Rebecca (1940) hollywood : Alfred Hitchcock ♥♥♥♥♡

(27/5/2024) หญิงสาวจากบ้านนอกคอกนา Joan Fontaine ตกหลุมรัก แต่งงานกับผู้ดีชนชั้นสูง Laurence Olivier แล้วเดินทางมาปักหลักอาศัยอยู่คฤหาสถ์โกธิค Manderley สามารถเปรียบเทียบตรงๆถึงผู้กำกับ Alfred Hitchcock ยินยอมเซ็นสัญญา(ทาส)โปรดิวเซอร์ David O. Selznick เพื่อมาสรรค์สร้างภาพยนตร์ยัง Hollywood

พอจะสังเกตเห็นความสัมพันธ์นี้ไหมเอ่ย? ตัวละครนิรนามของ Joan Fontaine = ผกก. Alfred Hitchcock, เดินทางมาปักหลักอาศัยอยู่คฤหาสถ์โกธิค Manderley = สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรกยัง Hollywood

มันคือความน่าพิศวงที่ผมเองก็รับชม Rebecca (1940) เป็นเรื่องแรกของผกก. Hitchcock บังเกิดความประทับใจ ลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ ชื่นชอบบรรยากาศลึกลับ สลับซับซ้อน ผสมผสาน Romantic + Thriller + Psychological + Horror (Manderley ราวกับบ้านผีสิง) เต็มไปด้วยสารพัดเหตุการณ์คาดไม่ถึง สมมงรางวัล Oscar: Outstanding Production (ชื่อเดิมของ Best Picture) … ถือเป็นผลงานเรื่องแรกเรื่องเดียวของผกก. Hitchcock ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี!

แม้หนังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แต่นี่ไม่ใช่ผลงานที่ผกก. Hitchcock รู้สึกพึงพอใจสักเท่าไหร่ เพราะเขาต้องงัดข้อโปรดิวเซอร์จอมเผด็จการ David O. Selznick ทั้งๆอุตส่าห์ชักนำพามาจากอังกฤษ กลับพยายามชี้นิ้วออกคำสั่ง ปรับเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่น ใช้อภิสิทธิ์ความเป็นโปรดิวเซอร์เหนือกว่าผู้กำกับ … ใครสามารถทำความเข้าใจหนังได้อย่างลึกซึ้ง ก็อาจพบเห็นตัวละครที่เป็นอวตารของ Selznick พยายามควบคุมครอบงำนางเอกผู้ไร้เดียงสา

การเดินทางสู่ Hollywood ของผกก. Hitchcock ถือเป็นการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ เพราะตอนทำงานอยู่อังกฤษ ด้วยงบประมาณน้อยนิด ทุกสิ่งอย่าง(งานสร้าง + บุคลากร + เทคโนโลยี)อยู่ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย แต่พอมาถึงสหรัฐอเมริกา ราวกับได้รับการปลดแอก ประกาศอิสรภาพ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทุนอีกต่อไป รายล้อมรอบด้วยทีมงานมากประสบการณ์ ทั้งยังเทคโนโลยีถ่ายทำล้ำสมัยกว่าที่อื่นใด เหล่านี้ไม่ใช่แค่อำนวยความสะดวกสบาย แต่ยังขยับขยายวิสัยทัศน์ ความเป็นไปได้ไม่รู้จบ … แต่นั่นต้องหลังจากผกก. Hitchcock หมดสัญญา(ทาส)กับโปรดิวเซอร์ Selznick

เกร็ด: อ้างอิงจาก Wikipedia ในการแบ่งแยกยุคสมัยของผกก. Hitchcock ประกอบด้วย

  • Inter-war career หรือ British Year (1919-39)
    • Silent Film (1919-29): The Lodger: A Story of the London Fog (1927)
    • Early Sound Film (1929-39): Blackmail (1929), The 39 Steps (1935), The Lady Vanishes (1938)
  • Early Hollywood Years (1939-45): Rebecca (1940), Suspicion (1941), Shadow of a Doubt (1943)
  • Post-war Hollywood Years (1945-53): Spellbound (1945), Notorious (1946), Rope (1948), Strangers on a Train (1951)
  • Peak years (1954-64): Rear Window (1954), To Catch a Thief (1955), Vertigo (1958), North by Northwest (1959), Psycho (1960), The Birds (1963)
  • Later years (1966-80): Frenzy (1972)

ผมเฝ้ารอคอยมานานที่จะปรับปรุงบทความนี้ เพราะรู้สึกเอะใจว่าผกก. Hitchcock อาจเคลือบแฝงนัยยะอะไรบางอย่างต่อการโกอินเตอร์ สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรกยังสหรัฐอเมริกา ปรากฎว่าก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ Hollywood = Manderley และยังทำให้ครุ่นคิดต่อถึงปราสาท Xanadu ของ Citizen Kane (1941) ที่มีความละม้ายคล้าย ก็อาจสื่อความหมายไปในทิศทางเดียวกัน!


Sir Alfred Joseph Hitchcock (1899-1980) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ เจ้าของฉายา ‘Master of Suspense’ เป็นชาวอังกฤษ เกิดที่ Leytonstone, Essex ครอบครัวเปิดกิจการร้านขายของชำ (grocery shop) ช่วงวัยเด็กมีความสนใจภูมิศาสตร์ แผนที่ ขบวนรถไฟ ใฝ่ฝันอยากเป็นวิศวกร เข้าศึกษาภาคค่ำยัง London County Council School of Engineering and Navigation แต่พอบิดาเสียชีวิต เลยต้องแบ่งเวลามาทำงานเสมียนบริษัทโทรเลข Henley Telegraph and Cable Company, หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มมีความสนใจด้านการเขียน กลายเป็นบรรณาธิการรุ่นก่อตั้ง The Henley Telegraph ก่อนย้ายมาแผนกโฆษณา ทำให้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์ ‘Motion Picture’ เกิดความชื่นชอบหลงใหล Der müde Tod (1921) ของผู้กำกับ Fritz Lang

ต่อมายื่นใบสมัครเข้าทำงานสตูดิโอ Famous Players–Lasky เปิดสาขาใหม่ที่ London เริ่มจากเป็นนักออกแบบ Title Card, ร่วมเขียนบท, ออกแบบศิลป์, ผู้จัดการกองถ่าย, ผู้ช่วยตัดต่อ ฯ เรียนรู้งานแทบจะทุกสิ่งอย่าง ไต่เต้าสู่ผู้ช่วยผู้กำกับ Woman to Woman (1923), ได้รับโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Pleasure Garden (1925), แจ้งเกิดกับ The Lodger: A Story of the London Fog (1927), ผลงานโดดเด่นในยุคแรกๆ อาทิ Blackmail (1929), The Man Who Knew Too Much (1934), The 39 Steps (1935), The Lady Vanishes (1938) ฯ

ช่วงปี ค.ศ. 1938, ผกก. Hitchcock ได้รับข้อเสนอมากมายให้เดินทางมาทำงานยัง Hollywood แต่เขาตอบปฏิเสธเพราะไม่ชอบเนื้อหาในสัญญา จนกระทั่งโปรดิวเซอร์ David O. Selznick พ่วงข้อเสนอสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ RMS Titanic แม้จะถูกล้มเลิกเอาภายหลัง กลับสามารถซื้อใจ ยินยอมเซ็นสัญญา 7 ปี ภาพยนตร์ 4 เรื่อง ได้ค่าจ้าง $40,000 เหรียญต่อเรื่อง (เทียบค่าเงิน ค.ศ. 2023 ประมาณ $870,000 เหรียญ)

หลังเสร็จสร้าง Jamaica Inn (1939) ก็ออกเดินทางสู่ Hollywood หลังปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ ก็ตัดสินใจเลือกดัดแปลงนวนิยายขายดี Rebecca (1938) แต่งโดยนักเขียน Daphne du Maurier


Dame Daphne du Maurier, Lady Browning (1907-89) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เกิดที่กรุง London เป็นบุตรของนักแสดง Sir Gerald du Maurier และ Muriel Beaumont แม้ตั้งแต่เด็กจะอยู่ในแวดวงการบันเทิง แต่เธอกลับสนใจด้านการเขียน ตีพิมพ์บทความ เรื่องสั้นลงนิตยสาร Bystander และนวนิยายเรื่องแรก The Loving Spirit (1931)

สำหรับผลงานชิ้นเอก Rebecca (1938) นำแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งแต่แต่งงานกับพลโท Tommy “Boy” Browning (ชื่อเล่น Tommy) เมื่อรับรู้ว่าเขาเคยหมั้นหมายกับหญิงสาวไฮไซสุดสวย Jan Ricardo พยายามเปรียบเทียบตนเองกับอีกฝ่าย จนบังเกิดความหลอกหลอน อิจฉาริษยา ไม่เป็นอันกินอันนอน

Daphne and Tommy Browning, like Rebecca and Maximilian de Winter, were not faithful to one another. Jan Ricardo, tragically, died during the Second World War. She threw herself under a train.

Matthew Dennison บทความจาก Telegraph

ในส่วนของคฤหาสถ์ Manderley ได้แรงบันดาลใจจากเมื่อครั้นสามีเดินทางไปประจำการ Alexandria, Egypt ช่วงก่อนการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาพักอาศัยอยู่โรงแรมหรูหรา น่าตื่นตาตื่นใจ (Exotic) แต่ด้วยความต่างที่ต่างถิ่น สภาพอากาศไม่คุ้นชิน นี่ไม่ใช่สถานที่ที่มีความโรแมนติก น่าหลงใหลเลยสักนิด!

นวนิยาย Rebecca (1938) ถือเป็นผลงานประสบความสำเร็จสูงสุดของ de Maurier ตีพิมพ์ครั้งแรก 20,000 เล่ม ขายหมดเกลี้ยงในไม่ถึงหนึ่งเดือน ระหว่างปี ค.ศ. 1938-65 มียอดขายกว่า 3 ล้านเล่ม! ชนะรางวัล National Book Award: Favourite Novel ประจำปี ค.ศ. 1938 และการสำรวจของ BBC เมื่อปี ค.ศ. 2003 ได้รับการจัดอันดับ #14 ชาร์ท UK: Nation’s Best-Loved Novel

เกร็ด: ก่อนหน้านี้ผกก. Hitchcock ก็เพิ่งดัดแปลงนวนิยายของ Daphne du Maurier เรื่อง Jamaica Inn และในอนาคตยังมี The Birds


โปรดิวเซอร์ Selznick จ่ายค่าลิขสิทธิ์นวนิยาย $50,000 เหรียญ จากนั้นมางัดข้อกับผกก. Hitchcock ที่อยากให้ดัดแปลงบทโดยคู่หูนักเขียนชาวอังกฤษ Sidney Gilliat & Frank Launder (เคยร่วมงานภาพยนตร์ The Lady Vanishing (1938)) แต่ทว่า Selznick ต้องการนักเขียนอย่าง Ben Hecht, Clemence Dane, John Baldeston, Sidney Howard หรือ Richard Blaker ก่อนลงเอยพัฒนาบทร่างแรกโดย Philip MacDonald & Joan Harrison

ทว่าโปรดิวเซอร์ Selznick กลับปฏิเสธบทร่างแรก แสดงความคิดเห็น “distorted and vulgarized” จึงมอบหมายอีกสองนักเขียน Robert E. Sherwood & Joan Harrison เรียกร้องให้ดัดแปลงด้วยความซื่อตรงต่อนวนิยายต้นฉบับ ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องมีบางส่วนปรับเปลี่ยนให้สามารถผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code ประกอบด้วย

  • ในนวนิยาย Maxim มีการยิงปืนใส่ แสดงเจตจำนงค์ชัดเจนว่าต้องการฆาตกรรม Rebecca ขณะที่ฉบับภาพยนตร์เต็มไปด้วยความคลุมเคลือ เพียงเรื่องเล่าที่ตัวละครก็เหมือนไม่แน่ใจในตนเองสักเท่าไหร่
  • อีกสิ่งหนึ่งคือความสัมพันธ์เลสเบี้ยนระหว่าง Rebecca กับ Mrs. Danvers (เคลือบแฝงรสนิยมทางเพศของผู้แต่ง Daphne du Maurier) แต่ฉบับภาพยนตร์ไม่สามารถทำให้โดดเด่นชัด ถึงอย่างนั้นผู้ชมส่วนใหญ่ก็น่าจะพอสังเกตออกได้ไม่ยาก

สรุปแล้วในเครดิตประกอบด้วย Adaptation by: Philip MacDonald & Michael Hogan และ Screenplay by: Robert E. Sherwood & Joan Harrison

เพราะผกก. Hitchcock ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆในการพัฒนาบท สิ่งขาดหายไปใน Rebecca (1940) ก็คืออารมณ์ขัน (British Humour) มองว่าหนังตึงเครียดเกินไป แทบไม่มีช่วงเวลาผ่อนคลาย และด้วยข้อเรียกร้องของโปรดิวเซอร์ Selznick จึงถ่ายทำตามบทหนังได้รับมาเป๊ะๆ … แต่กลับสร้างความไม่พึงพอใจต่อ Selznick เพราะไม่หลงเหลือรายละเอียดใดๆให้ทำการปรับปรุงแก้ไขในกระบวนการตัดต่อ


หญิงสาวนิรนามคนหนึ่ง (รับบทโดย Joan Fontaine) ทำงานเป็นผู้ช่วยไฮโซสูงวัย Mrs. Edythe Van Hopper (รับบทโดย Florence Bates) ระหว่างมาพักอาศัยยัง Monte Carlo มีโอกาสพบเจอชายวัยกลางคน Maxim de Winter (รับบทโดย Laurence Olivier) ทั้งสองตกหลุมรัก ก่อนตัดสินใจแต่งงาน หลังฮันนีมูนเดินทางไปอาศัยอยู่ยังคฤหาสถ์หรู Manderley ตั้งอยู่ Cornwall, South West England

ณ คฤหาสถ์หรู Manderley หญิงสาวได้พบเจอกับหัวหน้าคนรับใช้ Mrs. Danvers (รับบทโดย Judith Anderson) ไม่รู้ทำไมปฏิกิริยาแสดงออก สีหน้ามีความจงเกลียดจงชัง ก่อนพบว่าเธอมีความจงรักภักดีเจ้านายคนเก่า Rebecca อดีตภรรยาของ Maxim เสียชีวิตจากเหตุการณ์เรือล่ม คาดคิดว่าสามียังคงเหลือเยื่อใย จึงบังเกิดความอิจฉาริษยา พยายามปรับเปลี่ยนตนเอง เลียนแบบอย่าง Rebecca แต่กลับสร้างความไม่พึงพอใจให้เขาอย่างรุนแรง

ค่ำคืนหนึ่งระหว่างงานเลี้ยง มีการพบเจอเรืออัปปาง คาดว่าคือศพของ Rebecca ลอยมาเกยตื้นริมชายฝั่ง ทำให้หญิงสาวได้รับฟังความจริงจากปาก Maxim ว่าไม่เคยตกหลุมรักอดีตภรรยา เพราะอีกฝ่ายชอบสร้างภาพ แต่งตัวหรูหรา แต่ลับหลังแอบคบชู้กับลูกพี่ลูกน้อง Jack Favell (รับบทโดย George Sanders) กล่าวอ้างว่าตนเองตั้งครรภ์ เกิดอารมณ์ชั่ววูบ โต้ตอบด้วยความรุนแรง ลากพาขึ้นเรือ ปล่อยให้อับปาง

ศพของ Rebecca ทำให้พบหลักฐานใหม่ นำสู่ข้อสงสัยว่าอาจไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่เป็นคดีฆาตกรรม Jack จึงพยายามแบล็กเมล์ Maxim เปิดเผยว่าฝ่ายหญิงอาจกำลังตั้งครรภ์ชายอื่น (หรือก็คือตนเองนะแหละ) จนเมื่อติดตามหาแพทย์ผู้ทำการตรวจวินิจฉัย กลับให้ความคิดเห็นที่ไม่มีใครสามารถคาดคิดถึง


Laurence Kerr Olivier, Baron Olivier (1907-89) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Dorking, Surrey บิดาเป็นบาทหลวง Anglicanism หลังพบเห็นความสามารถบุตรชายในการแสดงงานโรงเรียน พยายามส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าเรียนต่อ Central School of Speech Training and Dramatic Art ค่อยๆไต่เต้าวงการละคอนเวทีจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับยกย่องสามทหารเสือแห่งวงการละคอนเวทีเคียงคู่กับ Ralph Richardson และ John Gielgud, ในส่วนวงการภาพยนตร์เริ่มต้นจากเซ็นสัญญา RKO Pictures เล่นหนังเรื่องแรก Friends and Lovers (1931), โด่งดังกับ Wuthering Heights (1939), Rebecca (1940), 49th Parallel (1941), Spartacus (1960), The Shoes of the Fisherman (1968), Sleuth (1972), Marathon Man (1976), The Boys from Brazil (1978), และยังเคยกำกับ/นำแสดง Henry V (1944), Hamlet (1948), Richard III (1955) ฯ

รับบท George Fortescue Maximilian ‘Maxim’ de Winter ชายวัยกลางคน ชนชั้นผู้ดีมีสกุล ภายนอกสีหน้าอมทุกข์ ซึมเศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียภรรยา Rebecca de Winter แต่หลังจากพบเจอหญิงสาวนิรนาม (ที่ใบหน้าละม้ายคล้าย Rebecca) ทำให้ตกหลุมรักแรกพบ พยายามโน้มน้าว เกี้ยวพาราสี จนสู่ขอแต่งงานได้สำเร็จ จากนั้นพามาอาศัยอยู่คฤหาสถ์หรู Manderley โดยไม่รู้ตัวเธอสาวกลับค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป ลอกเลียนแบบทรงผม การแต่งตัวของ Rebecca นั่นสร้างความไม่พึงพอใจอย่างมากๆ เพราะแท้จริงแล้วเขาไม่ได้ชื่นชอบ มีความรักต่ออดีตภรรยา ตรงกันข้ามเต็มไปด้วยอคติ ต่อต้าน ถึงขนาดเคยอยากเข่นฆาตกรรมอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ!

ความตั้งใจของโปรดิวเซอร์ Selznick ต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ‘Vehicle Star’ ของ Carole Lombard เลยพยายามติดต่อคู่ขวัญ Ronald Colman แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธเพราะมองว่าบทนางเอกโดดเด่นกว่า รวมถึงไม่อยากเล่นหนังแนวฆาตกรรม, ต่อมามีสองนักแสดงตัวเลือก Laurence Olivier และ William Powell ก่อนลงเอยที่ Olivier เพราะเรียกร้องค่าตัวน้อยกว่าที่ $100,000 เหรียญ

Olivier ไม่ใช่แค่หน้าตาหล่อเหล่า แต่พลังการแสดง (Charisma) บุคลิกภาพ ท่าทางมีความสง่างาม ชนชั้นสูง ผู้ดีมีสกุล (ตามแบบอย่างผู้ดีอังกฤษ) ช่วงแรกๆดูเหมือนบุคคลสูงส่ง เกินอาจเอื้อม ยินยอมลดตัวลงมาแต่งงานกับหญิงสาวนิรนาม ช่างไม่แตกต่างจากเทพบุตรกับดอกไม้ริมทาง (ทีแรกจะเขียนว่าดอกฟ้ากับหมาวัด แต่มันสลับเพศกันอยู่)

แต่เมื่อเรื่องราวของอดีตภรรยา Rebecca ค่อยๆเปิดเผยออกมา ทำให้พบเห็นปฏิกิริยาสิ้นหวัง เต็มไปด้วยความอัดอั้น โกรธเกลียดเคียดแค้น อดีตติดตามมาหลอกหลอน ยิ่งขณะถูกแบล็กเมล์แสดงอาการลุ่มร้อน กระวนกระวาย จนแทบมิอาจควบคุมตนเอง … กลายเป็นเทพบุตรตกสวรรค์โดยพลัน

ผมรู้สึกว่าการแสดงของ Olivier ดูเอื่อยเฉื่อย ขาดความกระตือรือล้น ขนาดว่าโปรดิวเซอร์ Selznick ยังบอกให้ผกก. Hitchcock สื่อสารกับนักแสดงให้เข้าใจว่ากำลังทำอะไร? บทสนทนาสื่อความหมายอะไร? นั่นเพราะกระจิตกระใจของ Olivier ขณะนั้นกำลังทุ่มเทให้กับโปรดักชั่น Broadway เรื่อง Romeo and Juliet ประกบว่าที่ภรรยา Vivien Leigh … เห็นว่า Olivier พยายามล็อบบี้ Leigh ให้ได้รับบทนำ พอไม่ได้ดั่งใจเลยไม่ค่อยยี่หร่าโปรเจคนี้สักเท่าไหร่ แถมปฏิบัติต่อ Fontaine ไม่ค่อยดีอีกต่างหาก เคมีระหว่างพวกเขาจึงดูเหินห่าง โรแมนติกแบบว่างเปล่า

ถึงอย่างนั้นการแสดงที่พลิกบทบาทจากหน้าเป็นหลัง เทพบุตรตกสวรรค์ ก็เพียงพอให้ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor แต่ไม่มีลุ้นอะไร ผู้ชนะปีนั้นคือ James Stewart จากภาพยนตร์ The Philadelphia Story (1940)


Joan Fontaine ชื่อจริง Joan de Beauvoir de Havilland (1917- 2013) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Tokyo, Japan บิดาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ Imperial University, ส่วนมารดา Lilian Augusta Ruse de Havilland Fontaine คืออดีตนักแสดงละครเวทีชื่อดัง ต้นตระกูลสืบเชื้อสายขุนนางอังกฤษ, หลังจากครอบครัวหย่าร้าง มารดาพาเธอและพี่สาว Olivia de Havilland อพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกา โตขึ้นดำเนินตามรอยเท้า เริ่มจากเป็นนักแสดงละคอนเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก No More Ladies (1935), เซ็นสัญญากับ RKO Picture เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Man Who Found Himself (1937), A Damsel in Distress (1937), Gunga Din (1939), The Women (1939), ย้ายมาสังกัด David O. Selznick ทำให้ได้รับบทนำ Rebecca (1940), Suspicion (1941), The Constant Nymph (1943), Letter from an Unknown Woman (1948) ฯ

รับบทหญิงสาวนิรนาม (เริ่มต้นเรียกตนเองผ่านเสียงบรรยายว่า I) มีความละอ่อนวัย น่ารักสดใส ทำงานเป็นผู้ช่วยไฮโซสูงวัย Mrs. Edythe Van Hopper ระหว่างพักอาศัย Monte Carlo มีโอกาสพบเจอชายวัยกลางคน Maxim de Winter ตกหลุมรักแรกพบ ก่อนตัดสินใจแต่งงาน (กลายเป็น Mrs. de Winter) หลังฮันนีมูนเดินทางไปอาศัยอยู่ยังคฤหาสถ์หรู Manderley บังเกิดอาการ ‘Cultural Shock’ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยความกระตือรือล้น อยากรู้อยากเห็น กระทั่งเรียนรู้จักตัวตนของอดีตภรรยา Rebecca ตระหนักว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า เทียบไม่ได้กับความไฮโซเลิศหรูของอีกฝ่าย บังเกิดความอิจฉาริษยา จึงพยายามปรับเปลี่ยนตนเอง ทั้งทรงผม เครื่องแต่งกาย ลอกเลียนหลายสิ่งอย่างเพื่อพิสูจน์ตนเอง เรียกร้องความสนใจจากสามี แต่กลับสร้างความผิดหวังให้เขาอย่างรุนแรง ก่อนเรียนรู้ว่าควรเป็นตัวของตนเองดีที่สุด!

หลังจาก Ronald Colman ปฏิเสธรับบท เลยทำให้ Carole Lombard ไม่ตอบตกลงเช่นกัน, โปรดิวเซอร์ Selznick เลยเบนเป้ามายัง(พี่สาว) Olivia de Havilland แต่เธอติดพันโปรเจคอื่นอยู่ ยิ่งพอเห็นว่าน้องสาวอยู่ในความสนใจ เลยไม่ต้องการแก่งแย่งชิงโอกาส, นักแสดงคนอื่นๆที่ได้รับการติดต่อ/เข้ามาทดสอบหน้ากล้อง อาทิ Loretta Young, Vivien Leigh, Anita Louise, Anne Baxter, Margaret Sullavan, สุดท้ายลงเอย Joan Fontaine เพราะยังไม่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่

แม้พอมีประสบการณ์ภาพยนตร์มาบ้าง แต่ทว่า Fontaine ยังไม่เคยรับบทนำจริงจัง จึงเต็มไปด้วยความประหม่า ลุกรี้ร้อนรน การกำกับของ Hitchcock ก็ค่อนข้างเข้มงวดกวดขัน แถมเพื่อนนักแสดง Olivier ยังปฏิบัติต่อเธอค่อนข้างย่ำแย่ (นั่นเพราะ Olivier พยายามล็อบบี้ให้แฟนสาว Vivien Leigh พอไม่ได้ดั่งใจ เลยไม่ค่อยยี่หร่ากับโปรเจคนี้สักเท่าไหร่) นั่นทำให้เธอมีความเหนียงอาย หวาดกังวล กลัวความผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา … แต่ต้องถือว่าสอดคล้องเข้ากับสภาวะทางอารมณ์ตัวละคร ออกมาดูเป็นธรรมชาติอย่างมากๆ

เพราะความละอ่อนวัย ไร้เดียงสา เติบโตมาในวิถีสังคมที่แตกต่าง แต่เมื่อกลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ ทำให้หญิงสาวบังเกิดการเปรียบเทียบ บ้างเรียกว่าอิจฉาริษยา เลยต้องการพิสูจน์ตนเอง ฉันก็มีความสวย สง่า โดดเด่น เป็นได้เหมือนผู้อื่น โหยหาการยินยอมรับจากชายคนรัก … สิ่งที่หนังพยายามนำเสนอ เพื่อบอกว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้องนัก แค่เป็นตัวของตนเอง ไม่จำต้องเปรียบเทียบ ลอกเลียนแบบ ทำตัวเหมือนใคร (ไม่จำเพาะเจาะจงแค่หญิงสาว แต่เหมารวมคนทุกเพศวัย)

Rebecca (1940) คือบทบาทแจ้งเกิดเต็มตัว หนึ่งในการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Fontaine ทำให้กลายเป็น ‘typecast’ หญิงสาวมีความน่ารัก สดใส ละอ่อนวัย ซื่อบริสุทธิ์ ติดตัวไปอีกสักพักใหญ่ๆ (เมื่อตอนแสดง Letter from an Unknown Woman (1948) อายุย่างเข้า 30+ ก็ยังเล่นเป็นหญิงสาวแรกรุ่น) ซึ่งพอเธอย่างเข้าสู่วัยกลางคน กระแสนิยมเลยลดลงพอสมควร


Dame Frances Margaret Anderson (1897-1992) นักแสดงสัญชาติ Australian เกิดที่ Adelaide, Colony of South Australia โตขึ้นเริ่มจากแสดงละคอนเวที Theatre Royal, Sydney จากนั้นมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา กลายเป็นนักแสดง Broadway, ภาพยนตร์เรื่องแรก Blood Money (1933), โด่งดังพลุแตกกับภาพยนตร์ Rebecca (1940), ผลงานอื่นๆ อาทิ Laura (1944), And Then There Were None (1945), The Strange Love of Martha Ivers (1946), Cat on a Hot Tin Roof (1958), Star Trek III: The Search for Spock (1984) ฯ

รับบท Mrs. Danvers หัวหน้าคนรับใช้ ผู้มีความจงรักภักดีต่อ Rebecca de Winter การมาถึงของ Mrs. de Winter คนใหม่ สร้างความไม่พึงพอใจ ไม่ต้องการยินยอมรับ แสดงปฏิกิริยาเยือกเย็นชา วางท่าสูงส่ง เริดเชิดเย่อหยิ่ง พยายามควบคุมครอบงำ ‘mentally torment’ ใช้ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม พยายามเป่าหูว่าเธอไม่มีวันเข้ามาแทนที่เจ้านายเก่า ก่อนช่วงท้ายตัดสินใจทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง ดีกว่าต้องตกอยู่ในการครอบครองของบุคคลผู้ไม่สมควรค่า

Anderson เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในแวดวงละคอนเวที มีผลงาน Broadway ประสบความสำเร็จหลายเรื่อง ก่อนหน้านี้เพิ่งเล่นเป็น Lady Macbeth ประกบกับ Laurence Olivier ทำการแสดงที่ Old Vic และ New Theatre, West End นั่นกระมังคือเหตุผลให้ได้รับบทบาท Mrs. Danvers

นี่เป็นตัวละครที่ต้องใช้การควบคุมร่างกาย ท่าทางขยับเคลื่อนไหว รวมถึงปฏิกิริยาสีหน้า มีความสงบนิ่ง เยือกเย็นชา แต่ซ่อนเร้นด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ไม่พึงพอใจ ปฏิเสธยินยอมเจ้านายคนใหม่ ทั้งยังพยายามทำเสียงเข้มๆ เพื่อให้ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม ฟังแล้วมีน้ำหนัก รู้สึกตึงเครียด กดดัน ควบคุมครอบงำ ไม่สามารถดิ้นหลบหนี

เกร็ด: ผกก. Hitchcock ให้คำแนะนำ Judith Anderson ทุกครั้งเวลาเข้าฉากห้ามกระพริบตา และเวลาเดินจะไม่โยกตัวไปมา เพื่อให้เห็นเหมือนกำลังล่องลอย วิญญาณร้าย/อดีตติดตามมาหลอกหลอก

อคติของ Mrs. Danvers ต่อเจ้านายใหม่ แสดงถึงพฤติกรรมปิดกั้น ไม่รับฟัง มองโลกในแง่เดียว ครุ่นคิดว่าฉันถูกต้อง จึงพยายามควบคุมครอบงำ บีบบังคับให้คนอื่นเห็นพ้องคล้อยตามฉัน พอทำอะไรไม่ได้ดั้งใจก็ … ฟังดูไม่แตกต่างจากโปรดิวเซอร์ David O. Selznick เชื่อมั่นในวิถีภาพยนตร์ของตนเอง พยายามควบคุมครอบงำผกก. Hitchcock สุดท้ายแล้ว !@#$%

บทบาท Mrs. Danvers ถือเป็นสีสันในอาชีพของ Anderson น่าเสียดายแค่ได้เข้าชิง Oscar จริงๆมีลุ้นคว้ารางวัล แต่พ่ายให้กับ Jane Darwell ภาพยนตร์ The Grapes of Wrath (1940) … คือถ้าได้รางวัลนี้จะทำให้เธอกลายเป็นนักแสดง Triple Crown of Acting เพราะเคยได้ Tony และ Emmy (2 ครั้ง) ขาดเพียง Oscar เท่านั้นเอง


ในตอนแรกโปรดิวเซอร์ Selznick อยากได้โคตรตากล้อง Harry Stradling ไม่ก็ Gregg Toland แต่ทั้งสองคิวไม่ว่างจึงตัดสินใจหยิบยืม George Barnes มาจากสตูดิโอ Fox

ถ่ายภาพโดย George S. Barnes (1892-53) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Pasadena, California เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ มีผลงานเข้าชิง Oscar: Best Cinematography ทั้งหมด 8 ครั้ง ประกอบด้วย The Devil Dancer (1927), The Magic Flame (1927), Sadie Thompson (1928), Our Dancing Daughters (1928), Rebecca (1940), The Spanish Main (1945), Spellbound (1945), Samson and Delilah (1950), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Jane Eyre (1943), The Bells of St. Mary’s (1945) The Greatest Show on Earth (1952), The War of the Worlds (1953) ฯ

งานภาพคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายหนังนัวร์ โดดเด่นกับแสงสว่าง-เงามืด-หมอกควัน คฤหาสถ์ Manderley ช่างมีบรรยากาศหลอกหลอน ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรม Gothic ไม่ต่างจากบ้านผีสิง! แถมการถ่ายทำทั้งหมดอยู่ในสตูดิโอ ทิวทัศน์ภายนอกใช้การฉายภาพจากเครื่อง Rear Projection ยิ่งช่วยทำให้ทุกสิ่งอย่างดูล่องลอย เหนือจริง ราวกับอยู่ในความเพ้อฝัน

เมื่อตอนอยู่อังกฤษ ผกก. Hitchcock เคยมีประสบการณ์ถ่ายทำด้วยโมเดลจำลอง (Miniatures) ภาพยนตร์ The Lady Vanishing (1938) เลยตั้งใจจะถ่ายภายนอกคฤหาสถ์ Manderley ด้วยวิธีการเดียวกัน! แต่ทว่ากลับต้องงัดข้อโปรดิวเซอร์ Selznick (ทีแรกอยากให้ถ่ายทำด้วยฟีล์มสี ถ้าใช้โมเดลจำลองคงดูไม่สมจริง) พยายามสำรวจหาสถานที่จริง สุดท้ายไม่พบเจอแห่งหนไหนถูกใจ เลยจำยินยอมอนุญาตให้ใช้โมเดลจำลอง (พอเปลี่ยนมาถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำ โมเดลจำลองช่วยสร้างความลึกลับ บรรยากาศนัวร์ๆได้ดี)

แซว: เนื่องจากผกก. Hitchcock ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆกับการดัดแปลงบทหนัง จึงโต้ตอบโปรดิวเซอร์ Selznick ไม่อนุญาตให้เข้ามายุ่งย่ามก้าวก่ายใดๆระหว่างถ่ายทำ และด้วยความยังไม่มักคุ้นชินวิถี Hollywood ทำให้โปรดักชั่นล่าช้าไปถึง 63 วัน (จากแผนงาน 36 วัน) และงบประมาณงอกเงย $1,285,000 ล้านเหรียญ (จากทุนตั้งต้น $785,000 เหรียญ)


ภาพแรกของหนังคือโลโก้ Selznick International Studio ภาพถ่ายอาคารหลังหนึ่ง จากนั้นเข้าสู่เรื่องราวผ่านเสียงบรรยาย กล้องค่อยๆเคลื่อนไหลลอดผ่านประตู เลียบๆเคียงๆมาตามถนนหนทาง จนถึงคฤหาสถ์ Manderley ที่แทบจะมองอะไรไม่เห็น เป็นภาพย้อนแสงอาทิตย์ (เทคนิคนี้ช่วยสร้างความแนบเนียนให้กับโมเดลจำลอง Miniatures)

เหตุผลที่ผมนำสองช็อตนี้มาวางคู่กัน เพราะมันช่างมีความละม้าย เหมือนจงใจอะไรบางอย่าง ซึ่งจากนัยยะของหนังเรายังสามารถเปรียบเทียบสตูดิโอ Selznick (ภายนอกสว่างสดใส) = คฤหาสถ์ Manderley (ภายในปกคลุมด้วยความมืดมิด)

ตั้งแต่ที่หญิงสาวพบเจอ ตกหลุมรัก Maxim ด้วยความแตกต่างทางสถานะ ชนชั้น ทำให้เธอเกิดอาการหวาดกังวล กระวนกระวาย รู้สึกไม่แน่ใจในตนเอง (ระหว่างนอนหลับฝัน พบเห็นเงาหน้าต่างอาบฉาบใบหน้า-เตียงนอน สามารถสื่อถึงบางสิ่งอย่างติดค้างคาใจ) นี่ฉันดีพอสำหรับเขาหรือไม่?

ระหว่างที่ Maxim ขับรถพาหญิงสาวไปเที่ยวเล่น นัดเดท ผมรู้สึกว่าภาพพื้นหลังลอยๆของเครื่องฉาย Rear Projection สามารถสร้างสัมผัสเหมือนฝัน กำลังมุ่งสู่โลกใบใหม่ที่เธอไม่เคยรับรู้จัก พอมาถึงร้านอาหารลุกขึ้นมาเต้นรำ ภาพสะท้อนพื้นผืวน้ำในทิศทางกลับหัวกลับหาง สื่อถึงวิถีชีวิต(ของหญิงสาว)ที่พลิกกลับตารปัตร

เฉกเช่นกับหลังแต่งงาน ภาพพื้นหลังลอยๆของเครื่องฉาย Rear Projection และประตูทางเข้าคฤหาสถ์ Manderlel เพื่อสร้างสัมผัสว่าสถานที่แห่งนี้ราวกับโลกอีกใบ … ไม่เชิงว่าดินแดนหลังสายรุ้ง แต่ถ้าจะเรียกคงคือบ้านผีสิง!

ระหว่างทางใกล้ถึงคฤหาสถ์ ในตอนแรกหญิงสาวเกิดอาการหนาวเหน็บ (Maxim เลยให้สวมใส่เสื้อคลุม) ต่อด้วยจู่ๆฝนตกหนัก สภาพอากาศเหล่านี้สามารถสะท้อนความรู้สึกของเธอ เต็มไปด้วยความวิตกกังวล หนาวเหน็บ/สั่นสะท้านทรวงใน นี่ฉันจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งนี้ได้หรือไม่?

เมื่อเข้ามาในคฤหาสถ์ Manderley รายละเอียดเล็กๆอย่างขณะยกมือขึ้นปัดผม พอดิบพอดีพบเห็นเงาเคลื่อนพานผ่านใบหน้า หรือขณะเดินอยู่ระหว่างโถงทางเดิน เงาขมุกขมัวจากสายฝน ล้วนสะท้อนความรู้สึกหวาดกังวลของหญิงสาว กลัวๆกล้าๆ ไม่รู้จะทำอะไรยังไง สถานที่แห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ รโหฐาน ‘overwhelming’ เกินกว่าจะปรับตัวได้โดยทันที … เมื่อตอนที่ทำตุ๊กตาเซรามิกแตก (China Cupid) เกิดอาการหวาดกลัวความผิด เลยซุกซ่อนไว้ในลิ้นชัก (ยังไม่สามารถปรับตัว เข้าใจสถานะตนเองในคฤหาสถ์หลังนี้)

ระหว่างที่ Mrs. Danvers นำทางหญิงสาวออกทัวร์คฤหาสถ์ Manderley จะมีขณะหนึ่งดำเนินมาถึงฟากฝั่งตะวันตก ห้องพักของ(อดีตภรรยา) Rebecca ผมพยายามหาคลิปเพลงประกอบ กลับพบเจอแต่ฉบับบันทึกเสียงใหม่ ใครตั้งใจฟังในหนังจะได้เสียงสังเคราะห์ Hammond Novachord ว่ากันว่านี่คือครั้งแรกๆของวงการภาพยนตร์ที่นำเอาเครื่อง Polyphonic Synthesizer สร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง มอบสัมผัสเหนือธรรมชาติ … ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ แต่ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึง Rebecca ก็มักใช้เครื่องสังเคราะห์เสียง กลายเป็นท่วงทำนองประจำตัวละครเลยก็ว่าได้

อาจไม่เหมือน Xanadu ภาพยนตร์ Citizen Kane (1941) ที่พยายามให้ผู้ชมสัมผัสถึงความเวิ้งว่างเปล่าในปราสาทหลังใหญ่, คฤหาสถ์โกธิค Manderley เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ สิ่งข้าวของสะสม-เครื่องใช้ ฯ มุ่งเน้นการจัดแสง-เงา-หมอกควัน เพื่อสร้างบรรยากาศลึกลับ หลอกหลอน เหมือนมีบางสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างยังคงล่อยลอยเวียนวน ชวนให้ขนหัวลุกพองเสียมากกว่า

ใครช่างสังเกตจะพบเห็นเทคนิคถ่ายภาพ ‘Deep Focus’ คมชัดทั้งด้านหน้า-หลัง ระยะใกล้-ไกล ไม่มีตำแหน่งไหนเบลอหลุดโฟกัส หลายคนอาจรับรู้จักเทคนิคนี้จากภาพยนตร์ Citizen Kane (1941) แต่แท้จริงผกก. Hitchcock เคยทดลองใช้มาตั้งแต่หนังเงียบ Downhill (1927)

อย่างที่บอกไปว่าทุกช็อตฉากถ่ายทำในสตูดิโอ ระหว่างทางที่หญิงสาวออกติดตามเจ้าสุนัข Jasper ภาพชายหาด/คลื่นซัดหาดทราย ล้วนคือภาพฉายจากเครื่อง Rear Projection (นี่ก็เป็นการสร้างสัมผัสถึงสถานที่ ว่าต้องมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง) ปลายทางมาถึงยังกระท่อม(รัก)หลังน้อย สถานที่ที่ Maxim ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะเต็มไปด้วยสิ่งข้าวของเครื่องใช้ของอดีตภรรยา Rebecca

นี่เป็นซีนเล็กๆหลังจากหญิงสาวกล่าวขอโทษ Maxim ที่ลงไปยังกระท่อมน้อยริมชายหาด แต่เขาได้มอบผ้าเช็ดหน้าที่มีตัวอักษร R (สัญลักษณ์ของ Rebecca) ทำให้เธอหยุดสะอื้อไห้ ก่อนตัดภาพคลื่นกระทบโขดหิน/หาดทราย เพื่อสื่อถึงความว้าวุ่นวายบังเกิดขึ้นภายในจิตใจ

หลังจากสวมใส่ชุดบ้านๆ หลวมๆ ไร้รสนิยมเรื่องแฟชั่น (เพื่อสื่อถึงความผิดที่ผิดทางของหญิงสาว) เมื่อเรียนรู้เรื่องราวบางส่วนของ Rebecca ตัดสินใจสวมใส่ชุดเดรส/ราตรีเป็นครั้งแรก จุดโดดเด่นของชุดนี้คือดอกไม้บริเวณลำตัว ทำเหมือนตนเองของขวัญ ‘Trophy Wife’ ในหนังเธอเรียกตนเองว่า ‘as if I were a prize cow’

ระหว่างโปรเจคเตอร์กำลังฉายภาพที่พวกเขาถ่ายทำตอนฮันนีมูน แสงไฟกระพริบอาบฉาบใบหน้าหญิงสาว(พร้อมเสียงจากโปรเจคเตอร์)ขณะพร่ำพูดถึงความหวาดกังวล รู้สึกไม่สบายใจ ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตในคฤหาสถ์หลังนี้ … นี่เป็นอีกครั้งที่การละเล่นกับแสง-เงา (และเสียงประกอบ) สร้างสัมผัสทางอารมณ์ สะท้อนความรู้สึกตัวละครขณะนั้นๆออกมา

แม้หญิงสาวจะพูดพร่ำไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ครุ่นคิดอะไรมากความ แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้กับ Maxim ถึงขนาดเดินมาบดบังโปรเจคเตอร์ที่กำลังฉาย (ตอนเธอกล่าวถึงตนเองคือ ‘prize cow’ ภาพฉายโปรเจคเตอร์กำลังละเล่นกับฝูงเป็ด) แสดงใบหน้านิ่วคิ้วขมวด ปกคลุมด้วยความมืดเช่นนี้ช่างดูน่าหวาดสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

ด้วยความอิจฉาริษยาของหญิงสาว อยากรับรู้จักเบื้องหลัง Rebecca? หลังจากเลียแสตมป์ เลียแข้งเลียขา รับรู้ข้อมูลบางส่วนจากผู้จัดการทรัพย์สิน Frank, วันหนึ่งตัดสินใจบุกเข้าไปในห้องพักฟากฝั่งตะวันตก ภาพช็อตนี้ใครช่างสังเกตจะพบเห็นเงาของเธอตอนเปิดประตูเข้ามา พาดยาวไปถึงรูปภาพวาดบนผนัง (เพื่อสื่อถึงอิทธิพลที่ยังส่งผลกระทบต่อกัน) และเงาลางๆตรงผ้าม่าน ช่างดูเหมือนกรงนก (ที่มีนกและกิ่งก้านต้นไม้) แต่พอเปิดออกกลับเป็นเพียงห้องพักธรรมดาๆ (นี่เป็นการสร้างสัมผัสทางจิตวิญญาณ ประมาณว่า Rebecca ยังถูกกักขังอยู่ในคฤหาสถ์หลังนี้)

ระหว่างอยู่ในห้องของ Rebecca หญิงสาวบังเอิญพบเจอกับ Mrs. Danvers รับฟังคำสรรเสริญเยินยอ พร่ำเพ้อถึงเธอ จะมีครั้งหนึ่งเปิดตู้เสื้อผ้า (ชาว LGBT+ น่าจะเข้าใจนัยยะการเปิดตู้เสื้อผ้าเป็นอย่างดี) หยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ออกมาลูบไล้ สัมผัสใบหน้า นี่ถือเป็น ‘สัมผัส Lesbianism’ แม้ยุคสมัยนั้นกองเซนเซอร์ Hays Code จะสั่งห้ามไม่ให้นำเสนออย่างตรงไปตรงมา แต่ผมว่าพวกเขาคงคิดไม่ถึงว่ามันสามารถตีความได้เช่นนี้

เกร็ด: Chinchilla Coat (ทำจากเจ้าหนูสายพันธุ์ Chinchilla ประมาณ 150-300 ตัว) หยิบยืมจาก Gunther Jaeckel เจ้าของกิจการเสื้อขนสัตว์ใน New York ว่ากันว่ามูลค่าสูงถึง $25,000 เหรียญ เลยไม่มีใครกล้าสวมใส่จริงๆ

เมื่อตอนบุกเข้ามาในห้องของ Rebecca หญิงสาวเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น พละกำลังใจ อยากเรียนรู้จักตัวตนของอีกฝ่าย แต่เมื่อรับฟังถ้อยคำสรรเสริญเยินยอของ Mrs. Danvers ถึงความเลิศเลอ สูงส่ง เกินอาจเอื้อม (ดอกฟ้า vs. ดอกไม้ริมทาง) ทำให้ค่อยๆสูญเสียความเชื่อมั่น กลัวๆกล้าๆ ยืนตัวสั่นๆ แอบหลบซ่อนในเงามืด (แต่ก็ถูกเงาของ Mrs. Danvers คืบคลานเข้ามาปกคลุม ครอบงำ) เฝ้ารอคอยจังหวะหนีออกไปจากห้องแห่งนี้

หญิงสาวต้องการพิสูจน์ตนเองด้วยการจัดงานเลี้ยงแฟนซี ตัดเย็บเสื้อผ้า ทรงบอลกาวน์ (ฺBall Gown) ที่แสดงให้ผู้อื่นพบเห็นว่าฉันก็มีความสวยสง่า ราวกับเจ้าหญิง (บ้างเรียกว่า Princess Gown) ไม่แพ้บุคคลในรูปภาพวาด แต่โดยไม่รู้ตัว/ถูกล่อหลอกโดย Mrs. Danvers เพราะบุคคลในภาพนั้นคือ Rebecca สร้างความไม่พึงพอใจต่อ Maxim เพราะครุ่นคิดว่าเธอต้องการลอกเลียน สวมวิญญาณกลายเป็นแบบอดีตภรรยา … เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย สำหรับสตรีเพศคือสิ่งใช้สำแดงวิทยฐานะ สถานะทางสังคม สะท้อนบุคลิกภาพ/ตัวตน แต่ชุดเหล่านี้ไม่เหมาะสำหรับหญิงสาว เป็นเพียงการลอกเลียนแบบเปลือยภายนอก ปกปิดซ่อนเร้นตัวตนแท้จริงไว้ภายใน

เกร็ด: หนังไม่มีเครดิตออกแบบเสื้อผ้า แต่ทั้งชุดเดรสดอกไม้ และชุดราตรีนี้ออกแบบตัดเย็บโดย Irene Maud Lentz (1900-62) หนึ่งในแฟชั่นดีไซนเนอร์ชื่อดังแห่งวงการ เริ่มผลงานเด่นๆในยุคหนังพูด อาทิ Shall We Dance (1937), You Can’t Take It With You (1938), To Be or Not to Be (1941), Gaslight (1944), Ziegfeld Follies (1946), Easter Parade (1948), Midnight Lace (1960) ฯ

หญิงสาวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานใจ การปฏิเสธของสามี ทำให้ครุ่นคิดไปไกลว่าเขาไม่ให้การยินยอมรับ ฉันไม่สามารถเทียบกับ Rebecca แถมยังถูก Mrs. Danvers พยายามพูดกรอกหู จี้แทงใจดำ เปิดหน้าต่าง แนะนำให้กระโดดลงเบื้องล่าง (ล้อกับตอนต้นเรื่องที่ Maxim ครุ่นคิดจะกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย) แต่เสียงพลุทำให้เธอฟื้นคืนสติขึ้นอีกครั้ง

ตลอดทั้งซีเควนซ์นี้ Mrs. Danvers พยายามเกาะติดตาม ยืนอยู่เบื้องหลัง พูดกรอกหู จี้แทงใจดำ ชี้ชักนำ จนกระทั่งใบหน้าครึ่งหนึ่งของหญิงสาวปกคลุมด้วยความมืดมืด … นี่แสดงให้เห็นว่าเธอครุ่นคิดจะฆ่าตัวตายอย่างจริงจัง เป็นการยืนยันด้วยว่าตอนต้นเรื่อง Maxim ก็เคยอยากกระโดดหน้าผาจริงๆ

ความล้มเหลวของ Mrs. Danvers (ที่ไม่สามารถล่อหลอกให้หญิงสาวกระโดดตึก ฆ่าตัวตาย) ทำให้วินาทีเปลี่ยนฉาก ระหว่างการ Cross-Cutting สังเกตดีๆจะพบว่าใบหน้าซ้อนทับพอดิบพอดีกับนาฬิกา ราวกับว่าเป็นการนับถอยหลัง บอกใบ้อนาคต จุดจบ(ของเธอ)ใกล้เข้ามาถึง

ซีเควนซ์ที่ Maxim เปิดเผยเบื้องหลัง เล่าข้อเท็จจริง ความรู้สึกของตนเองต่อ Rebecca ยังกระท่อมน้อยริมชายหาด นี่เป็นสถานที่แห่งนี้ที่เขาเคยปฏิเสธ ไม่ต้องการหวนกลับมา แต่สถานการณ์ขณะนี้ (ตำรวจพบเจอเรือเกยตื้น และศพของ Rebecca) มีความจำเป็นที่ต้องเผชิญหน้า ยินยอมรับสภาพเป็นจริง

มันจะมีขณะหนึ่งที่ Maxim เล่าถึงการพบเจอ Rebecca ครั้งสุดท้ายยังกระท่อมน้อยหลังนี้ กล้องจะค่อยๆเคลื่อนไหล ดำเนินไปตามเสียงบรรยาย ให้อิสรภาพผู้ชมในการจินตนาการภาพเหตุการณ์บังเกิดขึ้น … จริงๆจะแทรกภาพย้อนอดีต (Flashback) ก็ยังได้ เพียงแค่ว่าผกก. Hitchcock ต้องการสร้างความลึกลับให้กับ Rebecca

ตำรวจเรียกตัว Maxim ไปยืนยันศพของ Rebecca ภาพแรกมีการปรับความคมเข้ม ‘Low Key’ บริเวณรอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด และระหว่างก้าวเดินออกมา แล้วหยุดพูดคุยกับตำรวจ บริเวณดังกล่าวพบเห็นเงาด้านหลัง แลดูคล้ายซี่กรงขัง เหล่านี้สะท้อนสภาพจิตใจตัวละคร เหมือนถูกต้อนจนมุม ไม่รู้จะทำอะไรยัง ตระหนักว่าตนเองคงไม่สามารถดิ้นหลบหนีโชคชะตากรรมได้พ้น

ใครที่เป็นแฟนหนังผกก. Hitchcock น่าจะโคตรๆมักคุ้นกับการแบล็กเมล์ ซีเควนซ์คล้ายๆกันนี้เคยพบเจอใน Blackmail (1929), Sabotage (1936), ตัวร้ายครุ่นคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า จึงเข้ามาวางท่า ทำตัวกร่าง ข่มขวัญคู๋พระ-นาง ให้เกิดความหวาดกลัว ยินยอมศิโรราบ ทำตามคำร้องขอ แต่แทบทั้งนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้าความจริง กลับไม่เคยเป็นดั่งสิ่งคาดหวังไว้

ภาพที่สองเหมือนจะจงใจให้ Maxim ถูกสวมเขา! มีสตั๊ฟเขาสัตว์ประดับอยู่ตรงผนังกำแพง วางตำแหน่งได้ตรงศีรษะพอดิบพอดี ระหว่างที่ Jack พยายามพูดแบล็กเมล์ อ้างว่ารับรู้เบื้องหลัง สาเหตุความตายของ Rebecca

ผมพยายามมองหาว่าผกก. Hitchcock หลบซ่อนตัวอยู่แห่งหนไหน แต่ผมว่าต่อให้ช่างสังเกตเพียงใดก็อาจไม่พบเจอ หลังจากแผนแบล็กเมล์ของ Jack ประสบความล้มเหลว พอออกจากตู้โทรศัพท์ คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีชายร่างอวบอ้วนเดินผ่านด้านหลัง

จังหวะที่ผกก. Hitchcock เดินผ่านไปนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดกับ Frank ว่า “This isn’t a parking place” เหมือนจะแอบสื่อถึงสถานที่ทำงาน Selznick International Studio หาใช่ที่ที่เหมาะสมกับการทำงานสักเท่าไหร่

ดั้งเดิมนั้นโปรดิวเซอร์ Selznick ต้องการให้ภาพสุดท้าย ระหว่างคฤหาสถ์ Manderley กำลังมอดไหม้ ควันไฟลอยโพยพุ่ง ปรากฎตัวอักษร “R” ขนาดใหญ่ นั่นทำให้ผกก. Hitchcock ถึงกับกุมขมับในความไร้สาระ เฝ้ารอคอยจังหวะตอนที่ Selznick กำลังยุ่งวุ่นวายกับการโปรโมท Gone with the Wind (1939) ปรับเปลี่ยนควันไฟมาเป็นเผาหมอนที่มีตัวอักษร “R” ดูเข้าเค้า สมเหตุสมผล แถมยังกลายเป็นแรงบันดาลใจตอนจบ Citizen Kane (1941) อีกต่างหาก!

แซว: ถึงแม้โปรดิวเซอร์ Selznick จะมีภาพตอนจบอีกแบบ แต่เห็นว่านี่คือหนึ่งในซีเควนซ์ที่เขาสั่งถ่ายทำซ่อม ด้วยข้ออ้างว่าผลลัพท์ที่ถ่ายทำโดยผกก. Hitchcock ยังไม่เป็นพึงพอใจสักเท่าไหร่ ไฟลุกลามช้าเกินไป

ความแตกต่างระหว่าง Rebecca กับ Rosebud (เริ่มต้นด้วย “R” ทั้งคู่เลยนะ)

  • Rebecca ถือเป็น ‘plot device’ ที่ใช้ขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า แม้ไม่เคยปรากฎตัว แต่ถือเป็นศูนย์กลางเรื่องราว ตายไปแล้วยังคอยหลอกหลอน สร้างอิทธิพลให้กับตัวละคร
  • Rosebud ถือเป็น ‘MacGuffin’ ที่มีเพียงความลึกลับ ปริศนาสงสัย แต่ไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนพล็อตเรื่องราวใดๆ เพียงความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับตัวละคร สัญลักษณ์ของ ‘loss innocence’ เอาจริงๆจะไม่เปิดเผยว่าคืออะไรก็ยังได้ แต่การตัดสินใจของผู้สร้าง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในตอนจบระดับตำนาน

ตัดต่อไม่มีเครดิต โดยที่โปรดิวเซอร์ David O. Selznick เข้ามาควบคุมดูแลด้วยตนเอง โดยเรียกตัว W. Donn Hayes (1893-1973) นักตัดต่อหนังเกรดบีสัญชาติอเมริกัน มีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ยุคหนังเงียบ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง/เสียงบรรยายของหญิงสาวนิรนาม (เรียกตนเองว่า “I”) เริ่มต้นภายหลังเหตุการณ์ไฟไหม้คฤหาสถ์ Manderley สูญเสียหาย พังทลายย่อยยับเยิน จากนั้นทำการเล่าย้อนอดีต (Flashback) ตั้งแต่แรกพบเจอ Maxim de Winter ตกหลุมรัก แต่งงาน และเคยอาศัยใช้ชีวิตในคฤหาสถ์หลังนี้

  • อารัมบท, เสียงบรรยายของหญิงสาวนิรนาม เล่าถึงความหลังคฤหาสถ์ Manderley
  • รักแรกพบยัง Monte Carlo
    • หญิงสาวนิรนามแรกพบเจอ Maxin de Winter เหมือนพยายามจะกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย
    • จากนั้นได้รับรู้จักอีกฝ่ายขณะพักอาศัยอยู่ Monte Carlo
    • ทั้งสองมักแอบนัดพบ ขับรถเล่น เกี้ยวพาราสี
    • เมื่อถึงเวลาที่ Mrs. Edythe จะเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา Maxin ตัดสินใจสู่ขอหญิงสาวแต่งงาน
  • หญิงสาวในคฤหาสถ์หรู Manderley
    • หลังแต่งงาน Maxin พาเธอมาพักอาศัยอยู่ยังคฤหาสถ์หรู Manderley
    • ได้รับการต้อนรับอย่างไม่ค่อยเป็นมิตรจาก Mrs. Danvers
    • หญิงสาวเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนกระทั่งเรียนรู้การมีตัวตนของอดีตภรรยา Rebecca de Winter
    • หญิงสาวพบเจอบ้านพักริมชายหาด แต่โดยไม่ทราบสาเหตุ Maxin กลับร้องขอเธอไม่ให้หวนกลับไปสถานที่แห่งนั้นอีก
  • หญิงสาวกับ Rebecca
    • หลังจากรับรู้เรื่องราวของ Rebecca หญิงสาวพยายามจะปรับเปลี่ยนตนเอง ตัดแต่งทรงผม สวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา
    • หลังพบเจอ Jack Favell (ลูกพี่ลูกน้อง/ชู้รักของ Rebecca) หญิงสาวตัดสินใจเข้าไปในห้องพักของ Rebecca แล้วถูกเป่าหูโดย Mrs. Danvers ทำให้เกิดความอิจฉาริษยา ต้องการพิสูจน์ตนเอง
    • ในงานเลี้ยงชุดแฟนซี หญิงสาวเลือกชุดที่มีต้นแบบจากภาพวาดของ Rebecca แต่กลับสร้างความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรงต่อ Maxim
  • Maxim กับ Rebecca
    • ค่ำคืนนั้นมีการค้นพบเรืออับปางของ Rebecca
    • หญิงสาวติดตามหา Maxim พบเจออยู่ยังบ้านริมชายหาด รับฟังข้อเท็จจริง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Rebecca
    • ตำรวจสอบสวนพยาน รื้อฟื้นคดีหลังค้นพบหลักฐานว่าอาจไม่ใช่การฆ่าตัวตาย
    • Jack พยายามจะแบล็กเมล์ Maxim เพราะครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายทำการฆาตกรรม Rebecca
    • แต่เมื่อพบเจอแพทย์ผู้ให้การตรวจรักษา Rebecca กลับได้รับคำตอบที่ไม่มีใครคาดคิดถึง
    • Mrs. Danvers ตัดสินใจจุดไฟ เผาทำลายคฤหาสถ์ Manderley

ด้วยความที่ผกก. Hitchcock ถ่ายทำตามบทหนัง/Storyboard ออกมาอย่างเปะๆ มีคำเรียก ‘In-camera Editing’ สร้างความไม่พึงพอใจต่อโปรดิวเซอร์ Selznick เพราะไม่สามารถปรับแก้ไขอะไรได้มากมายระหว่างการตัดต่อ แต่ก็พยายามเหลือเกิน เรียกนักแสดง-ทีมงานมาถ่ายซ่อมเพิ่มเติม คือจะเอาให้จงได้ เพื่อประกาศศักดาว่าตนเอง/โปรดิวเซอร์ มีอำนาจในโปรเจคเหนือกว่าผู้กำกับ … ถึงอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้มากอยู่ดี

สิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ ‘misdirection’ เรื่องราวชี้ชักนำความเข้าใจตัวละคร ล่อหลอกผู้ชมไปทิศทางหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงกลับอยู่อีกฟากฝั่งตรงกันข้าม เมื่อได้รับการเปิดเผยออกมาจึงเกิดปรากฎการณ์ ‘หักมุม’ … บางคนอาจจะมองลีลาดำเนินเรื่องลักษณะนี้เป็นการ ‘manipulate’ ของผู้สร้าง พยายามควบคุมครอบงำ นำทางผู้ชมไปยังทิศทางที่ต้องการ จากนั้นทำการทรยศหักหลัง (Blackmail)


เพลงประกอบโดย Franz Waxman หรือ Franz Wachsmann เกิดที่ Königshütte, German Empire (ปัจจุบันคือ Chorzów, Poland) ในครอบครัวเชื้อสาย Jews เมื่อตอนสามขวบถูกน้ำร้อนลวก ทำให้ตาซ้ายบอดสนิท โตขึ้นเข้าเรียนการแต่งเพลง/กำกับวงดนตรี Dresden Music Academy จบออกมากลายเป็นวาทยกรให้กับภาพยนตร์ The Blue Angel (1930), ได้รับเครดิตครั้งแรก Burglars (1930), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Liliom (1934), การมาถึงของ Nazi Germany จึงตัดสินใจอพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกา สรรค์สร้างผลงานเด่นๆมากมายนับไม่ถ้วน Bride of Frankenstein (1935), Fury (1936), Captains Courageous (1937), The Philadelphia Story (1940), Rebecca (1940), Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), Suspicion (1941), Sunset Boulevard (1950), Night and the City (1950), A Place in the Sun (1951), Rear Window (1954), The Nun’s Story (1959) ฯ

เมื่อตอนอยู่อังกฤษ ผกก. Hitchcock แทบไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเพลงประกอบสักเท่าไหร่ (มุ่งเน้นกับเสียงประกอบ Sound Effect เสียมากกว่า) นั่นอาจเพราะเคยได้รับประสบการณ์ย่ำแย่ ตั้งแต่เมื่อตอนสรรค์สร้าง Blackmail (1929) เนื่องจากเทคโนโลยีเสียงยังมีข้อจำกัด เต็มไปด้วยความยุ่งยากวุ่นวาย แต่พอเดินทางมาถึง Hollywood ทุกสิ่งอย่างกำลังจะผันแปรเปลี่ยนไป

Waxman ถือเป็นนักแต่งเพลงอเนกประสงค์ สามารถรังสรรค์ผลงานหลากหลายสไตล์เพลง แต่ที่โดดเด่นมักมีกลิ่นอายนัวร์ๆ บรรยากาศหมองหม่น สะท้อนด้านมืดจิตใจคน ถนัดใช้ออร์เคสตราประสานเสียง สำหรับขยับขยายโสตประสาท ค่อยๆไต่ไล่ระดับ (Crescendo) สร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก เอ่อล้นด้วยสัมผัสทางอารมณ์

งานเพลงของ Waxman ใน Rebecca (1940) อาจไม่ได้มีท่วงทำนองโดดเด่น น่าจดจำ แต่เต็มไปด้วยสิ่งเรียกว่า ‘Psychological Tension’ สร้างบรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เหมือนตกอยู่ในอันตราย สอดคล้องเข้ากับสภาวะทางอารมณ์ตัวละคร แรกเริ่มต้นยังบริสุทธิ์ใส ไร้เดียงสา พอมาถึงคฤหาสถ์ Manderley กลับค่อยๆสูญเสียตัวตนเอง ถูกควบคุมครอบงำโดย Rebecca เกิดความอิจฉาริษยา โหยหาการยินยอมรับ พยายามปรับตัวเปลี่ยนแปลง แต่ทำให้เกือบจะสูญเสียทุกสิ่งอย่าง

ความโรแมนติกในบทเพลงของ Waxman อย่าง Time for Romance มันจะไม่หวานหยดย้อย น้ำตาลขึ้นมด ปานน้ำผึ้งเดือนห้า แต่มักมีบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้น รอยแผลเป็นภายในจิตใจ ถึงอย่างนั้นการพบเจอกับเธอ ทำให้ฉันสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย

Manderley บทเพลงพรรณาถึงคฤหาสถ์หรู สถาปัตยกรรม Gothic สถานที่แห่งความลึกลับ พิศวง ราวกับต้องมนต์สะกด เมื่อหญิงสาวมีโอกาสเข้าพักอาศัย มันช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความเพ้อฝัน เริ่มต้นเหมือนสรวงสวรรค์ แต่นานวันกลับกลายเป็นขุมนรก เต็มไปด้วยความหลอกหลอน สิ่งบั่นทอนทรวงใน จิตใจค่อยๆมอดไหม้ ท้ายสุดหลงเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง

ระหว่างที่หญิงสาวมาพักอาศัยอยู่ยัง Manderley แทบทุกบทเพลงล้วนมีสัมผัสวาบหวิว สั่นสยิวกาย ท่วงทำนองฟังดูหลอกหลอน ชวนขนหัวลุกพอง สอดคล้องเข้ากับการมีตัวตนของ Rebecca de Winter แม้ตัวตายจากไป แต่เธอยังคงว่ายเวียนวน อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน

To Compare น่าจะเป็นบทเพลงน่าอัศจรรย์ที่สุดของอัลบัมนี้ ผมชอบการใช้สองตัวโน๊ตเล่นสลับกันไปมา เพื่อสร้างสัมผัสการเปรียบเทียบ ระหว่างหญิงสาวกับ Rebecca เพราะความอิจฉาริษยา เลยต้องการลอกเลียนแบบ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง สำแดงให้ชายคนรักพบเห็นว่าฉันก็มีความสวย สง่า โดดเด่น เป็นได้เหมือนเธอผู้นั้น

หญิงสาวผู้มีความละอ่อนวัย ไร้เดียงสา โชคชะตานำพาให้ตกหลุมรัก แต่งงานกับเทพบุตรสุดหล่อ ชนชั้นสูง ฐานะร่ำรวย กลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร แต่พอย้ายเข้ามาอาศัยอยู่คฤหาสถ์หรู Manderley รับรู้เรื่องราวของอดีตภรรยา Rebecca บังเกิดความอิจฉาริษยา โหยหาการยินยอมรับ พยายามปรับเปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นกุลสตรี ผู้ดีมีสกุล … แต่นั่นหาใช่สิ่งที่ชายคนรักปรารถนาให้เธอเป็น

ผู้แต่งนวนิยาย Daphne du Maurier ยินยอมรับว่าตนเองเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา Jan Ricardo อดีตคู่หมั้นสามี เธอคนนั้นช่างมีความทรงเสน่ห์ (Glamorous) ชวนให้ลุ่มหลงใหล โดยเฉพาะสีผมดำเข้ม (dark-haired) ทำให้เกิดเปรียบเทียบ ไม่อยากยินยอมรับว่าตนเองสวยไม่เท่า สู้ไม่ได้ บังเกิดความรู้สึกขื่นขม ขัดแย้งขึ้นภายใน

du Maurier ให้คำนิยาม Rebecca คือการศึกษา “study in jealousy” ขณะเดียวกันสอดแทรกคำแนะนำถึงวิถีแห่งความสุข นั่นคือเรียนรู้จักการปล่อยวาง มันไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องไปเปรียบเทียบ ลอกเลียนแบบอะไรใคร ฉันสวย ฉันไม่สวยแล้วไง? แค่เพียงเป็นตัวของตนเอง เท่านั้นนั้นก็สร้างความสุขใจ … คนที่เขารักเรา ก็เพราะการที่เราเป็นตัวของตนเอง ไม่ใช่แต่งงานแล้วกลายเป็นใครอื่นใด

I wanted to go on sitting here, not talking, not listening to the others, keeping the moment precious for all time

Daphne du Maurier

สำหรับผกก. Hitchcock เลือกดัดแปลงนวนิยาย Rebecca เพราะมีความสอดคล้องเข้ากับการเดินทาง/มุมมองส่วนตัวต่อวงการภาพยนตร์ Hollywood (เปรียบเทียบตนเองกับหญิงสาวนิรนาม แต่งงานแล้วเดินทางสู่คฤหาสถ์ Manderley) สถานที่ที่มีความเลิศหรูหรา ขณะเดียวกันก็ดูลึกลับ น่าพิศวง เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ บุคคลมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จ สรรค์สร้างผลงานโลกตะลึงมากมาย

แน่นอนว่าการเดินทางมาทำงานยัง Hollywood ย่อมสร้างความตึงเครียด กดดัน ต้องใช้เวลาสักพักในการเรียนรู้ ปรับตัวเข้าสิ่งต่างๆ อาจเคยครุ่นคิดลอกเลียนแบบความสำเร็จของคนรุ่นก่อน แต่ก็ค้นพบว่าฉันควรเป็นตัวของตนเอง สรรค์สร้างภาพยนตร์ตามวิถีทาง(ของตนเอง)นั้นดีที่สุด!

บางคนอาจเปรียบเทียบโปรดิวเซอร์ David O. Selznick ผู้เซ็นสัญญา(ทาส) ลากพาผกก. Hitchcock เดินทางสู่ Hollywood กับตัวละคร Maxim de Winter แต่ขณะเดียวกันเมื่อหญิงสาวเข้ามาพักอาศัยอยู่ยังคฤหาสถ์ Manderley ก็ยังมีหัวหน้าคนรับใช้ Mrs. Danvers ที่พยายามควบคุมครอบงำ แสดงพฤติกรรมปิดกั้น ไม่รับฟัง มองโลกด้านเดียว แถมยังบีบบังคับให้คนอื่นเห็นพ้องคล้อยตามฉัน … ผมมองทั้งสองตัวละคร ต่างคือเสี้ยวส่วนตัวแทนโปรดิวเซอร์ Selznick มันไม่จำเป็นต้องเจาะจงตัวละครหนึ่งใด ชายคนนี้ก็มีทั้งด้านดี-เลวร้าย ขึ้นอยู่กับมุมมอง สถานการณ์ และโชคชะตาฟ้าลิขิต

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นระหว่างยุโรปกำลังอยู่ในสภาวะสงคราม (แต่สหรัฐอเมริกากลับยังเพิกเฉยลอยชาย ไม่รู้หนาวรู้ร้อน) แม้เรื่องราวอาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ตัวละคร Mrs. Danvers (เปรียบเทียบกับ Adolf Hitler?) และตอนจบไฟไหม้คฤหาสถ์ Manderley สามารถสื่อถึงหายนะที่เกิดจากความคอรัปชั่น พฤติกรรมเห็นแก่ตัว ทำให้ทุกสิ่งอย่างมอดไหม้ วอดวาย หลงเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง


ด้วยทุนสร้าง $1.285 ล้านเหรียญ (มากกว่าตอนทำงานอยู่อังกฤษเกินกว่าเท่าตัว) ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $3 ล้านเหรียญ และที่สหราชอาณาจักรอีก $1 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกกว่า $6 ล้านเหรียญ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar ทั้งหมด 11 สาขา สามารถคว้ามา 2 รางวัล

  • Outstanding Production **คว้ารางวัล
  • Best Director
  • Best Actor (Laurence Olivier)
  • Best Actress (Joan Fontaine)
  • Best Supporting Actress (Judith Anderson)
  • Best Screenplay
  • Best Art Direction – Black and White
  • Best Cinematography – Black and White **คว้ารางวัล
  • Best Film Editing
  • Best Original Score
  • Best Special Effects

ในบรรดาห้าครั้งที่ผกก. Hitchcock ได้เข้าชิง Oscar: Best Director ผมครุ่นคิดว่าครั้งแรกนี้น่าจะมีโอกาสมากที่สุด! เพราะอีกผลงาน Foreign Correspondent (1940) ก็ได้เข้าชิงปีเดียวกันนี้อีกหลายสาขา แต่ทว่ากลับพ่ายให้ John Ford ภาพยนตร์ The Grapes of Wrath (1940) [คว้ารางวัลนี้เป็นที่ 2 จากทั้งหมด 4 ครั้ง]

เฉกเช่นเดียวกับสาขานักแสดงนำหญิง Joan Fontaine ที่ถือว่าเป็นตัวเต็ง หนึ่งในบทบาทยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต แต่กลับพ่ายให้ Ginger Rogers ภาพยนตร์ Kitty Foyle (1940) … ยังดีที่อีกสองปีถัดมาคว้ารางวัลได้สำเร็จกับ Suspicion (1941)

เกร็ด: ก่อนหน้านี้ Oscar มีสถานะเป็นเพียง ‘งานรับรางวัล’ เพราะทำการประกาศผู้ชนะก่อนล่วงหน้า (เพื่อให้ผู้ชนะเดินทางมาร่วมงานรับรางวัล) แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องมาลุ้นรางวัลด้วยตนเอง ก็เท่ากลับกลายสภาพเป็น ‘งานประกาศรางวัล’ อย่างแท้จริง!

เกร็ด2: และเห็นว่าเป็นครั้งแรกด้วยที่ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt กล่าวสุนทรพจน์ในงาน ความยาวหกนาที (ส่งสัญญาณวิทยุจากทำเนียบขาว)

นอกจากนี้หนังยังได้รับเกียรติ เข้าฉาย(นอกสายการประกวด)เปิดเทศกาล Berlin International Film Festival ครั้งที่ #1 ระหว่างวันที่ 6-17 มิถุนายน ค.ศ. 1951 ณ Titiana-Palast cinema

อาจเพราะการคว้ารางวัล Oscar: Outstanding Production ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของภาพยนตร์ จึงมักถูกมองข้ามจากการจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล เคยเพียงติดอันดับของ

  • AFI’s 100 Years…100 Thrills (2001) ติดอันดับ #80
  • AFI’s 100 Years…100 Heroes and Villains (2003) ตัวละคร Mrs. Danvers ติดอันดับ #31 ฟากฝั่งผู้ร้าย (Villain)
  • Empire: Greatest Movie of All Time (2008) ติดอันดับ #318
  • Empire: The 100 best British films (2016) ติดอันดับ #23

เกร็ด: Netflix ช่างมีความหาญกล้าสร้างใหม่ Rebecca (2020) กำกับโดย Ben Wheatley นำแสดงโดย Lily James ประกบ Armie Hammer และ Kristin Scott Thomas รับบท Mrs. Danvers เสียงตอบรับ 39% เว็บมะเขือเน่า คงไม่ต้องอธิบายอะไรไปมากกว่านี้

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2017 สามารถหาซื้อ Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel … เป็นแผ่นที่ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม เต็มไปด้วยของแถม และคุณภาพการบูรณะอาจดีที่สุดของผกก. Hitchcock

เมื่อปี ค.ศ. 2019 ฉบับบูรณะฟีล์มต้นฉบับ (Restored Nitrate Print) จัดฉายที่ Grauman’s Egyptian Theatre ได้รับการเกริ่นนำโดย Christopher Nolan

It was just a transformative experience — a film I love and got to experience in a very different way. These screenings are all about seeing a work the way a filmmaker originally intended to show it.

There’s no better way to see film noir than on a black-and-white nitrate print, with all that silver in the emulsion and those stark shadows and the clean lines between light and dark and the gradations of gray, that really represents sort of the in-between nature of these protagonists

Christopher Nolan

หวนกลับมารับชมครานี้ในรอบ 9 ปี! หลงๆลืมๆพล็อตหนังไปพอสมควร จดจำตอนจบไม่ได้แล้ว นั่นทำให้ผมโคตรๆดีใจที่สามารถเพลิดเพลินไปกับเรื่องราว การแสดง ภาพถ่ายนัวร์ๆ เพลงประกอบไพเราะ ถูกล่อหลอก (mis-direction) หักมุม เต็มไปด้วยเหตุการณ์คาดไม่ถึง รู้สึกเหมือนเพิ่งรับชมครั้งแรก และได้ตกหลุมรัก Rebecca (1940) อีกครั้งหนึ่ง

แม้ผู้กำกับจะพูดเองเลยว่า “It’s not a Hitchcock picture” แต่ผมมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในอาชีพการงาน ได้เปิดมุมมอง โลกทัศน์ใหม่ เรียนรู้จักวิถี Hollywood แตกต่างจากประเทศอังกฤษ และเนื้อเรื่องราวอาจใกล้ชิด Hitchcock มากกว่าที่เจ้าตัวคาดคิด

ผมอยากแนะนำสำหรับคนยังไม่เคยลิ้มลองผลงานใดๆของผกก. Alfred Hitchcock ให้เลือกหา Rebecca (1940) มารับชมเป็นเรื่องแรก แล้วคุณอาจได้รับประสบการณ์ ความประทับใจคาดไม่ถึง ตกหลุมรักหนังคลาสสิกโดยพลัน!

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศโกธิค (Gothic) การแบล็กเมล์ (Blackmail)

คำโปรย | Rebecca คือการเดินทางครั้งใหม่ของผู้กำกับ Alfred Hitchcock มุ่งสู่ Hollwood/ปราสาท Manderley อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่าอภิรมณ์นัก แต่หลังจากนี้ทุกสิ่งอย่างจะปรับเปลี่ยนแปลงไปชั่วนิรันดร์
คุณภาพ | วิจิศิป์
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก


 Rebecca

Rebecca (1940)

(12/12/2015) หนังของ Alfred Hitchcock ที่ผมดูเรื่องแรกคือ Rebecca เมื่อหลายปีก่อน ไม่รู้คิดยังไงเหมือนกันทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ดูก่อน คงเพราะนี่เป็นหนัง hollywood เรื่องแรกของ Hitchcock ได้รางวัล Outstanding Production หรือ Best/ Picture จาก Academy Award ด้วยกระมังที่ทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ ตอนนั้นก็ไม่ผิดหวังเลย ว่าไปนี่เป็นหนังของ Hitchcock ที่ผมชอบที่สุดเลยด้วย

ว่าไปนี่ Rebecca เป็นหนังเรื่องเดียวของ Hitchcock ที่ได้ Oscar แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยได้ Best Director ก่อนหน้าที่ Hitchcock จะมาที่ hollywood เขาได้เริ่มสร้างหนังมาตั้งแต่ยุคหนังเงียบที่อังกฤษ มีหนังหลายเรื่องทีเดียวที่ได้รับการกล่าวถึงอาทิ The Man Who Knew Too Much และ The 39 Step ที่ไว้มีโอกาสผมคงได้พูดถึง

สำหรับ Rebecca ก็เป็นงานแรกของ Hitchcock ในสัญญาของ David O. Selznick ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ produce Gone with the Wind เพิ่งได้ Oscar มาสดๆร้อนๆ ปีถัดมาที่เขา produce Rebecca อีก เป็น producer คนแรกที่ได้ Oscar สองครั้งติด Selznick ถือเป็น producer ชื่อดังมากๆในสมัยก่อน เขามีโอกาสได้ทำงานให้กับค่ายหนังดังๆหลายค่าย เช่น RKO, MGM, Paramount สำหรับ Selznick ถือว่าเป็น producer ที่ถือสัญญาให้กับผู้กำกับ และนักแสดงชั้นนำหลายคน อาทิ Alfred Hitchcock,  Ingrid Bergman, Vivien Leigh ซึ่งกับ Rebecca ถือเป็นหนังเรื่องแรกของเขาและ Hitchcock ที่ทำร่วมกัน

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Daphne du Maurier ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1938 เรียกได้ว่านิยายยังไม่หายดังก็ถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังแล้ว ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย Philip MacDonald และ Michael Hogan ผมดูเครดิตของสองคนนี้แล้ว ก็ no comment นะครับ ไม่ได้มีผลงานที่ดีเด่นนัก นอกเสียจาก Rebecca นี่แหละ ที่น่าจะเป็นการดัดแปลงบทที่ดีที่สุดของทั้งคู่แล้ว

นำแสดงโดย Laurence Olivier และ Joan Fontaine โดยก่อนหน้านี้ Laurence แสดงนำเรื่อง Wuthering Heights หนึ่งในหนังที่กลายเป็นอมตะ และ Joan ที่เพิ่งฉายแววเด่นในหนังเรื่อง The Man Who Found Himself สำหรับ Laurence นั้นเขาจะชอง Shakespeare เป็นพิเศษ ก่อนที่จะมาแสดงหนังก็เป็นนักแสดง broadway มาก่อน โดยเฉพาะบทละครของ Shakespeare ปี 1948 เขากำกับและแสดงหนังเรื่อง Hamlet ที่ทำให้เขาได้ Oscar ตัวแรกด้วย สำหรับ Joan ได้ Oscar จากหนังเรื่อง Suspicion กำกับโดย Hitchcock ในปีถัด 1941 สำหรับ Rebecca ทั้งสองได้เข้าชิง Oscar ในสาขา Best Actor และ Best Actress แต่ก็ไม่ได้ทั้งคู่ ผมชอบการแสดงของทั้งคู่ใน Rebecca นะ เพราะเราจะได้เห็นสีหน้าของทั้งสองจาก close-up-shot ที่ Hitchock ใช้มากในหนังเรื่องนี้ ในหนังยังมีอีกตัวละครหนึ่งที่จะต้องพูดถึงเลยคือ Judith Anderson ที่เป็นแม่บ้าน การแสดงของเธอมันช่างดูนุ่มลึกแต่แฝงร้าย โดยเฉพาะคำพูดที่กรีดแทง เสียดสีนางเอก เป็นนางร้ายที่น่ากลัวมากๆ เธอได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Support Actress ด้วย แต่ก็ไม่ได้

เทคนิคที่ Hitchcock ใช้กับ Rebecca นั้นคือการเล่าเรื่อง ที่ค่อยๆสร้างความอึดอัดให้กับคนดู คล้ายๆกับ Vertigo แต่ผมว่า Rebecca สำเร็จกว่าตรงที่เมื่อถึงจุดที่หนังเฉลยทุกอย่างแล้ว มันมีการหักมุมที่ทำให้คนดูคาดไม่ถึง ตอนผมดูรอบสองก็ยังทึ่งเลยครับเพราะผมจำไม่ได้ว่ามันหักมุมยังไง เจอเข้าไปแบบนี้ก็พูดไม่ออก เป็นหนังที่ดึงอารมณ์ ความคิดของคนดูไปทางหนึ่ง แต่แล้วก็กระชากกลับอย่างไร้เยื่อใย คงต้องยกนิ้วให้กับนิยายต้นฉบับด้วย สุดยอดจริงๆ

George Barnes ผู้กำกับภาพของ Rebecca เขาเป็น 1 ใน 2 รางวัลที่ Rebecca ได้รับจาก Academy Award จากการเข้าชิงถึง 11 สาขา คงไม่ต้องพูดถึงมากว่างานภาพของเขาดีแค่ไหน ซึ่งเมื่อรวมกับสไตล์ของ Hitchcock แล้ว เป็นอะไรที่สมบูรณ์มากๆ นี่เป็นหนังขาว-ดำ นะครับ จึงมีการเล่นกับแสงและเงาอย่างมาก โดยเฉพาะฉากเปิดหนังและฉากปิดหนัง เป็นเหมือน intro และ outro เวลาเปิดหนังสืออ่าน

การออกแบบฉาก โดยเฉพาะคฤหาสถ์ ผมคิดว่า Lyle R. Wheeler ที่เป็น Art Direction ของหนังเรื่องนี้ น่าจะสร้างคฤหาสถ์นี้ขึ้นมาเลย เพราะตอนจบเป็นแบบนั้น คงทำให้เขาไปหาใช้คฤหาสถ์ที่ไหนคงไม่มีใครให้ ต้องบอกว่าการออกแบบ gothic มาก ตรงจากหนังสือเลย ซึ่งหนังถ่ายด้วยฟีล์มขาว-ดำ ด้วย ยิ่งเน้นความเป็น gothic ได้สวยงามมากๆ ศิลปะแนว gothic เริ่มต้นที่ฝรั่งเศส จะออกแนวอึมครึม สยองขวัญ เน้นสีดำเป็นหลัก ทั้งชุด เสื้อผ้า หน้าผม เครื่องประดับจะสีดำทั้งหมด สถาปัตยกรรมจะทรงสูงๆเหมือนในหนังนะครับ ในหนังถ้าสังเกต maid จะใส่ชุดแบบ gothic นะครับ

Hal C. Kern นักตัดต่อที่เพิ่งได้ Oscar สาขา Best Edited จาก Gone with the Wind กลับมาร่วมงานกับ Selznick แน่นอนว่าเขาต้องได้ชิง Oscar จาก Rebecca เป็นแน่ จุดเด่นการตัดต่อของหนังเรื่องนี้คือจังหวะ ก่อนที่แต่ละฉากจะมีการเล่าเรื่อง จะมีการถ่ายภาพแบบที่เป็น intro เล็กน้อยก่อนเข้าสู่เหตุการณ์นั้นๆ และเมื่อเหตุการณ์นั้นจบจะมีการ outro ภาพเล็กน้อยด้วย จังหวะที่เพิ่มเข้ามานี้ต้องยกนิ้วให้กับนักตัดต่อครับ มันคล้ายๆกับหนังของ Yasujirō Ozu แต่คงจะว่าใครเป็นต้นแบบใครมันคงไม่ได้นะครับ เพราะถึงแนวคิดจะคล้ายๆกัน แต่วิธีการต่างกันสิ้นเชิง ซึ่งต้องบอกว่าจังหวะของหนัง Ozu ดีกว่าเยอะครับ ผมคิดว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้ Hitchcock เลือกทำแบบนี้คงเพราะทำให้มันเหมือนกับการเล่าเรื่องเป็น Chapter เหมือนกับในนิยาย เหมือนที่เขา intro/outro ตอนเปิดเรื่องกับปิดเรื่อง แนวเดียวกันครับ

งานเพลงของ Franz Waxman เขาคนนี้ก็เป็นนักประพันธ์เพลงชื่อดังอีกคนหนึ่งของยุค ทำเพลงให้กับหนังของ Hitchcock ในช่วงยุคแรกๆที่เขามาที่ hollywood เคยได้ Oscar 2 ครั้ง และเข้าชิงอีกนับไม่ถ้วน สำหรับ Rebecca งานเพลงของเขาน่าสนใจมาก เพราะมันคล้ายๆกับ Vertigo (Bernard Herrmann คือคนทำเพลงให้) คือให้อารมณ์อึมครึมตลอดทั้งเรื่อง มันทำให้คนดูรู้สึกพิศวง ลึกลับ ชวนสงสัย แต่ผมรู้สึกว่าจังหวะเพลงของ Rebecca ดีกว่า Vertigo ตรงที่หนังไม่ยาวเกินไป และมีจังหวะผ่อนคลายมากกว่า ซึ่งพอถึงจุดที่หนังเฉลยความจริงทุกอย่าง สไตล์ดนตรีก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนปริศนาถูกไขแล้ว ซึ่งฟังแล้วรู้สึกโล่งกว่า Vertigo (คงเพราะ Vertigo มันจบ ณ จุดที่พระเอกรู้คำตอบของปริศนาเลย) แน่นอนว่างานเพลงแบบนี้เข้าชิง Oscar แน่ๆ

ว่าไปหนังชื่อ Rebecca แต่เราไม่ได้เจอกับ Rebecca เลยนะครับ แค่รู้ว่าเธอเป็นใคร นิสัยยังไง บุคคลิกยังไง และเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ถือว่าเป็นหนังแนวถนัดของ Hitchcock เลยก็ว่าได้ เหตุผลที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ เพราะจุดหักมุมที่สุดๆเลย พูดไม่ออกเลย แบบว่าดำเนินเรื่องแบบนี้มาทั้งเรื่องก็เพื่อจุดหักมุมแบบนี้ ซึ่งเมื่อเฉลยจุดนี้แล้ว หนังยังดำเนินต่อไปอีกหน่อย และทำการจบแบบที่คาดไม่ถึงอีกรอบ มันไม่เชิงเรียกว่าหักมุมหลายครั้ง แต่เป็น หักมุมแล้วโค้งตัวยูอีกสองรอบ มากกว่า …

ถ้ามีโอกาสก็หาดูนะครับ ให้ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับที่เป็นขาว-ดำ จะเห็นความสวยงามมากกว่าหนังที่แปลงมาเป็นสีแล้วนะครับ ว่าไป Rebecca นี่น่าจะเป็นหนังแนวหักมุมที่สุดที่ผมเคยดูหนังของ Hitchcock มาเลยนะครับ

คำโปรย : “Alfred Hitchcock กับผลงานเรื่องแรกที่ hollywood ที่ได้รับการยอมรับจาก Academy มากที่สุด และอาจเป็นหนังเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: