิดการใช้ชีวิต มีหลายๆเรื่องน่าสนใจทีเดียว

ในบรรดาหนังของ Hitchcock ความชอบส่วนตัว Top 5 จะเป็น Rebecca > Rear Window > The Birds > North by Northwest > To Catch A Thief

ถ้าคุณเป็นพวกถ้ำมอง… ไม่ต้องเปิดเผยตัวก็ได้มั้ง, แนะนำกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักสืบ ตำรวจ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของตัวละคร, แฟนหนัง Alfred Hitchcock, James Stewart, Grace Kelly ไม่ควรพลาดเลย

แนะนำอย่างยิ่งกับนักเรียน คนทำงานสายภาพยนตร์ นี่เป็นหนังเรื่องบังคับที่จำเป็น “ต้อง” ดู ศึกษาเทคนิคต่างๆ เรียนรู้ นำไปปรับใช้ในการทำงานได้เลย

แนะนำเพิ่มเติมกับคนชอบหนังประเภท ‘พื้นที่จำกัด’ ที่เจ๋งๆเลย ลองหา 12 Angry Mens (1957) และ Raise the Red Lantern (1991) มาดูนะครับ

จัดเรต 13+ กับนิสัยถ้ำมอง

TAGLINE | “Rear Window อีกหนึ่ง Masterpiece ของ Alfred Hitchcock มี James Stewart ที่ถึงจะนั่งอยู่เฉยๆ แต่ก็มีส่วนร่วมกับหนังอย่างที่สุด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
1 Comment authors
tantawanpanda Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
tantawanpanda
Guest

โดยส่วนตัวแล้วชอบเรื่องนี้ค่ะ ชอบตอนสุดท้ายของหนังที่สุดท้ายพระเอกก็มีเอี่ยวและเสี่ยงอันตรายจนได้ ช่วงนั้นลุ้นมาก แต่ก็โล่งอกที่แค่ขาหักเพิ่มอีกข้าง แต่ที่กังวลที่สุดของหนังเรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องความารักพระเอกนางเอก ที่ส่อแววง่อนแง่นตั้งแต่เริ่ม จนตอนจบก็ยังไม่วางใจ คิดว่าสักคนต้องเปลี่ยน แต่พระเอกดูเหมือนไม่อยากเปลี่ยน เลยแบบท้ายสุดก็คงอาจได้เลิกกัน เรื่องนี้เกรซสวยมากค่ะ ชุดก็งดงาม ชอบการถ่ายสลับไปมาเพื่อแสดงอารมณ์ตัวละครด้วย เป็นเรื่องที่ชอบแต่ก็น้อยกว่า Vertigo psycho North west Rebeccaค่ะ ^^